มองนโยบายสิ่งแวดล้อมพลิกกลับของสหรัฐฯ ในยุคของ โจ ไบเดน

มองนโยบายสิ่งแวดล้อมพลิกกลับของสหรัฐฯ ในยุคของโจ ไบเดน

สำหรับว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่อย่าง โจ ไบเดน มองว่า เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน

นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ของสหรัฐอเมริกาที่จะมีผู้นำประเทศเป็นผู้ที่เชื่อในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

โดยสหรัฐอเมริกาในยุคสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (2017-ปัจจุบัน) ซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบาย ‘สหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) มีมุมมองในเรื่องเน้นการสร้างและจัดการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของชาวอเมริกันภายในประเทศก่อน แม้ว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง เหตุการณ์ที่แสดงออกได้เด่นชัดมากที่สุดคือการที่ทรัมป์ได้นำสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนอุตสาหกรรม

ทรัมป์มองว่าความตกลงนี้ส่งผลเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้สหรัฐ เสียเปรียบ และส่งผลให้คนสหรัฐฯ ตกงานมากขึ้น โดยเฉพาะคนในอุตสาหกรรมพลังงานถ่านหินหรือพลังงานฟอสซิล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจประเทศ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เคยออกตัวว่าเป็นผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องของภาวะโลกร้อน และมีความต้องการที่จะพาสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอีกหลายฉบับ

แต่หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปี 2020 ได้ปิดฉากลงพร้อมบทสรุปว่า โจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ในยุคสมัยของบารัค โอบามา และอดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐหลายสมัย จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ และมีความยินดีจากบรรดาคณะทำงานและผู้คนที่ห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่คาดว่าจะได้เห็นภาพนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากหนึ่งในคำมั่นที่ไบเดนได้ให้ไว้ในช่วงหาเสียงคือ ‘จะดำเนินการให้สหรัฐฯ กลับเข้าสู่ความตกลงปารีส ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับดำรงตำแหน่ง’

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, โรงงานไฟฟ้า, ก๊าซเรือนกระจก
โรงไฟฟ้า Scherer ในรัฐจอร์เจีย เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่ใหญ่สุดในสหรัฐฯ ในทุกวัน มีการเผาไหม้ถ่านหินราว 34,000 ตัน ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 25 ล้านตันปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในทุกปี ภาพถ่ายโดย ROBB KENDRICK, NAT GEO IMAGE COLLECTION

บทบาทนักการเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อมในอดีต

ในตลอดชีวิตในการเมือง ไบเดนถือว่าเป็นนักการเมืองที่มีประวัติในทางบวกต่อนโยบายสิ่งแวดล้อม โดยในช่วงกลางทศวรรษ 80 James Hansen นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซา ได้นำเสนอแนวคิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (greenhouse effect) ต่อสภาคองเกรส และนายไบเดน ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิก นำเสนอกฎหมายว่าด้วยการปกป้องภูมิอากาศโลก (Global Climate Protection Act) และนำมาสู่การเจรจาระหว่างการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน และประธานาธิบดี มิคาอิล กอร์บาชอฟ ของโซเวียต (ในขณะนั้น) เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการให้ความสำคัญของภูมิอากาศโลกและการเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อม

ในปี 1992 นายไบเดนเคยวิพากษ์วิจารณ์ จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ว่าไม่ได้ผลักดันให้สหรัฐ เข้าสู่เป้าหมายหรือกรอบเวลาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเท่าที่ควร และในยุคที่เขาทำหน้าที่เป็นรองประธานาธิบดีในสมัยของนายบารัค โอบามา ในปี 2015 เขาได้เป็นหนึ่งในคณะทำงานในของสหรัฐ ในการพาประเทศเข้าสู่ความตกลงปารีสด้วยเช่นกัน

พื้นที่ป่า, ป่าแอมะซอน, เปรู
พื้นที่อนุรักษ์ Comunal Amarakaeri ได้รับการจัดการโดยรัฐบาลประเทศเปรูร่วมกับคนในพื้นที่ ภาพถ่ายโดย DIEGO PEREZ ROMERO

ไบเดน – “เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน”

ในส่วนของแนวคิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไบเดนมองว่าเป็น ‘ภัยคุกคามที่ดำรงอยู่’ (existential threat) และจะส่งผลต่อชาวอเมริกันที่อยู่ในภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจมากที่สุด และเขาได้มีความเห็นต่อเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่แคลิฟอร์เนียเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่าเป็น “ผลกระทบทั้งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นการลงโทษเราจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อโลก และชีวิตผู้คน ”

แม้ในยุคสมัยของทรัมป์ เขามองว่าการใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ตัดโอกาสทางเศรษฐกิจของสหรัฐมากมาย แต่ตามนโยบายที่หาเสียงของโจ ไบเดน เขามองว่าการปรับนโยบายให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กลับเป็นโอกาสในการสร้างให้เศรษฐกิจอเมริกาเดินเข้าสู่การ ‘พัฒนาอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคสมัยใหม่’ โดยใช้การพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดเป็นพื้นฐาน ก่อให้เกิดการจ้างงานที่เขามองว่าเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

เตาเผาโคเปนฮิลล์ในเมืองหลวงของเดนมาร์กนี้ใช้เทคโนโลยีล่าสุดในการเปลี่ยนขยะปีละ 485,600 ตันเป็นพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้าป้อน 30,000 ครัวเรือน และให้ความร้อนแก่ 72,000 ครัวเรือน  โรงงานเพิ่มบทบาทเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยมีเนินสกีที่เปิดตลอดทั้งปี เส้นทางเดินและวิ่งที่มีต้นไม้เป็นแนว รวมทั้งผนังปีนผา 85 เมตรที่สูงที่สุดในโลก

แม้ขณะนี้สหรัฐอเมริกาอาจจะต้องทุ่มทั้งความสนใจและงบประมาณในการแก้ปัญหาเรื่องการระบาดของไวรัสโควิด-19 ภายในประเทศ แต่ไบเดนได้ให้คำมั่นว่าเขาจะเสนอให้มีการใช้งบประมาณกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการลงทุนด้านพลังงานสะอาดต่างๆ ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน สร้างและปรับปรุงสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ที่มีส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อไปสู่เป้าหมายที่สหรัฐ เป็นประเทศที่มีใช้พลังงานสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ให้ได้ภายในปี 2035 และจะมีการวางกลไกทางกฎหมายเพื่อให้สหรัฐฯ มุ่งสู่การเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ภายในปี 2050

การลงทุนนี้เขามองว่าเป็นโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจ และงานใหม่ๆ ให้กับชาวอเมริกัน ดังที่ไบเดนเคยพิมพ์ข้อความในทวิตของเขาว่า “เมื่อทรัมป์คิดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เขามองว่าเป็นเรื่องหลอกลวง แต่ผมคิดว่ามันคืองาน งานที่รายได้ดี งานที่จะทำให้ชาวอเมริกันรวมกันเพื่อสร้างชาติที่มั่นคงและสามารถปรับตัวกับสภาพอากาศได้”

กังหันพลังงานลม และแผงพลังงานแสงอาทิตย์ในทะเลทรายโมฮาวี รัฐแคลิฟอร์เนีย จะมอบพลังงานสะอาดให้แก่ชาวสหรัฐ ภายในปี 2050 ทางการตั้งเป้าไว้ว่า 50% ของพลังงานทั้งหมดจะมาจากโซลาเซลล์ และพลังงานลม
ภาพถ่ายโดย Jassen T.National

นอกจากนี้ก็จะมีการส่งเสริมให้แต่ละรัฐกระตุ้นผู้คนให้มาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เช่นการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ส่งเสริมให้มีจุดชาร์ตไฟให้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น รวมไปถึงการจ้างงานราว 1 ล้านตำแหน่งให้กับอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ออกนโยบายเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่อนุมัติให้มีการอนุมัติการผลิตน้ำมันและก๊าซจากบริษัทรายใหม่ๆ เพิ่มเติมในสหรัฐ แม้ว่าเขาไม่เคยกล่าวว่าสนับสนุนแผนการห้ามการขุดเจาะสำรวจน้ำมันในประเทศก็ตาม

ในด้านบทบาทของการเป็นผู้นำโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากการนำสหรัฐ กลับเข้าร่วมความตกลงปารีสแล้ว เขาให้คำมั่นว่าจะเสริมบทบาทให้สหรัฐเป็นประเทศที่เป็นผู้นำบนเวทีการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ รวมไปถึงออกนโยบายสนับสนุนหรือช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายความตกลงด้านภูมิอากาศระดับโลกต่างๆ ร่วมกัน ในฐานะเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดและปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับสองของโลก (จีนคืออันดับหนึ่ง)

ซึ่งนโยบายเหล่านี้ ชาวโลกนับล้านจะได้รับผลกระทบจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่เราต้องคาดหวัง(หรือฝากความหวัง) ว่า ไบเดน จะทำได้ตามที่ให้คำมั่นไว้สำเร็จหรือไม่

อ้างอิง
ทรัมป์ประกาศถอนตัวจาก The Paris Agreement อเมริกาจะได้อะไร และโลกจะเสียอะไร
การเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ สำคัญต่อสภาพอากาศโลกอย่างไร
THE BIDEN PLAN FOR A CLEAN ENERGY REVOLUTION AND ENVIRONMENTAL JUSTICE
What are Biden’s plans to fight climate change and does he support the Green New Deal?
What would a Biden victory mean for the climate crisis?
Biden looks to restore, expand Obama administration policies
Joe Biden is the next president. What’s that mean for climate change?

อ่านเพิ่มเติม โลกร้อนเรื่องหลอกลวง? เหตุใดจึงยังมีผู้คนที่ “ไม่เชื่อ” เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เรื่องแนะนำ

น้ำท่วม 2554 บทเรียน วิกฤต และทางออก

พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เหตุการณ์ น้ำท่วม 2554 อุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยยังไม่คลี่คลาย หลายฝ่ายประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจว่าอาจสูงถึงหลักแสนล้านบาท แต่นั่นอาจเทียบไม่ได้กับความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์สามัญที่เพียรหากินมาทั้งชีวิต มหาวารีปรี่ล้นท้นมาถึงใจกลางมหานครบันดาลให้เกิดภาพประวัติศาสตร์ที่ตากล้องทุกคนไม่ลังเลที่จะลุยน้ำเสี่ยงชีวิตจากไฟดูดและจระเข้หลุด เพื่อตามเก็บภาพเป็นเกียรติประวัติ นั่นคือภาพชาวกรุงหวาดผวาอพยพหนีน้ำอย่างตื่นตระหนก บ้างตะลีตะลานปกป้องบ้านช่อง โดยฝากความหวังไว้กับกระสอบทราย คันดินและเครื่องสูบน้ำ แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักจะชี้ว่าอุทกภัยครานี้ร้ายแรงกว่าครั้งไหน ๆ ทว่าใครหลายคนกลับเฝ้ารอ “น้องน้ำ” อย่างใจจดใจจ่อ พลางปลอบใจตัวเองลึกๆ ว่า จะได้หายเครียดกันเสียที หากมองข้ามวิวาทะทางการเมืองและสารพัดข่าวสับสนจากหลายกระแส เราจะพบว่าปฐมเหตุของวิกฤติคือฤดูมรสุมตามธรรมชาติของภูมิภาคแถบนี้ พระพิรุณกระหน่ำบันดาลน้ำปริมาณมหาศาลมาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนก่อให้เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ และเติมน้ำให้เขื่อนใหญ่ต่างๆ จนมีระดับสูงเป็นประวัติการณ์ โดยธรรมชาติของฤดูกาล ฤดูฝนในภาคกลางและเหนือจะเริ่มตั้งแต่ราวกลางเดือนพฤษภาคม เมื่อมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทย และร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคกลาง ตะวันออก เหนือ และอีสาน ส่งผลให้ฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ในช่วงเดียวกันนี้มักจะเกิดพายุหมุนเขตร้อนในทะเลจีนใต้ และเคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันตก ก่อนมุ่งหน้าขึ้นฝั่งเวียดนาม แล้วพัดเข้าสู่ลาวและไทย แต่ถึงพายุเหล่านี้จะอ่อนแรงลงเป็นเพียงดีเปรสชันหรือความกดอากาศต่ำ ก็ยังนำพาฝนปริมาณมหาศาลมาสู่ผืนแผ่นดินใหญ่อยู่ดี ละครพายุเปิดฉากโหมโรงราวเดือนมิถุนายน เมื่อไต้ฝุ่น “ไหหม่า” ในทะเลจีนใต้หมุนคว้างขึ้นฝั่งอินโดจีนแม้จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ (กำลังแรง) ถึงกระนั้น น้ำตาคนเมืองน่าน พะเยา ตาก สุโขทัย และจังหวัดใกล้เคียงก็ร่วงพรูจากอุทกภัยระลอกแรกของปี ตัวละครต่อมาคือไต้ฝุ่น “นกเตน” ที่ก่อตัวราวปลายเดือนกรกฎาคม […]

