หิมาลัย : เมื่อหลังคาโลกกลายเป็นสายน้ำ - National Geographic Thailand

หิมาลัย : เมื่อหลังคาโลกกลายเป็นสายน้ำ

หิมาลัย : เมื่อหลังคาโลกกลายเป็นสายน้ำ

น้ำแข็งที่เคยเป็นลักษณะโดดเด่นของเทือกเขาในเอเชียใต้อย่าง หิมาลัย มาช้านาน กำลังละลายกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่แห่งใหม่ๆ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอุทกภัยระดับทำลายล้าง

หากนั่งเครื่องบินผ่านเมานต์เอเวอเรสต์  คุณจะทะยานอยู่เหนือยอดเขาขรุขระห่มหิมะขาวโพลนของเทือกเขา หิมาลัย ทอดไกลไม่สิ้นสุดไปจรดเส้นขอบฟ้า  นี่เป็นภูมิทัศน์ที่ไม่เหมือนที่อื่นใดบนดาวเคราะห์ดวงนี้ ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งมหึมาแห่ง หิมาลัย รับหิมะใหม่เข้ามาเติมจากมรสุมที่พัดผ่านทุกฤดูร้อน

แต่หากนั่งเครื่องบินลำเดิมในอีก 80 ปีนับจากนี้  ภูผาน้ำแข็งยักษ์ใหญ่อันแวววามเหล่านั้นอาจไม่เหลืออีกแล้ว

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2019 ศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภูเขาแบบบูรณาการ (International Centre for Integrated Mountain Development: ICIMOD) ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ละเอียดที่สุดในปัจจุบันที่อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลต่อธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย ฮินดูกูช การาโกรัม และปามีร์อย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นเทือกเขาที่ประกอบกันเป็นวงโค้งทอดผ่านอัฟกานิสถาน ปากีสถาน จีน อินเดีย เนปาล ภูฏาน และเมียนมา  การศึกษาดังกล่าวยังเตือนด้วยว่า หนึ่งในสามถึงสองในสามของธารน้ำแข็งราว 56,000 แห่งโดยประมาณในภูมิภาคแถบนี้จะละลายหมดไปภายในปี 2100 ขึ้นอยู่กับอัตราเร็วของภาวะโลกร้อน

หิมาลัย
หมู่บ้านก๊อกโย ซึ่งซุกตัวอยู่ข้างทะเลสาบที่รับน้ำส่วนหนึ่งจากธารน้ำแข็งโกซุมปาของเนปาล ไม่ต้องเผชิญอันตรายฉับพลันจากน้ำท่วม แต่ชุมชนอื่นๆในหิมาลัยกำลังถูกทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีน้ำสูงขึ้นคุกคาม (ภาพถ่าย: GETTY IMAGES/FENG WEI PHOTOGRAPHY)

นี่คือคำพยากรณ์อันน่าตระหนกสำหรับชาวเอเชียใต้ราว 1,900 ล้านคนที่อาศัยธารน้ำแข็งเหล่านี้เป็นแหล่งน้ำหลัก ซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อการบริโภคและสุขอนามัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเกษตร การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และการท่องเที่ยวด้วย  ไม่เพียงเท่านั้น การสำรวจยังตั้งคำถามที่เร่งด่วนกว่า นั่นคือ ขณะที่ธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วนี้ น้ำทั้งหมดประมาณ 3,850 ลูกบาศก์กิโลเมตร หรือราว 50 เท่าของโตนเลสาบในประเทศกัมพูชาจะไหลไปที่ไหน

คำตอบก็คือ เทือกเขา หิมาลัยซึ่งมีธารน้ำแข็งเป็นเอกลักษณ์มาช้านาน กำลังกลายเป็นเทือกเขาที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลสาบอย่างรวดเร็ว อันที่จริง การศึกษาอีกชิ้นพบว่าตั้งแต่ปี 1990 ถึง 2010 เกิดทะเลสาบใหม่ๆที่รับน้ำจากธารน้ำแข็งละลายกว่า 900 แห่งในเขตเทือกเขาสูงทั่วเอเชีย

“มันเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราคาดไว้ กระทั่งเมื่อห้าหรือ 10 ปีก่อนมากเลยครับ” อัลตัน ไบเออร์ส นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และนักธรณีวิทยาภูเขาประจำมหาวิทยาลัยโคโลราโดที่โบลเดอร์ บอก

ทีมนักวิทยาศาสตร์เก็บตัวอย่างแก่นตะกอนก้นทะเลสาบตาโบเชของเนปาล ใกล้หมู่บ้านก๊อกโย ชั้นตะกอนไม่เพียงให้เบาะแสว่า ทะเลสาบก่อตัวอย่างไรและเมื่อไร แต่ยังเอื้อให้นักวิจัยศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะต่างๆ ตามฤดูกาลได้เมื่อเวลาผ่านไป

เพื่อทำความเข้าใจการก่อตัวของทะเลสาบเหล่านี้  ให้ลองนึกภาพธารน้ำแข็งเป็นเหมือนรถแทรกเตอร์น้ำแข็งที่ค่อยๆไถพื้นที่ลาดเขาลงมา พร้อมกับขูดผืนดินลงไปด้วย โดยทิ้งเศษดินหินเป็น   สันสูงไว้ข้างๆ ขณะที่มันแล่นไปข้างหน้า  สันเหล่านั้นคือกองตะกอนธารน้ำแข็ง (moraine) และเมื่อ       ธารน้ำแข็งละลายและหดตัวลง น้ำก็ไหลลงไปในร่องที่เหลืออยู่โดยมีกองตะกอนธารน้ำแข็งเป็นเหมือนสันเขื่อนตามธรรมชาติ

“เริ่มจากแอ่งน้ำแข็งละลายหลายๆ แอ่ง” ไบเออร์สอธิบายและเสริมว่า “แล้วค่อยๆ เชื่อมต่อกันเป็นแอ่งเดียว กลายเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี”

และเมื่อทะเลสาบเต็ม น้ำอาจล้นข้ามกองตะกอนธารน้ำแข็งที่กั้นน้ำเอาไว้  หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด กองตะกอนธารน้ำแข็งอาจพังลง  นักวิทยาศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “น้ำท่วมทะลักจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (glacial lake outburst flood: GLOF) แต่ชาวเชอร์ปาเรียกว่า ชู-กยุมฮา หรืออุทกภัยขั้นหายนะ

เหตุน้ำท่วมทะลักจากทะเลสาบธารน้ำแข็งในหิมาลัยครั้งน่าทึ่งที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในภูมิภาคกุมบูของเนปาล ในวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1985 เมื่อน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งลังโมชีถล่มลงสู่ทะเลสาบดิ๊กรูปร่างคล้ายลูกแพร์ยาวราว 1.6 กิโลเมตร  ทะเลสาบนี้น่าจะมีอายุไม่ถึง 25 ปี  ตอนที่น้ำแข็งถล่มลงสู่ทะเลสาบ มันทำให้เกิดคลื่นสูงสี่ถึงหกเมตร ซึ่งทลายทำนบตะกอนธารน้ำแข็งและปลดปล่อยน้ำกว่าห้าล้านลูกบาศก์เมตรให้หลากท้นลงมาทางปลายน้ำ

น้ำท่วมทะลักทำลายสะพาน 14 แห่ง บ้านเรือนราว 30 หลังคาเรือน และโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแห่งใหม่  รายงานบางฉบับบอกว่ามีผู้เสียชีวิตหลายคน “น้ำท่วมทะลักลักษณะนี้เกิดขึ้นเนืองๆครับ” ไบเยอร์สบอก “แต่เราไม่เคยพบเห็นทะเลสาบอันตรายจำนวนมากเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ขนาดนี้มาก่อน  เรามีข้อมูลเกี่ยวกับทะเลสาบเหล่านี้น้อยมากครับ”

หิมาลัย
เมื่อเดือนพฤษภาคม นักวิทยาศาสตร์ล่องแพข้ามทะเลสาบตาโบเชซึ่งผิวน้ำส่วนใหญ่ยังเป็นน้ำแข็ง ตาโบเชและทะเลสาบอื่นๆในเขตคุมบูของเนปาลเป็นแหล่งน้ำสำคัญของคนในท้องถิ่น แต่ทะเลสาบ บางแห่งอาจเป็นอันตรายต่อชุมชนในหุบเขาบื้องล่าง ถ้าน้ำเอ่อล้นหรือทำให้ทำนบธรรมชาติพังทลาย

ยังมีภัยคุกคามอื่นๆ ซ่อนอยู่ใต้น้ำแข็งอีก  ขณะที่น้ำแข็งละลาย  ถ้ำใหญ่ๆจะกลายเป็นโพรงอยู่ภายในธารน้ำแข็งที่กำลังหดตัว  และอาจรับน้ำจนเต็มถ้ำ โพรงหรืออ่างเก็บน้ำที่ไม่มีใครรู้เหล่านี้ อาจเชื่อมต่อกับสระน้ำบนผิวดินผ่านปล่องในน้ำแข็ง  เมื่อช่องระบายน้ำของโพรงเก็บน้ำเกิดละลายอย่างฉับพลัน น้ำในสระที่เชื่อมต่อกันหลายสิบแห่ง ก็ไหลลงไปตามโพรงนั้นในทันที พอน้ำมาบรรจบกันย่อมทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ แม้สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “น้ำท่วมจากปล่องธารน้ำแข็ง” (englacial conduit flood) นี้จะมีขนาดเล็กกว่าและมีอำนาจทำลายล้างต่ำกว่าน้ำท่วมทะลักจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง แต่กลับเกิดขึ้นบ่อยกว่าโดยที่เรามีข้อมูลเพียงน้อยนิด

แต่ตอนนี้ น้ำท่วมทะลักจากทะเลสาบธารน้ำแข็งคือข้อวิตกหลัก ไบเออร์สชี้ไปยังกองตะกอนธารน้ำแข็งที่ตีนธารน้ำแข็งคุมบูซึ่งตอนนี้มีสระเล็กๆกระจุกตัวอยู่ “นั่นคือทะเลสาบยักษ์แห่งใหม่ครับ” เขาบอกพลางชี้ไปยังกองตะกอนธารน้ำแข็งที่พูนสูงเหนือหมู่บ้านตักลา “แค่รอว่าเมื่อไรมันจะกลายเป็นภัยคุกคามเท่านั้น”

ผลการศึกษาเมื่อปี 2011 ชี้ว่า ทะเลสาบ 42 แห่งในเนปาลมีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุทกภัย ทั่วภูมิภาคหิมาลัยสูง (Greater Himalaya) หรือแนวเทือกเขาสูงที่สุดของระบบเทือกเขาหิมาลัย อาจมีทะเลสาบอยู่มากกว่าร้อยแห่ง

เรื่อง เฟรดดี วิลคินสัน

สารคดีเรื่องนี้สนับสนุนโดยโรเล็กซ์ ซึ่งร่วมกับสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จัดทำโครงการรณรงค์เพื่อโลกที่ยั่งยืน หรือสารคดีชุดว่าด้วยการสำรวจทางวิทยาศาสตร์เพื่อสำรวจ ศึกษา และบันทึกการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคที่พิเศษสุดของโลก ติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของการสำรวจสุดขั้วบนเมานต์เอเวอเรสต์ ในโครงการรณรงค์เพื่อโลกที่ยั่งยืนของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกและโรเล็กซ์ได้ที่ natgeo.com/perpetualplanet

อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนธันวาคม 2562


สารคดีแนะนำ

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ : ปีนมือเปล่าโลกตะลึง

เรื่องแนะนำ

ลุ่ม แม่น้ำโขง กำลังอยู่ในภาวะแห้งแล้งขั้นอันตราย

ชาวประมงบนริมฝั่ง แม่น้ำโขง ที่จังหวัดหนองคาย ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ภาพถ่ายโดย SOE ZEYA TUN, REUTERS แม่น้ำโขง สายนี้หล่อเลี้ยงอารายธรรมมาเป็นเวลานับพันปี ขณะนี้กำลังแห้งแล้ง และไม่อาจทนกับการจู่โจมการจากการก่อสร้างเขื่อน การทำประมงเกินขนาด และการขุดทราย (sand mining) ได้อีกต่อไป กรุงพนมเปญ, กัมพูชา – เป็นเวลาหลายเดือนมาแล้วที่บรรดาโลมาอิรวดี (Irrawaddy dolphin) ว่ายน้ำมาติดตาข่ายดักปลาของชาวประมงซึ่งถูกพบเห็นในแม่น้ำโขงที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เป็นจุดที่ห่างจากแหล่งอาศัยดั้งเดิมทางตอนเหนือของกัมพูชา นักอนุรักษ์ธรรมชาติต่างพยายามช่วยเหลือบรรดาสัตว์ที่กำลังสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในแม่น้ำแห่งนี้แม้จะต้องแข่งกับเวลาที่กำลังหมดลง สำหรับชาวกัมพูชา โลมามีบทบาทในเชิงเปรียบเทียบตามความเชื่อ มันแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของลำน้ำโขง ชะตาชีวิตของปลาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสมดุลของธรรมชาติ แม่น้ำโขงก็เช่นกัน สัญญาณเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นว่า แม่น้ำที่ได้ชื่อว่ามีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกำลังอยู่ในภาวะที่บีบคั้นในระดับลุ่มแม่น้ำ เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังปรากฏขึ้นลางๆ ในเส้นทางน้ำที่มีความยาวกว่า 4,300 กิโลเมตร และไหลผ่านถึง 6 ประเทศ แม่น้ำโขงไม่อาจทนกับการจู่โจมการจากการก่อสร้างเขื่อน การทำประมงเกินขนาด และการขุดทรายได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม่น้ำสายนี้ก็ยังคงทรงพลังเนื่องจากมีผู้คนกว่า 60 ล้านคนที่ยังคงพึ่งพิงแม่น้ำสายนี้ในการหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในปี 2019 […]

คืนป่าให้ชีวิต ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดของมนุษย์กับธรรมชาติ

เมื่อ 2559 ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใจกลางกรุงเทพมหานคร หลังฟัง ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียวนำเสนอชุดสไลด์เปิดงานประชุม “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” เราเพิ่งเข้าใจถึงความเป็นมาของกรุงเทพมหานครย้อนกลับไปไม่ใช่แค่กว่า 200 ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 20,000 ปีที่แล้ว จะว่าไปก็ไม่ไกลเกินไป แต่ทำไมเราถึงไม่เคยสนใจมาก่อน  แผ่นดิน ทะเล แม่น้ำ และระดับน้ำเค็มน้ำจืดเปลี่ยนแปลงไปมาตามกาลเวลา ภาคกลางตอนล่างของไทยเคยถูกน้ำทะเลท่วมหลังสมัยน้ำแข็งถึงสุพรรณบุรี (เลยไม่แปลกที่กฤชจะคิดว่ากรุงเทพฯ มีดินเค็มที่ต้นขลู่ขึ้นได้) แถมไม่เคยคิดจินตนาการเลยด้วยว่า การเชื่อมต่อกันของแผ่นดินจากอินโดจีนยันบอร์เนียว จากแม่น้ำสยามโบราณถึงแม่น้ำโขง จะทำให้ไทยในปัจจุบันเป็นถิ่นอาศัยของปลาน้ำจืดหลากหลายเป็นอันดับ 9 ของโลก เฉพาะในแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันก็มีพันธุ์ปลามากถึง 280 ชนิด เรื่องที่ฟังแล้วตื่นเต้นที่สุดคือ ภายในเวลาไม่เกินสองศตวรรษจนมาถึง 50 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครหรือบางกอกเคยมีสัตว์ป่าชุกชุม  สังฆราชปาเลอกัวบันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 3 ว่า ชาวบ้านญวนสามเสนแขวนเนื้อจระเข้ขายราคาถูกกว่าเนื้อหมู  ช้างป่าถูกคล้องแถวบางซื่อ กวางทุ่งย่านมหานาคออกมากินหญ้าและถูกชาวบ้านตีด้วยไม้และใช้ปืนยิง กระเรียนขนาดใหญ่ยังมีให้เห็น จระเข้น้ำเค็มแถวบางนาเคยคาบคนไป  และมีบันทึกว่า เมื่อสัก 120 ปีก่อน สมันหรือกวางทุ่งที่พบในไทยเพียงแห่งเดียวในโลกยังมีอยู่อย่างชุกชุม แต่ถูกล่าอย่างหนัก และพอถึง พ.ศ. 2481 […]

ปะการังเทียมช่วยปลาเขตร้อนปรับตัวในการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ

ซากเรือในทะเลของมลรัฐนอร์ทแคโรไลนาถูกล้อมรอบไปด้วยฝูงปลา และมีฉลามที่มีจำนวนประชากรคงที่ว่ายอยู่ล้อมรอบ ซากเรือได้กลายเป็นปะการังเทียมที่ช่วยรักษาชีวิต และเป็นที่อยู่ของสัตว์ทะเลที่ต้องอาศัยอยู่กับน้ำทะเลที่กำลังอุ่นขึ้น ภาพถ่ายโดย DAVID DOUBILET, NAT GEO IMAGE COLLECTION ในสภาวะที่น้ำทะเลกำลังอุ่นขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อปะการัง ซากเรืออับปาง ที่เป็น ปะการังเทียม สามารถเป็นที่อาศัยหลบภัยของบรรดาสัตว์ทะเลได้ งานศึกษาชิ้นใหม่ที่ปรากฏในวารสาร Nature Communication Biology โดยเทย์เลอร์ แพกซ์ตัน นักนิเวศวิทยาจาก ศูนย์วิทยาศาสตร์มหาสมุทรชายฝั่งในเมืองโบฟอร์ต มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา และเอเวอรี แพกซ์ตัน นักนิเวศวิทยาทางทะเลของ ห้องปฏิบัติการทางทะเล มหาวิทยาลัยดุค (the Duke University Marine Laboratory) แสดงให้เห็นว่า ปะการังเทียมในน้ำลึกของชายฝั่งในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สามารถเพิ่มจำนวนปลาเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนในทางตอนเหนือของพื้นที่ชายฝั่งได้ โดยการค้นพบครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างมีสำคัญสำหรับสายพันธุ์ปลาที่อยู่ในน้ำอุ่น   เนื่องจากอุณหภูมิของมหาสมุทรสูงขึ้น ปะการังเทียมสามารถช่วยเหลือการย้ายถิ่นเพื่อค้นหาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับสายพันธุ์สัตว์เหล่านี้ได้ในอนาคต ปะการัง ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ (และเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ) ปะการังหิน (rocky reef) ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติบริเวณชายฝั่งในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนามีลักษณะใกล้เคียงกับแนวปะการัง แต่ปะการังเขตร้อน (tropical reef) นั้นไม่เหมือนปะการังหินที่โครงสร้างของมันเกิดขึ้นจากหิน หรือสารตั้งต้นที่ไม่มีชีวิตประเภทอื่นๆ ซึ่งปะการังหินนั้นสามารถก่อรูปทรงได้หลายแบบ […]

ภารกิจขนน้ำช่วยเลียงผาบนเขาสมโภชน์

ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์ หมู… บดินทร์ จันทศรีคำ ผู้ชายที่มีใจอาสาเพื่อป่าไม้และสัตว์ป่า ทำไมต้อง “ขนน้ำให้ เลียงผา ” ผมได้รับข้อมูลที่มีการส่งต่อกันมาทางเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเรื่องการเชื้อชวนคนขนน้ำขึ้นไปให้ เลียงผา จึงเกิดความใคร่รู้ว่า กระบวนการ และกรรมวิธีเป็นอย่างไร เพราะอะไรทำใมมนุษย์อย่างเราๆ จึงต้องขนน้ำไปให้เลียงผา จากความสงสัยดังกล่าว ผมจึงได้พุดคุยกับน้าหมู บดินทร์ จันทร์ศรีคำ ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างในงานอาสาครั้งนี้ และเป็นประธาน​ชมรมฅนรักษ์​สัตว์​-ป่า สังกัด​องค์กร​อนุรักษ์ น้าหมูเล่าให้ฟังถึงที่มาของการขนน้ำขึ้นเขาสมโภชน์ว่า โครงการขนน้ำให้เลียงผาที่เขาสมโภชน์ เป็นโครงการต่อเนื่องมาจากเขาแผงม้าที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2542 ส่วนที่เขาสมโภชน์น้าหมูเริ่มลงมือทำเมื่อปี 2549 เพราะได้รับเงินทุนจากโครงการไทยเข้มแข็ง ให้จัดตั้งศูนย์อนุบาลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บและสัตว์ป่วยในพื้นที่เขาใหญ่และพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด เราต้องหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับก่อสร้างศูนย์ฯ และสุดท้ายได้ข้อสรุปร่วมกันที่จังหวัดนครนายกนครนายก โดยทางอุทยานแห่งชาติมอบพื้นที่ 500 ไร่เพื่อให้สร้างศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลางนครนายก เพื่อรับรองดูแลสัตว์ป่าของกลางที่อยู่ระหว่างดำเนินคดี ให้นำมาอนุบาลไว้ที่นี่ วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่พบเลียงผาเสียชีวิตใกล้ศูนย์ฯ ทางทีมสัตวแพทย์จึงผ่าตัดชันสูตร ผลปรากฏว่า เลียงผาตัวนั้นตายจากการติดเชื้อ และที่สำคัญคือพบสารเคมีในร่างกาย อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็พบเลียงผาตายเป็นตัวที่สอง เจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยู่ในศูนย์ฯ เกิดความสงสัยว่ามันมาจากไหน หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนท้องถิ่นบอกว่า เลียงผามาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสมโภชน์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อทีมสัตวแพทย์ชันสูตรก็พบผลลัพธ์เหมือนเลียงผาตัวแรก คือพบสารเคมีในเสือดและร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง […]