โลกร้อนส่งผลต่อ ธารน้ำแข็ง บนยอดภูเขา – กระทบแหล่งน้ำจืดของผู้คนนับพันล้าน

โลกร้อนส่งผลต่อธารน้ำแข็งบนยอดภูเขา – กระทบแหล่งน้ำจืดของผู้คนนับพันล้าน

หอคอยกักน้ำ (water tower) จาก ธารน้ำแข็ง บนยอดเขาสูงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำจืดของโลกในอัตราส่วนจำนวนมาก แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นภัยต่อแหล่งน้ำเหล่านี้

ในพื้นที่สูงเหนือเทือกเขาหิมาลัยบริเวณใกล้ ธารน้ำแข็ง กังโกตรี (Gangotri Glacier) มีน้ำไหลรินไปกับแม่น้ำสายเล็ก ไหลต่อลงสู่กระแสน้ำเบื้องล่าง น้ำจากเทือกเขานี้จะไหลเป็นระยะทางนับพันกิโลเมตรเพื่อหล่อเลี้ยงชาวบ้าน พื้นที่การเกษตร และที่ราบสินธุ (Indus Plain) อันเป็นพื้นที่ธรรมชาติขนาดกว้างใหญ่ ผู้คนมากกว่าสองร้อยล้านคนต่างพึ่งพาน้ำที่มาจากกระแสน้ำดังกล่าว

แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลต่อพื้นที่เทือกเขาสูงเช่นนี้มากกว่าพื้นที่อื่นของโลกโดยเฉลี่ย และการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ “หอคอยกักน้ำ” (water tower) ที่ผู้คนนับพันล้านต่างพึ่งพิง อยู่ในภาวะอันตรายยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตามงานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เหตุใดเราต้องใส่ใจหอคอยกักน้ำเหล่านี้

เทือกเขาสูงโอบอุ้มน้ำแข็งและหิมะบนยอดเขามากกว่าที่ใดในโลกหากไม่นับรวมพื้นที่ขั้วโลก และเทือกเขาเหล่านี้ประกอบไปด้วยน้ำจืดปริมาณครึ่งหนึ่งที่มนุษย์ใช้อุปโภคบริโภค

หิมะและธารน้ำแข็งที่อยู่บนเทือกเขาต่างๆมีความสำคัญต่อผู้คนมากกว่า 1,600 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรโลก โดยแหล่งน้ำที่เราใช้กันทุกวันนี้อาจมาจากเทือกเขาเหล่านี้

ธารน้ำแข็ง

ธารน้ำแข็ง
แผนที่หอคอยกักน้ำทั่วโลก ซึ่งมักเริ่มจากเทือกเขาสูงต่างๆ ที่มีหิมะละลายกลายเป็นแม่น้ำสายสำคัญต่างๆ ของโลก

หอคอยกักน้ำที่อยู่บนเทือกเขาสูงทำหน้าที่เป็นเหมือนแท็งก์เก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีวาล์วปิดเปิด ตัวอย่างเช่น เมื่อหิมะตก ก็จะเป็นการเติมแท็งก์น้ำ และน้ำแข็งเหล่านี้ก็จะละลายอย่างช้าๆ ผ่านวันผ่านเดือน หรืออาจเป็นปี ก่อนจะปล่อยน้ำที่ละลายไหลลงจากเทือกเขา

ความคงที่ของการละลายของน้ำแข็งนี้มีบทบาทสำคัญยิ่งโดยเฉพาะกับผู้ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง เนื่องจากการละลายของหิมะที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ว่าต่อเนื่องนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายน้อยกว่าฝนตกครั้งใหญ่ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือแผ่นดินถล่ม และมีความสำคัญต่อเมืองหลายเมืองที่ต้องการใช้น้ำตลอดทั้งปี เนื่องจากเทือกเขาสูงเหล่านี้เป็นบ้านของความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นดินของโลก (Earth’s land-based biodiversity) ถึงหนึ่งในสาม

ธารน้ำแข็ง, หิมาลัย
ธารน้ำแข็ง Ngozumpa เป็นธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดของเทือกเขาหิมาลัย ภาพถ่ายโดย BRITTANY MUMMA

“ในอดีต เทือกเขาไม่ได้รับการมองว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบภายในโลก เหมือนกับป่าในเขตร้อนหรือมหาสมุทร” วอลเตอร์ อิมเมอร์ซีล นักวิทยาศาสตร์ด้านภูเขาและภูมิอากาศที่มหาวิทยาลัยอูเทรคต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้เขียนหลักของงานวิจัย กล่าวและเสริมว่า “เราเพิ่งรับรู้ความสำคัญของมันครับ”

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักวิทยาศาสตร์รับรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลต่อปริมาณน้ำที่กักเก็บอยู่ในเทือกเขาสูง ซึ่งกำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ตัวอย่างเช่น อุณหภูมิในเทือกเขาหิมาลัยพุ่งสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษเป็นต้นมา โดยค่าเฉลี่ยของพื้นที่ทั่วโลกอยู่ที่ 1 องศาเซลเซียสเท่านั้น

ความตึงเครียดที่อาจเพิ่มมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลต่อขนาดและรูปร่างของธารน้ำแข็งในเทือกเขาสูงเหล่านี้ เช่นเดียวกับชนิดและปริมาณหิมะที่ตกสู่พื้นดิน มีหลายกรณีที่ปริมาณหยาดน้ำฟ้านั้นเพิ่มขึ้น แต่ไม่อาจทดแทนธารน้ำแข็งที่ละลายไปได้อย่างเพียงพอ

ในช่วงเวลาเดียวกัน ความต้องการแหล่งน้ำและความขัดแย้งกำลังเพิ่มขึ้นในหอคอยแหล่งน้ำทุกแห่งบนโลก การเติบโตและพัฒนาของจำนวนประชากรทั่วโลกส่งผลให้ความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อิมเมอร์ซีลกล่าว ซึ่งความต้องการน้ำนี้ประจวบเหมาะกับประสิทธิภาพอันจำกัดของรัฐบาล และความตึงเครียดทางการเมืองในเรื่องสิทธิการใช้น้ำในหลายพื้นที่ของโลก ยิ่งทำให้เรื่องหอคอยกักน้ำเหล่านี้เปราะบางมากขึ้น

ธารน้ำแข็ง, ปากีสถาน
ผู้หญิงสองคนดูแลสวนฝรั่งในหุบเขา Chipursan ประเทศปากีสถาน ภูมิภาคนี้เป็นส่วนหนึ่งของหอคอยกักน้ำของแม่น้ำสินธุ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดน้ำให้ระบบน้ำ (water system) มากที่สุดในโลก ภาพถ่ายโดย MATTHIEU PALEY, NAT GEO IMAGE COLLECTION

แม่น้ำสินธุเป็นแหล่งน้ำที่เปราะบางมากที่สุดของโลก อิมเมอร์ซีลบอก เช่นเดียวกับแม่น้ำอามูดาร์ยา (แถบเอเชียกลาง) แม่น้ำคงคา แม่น้ำทาริม (เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน) แม่น้ำซีร์ดาร์ยา (แถบเอเชียกลาง) หอคอยกักน้ำในทวีปอเมริกาใต้ก็มีความเปาะบางอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน
ด้านทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปเองก็ไม่ได้รับการยกเว้นจากผลกระทบนี้ที่เกิดขึ้นในที่ราบสูงโคลัมเบีย ที่ราบลุ่มแม่น้ำโคโลราโด แม่น้ำโรน (ยุโรป) แม่น้ำโป (ยุโรป) และแม่น้ำอื่นๆ