บนน้ำแข็งที่เปราะบาง

เรื่อง แอนดี ไอแซกสัน ภาพถ่าย นิก คอบบิง น้ำแข็งทะเลเหนือมหาสมุทรอาร์กติกไม่ได้ราบเรียบไร้รอยต่ออย่างในแผนที่ แต่ประกอบขึ้นจากแพน้ำแข็งที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ทั้งชนกัน เปลี่ยนรูปร่าง ตลอดจนแตกร้าวเพราะแรงลมและกระแสน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 ผมยืนตัวสั่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ แลนซ์  เรือวิจัยรุ่นเก่าของนอร์เวย์ซึ่งกำลังแล่นฝ่าไปตามรอยแตกอันซับซ้อนของผืนน้ำแข็ง รอบข้างมีเพียงที่ราบสีขาวอันเวิ้งว้างทอดไกลสุดสายตา  ตัวเรือเหล็กกล้าสั่นสะเทือนและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อลุยผ่านก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่  เรือ แลนซ์ กำลังมองหาแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้ยึดเกาะแทนน้ำแข็งแผ่นเก่าที่แตกไป เพื่อจะได้ลอยไปบนทะเลเยือกแข็งอีกครั้ง พร้อมกับบันทึกชะตากรรมของน้ำแข็งทะเลในอาร์กติกไปด้วย ทว่ามหาสมุทรอาร์กติกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศเหนืออาร์กติกอุ่นขึ้นโดยเฉลี่ยราวสามองศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ผืนน้ำแข็งที่เคยปกคลุมหายไปมาก และที่มีอยู่ก็บางลงกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลมากกว่าจะเป็นแพน้ำแข็งเก่าแก่ที่สะสมตัวเป็นชั้นหนา วัฏจักรแห่งความหายนะที่ส่งผลสะท้อนกว้างไกลได้เกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเมื่อน้ำแข็งสีขาวถูกแทนที่ด้วยผืนน้ำสีเข้มของมหาสมุทรในฤดูร้อน ย่อมเกิดการดูดซับแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น ส่งผลให้น้ำและอากาศยิ่งร้อนขึ้น และนั่นย่อมทำให้การละลายที่ดำเนินอยู่รุนแรงยิ่งขึ้นตามไปด้วย “มหาสมุทรอาร์กติกอุ่นขึ้นก่อนใคร แถมยังอุ่นขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย” คิม โฮลเมน อธิบาย เขาเป็นผู้อำนวยการนานาชาติของสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ หรือเอ็นพีไอ (Norwegian Polar Institute: NPI) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ แลนซ์ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศทำนายว่า เมื่อถึงปี 2040 เราจะสามารถเดินเรือข้ามน่านน้ำเปิดไปยังขั้วโลกเหนือได้ในฤดูร้อน ที่ผ่านมา  น้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกทำให้ทั้งโลกเย็นลงด้วยการสะท้อนแสงแดดกลับสู่อวกาศ การสูญเสียน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จึงส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและลมฟ้าอากาศนอกแถบอาร์กติกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะส่งผลอย่างไรบ้างนั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด การพยากรณ์ที่แม่นยำกว่านี้ต้องอาศัยข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับน้ำแข็งทะเลและการเปลี่ยนแปลงของมัน […]

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ : ผมเชื่อว่าทุกคนรักธรรมชาติ เพียงแค่เราอาจจะหลงลืมไป

เปิดมุมมองของ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวด้านนิเวศทางทะเล ที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับการอนุรักษ์ท้องทะเลไทย จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมในวงกว้าง และได้รับรางวัล Thailand Sustainability Shaper Award 2021 เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ชื่อของ “ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเลและรองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ปรากฎขึ้นในฐานะนักเขียน อาจารย์ และนักสื่อสาร ที่ช่วยขับเคลื่อนแนวคิดในการอนุรักษ์ท้องทะเลจนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จากเด็กชายที่สนุกสนานกับการตามติดบิดา ซึ่งทำงานด้านการเกษตร ป่าไม้ ทรัพยากร และได้ค้นพบความชื่นชอบในท้องทะเลจนอุทิศชีวิตทางด้านการศึกษาและการทำงานให้กับท้องทะเลมาตลอดชีวิต เขาได้ใช้พื้นที่ในช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียของตัวเองบอกเล่าเรื่องราวของสภาพทางทะเล ทั้งในแง่มุมที่สวยงาม หรือถ้าหากมีสถานการณ์เกี่ยวกับทะเลไทยที่ย่ำแย่ เขาก็ได้สื่อสารเรื่องราวเหล่านั้นเพื่อให้สังคมทุกภาคส่วนมองเห็นถึงปัญหาทางทะเลที่จำต้องได้รับการแก้ไข จนไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า การที่สังคมไทยได้หันมาตระหนักถึงคุณค่าของท้องทะเลในวงกว้างมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานด้านอนุรักษ์มาอย่างยาวนานของเขา ในโอกาสที่คณะกรรมการตัดสินรางวัลแห่งความยั่งยืน Thailand Sustainability Shaper Award 2021 รางวัลที่จัดทำขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลที่ได้ลงมือทำงานก้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และสร้างผลงานอย่างเป็นรูปธรรมในวงกว้าง ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และในด้านสังคม มอบรางวัลให้กับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เราจึงได้พูดคุยเพื่อเปิดมุมมองของการเป็นนักอนุรักษ์ทางทะเลของเขาในหลากหลายแง่มุม รวมไปถึงข้อความที่อยากสื่อสารให้คนทั้งโลกสามารถเป็นนักอนุรักษ์ในแบบของตัวเอง เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และของโลก จุดเริ่มต้นของการหลงใหลในทะเลของเด็กชายธรณ์ ถามว่าเด็กไทยผูกพันกับทะเลมากมายแค่ไหนนี่ ผมว่าค่อนประเทศนะครับ เพราะครั้งแรกที่ไปทะเลทุกคนก็ประทับใจทั้งนั้น […]

รู้จัก “ฝุ่น” 6 แบบ พฤติกรรมและที่มา โดยทีมวิจัยคณะสิ่งแวดล้อม ม.เกษตรศาสตร์

ฝุ่นมีหลายหน้า และไม่ได้มาจากปรากฏการณ์เดียว คุณจำอดีตที่ผ่านมาได้ไหม? วันที่เราไม่แน่ใจว่า มวลอากาศสีขาวที่ลอยอยู่ไกลๆ มันคือหมอกหรือควัน แล้วคุณจำอดีตที่ผ่านมาได้ไหม? วันที่เครื่องฟอกอากาศเป็นเทคโนโลยีที่ผู้คนยังสงสัย นั่นเพราะการฟอกอากาศภายในบ้านในวันนั้นยังไม่ใช่เรื่องจำเป็น PM 2.5 คืออะไร? ดัชนีอากาศระดับไหนที่จะเป็นอันตราย? เครื่องฟอกอากาศแพงไปไหม และอีก ฯลฯ คำถาม ว่าด้วยสภาพอากาศและฝุ่นของคนเมืองที่เคยเป็นข้อสงสัยในอดีต หากเมื่อเวลาผ่านเราแทบไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา คนเมืองต่างรู้จัก “ฝุ่น” มากขึ้น ไม่ว่าจากประสบการณ์ตรงหรือ Big Data ก้อนใหญ่ซึ่งผ่านตาในหลายรูปแบบ “ฝุ่นเมือง” ทั้ง 6 แบบ แม้เราจะรู้ดีว่าฝุ่น PM2.5 ทำให้เจ็บป่วย แต่ถ้าถามคำถามแบบไม่ซับซ้อนว่า ฝุ่นในเมืองมีกี่แบบ และหน้าตาของฝุ่นเป็นอย่างไรบ้าง เรากลับอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมแทบไม่ได้ ถึงเช่นนั้น หากจะหาทีมงานที่รู้จัก “ฝุ่นเมือง” ถ้าให้ชี้เฉพาะลงไปก็คือ “ฝุ่นกรุงเทพ” มากที่สุด คลุกคลีกับฝุ่นยาวนานที่สุด หนีไม่พ้น ทีมวิจัยคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำทีมโดย ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ […]