มหาสมุทร โลกสามารถถูกฟื้นฟูให้กลับไปรุ่งเรืองได้ภายใน 30 ปี- National Geographic Thai

มหาสมุทรโลกสามารถถูกฟื้นฟูให้กลับไปรุ่งเรืองได้ภายใน 30 ปี

บทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์รายงานว่ามีการฟื้นฟูของบรรดาสัตว์ทะเลมากขึ้นใน  มหาสมุทร หลายแห่งทั่วโลก แต่ยังคงต้องพยายามกันอย่างหนักต่อไป

ความรุ่งโรจน์แห่งท้องทะเลโลกจะกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งภายในยุคสมัยนี้ จากบทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่รายงานว่ามีการกลับมาของสิ่งมีชีวิตทางทะเลหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวาฬหลังค่อมไปจนถึงช้างน้ำในสหรัฐอเมริกา และเต่าตนุในญี่ปุ่น

แม้จะมีการทำประมงเกินขนาด ปัญหามลพิษ และชายฝั่งถูกกัดเซาะ และมนุษยชาติมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายต่อมหาสมุมรและถิ่นที่อยู่อาศัยทางทะเลมานานนับทศวรรษ แต่โครงการอนุรักษ์ทั้งหลายก็ประสบความสำเร็จ เห็นได้จากยังมีพื้นที่ทางทะเลที่ได้รับการฟื้นฟูแม้จะเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าขณะนี้เราสามารถสร้าง ‘การกำเนิดใหม่ของท้องทะเล’ ภายในปี 2050 โดยการสนับสนุนจากกิจการที่คนทั้งโลกต้องพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็นกิจการอาหาร ไปจนถึงกิจกรรมปกป้องชายฝั่งเพื่อเสถียรภาพแห่งสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม ยังมีความต้องการในการดำเนินการอนุรักษ์ต่างๆ ต่อไปรวมไปถึงการปกป้องพื้นที่ซึ่งโอบล้อมมหาสมุทร การทำประมงที่ยั่งยืน และการควบคุมมลพิษ เป็นต้น โดยนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าจะต้องใช้เงินนับพันล้านดอลลาร์ต่อปี (ราว 32,000 ล้านบาท) แต่จะให้ผลตอบแทนที่มากถึง 10 เท่าเลยทีเดียว

สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
ปลากระโทงสีน้ำเงินว่ายอยู่ในทะเลคอร์เตส บริเวณคาบสมุทรบาฮากาลิฟอร์เนีย ปลากระโทงเป็นหนึ่งในบรรดาปลาที่ว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำของมหาสมุทรเพราะหนีเขตออกซิเจนต่ำที่อยู่เบื้องล่าง

นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดการวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นเพื่อปกป้องทะเลจากปรากฏการณ์ทะเลกรด (Ocean Acidification) ซึ่งจะก่อให้เกิดการสูญเสียออกซิเจนและปะการัง แต่มีข่าวดีคือ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า มีการับรู้ถึงความสามารถของพื้นที่ที่อยู่อาศัยชายฝั่งทะเล เช่นป่าชายเลนและบ่อเกลือชายฝั่งทะเล ที่สามารถดูดซึมเอาคาร์บอนไดออกไซด์และเสริมความแข็งแกร่งให้แนวชายฝั่ง ซึ่งสามารถรับมือปัญหาระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นได้

ศาสตราจารย์ คัลลัม โรเบิร์ต แห่งมหาวิทยาลัยยอร์ก หนึ่งในทีมนักวิจัยนานาชาติที่ออกบทวิคราะห์ กล่าวว่า ปัญหาการทำประมงเกินขนาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้รรุนแรงขึ้น แต่ก็ยังมีความหวังในวิทยาศาสตร์ที่ใช้ฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้ได้

โดยหนึ่งในข้อความสำคัญของบทวิเคราะห์นี้คือ ถ้าคุณหยุดสังหารสัตว์ทะเลและปกป้องมันเอาไว้ มันก็จะกลับมาเพิ่มขึ้น และท้องทะเลก็จะดีขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีในทางเศรษฐกิจ และมนุษย์ก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น และแน่นอนว่าส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน

บทวิเคราะห์ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature พบอีกว่าการทำประมงระดับโลกค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นวิถีที่ยั่งยืนอย่างช้าๆ และการทำลายที่อยู่อาศัยชายฝั่งทะเลอย่างทุ่งหญ้าทะเลและป่าชายเลนก็เกือบยุติลงแล้ว นับตั้งแต่อ่าวแทมปาในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ไปจนถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์

ทะเลทรายนามิเบีย
บริเวณที่ทะเลทรายที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมาปะทะเข้ากับมหาสมุทรแอตแลนติก สถานที่แห่งนี้เรียกว่า “Long Wall” ย้อนกลับไปเมื่อ 500 ล้านปีก่อน แนวชายฝั่งแห่งนี้เคยติดกับแนวชายฝั่งของอเมริกาใต้ ก่อนที่การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกจะแยกพวกมันออกจากกัน

เรื่องราวการอนุรักษ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างหนึ่งคือวาฬหลังค่อมที่อพยพจากแอนตาร์กติกามาทางตะวันออกของออสเตรเลีย ซึ่งมีจำนวนเพียงไม่กี่ตัวในปี 1968 จนมีการสั่งห้ามล่าวาฬ ในวันนี้ได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 40,000 ตัว ส่วนนากทะเลในพื้นที่ทางตะวันตกของแคนาดาก็เพิ่มขึ้นจากจำนวนไม่กี่ตัวในปี 1980 มาเป็นนับพันตัวในทุกวันนี้ และในทะเลบอลติก ประชากรแมวน้ำเทาและนกกาน้ำก็เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าดังกล่าวยังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังมีปัญหามลพิษจากฟาร์มและพลาสติกยังคงส่งผลต่อมหาสมุทร ผืนน้ำยังคงมีอุณหภูมิสูง การทำประมงแบบทำลายล้างยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เห็นได้จากจำนวนปลาอย่างน้อยหนึ่งในสามที่อยู่ในคลังสินค้าเกิดจากการจับที่มากเกินไป

“พื้นที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนยังคงย่ำแย่” ศาสตราจารย์โรเบิร์ต กล่าวและเสริมว่า “และยังมีการทำประมงเกินขนาดอย่างน่าสยดสยองในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย อันเป็นพื้นที่ที่การประมงคือการจับเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่อวนลากมาจากใต้พื้นทะเลและเอาไปทำเป็นอาหารปลาและน้ำมัน”

อุณหภูมิทะเลที่สูงขึ้นทั่วโลกส่งผลให้วาฬไรต์แอตแลนติกเหนือ (North Atlantic right whale) ซึ่งอยู่ตามชายฝั่งของแอตแลนติกเหลืออยู่เพียงแค่ 200-300 ตัว เนื่องจากในพื้นที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยเรือประมงล็อบสเตอร์ ซึ่งวาฬมักไปชนหรือถูกรัดด้วยเชือกจากเรือ โดยข้อบังคับใหม่ที่เพิ่งออกไปอาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ปีศาจ
2ภาพถ่ายของแมนนาทีอินเดียตะวันตก จาก kids.nationalgeographic.com

อย่างไรก็ตาม โรเบิร์ตก็กล่าวว่า ตัวอย่างของการฟื้นฟูที่ได้ผลยังคงมีเพิ่มขึ้น ทั้งจากการกลับมาของหอยนางรมที่มีส่วนช่วยให้น้ำสะอาดขึ้น และบรรดาพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลที่มีส่วนให้พื้นที่ใกล้เคียงสามารถจับปลาได้มากขึ้น เช่นเกาะ Isle of Arran ในสกอตแลนด์

“ตอนที่ผมเริ่มทำงานในพื้นที่คุ้มทางทะเลเมื่อต้นทศวรรษที่ 1990 มันเป็นงานที่มีคนสนใจไม่มาก” โรเบิร์ตกล่าวและเสริมว่า “แต่ในขณะนี้มีการพูดคุยถกเถียงกันในระดับนานาชาติ และเรามีหลายประเทศที่ลงนามเพื่อขยายการอนุรักษ์ไปยังพื้นที่มหาสมุทรโลกถึงร้อยละ 30 ภายในปี 2030” โดยพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.9 ของพื้นที่มหาสมุทรทั้งหมดในปี 2000 มาเป็นร้อยละ 7.4 แล้ว แม้บางพื้นที่จะไม่ได้ทำการอนุรักษ์แบบเต็มที่ก็ตาม