“ความเปราะบางของหอคอยกักน้ำไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในบริเวณเทือกเขาในเอเชีย แต่เกิดขึ้นในทั้งสองซีกโลกและกลายเป็นปรากฎการณ์ระดับโลกโดยแท้จริง” จัสติน แมนคิน นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของวิทยาลัยดาร์ตมัท สหรัฐอเมริกา ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในงานวิจัย กล่าว

ควรพุ่งความสนใจไปที่ใด

นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ภูเขาสูงกำลังจะเกิดขึ้น

“น้ำกำลังจะเปลี่ยนไปครับ” วาวเตอร์ บายเทิร์ต นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) กล่าวและเสริมว่า “ดังนั้น ก้าวต่อไปคือการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่สามารถทำได้ และชุมชนต่างๆจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างไร” ซึ่งต้องมีความสร้างสรรค์และหาทางออกอื่นๆเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำในหอคอยกักน้ำให้ได้

ธารน้ำแข็ง, หิมาลัย
Dingboche เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในเชิงเทือกเขาหิมาลัย ในหนึ่งหมู่บ้านที่ต้องพึ่งพาน้ำจากหอคอยกักน้ำในเทือกเขาสูง ภาพถ่ายโดย ERIC DAFT

ในลาดักห์ (อินเดีย) ทางแก้ปัญหาอาจหมายถึงการสร้างสถูป หรือแผ่นน้ำแข็งเล็กๆที่สามารถคงอยู่ได้ไปตลอดช่วงหน้าแล้ง ในเปรูอาจใช้วิธีการนำระบบประปาแบบโบราณกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นการนำน้ำจากหอคอยกักน้ำไปสู่ช่องทางหรืออ่างเก็บน้ำต่างๆ แต่ก็อาจหมายถึงสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการแก้ปัญหาในระดับโลก เช่น การพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือการตั้งคำถามทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อเฝ้าจับตาความเปราะบางนี้

“ในจุดนี้ เราจำต้องคิดถึงโลกทั้งใบค่ะ” มิเชล โคปป์ส นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและธารน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ซึ่งเป็นผู้เขียนรายงาน กล่าวและเสริมว่า “นี่เป็นภาวะคับขันของโลกที่กำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศ Global South (ทวีปแอฟริกา อเมริกาใต้ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย และประเทศในตะวันออกกลาง) แต่ภาวะเปราะบางนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ในสวนหลังบ้านของเรา และต้องได้รับการใส่ใจทันที”

เรื่อง ALEJANDRA BORUNDA


อ่านเพิ่มเติม แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์กำลังละลายเร็วขึ้นถึงสี่เท่า – และส่งผลร้ายต่อโลกกรีนแลนด์

เรื่องแนะนำ

รำลึกมาเรียม ดุหยงน้อยที่นำการขับเคลื่อนและความหวังงานอนุรักษ์มาสู่พะยูนไทย

รำลึก ‘มาเรียม’ เพื่อให้มนุษย์ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ กระตุ้นให้ภาครัฐเอาจริงกับกฏหมายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก 2 ปีก่อน ลูกพะยูนกำพร้าเพศเมียที่ชื่อว่า มาเรียม ซึ่งเข้ามาเกยตื้นที่จังหวัดกระบี่ ได้ครองใจผู้คนในหน้าโซเชียลมีเดียของไทย เนื่องจากความน่ารัก และเรื่องราวของความสู้ชีวิตเพื่อเติบโตอยู่รอดของมัน โดยมาเรียมได้หลงฝูง พลัดพรากจากแม่ในท้องทะเลมาอยู่ในความดูแลของสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งช่วยกันอนุบาลมาเรียมให้สามารถเติบโตและมีชีวิตรอดในท้องทะเล เกิดเป็นเรื่องราวความผูกพันระหว่างมนุษย์และสัตว์ทะเลตัวหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้มีการส่งต่อกำลังใจจากผู้คนไปยังมาเรียมมากมาย มีอาสาสมัครขอลงพื้นที่ดูแลเจ้ามาเรียม มีการจัดโครงการเพื่อระดมทุนช่วยเหลือ สื่อมวลชนด้านสิ่งแวดล้อมพากันนำเสนอข่าวพัฒนาการอย่างมาเรียมอย่างต่อเนื่อง และผู้คนสังคมได้รับรู้แนวคิดเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทะเลไทย ผ่านการเฝ้ามองชีวิตของมาเรียม จนกระทั่งเช้าวันที่ 17 สิงหาคม 2562 มาเรียมได้จากโลกนี้ไปอย่างกระทันหัน ผลจากการชันสูตร มาเรียมจากเราไปด้วยอาการช็อก และพบเศษพลาสติกเล็กๆ หลายชิ้นขวางลำไส้ จนมีอาการอุดตันบางส่วนและอักเสบ ทำให้มีแก๊สสะสมอยู่เต็มทางเดินอาหาร มีการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดเป็นหนอง เราหวังว่าการเสียชีวิตของมาเรียมจะทำให้ผู้คนตระหนักว่ามนุษย์ต้องยุติวิถีชีวิตที่รบกวนสัตว์และธรรมชาติ รวมไปถึงกระตุ้นให้ภาครัฐเอาจริงเอาจังกับการออกกฏหมายด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก เนื่องในวันมหาสมุทรโลก (World Ocean Day) National Geographic Thailand ขอนำเรื่องราวของมาเรียมเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิต ที่ได้เผยแพร่ในเว็บไซต์ของเราเมื่อ 2 ปีก่อน มาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อเป็นการรำลึกมาเรียมและไม่ให้เรื่องราวของมันถูกลืมเลือนไป เรื่อง  เพชร […]

โลกร้อนส่งผลต่อธารน้ำแข็งบนยอดภูเขา – กระทบแหล่งน้ำจืดของผู้คนนับพันล้าน

หอคอยกักน้ำ (water tower) จาก ธารน้ำแข็ง บนยอดเขาสูงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำจืดของโลกในอัตราส่วนจำนวนมาก แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นภัยต่อแหล่งน้ำเหล่านี้ ในพื้นที่สูงเหนือเทือกเขาหิมาลัยบริเวณใกล้ ธารน้ำแข็ง กังโกตรี (Gangotri Glacier) มีน้ำไหลรินไปกับแม่น้ำสายเล็ก ไหลต่อลงสู่กระแสน้ำเบื้องล่าง น้ำจากเทือกเขานี้จะไหลเป็นระยะทางนับพันกิโลเมตรเพื่อหล่อเลี้ยงชาวบ้าน พื้นที่การเกษตร และที่ราบสินธุ (Indus Plain) อันเป็นพื้นที่ธรรมชาติขนาดกว้างใหญ่ ผู้คนมากกว่าสองร้อยล้านคนต่างพึ่งพาน้ำที่มาจากกระแสน้ำดังกล่าว แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลต่อพื้นที่เทือกเขาสูงเช่นนี้มากกว่าพื้นที่อื่นของโลกโดยเฉลี่ย และการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ “หอคอยกักน้ำ” (water tower) ที่ผู้คนนับพันล้านต่างพึ่งพิง อยู่ในภาวะอันตรายยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตามงานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุใดเราต้องใส่ใจหอคอยกักน้ำเหล่านี้ เทือกเขาสูงโอบอุ้มน้ำแข็งและหิมะบนยอดเขามากกว่าที่ใดในโลกหากไม่นับรวมพื้นที่ขั้วโลก และเทือกเขาเหล่านี้ประกอบไปด้วยน้ำจืดปริมาณครึ่งหนึ่งที่มนุษย์ใช้อุปโภคบริโภค หิมะและธารน้ำแข็งที่อยู่บนเทือกเขาต่างๆมีความสำคัญต่อผู้คนมากกว่า 1,600 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรโลก โดยแหล่งน้ำที่เราใช้กันทุกวันนี้อาจมาจากเทือกเขาเหล่านี้ หอคอยกักน้ำที่อยู่บนเทือกเขาสูงทำหน้าที่เป็นเหมือนแท็งก์เก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีวาล์วปิดเปิด ตัวอย่างเช่น เมื่อหิมะตก ก็จะเป็นการเติมแท็งก์น้ำ และน้ำแข็งเหล่านี้ก็จะละลายอย่างช้าๆ ผ่านวันผ่านเดือน หรืออาจเป็นปี ก่อนจะปล่อยน้ำที่ละลายไหลลงจากเทือกเขา ความคงที่ของการละลายของน้ำแข็งนี้มีบทบาทสำคัญยิ่งโดยเฉพาะกับผู้ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง เนื่องจากการละลายของหิมะที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ว่าต่อเนื่องนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายน้อยกว่าฝนตกครั้งใหญ่ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือแผ่นดินถล่ม และมีความสำคัญต่อเมืองหลายเมืองที่ต้องการใช้น้ำตลอดทั้งปี เนื่องจากเทือกเขาสูงเหล่านี้เป็นบ้านของความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นดินของโลก […]

ทะเล อันดามัน ของไทยกำลังป่วย

ไข่มุกเม็ดงามนาม อันดามัน กำลังเผชิญภัยคุกคามรอบด้าน ธรรมชาติจะยืนหยัดทัดทานได้อีกนานเพียงใด สัณฐาน อันดามัน ยํ่าคํ่าแล้วที่ “สุสานหอย” ในเขตอุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี ชายฝั่งทะเลอันดามันที่บ้านแหลมโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ “สุสานหอยเป็นชั้นของแผ่นหินปูน ซึ่งมีซากของหอยขมนํ้าจืดปริมาณมากทับถมอยู่และปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังพบซากเรณูและสปอร์ของพืชโบราณที่สามารถกำหนดอายุของสุสานหอยว่าอยู่ในช่วงประมาณ 20 – 40 ล้านปี” ดร.สกลวรรณ ชาวไชย อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายให้กลุ่มนักศึกษาฟังระหว่างการออกภาคสนามในพื้นที่ อาจารย์สกลวรรณอธิบายต่อว่า ที่นี่เคยเป็นหนองนํ้าจืดขนาดใหญ่ มีหอยขมอาศัยอยู่จำนวนมาก ต่อมานํ้าทะเลไหลเข้าท่วมขังจนหินปูนใต้นํ้าทะเลอ่อนตัว หลอมรวมเอาเปลือกหอยใต้นํ้าเข้าเป็นเนื้อเดียว แปรสภาพเป็นแผ่นหินปูนแข็งที่มีซากหอยเกาะแน่นหนาราว 0.5 – 1 เมตร หากสังเกตลานหินของชั้นหอยจะพบแนวรอยแยกเป็นสองทิศทางได้ชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจากธรณีแปรสัณฐาน คำอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาบริเวณชายฝั่งทะเล อันดามัน ทำให้ฉันนึกถึงเหตุการณ์สึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นพิบัติภัยที่เกิดจากพลังงานใต้พิภพปะทุจนแผ่นดินไหวรุนแรงแรงขยับแผ่นเปลือกโลกให้เคลื่อนที่ไปราวหนึ่งเซนติเมตร แต่ก็รุนแรงพอจะสร้างคลื่นยักษ์สูงกว่า 30 เมตรพุ่งเข้าปะทะชายฝั่ง กวาดกลืนทุกสิ่งจนราพณาสูรไปในชั่วพริบตา ผู้คนใน 14 ประเทศ ชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียเสียชีวิตไปราว 130,000 […]

ความสำเร็จของชุมชนเล็กแห่งเม็กซิโก ในการฟื้นฟูท้องทะเลหลังการประมงล่มสลาย

กุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ของชุมชนเล็ก ๆ แห่งท้องทะเลเม็กซิโก ที่เคยประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮา กาลีฟอร์เนีย (Baja California) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ […]