เทรนด์วัสดุทดแทนจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กที่ขับเคลื่อนโลกสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน - National Geographic Thailand

เทรนด์วัสดุทดแทนจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กที่ขับเคลื่อนโลกสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

จากเทรนด์วัสดุทดแทน สู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หนทางในการขับเคลื่อนโลกรูปแบบใหม่ที่มนุษยชาติกำลังมุ่งไป

ปี 2020 โลกเผชิญภัยพิบัติที่รุนแรงที่สุด

ตั้งแต่การตรวจพบคลื่นความร้อนในทวีปแอนตาร์กติกาพื้นที่ที่ควรจะหนาวเย็นที่สุดในโลก รวมถึงการถล่มลงของธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในกรีนแลนด์ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มระดับสูงขึ้นทั่วโลก

การเพิ่มขึ้นของกองทัพตั๊กแตนที่บุกทำลายพื้นที่เกษตรกรรมในทวีปแอฟริกาตะวันออกและเอเชีย ซึ่งการระบาดครั้งใหญ่ของฝูงตั๊กแตนนี้ ได้นำพามาซึ่งวิกฤตการขาดแคลนอาหารครั้งสำคัญ

การมาถึงของพายุไซโคลนที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปีของอินเดียและบังคลาเทศ ซึ่งมีความเร็วลมสูงถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดถล่มสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเรือนและผู้คนจำนวนมาก

มาจนถึงไฟป่าในออสเตรเลียที่เผาผลาญผืนป่าไปกว่า 30 ล้านไร่ และไฟป่าในสหรัฐอเมริกาที่ลุกลามกินพื้นที่ไปกว่า 5 ล้านไร่ สัตว์ป่าหลายล้านตัวต้องสังเวยชีวิตไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อม ๆ กับปัญหาเขม่าควันที่ปกคลุมท้องฟ้าจนเป็นม่านหมอกทึบ

ไฟป่าในออสเตรเลีย ครอบคลุมพื้นที่หลายล้านไร่และมีสัตว์ป่าล้มตายไปนับล้านตัว ภาพถ่ายโดย Marcus Kauffman

และล่าสุดกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน 11 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ได้รับผลกระทบหลายแสนคน ซึ่งนับเป็นอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

ทั้งหมดนี้คือตัวบ่งชี้ว่าโลกของเรามีสุขภาพที่แย่ลงจากการเสียสมดุลของสภาพแวดล้อม ภัยพิบัติที่เล่าไปข้างต้น เกิดขึ้นจากการสะสมต้นตอปัญหามาตลอดหลายศตวรรษ นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทุก ๆ ปีเราใช้ทรัพยากรบนโลกมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะสร้างทดแทนขึ้นมาใหม่ได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงเกินขนาด รวมถึงเปลี่ยนป่าทั่วโลกให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสาเหตุของการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าที่ระบบนิเวศจะดูดซับไหว

ดังนั้นในการขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า เราจะใช้วิธีการแบบเดิม ๆ ที่เป็นมาไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเศรษฐกิจรูปแบบเดิมที่หัวใจหลักมุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรเพื่อผลิตสินค้า แล้วจบลงด้วยการสร้างขยะมหาศาล เห็นได้จากในแต่ละวัน เรามีขยะมูลฝอยมากกว่า 3.5 ล้านตัน ที่ทิ้งลงไปในหลุมขยะทั่วโลก

เพื่อไม่ให้โลกต้องเผชิญกับสภาวะที่รอวันย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงน่าจะเป็นหนทางในการขับเคลื่อนโลกรูปแบบใหม่ที่พวกเรากำลังมุ่งไป

ในอนาคต การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเติบโตควบคู่ไปกับการดำรงอยู่ของธรรมชาติและระบบนิเวศ ภาพถ่ายโดย JING GUO

เศรษฐกิจหมุนเวียนคืออะไร

องค์การสหประชาชาติระบุว่า ด้วยความเร็วของการเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติ และการปล่อยขยะมลพิษของระบบอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มนุษยชาติเหลือเวลาอีกเพียงทศวรรษเดียวเท่านั้นในแก้ไขปัญหานี้ หากเรายังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการบริโภค ยังไม่เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจและการผลิต เราจะไม่สามารถอาศัยอยู่บนพื้นผิวโลกได้ในอนาคต  ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น กับปัญหาความแห้งแล้งที่เป็นภัยต่อการดำรงชีวิต สภาพอากาศที่ไม่สามารถคาดเดาได้ และผันผวนมากขึ้นด้วยพายุรูปแบบต่าง ๆ

แนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการลดขยะและมลพิษ ด้วยการนำวัสดุและผลิตภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งที่เคยถูกเรียกว่า “ขยะ” ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งของที่ใช้แล้วนั้น ไม่จำเป็นต้องถูกทิ้ง และจบชีวิตลงที่หลุมขยะเสมอไป

ปัจจุบัน ขยะมูลฝอยหลายล้านตันเล็ดลอดลงสู่แหล่งน้ำและไหลไปยังมหาสมุทร และยังไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม ภาพถ่ายโดย Alexander Schimmeck

มูลนิธิ Ellen MacArthur แห่งสหราชอาณาจักร องค์กรแนวหน้าที่เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันคนรุ่นใหม่ให้ร่วมกันคิด ดีไซน์ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ผ่านกรอบรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาตลอดทศวรรษของการก่อตั้ง ระบุถึงหลักสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน คือการออกแบบของเสียและมลพิษ โดยเก็บวัสดุและผลิตภัณฑ์ไว้ใช้เรื่อย ๆ เพื่อฟื้นฟูระบบธรรมชาติ

ดังนั้นแทนที่จะทิ้งขว้าง เราต้องหาวิธีเพิ่มมูลค่าให้ขยะด้วยการใช้ซ้ำ (Reuse) ผลิตซ้ำ (Remanufacturing) เปลี่ยนรูปแบบการใช้ซ้ำ (Recycle) และออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่จากวัสดุเดิม (Upcycling) กลายเป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่วัสดุและผลิตภัณฑ์ถูกใช้หมุนเวียนเป็นวงกลม ใช้เสร็จแล้วก็อัปเกรดพวกมันไปเรื่อย ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ แทนรูปแบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่ซื้อ – ใช้ – ทิ้งทันที แบบเป็นเส้นตรง (Linear)

ศิลปินออกแบบหน้ากาก พร้อมรูระบายอากาศหายใจ จากกล่องน้ำดื่ม ภาพถ่ายโดย Utopia By Cho

ทำไมวัสดุทดแทนจึงสำคัญ

เศรษฐกิจหมุนเวียน หมายถึงรูปแบบที่จะทำให้เรายังสามารถบรรลุการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ โดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นอยู่ของโลก หลายปีที่ผ่านมาแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้เติบโต และได้รับการนำไปประยุกต์ใช้ในหลายธุรกิจทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ที่สามารถสร้างความเป็นไปได้ได้มากมาย

เทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันสามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางชีวภาพของวัสดุได้ ทำให้เกิดวัสดุทดแทนหลากหลายประเภทการใช้งาน ซึ่งล้วนแต่ผลิตขึ้นมาจากวัสดุรีไซเคิล จึงช่วยลดการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยต่อมนุษย์มากขึ้น

หลากหลายผลิตภัณฑ์จาก Precious Plastic กลุ่มนักออกแบบชาวเดนมาร์ก ที่คิดค้นการหลอมละลายพลาสติก PE เพื่อขึ้นรูปใหม่

หนึ่งในผลิตภัณฑ์นั้นคือ Sci Wood ไม้สังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นจากผงไม้เนื้อแข็ง และเม็ดพลาสติกรีไซเคิล โดยผงไม้เนื้อแข็งเหล่านี้ แปรรูปมาจากขี้เลื่อยไม้เนื้อแข็ง ซึ่งเป็นเศษเหลือทิ้งจากการใช้งานในโรงงานไม้แปรรูป ดังนั้นนอกจากจะเป็นการลดการตัดต้นไม้ และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าแล้ว ไม้สังเคราะห์ชนิดนี้ยังช่วยหมุนเวียนการใช้พลาสติก ผ่านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ  ที่นำไปใช้งานได้หลากหลายและทนทาน

ไม้สังเคราะห์ Sci Wood ในงานออกแบบ ด้วยเทคโนโลยีการขึ้นรูป จากพลาสติกรีไซเคิล และผงไม้เนื้อแข็งที่หลงเหลือจากโรงงานแปรรูปไม้

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สินค้าที่ใช้อยู่นั้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ

ลองมองหาฉลากสิ่งแวดล้อม (Environment Label) ไม่ว่าจะเป็นฉลากเขียว ฉลากคาร์บอน ฉลากประหยัดพลังงาน ฉลากรับรองไม่ทำลายป่าไม้ ไปจนถึงฉลากลดการใช้น้ำ ที่ปรากฏบนสินค้าที่จะแสดงให้รู้ว่าสินค้านั้น ๆ ได้รับการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมจากภาครัฐและองค์กรอย่างละเอียดมาแล้วว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (มากกว่าสินค้าประเภทเดียวกัน แต่ไม่มีฉลากรับรอง)

อย่างไม้ Sci Wood ที่ได้รับฉลากเขียวจากสภาสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสิงคโปร์ ต่อเนื่อง 5 ปี ติดต่อกัน โดยได้รับการระบุว่า เป็นสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-Product) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยขั้นตอนที่มุ่งประหยัดพลังงาน และลดมลพิษระหว่างการใช้งาน ช่วยให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากขึ้น โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถนำวัสดุกลับมารีไซเคิลใหม่ หรือคืนสภาพ (Recovery) ได้

ต่อมาคือสัญลักษณ์ FSC (Forest Stewardship Council) หรือ องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกที่มาจากหลากหลายหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานทางด้านสิ่งแวดล้อม ทางด้านสังคม กลุ่มผู้ผลิตซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ และกลุ่มผู้ทำสวนป่าจากทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน นั่นคือมุ่งเน้นในการปรับปรุงพื้นที่ส่วนอนุรักษ์ ลดการตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติ และป่าอนุรักษ์

มาตรฐาน FSC จึงมีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ผู้ซื้อว่า ผลิตภัณฑ์นั้นผลิตจากไม้ในป่าที่ได้รับการควบคุมเป็นอย่างดี อย่าง Sci Wood แม้จะมีส่วนผสมเพียงผงไม้เนื้อแข็งจากขี้เลื่อย แต่ก็เป็นเศษไม้จากป่าปลูก ไม่ได้รบกวนป่าตามธรรมชาติแต่อย่างใด

และความพิเศษของวัสดุทดแทน คือแม้จะถูกสังเคราะห์และออกแบบมาทดแทนวัสดุทางธรรมชาติ แต่คุณสมบัติของมันกลับดียิ่งกว่า เห็นได้จาก Sci Wood ไม่มีปัญหาไม้ผุ เปื่อย หักเปราะ สีหลุดลอก หรือปัญหาปลวกกินไม้ มันจึงมีความคงทน ไม่กลายเป็นของเสียง่าย ๆ และนั่นคือหัวใจอีกหนึ่งข้อของเศรษฐกิจหมุนเวียน

หนทางสู่ความยั่งยืน

ไม่ใช่แค่แวดวงวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ แวดวงแฟชั่นก็ตอบรับรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนกันอย่างคึกคัก เห็นได้จากการนำเศษผ้าเหลือใช้ไปอัพไซเคิลเป็นเสื้อผ้าชิ้นใหม่ของเหล่าดีไซเนอร์และแบรนด์สินค้าทั่วโลก

และอย่างที่อธิบายไปข้างต้น เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้มีแค่การผลิตซ้ำเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงการเพิ่มอายุการใช้งานด้วย ซึ่งในปัจจุบันที่เทคโนโลยีทางการสื่อสารง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว เราสามารถเพิ่มความถี่การใช้ข้าวของร่วมกับคนอื่นได้ เช่น แทนที่จะซื้อชุดราตรีที่ได้ใส่แค่ครั้งเดียว เราสามารถใช้บริการแอปพลิเคชั่นเช่าเสื้อผ้า โดยที่ชุด 1 ชุด จะถูกใช้งานนับสิบนับร้อยครั้ง

การเคลื่อนไหวในแวดวงแฟชั่น ที่ทำให้คนหันมาตระหนักถึงผลเสียและผลกระทบมหาศาลของ Fast Fashion ภาพถ่ายโดย Francois Le Nguyen

ทศวรรษนับจากนี้ คือช่วงเวลาที่เราจะได้เห็นการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี และการปรับตัวของมนุษย์ทั่วโลก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนั่นจะกลายเป็นวิถีสู่ความยั่งยืนได้จริงในอนาคต