บทวิเคราะห์จากนักวิทยาศาสตร์นี้สรุปว่า การฟื้นฟูมหาสมุทรให้ได้ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งเนื่องจากต้องอาศัยการอนุรักษ์ร่วมกันในระดับโลก สามารถทำให้สำเร็จได้ “การไปให้ถึงความท้าทายนี้จะเป็นหมุดหมายที่สำคัญของมนุษยชาติ ในภารกิจบรรลุเป้าหมายแห่งความยั่งยืนในอนาคต”

แปลเรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลดังต่อไปนี้

Oceans can be restored to former glory within 30 years, say scientists

Wrecked sea life could be largely revived in 30 years under action plan, say scientists

Rebuilding marine life


อ่านเพิ่มเติม พื้นที่คุ้มครองทางทะเล ความหวังสุดท้ายของทะเลไทย

พื้นที่คุ้มครองทางทะเล

เรื่องแนะนำ

มหันตภัยไฟป่า

เชื่อกันว่ามหันตภัยไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งเกิดจากมนุษย์ เปลวเพลิงที่โหมไหม้จนไม่อาจควบคุมนี้ได้แรงหนุนจากสภาพลมฟ้าอากาศ กระแสลม และเชื้อไฟอย่างทุ่งหญ้าหรือไม้พุ่มแห้งๆ และอาจเผาผลาญพื้นที่ได้นับพันนับหมื่นไร่ กลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า ตั้งแต่ ต้นไม้สูงใหญ่ บ้านเรือนประชาชน ไปจนถึงสัตว์ป่าและมนุษย์ ในเวลาไม่กี่นาที ไฟป่าเกิดจากสามปัจจัยหลักที่ประกอบกันซึ่งนักดับไฟป่าเรียกกันว่า สามเหลี่ยมแห่งไฟ (fire triangle) ได้แก่ เชื้อไฟ ออกซิเจน และแหล่งความร้อน เชื้อเพลิงได้แก่วัสดุติดไฟได้ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ซึ่งรวมถึง ต้นไม้ ทุ่งหญ้า ไม้พุ่ม และแม้กระทั่งบ้านเรือน ยิ่งพื้นที่ไหนมีเชื้อเพลิงมาก ไฟป่าก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น อากาศป้อนออกซิเจนที่ไฟจำเป็นต้องใช้ในการเผาผลาญ ส่วนแหล่งความร้อนช่วยจุดไฟและทำให้เชื้อไฟมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนติดไฟ ฟ้าผ่า การจุดไฟตั้งแคมป์ ก้นบุหรี่ การแผ้วถางพื้นที่เกษตรเพื่อเพาะปลูก และแม้กระทั่งแสงแดดที่ร้อนจัด ล้วนสามารถให้ความร้อนได้มากพอให้ไฟจุดติดได้ แม้ไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งจะเกิดจากน้ำมือมนุษย์ แต่ธรรมชาติก็พร้อมเป็นใจช่วยโหมเพลิงให้ลุกไหม้ อากาศที่แห้งและภัยแล้งเปลี่ยนพืชพรรณเขียวสดให้แห้ง และกลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี ขณะที่กระแสลมแรงช่วยโหมเพลิงให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว อีกทั้งอากาศที่อบอุ่นก็ช่วยส่งเสริมการสันดาปหรือลุกไหม้  เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่พร้อมหน้า สิ่งเดียวที่ต้องการคือการจุดชนวน ซึ่งอาจมาในรูปของฟ้าผ่า การวางเพลิง การจุดไฟตั้งแคมป์ การเผาไร่ […]

ไฟป่าออสเตรเลีย ทะเลเพลิงที่พรากชีวิต

ไฟป่าเป็นสาเหตุของพายุฝนฟ้าคะนองที่ทำให้เกิดสายฟ้าและลมกรรโชก นำพาเถ้าถ่านที่ติดไฟลอยไปไกลหลายกิโลเมตร ควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นจากไฟป่าสู่ชั้นบรรยากาศ เป็นตัวตั้งต้นก่อให้เกิดกลุ่มก้อนเมฆภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที ต่อมากลุ่มก้อนเมฆเล็กๆ ดังกล่าวก็กลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรง “ภาพที่เห็นบรรยายได้ยากมากว่ากลุ่มเมฆนั้นดำมืดขึ้นขนาดไหน” นิโคลัส แม็กคาร์ธี นักวิทยาศาสตร์ด้านไฟป่า มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ในประเทศออสเตรเลีย กล่าว โดยเมฆที่เขากล่าวถึงคือ เมฆไพโรคิวมูโลนิมบัส (pyrocumulonimbus) ที่ก่อตัวขึ้นจากไฟป่าที่รุนแรงอย่างเหตุการณ์ ไฟป่าออสเตรเลีย ที่พึ่งจบลง โดยเมฆไพโรคิวมูโลนิมบัสสามารถเรียกด้วยชื่อย่อว่า “pyroCbs” หรือนิยมเรียกว่า พายุไฟ (fire storms) ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ในชั้นบรรยากาศที่อันตราย ก่อให้เกิดลมแรงที่พัดพาเถ้าถ่านที่ติดไฟ และนำเชื้อไฟ รวมถึงการเกิดฟ้าผ่าลงในบริเวณที่ไม่ได้เกิดเพลิงไหม้ ในปี 2018 เกิดไฟป่า Carr fire ในแคลิฟอร์เนีย เมฆ pyroCbs ได้ก่อตัวใหญ่ขึ้น จาก 4.8 กิโลเมตรเป็น 11.2  กิโลเมตร ภายในเวลาเพียง 15 นาที และเกิดทอร์นาโดไฟ โดยพายุไฟเหล่านี้สามารถพบได้ในหลาย ๆ พื้นที่ที่มีไฟป่า เช่น โปรตุเกส เทกซัส และแอริโซนา ในขณะที่โลกร้อนขึ้น ไฟป่าขนาดใหญ่ก็เกิดถี่มากขึ้น […]

ชมวงจรขยะพลาสติกผ่านอนิเมชั่น

ชม วงจรขยะพลาสติก ผ่านอนิเมชั่น เมื่อต้นเดือนเมษายน 2018 ผลการผ่าพิสูจน์ซากของวาฬสเปิร์มที่ขึ้นมาเกยหาดเผยให้เห็นว่าในท้องของมันเต็มไปด้วยขยะพลาสติกถึง 29 กิโลกรัม และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บรรดาสัตว์ต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ เมื่อท้องทะเลทุกวันนี้กำลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติกจากน้ำมือมนุษย์ อนิเมชั่นเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านไปชมวงจรของขยะพลาสติกที่สุดท้ายแล้วสิ่งที่มนุษย์กำลังก่อไว้กำลังวนกลับมายังบนจานอาหารของเราเอง นักวิทยาศาสตร์ประมาณขยะพลาสติกที่ล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรทุกวันนี้ว่าเมื่อรวมกันแล้วจะมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับทวีปยุโรป ดูเหมือนที่เคยคาดการณ์กันว่าในปี 2050 นี้ มหาสมุทรจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา จะไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

ขอบคุณกุ้งเหล่านี้ที่ช่วยให้น้ำใสสะอาด

ขอบคุณกุ้งเหล่านี้ที่ช่วยให้น้ำใสสะอาด ใครหลายคนสนใจที่จะอนุรักษ์ผืนมหาสมุทรไว้ ว่าแต่แหล่งน้ำอื่นๆ อย่างทะเลสาบ, แม่น้ำ, ลำธารและบึงล่ะ? แม้สัดส่วนของน้ำจืดจะมีน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำในมหาสมุทร แต่แหล่งน้ำเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทั้งยังช่วยให้มนุษย์สร้างเมืองและอารยธรรมขึ้นมาได้ นับเป็นโชคดีของเราที่ในแหล่งน้ำจืดเหล่านี้มีสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่ขยันขันแข็งทำงานอย่างหนักในทุกวัน เพื่อช่วยให้น้ำยังคงใสสะอาดต่อไป ในสารคดีสั้นที่ผลิตโดย Freshwaters Illustrated จะพาคุณผู้อ่านดำลงไปในบึงและหาคำตอบว่า บรรดาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอย่างกุ้งและปูเหล่านี้ที่มีส่วนช่วยกำจัดซากขยะในน้ำ พวกมันมีความสำคัญอย่างไรต่อระบบนิเวศ?   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด