เทรนด์วัสดุทดแทนจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กที่ขับเคลื่อนโลกสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน - National Geographic Thailand

เทรนด์วัสดุทดแทนจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กที่ขับเคลื่อนโลกสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

จากเทรนด์วัสดุทดแทน สู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หนทางในการขับเคลื่อนโลกรูปแบบใหม่ที่มนุษยชาติกำลังมุ่งไป

ปี 2020 โลกเผชิญภัยพิบัติที่รุนแรงที่สุด

ตั้งแต่การตรวจพบคลื่นความร้อนในทวีปแอนตาร์กติกาพื้นที่ที่ควรจะหนาวเย็นที่สุดในโลก รวมถึงการถล่มลงของธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในกรีนแลนด์ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มระดับสูงขึ้นทั่วโลก

การเพิ่มขึ้นของกองทัพตั๊กแตนที่บุกทำลายพื้นที่เกษตรกรรมในทวีปแอฟริกาตะวันออกและเอเชีย ซึ่งการระบาดครั้งใหญ่ของฝูงตั๊กแตนนี้ ได้นำพามาซึ่งวิกฤตการขาดแคลนอาหารครั้งสำคัญ

การมาถึงของพายุไซโคลนที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปีของอินเดียและบังคลาเทศ ซึ่งมีความเร็วลมสูงถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดถล่มสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเรือนและผู้คนจำนวนมาก

มาจนถึงไฟป่าในออสเตรเลียที่เผาผลาญผืนป่าไปกว่า 30 ล้านไร่ และไฟป่าในสหรัฐอเมริกาที่ลุกลามกินพื้นที่ไปกว่า 5 ล้านไร่ สัตว์ป่าหลายล้านตัวต้องสังเวยชีวิตไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อม ๆ กับปัญหาเขม่าควันที่ปกคลุมท้องฟ้าจนเป็นม่านหมอกทึบ

ไฟป่าในออสเตรเลีย ครอบคลุมพื้นที่หลายล้านไร่และมีสัตว์ป่าล้มตายไปนับล้านตัว ภาพถ่ายโดย Marcus Kauffman

และล่าสุดกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน 11 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ได้รับผลกระทบหลายแสนคน ซึ่งนับเป็นอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

ทั้งหมดนี้คือตัวบ่งชี้ว่าโลกของเรามีสุขภาพที่แย่ลงจากการเสียสมดุลของสภาพแวดล้อม ภัยพิบัติที่เล่าไปข้างต้น เกิดขึ้นจากการสะสมต้นตอปัญหามาตลอดหลายศตวรรษ นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทุก ๆ ปีเราใช้ทรัพยากรบนโลกมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะสร้างทดแทนขึ้นมาใหม่ได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงเกินขนาด รวมถึงเปลี่ยนป่าทั่วโลกให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสาเหตุของการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าที่ระบบนิเวศจะดูดซับไหว

ดังนั้นในการขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า เราจะใช้วิธีการแบบเดิม ๆ ที่เป็นมาไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเศรษฐกิจรูปแบบเดิมที่หัวใจหลักมุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรเพื่อผลิตสินค้า แล้วจบลงด้วยการสร้างขยะมหาศาล เห็นได้จากในแต่ละวัน เรามีขยะมูลฝอยมากกว่า 3.5 ล้านตัน ที่ทิ้งลงไปในหลุมขยะทั่วโลก

เพื่อไม่ให้โลกต้องเผชิญกับสภาวะที่รอวันย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงน่าจะเป็นหนทางในการขับเคลื่อนโลกรูปแบบใหม่ที่พวกเรากำลังมุ่งไป

ในอนาคต การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเติบโตควบคู่ไปกับการดำรงอยู่ของธรรมชาติและระบบนิเวศ ภาพถ่ายโดย JING GUO

เศรษฐกิจหมุนเวียนคืออะไร

องค์การสหประชาชาติระบุว่า ด้วยความเร็วของการเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติ และการปล่อยขยะมลพิษของระบบอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มนุษยชาติเหลือเวลาอีกเพียงทศวรรษเดียวเท่านั้นในแก้ไขปัญหานี้ หากเรายังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการบริโภค ยังไม่เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจและการผลิต เราจะไม่สามารถอาศัยอยู่บนพื้นผิวโลกได้ในอนาคต  ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น กับปัญหาความแห้งแล้งที่เป็นภัยต่อการดำรงชีวิต สภาพอากาศที่ไม่สามารถคาดเดาได้ และผันผวนมากขึ้นด้วยพายุรูปแบบต่าง ๆ

แนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการลดขยะและมลพิษ ด้วยการนำวัสดุและผลิตภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งที่เคยถูกเรียกว่า “ขยะ” ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งของที่ใช้แล้วนั้น ไม่จำเป็นต้องถูกทิ้ง และจบชีวิตลงที่หลุมขยะเสมอไป

ปัจจุบัน ขยะมูลฝอยหลายล้านตันเล็ดลอดลงสู่แหล่งน้ำและไหลไปยังมหาสมุทร และยังไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม ภาพถ่ายโดย Alexander Schimmeck

มูลนิธิ Ellen MacArthur แห่งสหราชอาณาจักร องค์กรแนวหน้าที่เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันคนรุ่นใหม่ให้ร่วมกันคิด ดีไซน์ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ผ่านกรอบรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาตลอดทศวรรษของการก่อตั้ง ระบุถึงหลักสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน คือการออกแบบของเสียและมลพิษ โดยเก็บวัสดุและผลิตภัณฑ์ไว้ใช้เรื่อย ๆ เพื่อฟื้นฟูระบบธรรมชาติ

ดังนั้นแทนที่จะทิ้งขว้าง เราต้องหาวิธีเพิ่มมูลค่าให้ขยะด้วยการใช้ซ้ำ (Reuse) ผลิตซ้ำ (Remanufacturing) เปลี่ยนรูปแบบการใช้ซ้ำ (Recycle) และออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่จากวัสดุเดิม (Upcycling) กลายเป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่วัสดุและผลิตภัณฑ์ถูกใช้หมุนเวียนเป็นวงกลม ใช้เสร็จแล้วก็อัปเกรดพวกมันไปเรื่อย ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ แทนรูปแบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่ซื้อ – ใช้ – ทิ้งทันที แบบเป็นเส้นตรง (Linear)

ศิลปินออกแบบหน้ากาก พร้อมรูระบายอากาศหายใจ จากกล่องน้ำดื่ม ภาพถ่ายโดย Utopia By Cho

ทำไมวัสดุทดแทนจึงสำคัญ

เศรษฐกิจหมุนเวียน หมายถึงรูปแบบที่จะทำให้เรายังสามารถบรรลุการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ โดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นอยู่ของโลก หลายปีที่ผ่านมาแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้เติบโต และได้รับการนำไปประยุกต์ใช้ในหลายธุรกิจทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ที่สามารถสร้างความเป็นไปได้ได้มากมาย

เทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันสามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางชีวภาพของวัสดุได้ ทำให้เกิดวัสดุทดแทนหลากหลายประเภทการใช้งาน ซึ่งล้วนแต่ผลิตขึ้นมาจากวัสดุรีไซเคิล จึงช่วยลดการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยต่อมนุษย์มากขึ้น

หลากหลายผลิตภัณฑ์จาก Precious Plastic กลุ่มนักออกแบบชาวเดนมาร์ก ที่คิดค้นการหลอมละลายพลาสติก PE เพื่อขึ้นรูปใหม่

หนึ่งในผลิตภัณฑ์นั้นคือ Sci Wood ไม้สังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นจากผงไม้เนื้อแข็ง และเม็ดพลาสติกรีไซเคิล โดยผงไม้เนื้อแข็งเหล่านี้ แปรรูปมาจากขี้เลื่อยไม้เนื้อแข็ง ซึ่งเป็นเศษเหลือทิ้งจากการใช้งานในโรงงานไม้แปรรูป ดังนั้นนอกจากจะเป็นการลดการตัดต้นไม้ และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าแล้ว ไม้สังเคราะห์ชนิดนี้ยังช่วยหมุนเวียนการใช้พลาสติก ผ่านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ  ที่นำไปใช้งานได้หลากหลายและทนทาน

ไม้สังเคราะห์ Sci Wood ในงานออกแบบ ด้วยเทคโนโลยีการขึ้นรูป จากพลาสติกรีไซเคิล และผงไม้เนื้อแข็งที่หลงเหลือจากโรงงานแปรรูปไม้

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สินค้าที่ใช้อยู่นั้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ

ลองมองหาฉลากสิ่งแวดล้อม (Environment Label) ไม่ว่าจะเป็นฉลากเขียว ฉลากคาร์บอน ฉลากประหยัดพลังงาน ฉลากรับรองไม่ทำลายป่าไม้ ไปจนถึงฉลากลดการใช้น้ำ ที่ปรากฏบนสินค้าที่จะแสดงให้รู้ว่าสินค้านั้น ๆ ได้รับการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมจากภาครัฐและองค์กรอย่างละเอียดมาแล้วว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (มากกว่าสินค้าประเภทเดียวกัน แต่ไม่มีฉลากรับรอง)

อย่างไม้ Sci Wood ที่ได้รับฉลากเขียวจากสภาสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสิงคโปร์ ต่อเนื่อง 5 ปี ติดต่อกัน โดยได้รับการระบุว่า เป็นสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-Product) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยขั้นตอนที่มุ่งประหยัดพลังงาน และลดมลพิษระหว่างการใช้งาน ช่วยให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากขึ้น โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถนำวัสดุกลับมารีไซเคิลใหม่ หรือคืนสภาพ (Recovery) ได้

ต่อมาคือสัญลักษณ์ FSC (Forest Stewardship Council) หรือ องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกที่มาจากหลากหลายหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานทางด้านสิ่งแวดล้อม ทางด้านสังคม กลุ่มผู้ผลิตซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ และกลุ่มผู้ทำสวนป่าจากทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน นั่นคือมุ่งเน้นในการปรับปรุงพื้นที่ส่วนอนุรักษ์ ลดการตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติ และป่าอนุรักษ์

มาตรฐาน FSC จึงมีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ผู้ซื้อว่า ผลิตภัณฑ์นั้นผลิตจากไม้ในป่าที่ได้รับการควบคุมเป็นอย่างดี อย่าง Sci Wood แม้จะมีส่วนผสมเพียงผงไม้เนื้อแข็งจากขี้เลื่อย แต่ก็เป็นเศษไม้จากป่าปลูก ไม่ได้รบกวนป่าตามธรรมชาติแต่อย่างใด

และความพิเศษของวัสดุทดแทน คือแม้จะถูกสังเคราะห์และออกแบบมาทดแทนวัสดุทางธรรมชาติ แต่คุณสมบัติของมันกลับดียิ่งกว่า เห็นได้จาก Sci Wood ไม่มีปัญหาไม้ผุ เปื่อย หักเปราะ สีหลุดลอก หรือปัญหาปลวกกินไม้ มันจึงมีความคงทน ไม่กลายเป็นของเสียง่าย ๆ และนั่นคือหัวใจอีกหนึ่งข้อของเศรษฐกิจหมุนเวียน

หนทางสู่ความยั่งยืน

ไม่ใช่แค่แวดวงวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ แวดวงแฟชั่นก็ตอบรับรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนกันอย่างคึกคัก เห็นได้จากการนำเศษผ้าเหลือใช้ไปอัพไซเคิลเป็นเสื้อผ้าชิ้นใหม่ของเหล่าดีไซเนอร์และแบรนด์สินค้าทั่วโลก

และอย่างที่อธิบายไปข้างต้น เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้มีแค่การผลิตซ้ำเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงการเพิ่มอายุการใช้งานด้วย ซึ่งในปัจจุบันที่เทคโนโลยีทางการสื่อสารง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว เราสามารถเพิ่มความถี่การใช้ข้าวของร่วมกับคนอื่นได้ เช่น แทนที่จะซื้อชุดราตรีที่ได้ใส่แค่ครั้งเดียว เราสามารถใช้บริการแอปพลิเคชั่นเช่าเสื้อผ้า โดยที่ชุด 1 ชุด จะถูกใช้งานนับสิบนับร้อยครั้ง

การเคลื่อนไหวในแวดวงแฟชั่น ที่ทำให้คนหันมาตระหนักถึงผลเสียและผลกระทบมหาศาลของ Fast Fashion ภาพถ่ายโดย Francois Le Nguyen

ทศวรรษนับจากนี้ คือช่วงเวลาที่เราจะได้เห็นการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี และการปรับตัวของมนุษย์ทั่วโลก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนั่นจะกลายเป็นวิถีสู่ความยั่งยืนได้จริงในอนาคต


ทำความรู้จัก Sci Wood ไม้สังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นจากผงไม้เนื้อแข็งและเม็ดพลาสติกรีไซเคิล เพิ่มเติมได้ที่ www.sci-wood.com

ข้อมูลอ้างอิง

เรื่องแนะนำ

Imagine Maekha โปรเจกต์ฟื้นฟูคลองเชียงใหม่ที่ได้รับกลับมามากกว่าพื้นที่สีเขียว

การฟื้นฟูคลองแม่ข่า ไม่เพียงเพิ่มพื้นที่เชิงนิเวศให้เมืองเชียงใหม่ แต่ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าทั้งยังเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงผู้คนและสถานที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน คลองแม่ข่า มีความสำคัญต่อจังหวัดเชียงใหม่มาตั้งแต่สมัยอดีต เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำเลี้ยงที่ไหลผ่านใกล้กับตัวเมืองมากที่สุด บทบาทของมันคือ การเป็นน้ำใช้ การเป็นน้ำระบบที่แจกจ่ายสู่พื้นที่การเกษตร และการเป็นพื้นที่ป้องกันน้ำท่วม เวลามีน้ำหลากมาจากแม่น้ำปิง คลองแม่ข่าจะเป็นตัวตัดน้ำไม่ให้ไหลเข้าไปท่วมภายในตัวเมือง ซึ่งบทบาทสุดท้ายยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงในปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงความเป็นปัจจุบัน สังคมมนุษย์และเทคโนโลยีต่างพัฒนาขึ้น บทบาทของคลองแม่ข่าถูกลดทอนลง ไม่มีการใช้น้ำจากคลองแม่ข่าในการดำรงชีพเหมือนเมื่อก่อน ทางน้ำไม่ได้มีการกระจายตัว สาเหตุเพราะพื้นที่ทางการเกษตรโดยรอบต่างถูกปลูกทับด้วยอาคารบ้านเรือน อีกสิ่งหนึ่งคือการหายไปของพื้นที่หน่วงน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลงตามไปด้วย โครงสร้างระบบท่อระบายน้ำของเมือง เป็นสิ่งที่ถูกปลูกสร้างขึ้น เพื่อช่วยเหลือคลองแม่ข่า แต่ทว่าความช่วยเหลือนั้นกลับนำมาซึ่งผลเสียที่สร้างบาดแผลให้แก่คลองแม่ข่าไม่ใช่น้อย เมื่อโครงสร้างท่อระบายน้ำซึ่งไม่ใช่ระบบสมบูรณ์ เชื่อมกับคลองแม่ข่า ทันทีที่น้ำเสียไหลตามระบบไม่ได้ มันจะล้นลงสู่คลองแม่ข่า ทำให้คลองประวัติศาสตร์แห่งนี้กลายเป็นแหล่งรวมน้ำเสีย จึงเป็นที่มาของโครงการฟื้นฟูคลองแม่ข่า หรือ Imagine Maekha ได้เกิดขึ้นจากการร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคมและประชาชน เพื่อขับเคลื่อนคลองแม่ข่าและพื้นที่ต่อเนื่องคืนสู่ชีวิตอีกครั้ง เราจะไปคุยกับ ทนวินท วิจิตรพร สถาปนิกจากใจบ้านสตูดิโอ หนึ่งในขณะทำงานโครงการ เพื่อทำความเข้าใจอดีต ปัจจุบันและอนาคตของคลองเก่าแก่เส้นนี้แห่งเมืองเชียงใหม่ไปพร้อมกัน 01 โอกาสพัฒนาในปัญหา พื้นที่โดยรอบคลองแม่ข่าเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ผู้คนไม่ได้เข้าถึงอย่างทั่วไป ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบมีความสมบูรณ์ทางนิเวศสูง เต็มไปด้วยแหล่งต้นไม้ใหญ่ นับเป็นบริเวณที่มีการกระจุกตัวของแหล่งต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุดในเขตเมือง […]

อาร์กติก จะกลายเป็นสมรภูมิสงครามเย็นครั้งใหม่จริงหรือ

ขณะที่ภูมิภาคอาร์กติกกำลังละลายอย่างรวดเร็ว ชาติมหาอำนาจต่างเร่งรุดเข้าไปหมายควบคุมทรัพยากรและเส้นทางเดินเรือที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำแข็ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเตรียมพื้นที่ให้ความขัดแย้ง ณ ดินแดนเหนือสุดของโลก จนหลายฝ่ายเกรงว่าอาร์กติกอาจกลายเป็นสมรภูมิสงครามเย็นครั้งใหม่

น้ำ: วิกฤตที่กำลังมาเยือน

มองอนาคตของ แม่น้ำสินธุ สายเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน 270 ล้านคน แต่เมื่อภาวะธารน้ำแข็งถอยร่น กระแสน้ำเริ่มอ่อนแรง ส่งผลให้ผู้คนหลายล้านตกอยู่ในความเสี่ยง ใกล้กับยอดเขากังหรินโปเฉหรือเขาไกรลาสในทิเบต คือต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญสี่สายที่ทอดแผ่ไปทางตะวันออกและตะวันตกผ่านเทือกเขาหิมาลัย และไหลลงสู่ทะเลดุจดั่งพระกรของพระแม่คงคาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ตลอดทางที่สายน้ำเหล่านี้ไหลผ่าน อารยธรรมและรัฐชาติต่างๆ ถือกำเนิดขึ้น ตั้งแต่ทิเบต ปากีสถาน อินเดียตอนเหนือ เนปาล และบังกลาเทศ น้ำจากแม่น้ำจะถูกใช้อย่างไรขึ้นอยู่กับผู้คนที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำมาเนิ่นนาน ส่วนแม่น้ำจะมีน้ำมาเติมอย่างไรขึ้นอยู่กับสองปัจจัย ได้แก่ ฝนในฤดูมรสุมและน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็ง ปรากฏการณ์ทั้งสองซึ่งอยู่ใต้ การปกปักรักษาของทวยเทพมานับพันปี บัดนี้อยู่ในมือของมนุษย์ด้วย แม่น้ำสายต่างๆ ที่มีต้นน้ำอยู่ในแถบตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยอย่างแม่น้ำพรหมบุตรได้รับน้ำส่วนใหญ่จากมรสุมฤดูร้อน แม่น้ำเหล่านี้อาจได้รับน้ำมากขึ้นเมื่ออากาศที่ร้อนขึ้นเติมความชื้นให้บรรยากาศมากขึ้น แต่น้ำส่วนใหญ่ในแม่น้ำสินธุซึ่งไหลไปทางตะวันตกจากยอดเขากังหรินโปเฉ ได้รับน้ำจากหิมะและธารน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัย การาโกรัม และฮินดูกูช โดยเฉพาะธารน้ำแข็งซึ่งเป็น “หอเก็บน้ำ” ที่กักเก็บหิมะในฤดูหนาวไว้ในรูปน้ำแข็ง บนเขาสูง แล้วปล่อยลงมาในรูปน้ำที่ละลายจากน้ำแข็งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน กระบวนการนี้ทำให้มีน้ำไหลมาหล่อเลี้ยงทั้งมนุษย์และระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ระหว่างเส้นทางในเขตที่ราบของปากีสถานและภาคเหนือของอินเดีย มีระบบเกษตรชลประทานอันกว้างใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกพึ่งพาแม่น้ำสินธุอยู่ บรรดาธารน้ำแข็งที่ส่งน้ำลงสู่แม่น้ำสินธุเปรียบได้กับเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนราว 270 ล้านคน ธารน้ำแข็งเหล่านี้ส่วนใหญ่กำลังหดเล็กลง ปรากฏการณ์นี้จะทำให้แม่น้ำสินธุมีน้ำหลากมากขึ้นในระยะแรก แต่หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นดังที่คาดการณ์ และธารน้ำแข็งยังละลายถอยร่นต่อไปอีก แม่น้ำสินธุจะไปถึงจุดที่มี “ระดับน้ำสูงสุด” ภายในปี 2050 แล้วกระแสน้ำจะเริ่มลดลงหลังจากนั้น มนุษย์ใช้น้ำมากกว่าร้อยละ 60 […]

ความงามใต้โลกน้ำแข็งแห่งแอนตาร์กติกา ที่น้อยคนได้สัมผัส

การสำรวจชีวิตใต้ทวีปนํ้าแข็งซึ่งแทบไม่เคยมีใครทำมาก่อน เผยให้เห็นโลกหลากสีสันและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ที่ซึ่งเพนกวิน แมวน้ำ และสิ่งมีชีวิตแปลกตาอีกหลายชนิด เจริญงอกงามภายใน ใต้โลกน้ำแข็ง ในตอนเช้า เมื่อเราเดินเท้าจากดูมงดูร์วีล ซึ่งเป็นสถานีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศสบนชายฝั่งอะเดลีในแอนตาร์กติกาตะวันออก มาถึงจุดหมาย เราต้องกะเทาะชั้นนํ้าแข็งบางๆ ที่ก่อตัวขึ้นปิดปากหลุมที่เราเจาะไว้ เมื่อวันก่อน หลุมดังกล่าวเจาะลงไปจนทะลุชั้นแพนํ้าแข็งหนาสามเมตร กว้างพอให้คนคนหนึ่งสอดตัวลงไปได้เท่านั้น และเบื้องล่างคือทะเลเย็นเยียบ เราไม่เคยลองดำนํ้าลงทางปากหลุมแคบขนาดนี้มาก่อน และผมลงไป ใต้โลกน้ำแข็ง เป็นคนแรก ผมแทรกตัวลงไปตามหลุมอย่างทุลักทุเล และเมื่อลงไปสู่ท้องนํ้าเบื้องล่างได้ในที่สุด ผมก็หันกลับไปเห็นภาพที่ชวนให้ขนหัวลุก เมื่อปากหลุมเริ่มปิดตัวลงด้านหลังผม พื้นผิวที่อยู่ใต้นํ้าของนํ้าแข็งทะเลมีลักษณะเป็นนํ้าผสมเกล็ดนํ้าแข็งข้นหนา และการทิ้งตัวลงไปของผมก็ทำให้มันเคลื่อนตัวและไหลไปรวมกันที่ปากหลุม กว่าผมจะสอดแขนข้างหนึ่งเข้าไปในนํ้าแข็งเหลวข้นนี้ได้ มันก็ ไหลมารวมกันจนหนาเกือบหนึ่งเมตรแล้ว ผมคว้าเชือกนิรภัยและดึงตัวเองขึ้นไปทีละเซนติเมตร ในที่สุดมือของใครคนหนึ่งก็คว้ามือผมไว้ แล้วดึงผมขึ้นไปจนพ้นปากหลุม การดำนํ้าวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงหนึ่งในการดำ 32 เที่ยวเท่านั้น ผมมาที่นี่พร้อมแวงซอง มูนีเยร์ ช่างภาพอีกคนหนึ่ง ตามคำเชื้อเชิญของลุก ชักเก นักสร้างภาพยนตร์ซึ่งกำลังถ่ายทำภาคต่อของภาพยนตร์สารคดีที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามเมื่อปี2005 เรื่อง เพนกวิน หัวใจจักรพรรดิ (March of the Penguins) ระหว่างที่ชักเกบันทึกเรื่องราวของเหล่าเพนกวินจักรพรรดิลงบนแผ่นฟิล์ม และมูนีเยร์ถ่ายภาพนิ่งของพวกมัน ทีมของผมจะบันทึกภาพชีวิตใต้นํ้าแข็งทะเลเอาไว้ ในช่วงฤดูหนาว นํ้าแข็งจะแผ่ขยายออกไปในทะเลบริเวณนี้ไกลถึง 100 กิโลเมตร แต่เรามากันในเดือนตุลาคม […]