แผ่นดินทรุดตัวและ ระดับน้ำทะเล สูงขึ้น - ภัยคุกคามประชากรนับร้อยล้านคนทั่วโลก

แผ่นดินทรุดตัวและน้ำทะเลสูงขึ้น – ภัยคุกคามประชากรนับร้อยล้านคนทั่วโลก

เคราะห์ร้ายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทรุดตัวของแผ่นดินที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ริมชายฝั่งกำลังพบเจอกับภาวะ ระดับน้ำทะเล ที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง

ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ชายฝั่งแห่งต่างๆ ของโลกกำลังพบเจอการเพิ่มขึ้นของ ระดับน้ำทะเล ที่เกินกว่าจะรับได้ อันเป็นผลมาจากการที่พวกเขาอาศัยรวมกันอย่างหนาแน่นในพื้นดินที่กำลังจมอย่างรวดเร็ว ตามงานศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Climate Change เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้นทั่วโลกเนื่องจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งโลก และการขยายตัวของผืนน้ำทะเลที่อบอุ่น (warming sea water) ส่วนในระดับท้องถิ่น พื้นที่ทรุดตัว หรือพื้นที่ที่กำลังจมก็ได้ซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้นอีก เมืองใหญ่หลายเมือง เช่น นิวออร์ลีนส์ในสหรัฐฯ หรือจาการ์ตาในอินโดนีเซียกำลังเจอปัญหาระดับน้ำทะเลที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับระดับชายฝั่ง-หรือภาวะที่แผ่นดินกำลังจมเนื่องจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ขณะนี้ ทีมนักวิจัยนานาชาติแสดงให้เห็นว่าสองสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกันนี้เป็นมากกว่าปัญหาของแต่ละท้องถิ่น พื้นดินที่กำลังจมทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งรอบโลกอยู่ในภาวะเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยพวกเขาต้องพบเจอกับอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลมากกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก 3 ถึง 4 เท่า

ระดับน้ำทะเล, จาการ์ตา
กำแพงทะเลในอ่าวจาการ์ตาปกป้องร้านค้า บ้านเรือน และมัสยิดจากการทำให้จมหายไปโดยน้ำทะเล เนื่องจากปัญหาระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการขุดเจาะน้ำบาดาลเกินขนาด เมืองหลวงของอินโดนีเซียแห่งนี้จึงถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่จมทะเลเร็วที่สุดในโลก ภาพถ่ายโดย IAN TEH, PANOS PICTURES/REDUX

“สิ่งที่เรากำลังพูดถึงไม่ใช่การคาดการณ์ เรากำลังพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในวันนี้” Robert Nicholls ผู้นำงานศึกษาจากศูนย์วิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทินดัลล์ มหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (University of East Anglia) สหราชอาณาจักร กล่าว

แต่ยังมีข่าวดี นั่นคือ พื้นที่ชายฝั่งที่กำลังจมส่วนใหญ่นั้นเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่นการขุดเจาะน้ำบาดาลมาใช้ ซึ่งบรรดาเมืองชายฝั่งสามารถทำบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาได้

จากปัญหาท้องถิ่นสู่ระดับโลก

ปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อการลดลง (หรือเพิ่มขึ้น) ของพื้นที่ชายฝั่งบนโลกนั้นอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ พื้นที่บางส่วนของโลกกำลังปรับตัวกับภาวะการสูญหายของธารน้ำแข็งที่เคยห่มคลุมพื้นที่ในยุคน้ำแข็งครั้งหลังสุด (last ice age) ซึ่งทำให้เกิดพื้นที่น้ำผุดขึ้นในบางพื้นที่และไปจมพื้นดินแห่งอื่น ส่วนในพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำชายฝั่งหลายแห่งก็กำลังลดลงเนื่องจากตะกอนดินที่ทับถมกำลังถูกบีบอัด (ให้เล็กลง) อย่างช้าๆ

แต่นอกเหนือไปจากกระบวนการทางธรรมชาติแล้ว กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่นการขุดเจาะน้ำบาดาล น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ การขุดเหมืองทราย และการสร้างแนวกั้นน้ำท่วม (flood barriers) รอบแม่น้ำ ล้วนเป็นสาเหตุให้พื้นดินจมลง แม้การป้องกันน้ำท่วมนั้นเป็นสิ่งที่ดีในตัวเอง แต่ก็ทำให้แม่น้ำหยุดการแพร่ตะกอนดินซึ่งเป็นสร้างพื้นดินใหม่อย่างช้าๆ เช่นกัน

ป่าชายเลน, ระดับน้ำทะเล
คลื่นพายุซัดฝั่งทำให้บางส่วนของเกาะสาคร ในแม่นํ้าฮูคลีทางใต้ของเกาะโฆรามาระในบังกลาเทศถูกตัดขาดจากกัน

เพื่อที่จะคาดการณ์อัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลในชายฝั่งนับพันแห่งทั่วโลก Nicholls และทีมงานได้รวบรวมข้อมูลหลักๆ จากทั้งดาวเทียมสำรวจภูมิอากาศ-ซึ่งเป็นตัวเพิ่มภาวะน้ำทะเลสูงขึ้น, แบบจำลองที่คาดการณ์ว่าแผ่นดินเปลี่ยนไปอย่างไรจากยุคน้ำแข็งครั้งหลังสุด, ข้อมูลการทรุดตัวตามธรรมชาติของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำกว่า 117 แห่ง และค่าประมาณการของแผ่นดินที่ทรุดตัวเนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์ใน 138 เมืองใหญ่

ผลลัพธ์ที่ค้นพบนั้นน่าทึ่ง การคาดการณ์จากดาวเทียมได้ระบุว่าภูมิอากาศก่อให้เกิดระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นประมาณ 3.3 มิลลิเมตรต่อปี Nicholls และทีมงานพบว่า ในช่วงระหว่างปี 1993-2015 โดยเฉลี่ยแล้วพื้นที่ชายฝั่งของโลกมีระดับที่ต่ำลงกว่านี้เล็กน้อย หรืออยู่ที่ราว 2.6 มิลลิเมตรต่อปี เนื่องจากแผ่นดินจำนวนมากยังคงสูงขึ้นเนื่องจากการฟื้นคืนตัวของธารน้ำแข็ง (glacial rebound) แต่นั่นไม่ใช่สถานที่ซึ่งคนส่วนมากของโลกอยู่อาศัย ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้ที่อาศัยอยู่พื้นที่ชายฝั่งได้พบเห็นปรากฏการณ์น้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 7.8 ถึง 9 มิลลิเมตรต่อปี

ผู้เขียนงานวิจัยกล่าวว่า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงว่าผู้ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งกำลังรวมตัวอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในพื้นที่ที่ทรุดตัว รวมไปถึงดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำและเมืองชายฝั่งที่กำลังจม ปัญหานี้เห็นได้ชัดเจนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคซึ่งในปี 2015 ประชากรกว่า 185 ล้านคนอาศัยอยู่ในที่ราบน้ำท่วมขัง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของประชากรโลก ผู้คนที่อาศัยอยู่นี้ต้องพบเจอทั้งภัยน้ำท่วมที่เกิดจากแม่น้ำและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

คิริบาตี, ระดับน้ำทะเล
หลายครอบครัวจากเกาะปะการังวงแหวนอันห่างไกลของคิริบาตี อพยพโยกย้ายมาสู่ทางใต้ของเกาะตาระวาเพื่อเข้าถึงแหล่งงาน การศึกษาและการสาธารณสุข ส่งผลให้ประชากรที่นี่เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 50,000 คน บ่อยครั้งครอบครัวที่มาใหม่ถูกบีบให้ไปอาศัยอยู่ตามพื้นที่ชายขอบซึ่งมักเกิด นํ้าท่วมเมื่อนํ้าทะเลขึ้นสูง

หากการทรุดตัวของแผ่นดินยังดำเนินต่อไปในอัตราที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ผู้คนที่อาศัยอยู่พื้นที่ชายฝั่งอาจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงในอีก 2-3 ทศวรรษข้างหน้า และจากการคาดการณ์การเติบโตของจำนวนประชากรเพียงอย่างเดียวทำให้เกิดจำนวนผู้คนที่อาศัยอยู่ในที่ราบน้ำท่วมขังริมชายฝั่งเพิ่มขึ้นจาก 249 ล้านคนในปี 2015 ไปยัง 280 ล้านคนในปี 2050 ตามข้อมูลของงานศึกษา การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลที่เกิดจากภูมิอากาศจะทำให้ผู้คนราว 25 ถึง 30 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ยิ่งไปกว่านั้น เมืองที่กำลังอยู่ในภาวะทรุดตัวก็มีผู้คนที่ต้องอาศัยอยู่พื้นที่น้ำท่วมเพิ่มขึ้นอีก 25 ถึง 40 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม Harold Wanless ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล แห่งมหาวิทยาลัยไมอามี เตือนว่าข้อมูลตัวเลขนี้อาจไม่แม่นยำพอที่จะใช้คาดการณ์ว่าอัตราการทรุดตัวที่สูงของแผ่นดินในเมืองในปัจจุบันจะดำเนินต่อไปจนถึงช่วงกลางศตวรรษนี้

“ยกตัวอย่างเช่นที่เซี่ยงไฮ้ ก็มีความพยายามที่จะจำกัดสภาวะนี้” Wanless กล่าวในอีเมล์ และเสริมว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในอีก 30 ปีข้างหน้าจะก่อให้เกิดการอพยพบางส่วนในเมืองที่อยู่ในระดับต่ำเหล่านี้

กลยุทธ์การปรับตัวต่อภาพอากาศ

แน่นอนว่า ความหมายโดยนัยที่ได้จากงานศึกษานี้คือ บรรดาเมืองชายฝั่งทั่วโลกต้องทำกระบวนการที่จะจำกัดการทรุดตัวของเมืองโดยทันที ก่อนที่ผลจากภาวะแผ่นดินทรุดตัวและน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะบีบให้ผู้อาศัยที่ละทิ้งแผ่นดินของพวกเขาไป

คิริบาตี
กระสอบทรายช่วยป้องกันนํ้าทะเลได้น้อยมากที่เตไมกู หมู่บ้านสุ่มเสี่ยงแห่งหนึ่งบนเกาะตาระวาใต้ ประเทศคิริบาตีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาคลื่นซัดกำแพงนี้ทลายลงและไหลบ่าเข้าไปในแผ่นดินทิ้งบ้านช่องที่ถูกนํ้าท่วมดินเค็ม และบ่อน้ำปนเปื้อนไว้เบื้องหลัง

สำหรับในหลายๆ เมือง Nicholls กล่าวว่า รากฐานของปัญหาคือการขุดเจาะน้ำบาดาล ซึ่งทำให้ตะกอนในชั้นหินอุ้มน้ำบีบอัดกันแน่นจนพื้นดินด้านบนทรุดตัวลงมา อันเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเซี่ยงไฮ้มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 และได้มีการจัดการปัญหาดังกล่าวผ่านการจัดการน้ำบาดาล เช่นเดียวกับกรุงโตเกียวที่บางส่วนของเมืองจมไปเกือบ 4 เมตร ในช่วงศตวรรษที่ 20 เนื่องจากการลดลงของน้ำบาดาล ในปัจจุบัน โตเกียวได้จัดการปัญหาแผ่นดินทรุดตัวผ่านข้อบังคับการสูบน้ำบาดาลที่เข้มงวด

“หน่วยงานส่วนท้องถิ่นในทุกที่ต้องเข้าใจสถานการณ์ของตัวเอง” Arnoldo Valle-Levinson นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและวิศวกรชายฝั่งแห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัย กล่าวและเสริมว่า งานศึกษานี้ได้ให้ “วิธีการที่ดีในการเตือนบรรดาเมืองชายฝั่งว่าไม่ควรใส่ใจแค่สถานการณ์การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเนื่องจากสภาพภูมิอากาศเท่านั้น” และเขากล่าวว่า แต่ละพื้นที่ต้องมีกลยุทธ์ในการปรับตัวตามความท้าทายของปัญหาที่พบเจอในแต่ละพื้นที่

ด้าน Nicholls เห็นด้วยว่าการทำความเข้าใจและกล่าวถึงปัญหาของท้องถิ่นซึ่งก่อให้เกิดปัญหาแผ่นดินทรุดตัวเป็นเรื่องสำคัญ แต่เขาก็หวังว่า การระบุกรอบปัญหาเรื่องการทรุดตัวของอสังหาริมทรัพย์ชายฝั่งถือเป็นประเด็นในระดับโลก และงานศึกษาชิ้นใหม่นี้จะสนับสนุนให้เกิดการแบ่งปันความรู้ระหว่างภูมิภาคในเรื่องการพัฒนากลยุทธ์เพื่อบรรเทาปัญหานี้ให้ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับการพิจารณาประเด็นปัญหานี้โดยผู้กำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ

“คุณสามารถคิดถึงการบรรเทาปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินเช่นเดียวกับการบรรเทาปัญหาด้านภูมิอากาศ” Nicholls กล่าวและเสริมว่า “นั่นคือ เราไม่ควรแก้ปัญหาแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ทำทั้งสองอย่างไปเลยครับ”

เรื่อง MADELEINE STONE


อ่านเพิ่มเติม คนกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก และไทย กำลังเผชิญภัยจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

ระดับน้ำทะเล

เรื่องแนะนำ

มองผลกระทบจากไมโครพลาสติกในปลาทูที่มีต่อมนุษย์

ภาพถ่ายปลาทูวางจำหน่ายบนเข่งที่ตลาดในจังหวัดเชียงใหม่ ขอบคุณภาพถ่ายจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Short_mackerel ปัญหา ไมโครพลาสติก ในอาหารคือผลกระทบโดยตรงถึงมนุษย์จากการใช้พลาสติกกันอย่างไม่บันยะบันยัง เปรียบได้กับการนำสิ่งแปลกปลอมและสารพิษเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ทันได้รู้ตัว เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่เฟซบุ๊กของ ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จังหวัดตรัง เผยแพร่รายงานเรื่อง การศึกษา ไมโครพลาสติก ในปลาทู บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง จากการเก็บตัวอย่างปลาทูจากท่าเรือบริเวณหาดเจ้าไหม เพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อนของขยะประเภทไมโครพลาสติกจากการกินอาหารของปลาทู โดยวิธีการผ่าพิสูจน์และตรวจสอบพบว่า มีไมโครพลาสติกในกระเพาะของปลาทูในลักษณะที่เป็นเส้นใย แท่งสีดำ และกลิตเตอร์ ผลวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเดียวกับที่มนุษย์โลกกำลังเผชิญ คือเรื่องการพบไมโครพลาสติก หรือพลาสติกจิ๋ว ปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมที่เป็นอาหารของมนุษย์ และถ้ามนุษย์บริโภคอาหารที่มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนในปริมาณที่มากก็จะส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สัตว์ประเภทต่างๆ หรือพืชที่บริโภคไมโครพลาสติกจิ๋วเข้าไปก่อนหน้าเรานี้ ย่อมได้รับผลกระทบจากไมโครพลาสติกที่มนุษย์เป็นผู้ผลิต ทั้งผลกระทบต่อร่างกาย ระบบสืบพันธุ์ของสัตว์ และส่งผลต่อสภาพแวดล้อม ก่อนที่ผลกระทบของไมโครพลาสติกจะมาจบลงที่ตัวมนุษย์ในฐานะผู้บริโภค ทำไมพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ถึงเป็นวาระสำคัญ เพราะเม็ดพลาสติกเหล่านี้จะดูดซับสารเคมีเอาไว้ สิ่งมีชีวิตในทะเลจะกินไมโครพลาสติกเป็นอาหาร เพราะเข้าใจผิดว่าอนุภาคพลาสติกคือแพลงก์ตอน ปลาขนาดเล็กที่กินพลาสติกเหล่านี้จะถูกปลาขนาดใหญ่กินต่อ และในที่สุดแล้วพลาสติกจะมาจบลงบนจานอาหารของเราเอง ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในหลายผลิตภัณฑ์ เช่นในโฟมล้างหน้าและในยาสีฟัน (เม็ดสีฟ้าขนาดเล็กที่ถูกโฆษณาว่าช่วยในการขัดผิวหนังหรือฟันทั้งหลาย)  ปัจจุบันในหลายประเทศ สินค้าที่ประกอบด้วยไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกแบนแล้ว ผลกระทบต่อไมโครพลาสติกที่มีต่อร่างกาย อาจมีผู้คนสงสัยว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพลาสติกอยู่ในร่างกายของเรา มันจะเข้าสู่กระแสเลือดไหม จะซึมผ่านเข้าไปในลำไส้ […]

เหตุผลที่เราไม่อาจเลี่ยงหายนะ

ความล้มเหลวของเราในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังสร้างความเสียหายแก่โลก นวัตกรรมอาจช่วยเราไว้ได้ แต่โลกคงไม่น่าดูอีกต่อไป “วันพิเศษยิ่งในประวัติศาสตร์อเมริกากำลังสิ้นสุดลง” วอลเตอร์ ครองไคต์ กล่าวอย่างเคร่งขรึมในรายการซีบีเอสอีฟนิ่งนิวส์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน ปี 1970 การเฉลิมฉลองวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ครั้งแรกในวันนั้นดึงดูดผู้คนให้ออกมาชุมนุมตามท้องถนนราว 20 ล้านคน เกินความคาดหมายของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เกย์ลอร์ด เนลสัน ผู้ปลุกปั้นงานนี้ไปมาก ผู้ร่วมเฉลิมฉลองแสดงความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมในรูปความรื่นเริงอันเป็นเอกลักษณ์ พวกเขาร้องรำทำเพลง สวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ เก็บขยะที่ถูกทิ้งเรี่ยราด ในนิวยอร์ก พวกเขาลากซากปลาไปตามท้องถนนในบอสตัน พวกเขาประท้วงโดยการแสร้งตายในสนามบินนานาชาติโลแกน ส่วนที่ฟิลาเดลเฟีย พวกเขาร่วมลงนามใน “คำประกาศแห่งการพึ่งพาอาศัยกัน” ของสิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์ฉบับใหญ่ยักษ์ ฉันเองก็เป็นผลผลิตจากช่วงเวลา “พิเศษยิ่ง” ครั้งนั้น ทั้งการประท้วงแบบแกล้งตายและคำประกาศต่างๆ ฉันใช้เวลาในช่วงทศวรรษ 1970 ไปกับการประท้วงกลางสายฝนพยายามชักชวนเพื่อนร่วมชั้นให้รีไซเคิลกระป๋องนํ้าอัดลม ใส่กางเกงขาบานพิมพ์ลายดอกไม้สีม่วงดอกโต ๆ และเป็นห่วงอนาคตของโลก ย้อนหลังไปเมื่อปี 1970 คำว่า “ภาวะโลกร้อน” ยังไม่ถูกคิดค้นขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าก๊าซกลุ่มหนึ่งซึ่งมีคาร์บอนไดออกไซด์รวมอยู่ด้วย กักความร้อนใกล้พื้นผิวโลกเอาไว้ เราเข้าใจปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่ยุควิกตอเรีย แต่มีไม่กี่คนที่พยายามคำนวณว่าการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง และแบบจำลองสภาพภูมิอากาศยังเป็นเหมือนทารกแรกเกิด นับแต่นั้นมา แบบจำลองต่าง ๆ […]

เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เพราะคนในรุ่นของเธอคือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผู้ใหญ่ได้ก่อเอาไว้อย่างใหญ่หลวง เกรียตา ทุนแบร์ย ตัดสินใจจัดการประท้วงเดี่ยวต่อรัฐบาลบ้านเกิดของเธอให้จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จนเป็นแรงบันดาลให้มีการเดินขบวนด้วยจุดประสงค์เดียวกันจากเยาวชนนับล้านคนทั่วโลก เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เหล่าเยาวชนประมาณ 1.4 ล้านคน จาก 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันหยุดเรียนเพื่อเข้าร่วมการประท้วงในระดับนานาชาติ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวโลกสนใจมหันตภัยของโลกที่ใกล้เข้ามาอย่าง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” พวกเขารวมตัว ชูป้ายประท้วง ร้องรำทำเพลงและตะโกนในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาวิตกกังวลไปยังบรรดาผู้มีอำนาจบนโลกให้ตระหนักถึงปัญหานี้ “เราคือคนรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่งยวด และเราจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” – นาเดีย นาซาร์ หนึ่งในผู้จัดการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวไว้ในการประท้วงครั้งนี้ การนัดประท้วงของเยาวชนในระดับนานาชาตินี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประท้วงในเดือนสิงหาคม ปี 2018 โดย เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กหญิงชาวสวีเดน วัย 16 ปี ที่ออกมาประท้วงเรียกร้องด้านนอกรัฐสภาในกรุงสต็อกโฮล์มเพื่อให้ผู้นำประเทศของเธอรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และออกมาตรการที่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเกรียตาเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for […]

เมื่อไต้หวันเปลี่ยนจักรยานยนต์นับแสนคันเป็น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน

 Gogoro สตาร์ทอัพ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่ทำให้ชาวไต้หวันเปลี่ยนมาใช้ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แทนจักรยานยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยการสร้างสถานีสลับแบตเตอรี เกือบ 2,000 แห่งทั่วประเทศ ไต้หวันมีประชากรเพียง 23 ล้านคน ในขณะที่มีจำนวนสกู๊ตเตอร์ทั่วประเทศอยู่ถึง 14 ล้านคัน เท่ากับว่าในประชากร 2 คน หนึ่งคนเป็นเจ้าของสกู๊ตเตอร์ สกู๊ตเตอร์คือมอเตอร์ไซต์ขนาดเบา ที่มีล้อเล็ก ทำให้สามารถใช้งานในเมืองได้สะดวกกว่ามอเตอร์ไซต์ขนาดปกติ แต่อย่างไรก็ตามสกู๊ตเตอร์เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันปิโตรเลียม เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ต่างกัน ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ระบุออกมานานนับศตวรรษแล้วว่า สภาวะเรือนกระจกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภูมิอากาศโลก ด้วยการเข้าไปปกคลุมชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงโลกขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ฝุ่นพิษ PM 2.5 ความเลวร้ายทางสภาพอากาศล่าสุดที่คนไทยส่วนใหญ่เพิ่งทำความรู้จักและตระหนักเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก็มีสาเหตุหนึ่งมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบคมนาคมเช่นกัน ดังนั้นประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าไทยถึง 14 เท่าอย่างไต้หวัน แต่มีจำนวนจักรยานยนต์น้อยกว่าเพียงไม่กี่ล้านคัน (ประเทศไทยมีจำนวนจักรยานประมาณ 20 ล้านคัน) จึงประสบปัญหาภาวะทางอากาศอย่างรุนแรงเช่นกัน มีการคาดการณ์ว่ามลพิษ PM 2.5 ของไต้หวันกว่า 20 เปอร์เซ็นต์มาจากจักรยานยนต์ แม้โดยทั่วไปแล้วพวกมันจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่ารถยนต์และประหยัดน้ำมันมากกว่า แต่ก็ปล่อยไฮโดรคาร์บอนมากกว่าซึ่งจะสร้างหมอกควันไนโตรเจนออกไซด์และคาร์บอนมอนอกไซด์ แต่นั่นคืออดีต… […]