ทำความรู้จัก Sci Wood ไม้สังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นจากผงไม้เนื้อแข็งและเม็ดพลาสติกรีไซเคิล เพิ่มเติมได้ที่ www.sci-wood.com

ข้อมูลอ้างอิง

เรื่องแนะนำ

ไอศกรีมจากขยะพลาสติก

ไอศกรีมจากขยะพลาสติก ใครๆ ก็ชื่นชอบไอศกรีม แต่หากมาได้เห็น ไอศกรีมจากขยะพลาสติก เหล่านี้คงกินไม่ลง อันที่จริงมันกินไม่ได้ด้วย แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาขยะล้นเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหาขยะพลาสติก ผลงานไอศกรีมที่กินไม่ได้เหล่านี้เป็นฝีมือของนักศึกษาศิลปะชาวไต้หวัน พวกเขาตระเวนรวบรวมตัวอย่างของน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ กว่าร้อยแห่งทั่วประเทศ จากนั้นนำมาแช่แข็งเอาไว้ในแม่พิมพ์ และเคลือบด้วยเรซิ่นเพื่อให้คงรูปถาวร แน่นอนว่าดูด้วยตาก็พอจะรู้ว่าของหวานเหล่านี้ไม่น่าลิ้มลอง แต่พึงระวังไว้ให้ดี หากมนุษย์เรายังคงไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคที่มากเกินจำเป็นกันตั้งแต่ตอนนี้ นี่อาจเป็นอนาคตของไอศกรีมที่ลูกหลานเราจะได้กินก็เป็นได้ ชมวิดีโอ ไอศกรีมจากขยะพลาสติก ได้ที่นี่   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

เรือนยอดของต้นไม้ ช่วยป้องกันโรคระบาดในพืช

เรือนยอดของต้นไม้ ในป่าล้วนรักษาระยะห่างจนเกิดเป็นช่องว่าง เรียกว่า เรือนยอดไม่บดบังกัน (crown  shyness) ซึ่งช่วยให้ต้นไม้สามารถแบ่งปันทรัพยากร และควบคุมการระบาดของโรค เดือนมีนาคม ค.ศ. 1982 ในวันที่อากาศอบอุ่น ฟรานซิส “แจ็ก” พุตซ์ (Francis “Jack” Putz) นักชีววิทยา เดินทางเข้าไปในป่าต้นโกงกางที่มี เรือนยอดของต้นไม้ เพื่อหลบหลีกจากความร้อนในช่วงบ่าย ด้วยความง่วงจากอาหารมื้อเที่ยง และการทำงานภาคสนามในอุทยานแห่งชาติ กัวนากัสเต ประเทศคอสตาริกา อย่างหนัก พุตซ์จึงตัดสินใจงีบหลับระหว่างวัน ขณะที่เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า สายลมพัดยอดโกงกางที่อยู่เหนือเขาไหวเอนไปมา ทำให้กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียงก่ายเข้าหากัน ใบไม้และกิ่งไม้ที่อยู่ขอบนอกสุดของเรือนยอดหักลง พุตซ์สังเกตเห็นว่าการตัดแต่งกิ่งซึ่งกันและกันนี้ทิ้งร่องรอยของพื้นที่ว่างบนเรือนยอด เครือข่ายของยอดไม้ที่เรียกว่า Crown Shyness ได้รับการบันทึกไว้ในป่าทั่วโลก จากป่าโกงกางของคอสตาริกาไปจนถึงต้นการบูรบอร์เนียวที่สูงตระหง่านของมาเลเซีย มีช่องว่างระหว่างพุ่มไม้เขียวขจี แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เหตุใดยอดไม้จึงไม่ยอมให้เกิดการบดบังกัน พุตซ์ให้เหตุผลว่า ต้นไม้ต้องการพื้นที่ว่างซึ่งกันและกัน เพื่อใช้ในแผ่กิ่งก้าน และดูเหมือนว่าลมจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ต้นไม้จำนวนมากรักษาระยะห่างระหว่างกันได้ การแบ่งแยกพื้นที่ว่างระหว่างกิ่งก้านของแต่ละต้น อาจช่วยเพิ่มการเข้าถึงทรัพยากรของพืช เช่น แสง อีกทั้งช่วยขัดขวางการแพร่กระจายของแมลงที่กัดกินใบ เถาวัลย์ กาฝาก หรือโรคติดเชื้ออื่น ๆ เม็ก […]

โลกร้อนส่งผลต่อธารน้ำแข็งบนยอดภูเขา – กระทบแหล่งน้ำจืดของผู้คนนับพันล้าน

หอคอยกักน้ำ (water tower) จาก ธารน้ำแข็ง บนยอดเขาสูงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำจืดของโลกในอัตราส่วนจำนวนมาก แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นภัยต่อแหล่งน้ำเหล่านี้ ในพื้นที่สูงเหนือเทือกเขาหิมาลัยบริเวณใกล้ ธารน้ำแข็ง กังโกตรี (Gangotri Glacier) มีน้ำไหลรินไปกับแม่น้ำสายเล็ก ไหลต่อลงสู่กระแสน้ำเบื้องล่าง น้ำจากเทือกเขานี้จะไหลเป็นระยะทางนับพันกิโลเมตรเพื่อหล่อเลี้ยงชาวบ้าน พื้นที่การเกษตร และที่ราบสินธุ (Indus Plain) อันเป็นพื้นที่ธรรมชาติขนาดกว้างใหญ่ ผู้คนมากกว่าสองร้อยล้านคนต่างพึ่งพาน้ำที่มาจากกระแสน้ำดังกล่าว แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลต่อพื้นที่เทือกเขาสูงเช่นนี้มากกว่าพื้นที่อื่นของโลกโดยเฉลี่ย และการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ “หอคอยกักน้ำ” (water tower) ที่ผู้คนนับพันล้านต่างพึ่งพิง อยู่ในภาวะอันตรายยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตามงานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุใดเราต้องใส่ใจหอคอยกักน้ำเหล่านี้ เทือกเขาสูงโอบอุ้มน้ำแข็งและหิมะบนยอดเขามากกว่าที่ใดในโลกหากไม่นับรวมพื้นที่ขั้วโลก และเทือกเขาเหล่านี้ประกอบไปด้วยน้ำจืดปริมาณครึ่งหนึ่งที่มนุษย์ใช้อุปโภคบริโภค หิมะและธารน้ำแข็งที่อยู่บนเทือกเขาต่างๆมีความสำคัญต่อผู้คนมากกว่า 1,600 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรโลก โดยแหล่งน้ำที่เราใช้กันทุกวันนี้อาจมาจากเทือกเขาเหล่านี้ หอคอยกักน้ำที่อยู่บนเทือกเขาสูงทำหน้าที่เป็นเหมือนแท็งก์เก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีวาล์วปิดเปิด ตัวอย่างเช่น เมื่อหิมะตก ก็จะเป็นการเติมแท็งก์น้ำ และน้ำแข็งเหล่านี้ก็จะละลายอย่างช้าๆ ผ่านวันผ่านเดือน หรืออาจเป็นปี ก่อนจะปล่อยน้ำที่ละลายไหลลงจากเทือกเขา ความคงที่ของการละลายของน้ำแข็งนี้มีบทบาทสำคัญยิ่งโดยเฉพาะกับผู้ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง เนื่องจากการละลายของหิมะที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ว่าต่อเนื่องนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายน้อยกว่าฝนตกครั้งใหญ่ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือแผ่นดินถล่ม และมีความสำคัญต่อเมืองหลายเมืองที่ต้องการใช้น้ำตลอดทั้งปี เนื่องจากเทือกเขาสูงเหล่านี้เป็นบ้านของความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นดินของโลก […]

ปากบารา : มรดกแบบไหนที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เคยนำเสนอสารคดีเรื่อง “ทางแพร่งของปากบารา” ในฉบับเดือนกรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพ และนักเขียน ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง ในตอนนั้น ข่าวเรื่องโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความพยายามผลักดันทะเลอันดามันของไทยให้เป็นมรดกโลก... วันนี้ เกือบสองปีให้หลัง ความพยายามจะเดินหน้าโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง เราขอความเห็นจาก ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพ และนักอนุรักษ์ ผู้ถ่ายภาพสารคดีชิ้นนี้ว่าเขาคิดอย่างไร