การลดมลพิษ อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ

การลดมลพิษ อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ

การลดมลพิษ ในปัจจุบัน มักเป็นการยื้อเวลาและแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่การลดมลพิษที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องย้อนกลับไปหาทางออกตั้งแต่ต้นทาง

การลดมลพิษ อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ มลพิษ หรือ มลภาวะ หมายถึง ภาวะเป็นพิษซึ่งเกิดจากความสกปรกหรือการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อมจากแหล่งของเสีย วัตถุอันตราย รวมไปถึงกากตะกอนตกค้างที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ซ้ำได้

ส่งผลให้เกิดการแปลงสภาพในเชิงกายภาพ เคมี และชีวะ อีกทั้งยังสร้างความอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นรังสีความร้อน เสียง กลิ่น อากาศ น้ำ การสั่นสะเทือน และเหตุรำคาญอื่น ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดมลพิษ

การลดมลพิษ, มลพิษ
ภาพจากมุมสูงของพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โอบล้อมไปด้วยหมอกควัน ในช่วงฤดูแล้ง หมอกควันจากการเผาประกอบกับความกดอากาศสูงจะอบอวลอยู่ในพื้นที่แอ่งกระทะของหลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาพถ่ายโดย จิตรภณ ไข่คำ

กล่าวได้ว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยประสบปัญหามลพิษมากมาย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM2.5 และหมอกควันจากไฟป่าในเขตภาคเหนือ ซึ่งมีปัจจัยมาจากสภาพภูมิอากาศแห้งแล้งและปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าค่าปกติ ส่งผลให้เกิดการลุกไหม้ของไฟป่าที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้มลพิษจากขยะพลาสติกก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติภายในประเทศทั้งทางบกและทางน้ำ

การลดมลพิษ, มลพิษ
ภาพถ่ายกองขยะพลาสติกจากบริเวณชานเมือง ของนครมุมไบ ประเทศอินเดีย ในภาพ คนเก็บขยะกำลังมองหาพลาสติกที่สามารถนำไปขายได้ โดยอินเดียมีแผนการณ์ใหญ่ในเรื่องของการนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ ภาพถ่ายโดย RANDY OLSON, NAT GEO IMAGE COLLECTION

วิธีแก้ปัญหามลพิษในประเทศไทย

วิธีแก้ปัญหาของภาครัฐโดยส่วนใหญ่จะเป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์มลพิษ

อย่างกรณีตัวอย่างที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้หารือร่วมกับห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อรายใหญ่รวม 43 แห่ง ในการยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก และรณรงค์ให้ประชาชนหันมาพกถุงผ้าเพื่อลดมลพิษที่เกิดขึ้นจากการทิ้งขยะพลาสติก ซึ่งวิธีนี้สามารถลดปัญหามลพิษทางขยะในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หรือปัญหาหมอกควันจากไฟป่าที่มีการระดมพลจากทุกภาคส่วน เฝ้าระวังและดับไฟก่อนเกิดการลุกลามขึ้น ไปจนถึงการสั่งปิดโรงเรียนในช่วงที่ฝุ่นละออง PM2.5 มีค่าเกินมาตรฐานที่รัฐจะสามารถควบคุมได้ ถึงแม้ว่าการฉีดพ่นละอองน้ำ การแจกจ่ายหน้ากากอนามัย หรือการให้บริการสถานที่ปลอดมลพิษ จะช่วยสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน

แต่นั่นไม่ใช่วิธีการลดมลพิษอย่างถูกต้อง เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่ได้ส่งผลให้ปัญหามลพิษหายไปหรือลดลงแต่อย่างใด

การลดมลพิษ, มลพิษ
ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและโรคแทรกซ้อน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว ขณะที่ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอนที่เกินมาตรฐาน เป็นภัยเงียบสะสมโดยตรงสำหรับผู้ที่ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้งอย่างแรงงานก่อสร้าง ภาพถ่ายโดย จิตรภณ ไข่คำ

การลดมลพิษ ในต่างประเทศ

ถึงแม้ว่าในต่างประเทศจะมีการใช้กฎหมายเพื่อเข้าควบคุมสถาการณ์มลพิษเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ได้มีการคิดหาแนวทางสำหรับลดปัญหามลพิษอย่างชัดเจน

เช่น ประเทศเกาหลีใต้ที่ออกมาตรการห้ามรถยนต์ดีเซลรุ่นเก่าที่จดทะเบียนก่อนปี 2558 เข้ามาวิ่งภายในกรุงโซล และขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเลิกใช้รถยนต์ประเภทนี้

นอกจากนี้ยังมีการเตรียมปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าทั่วประเทศภายในปี 2564 ไปจนถึงการจำกัดการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนให้อยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ

การลดมลพิษ, มลพิษ
บรรยากาศคลองชองกเยชอน แหล่ง​พักผ่อนหย่อนใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เกิดจากการปรับปรุงคลองโบราณที่เคยอยู่ใต้ทางด่วน ภาพถ่ายโดย ZEQUN GUI/UNSPLASH

ทิศทางการจัดการด้านมลพิษในอนาคต

ทั้งในโซนภูมิภาคยุโรปและเอเชีย หลายประเทศเริ่มที่จะสามารถรับมือกับปัญหามลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเล็งเห็นถึงต้นตอของปัญหาอย่างโรงงานอุตสาหกรรม

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศจีนที่ได้ทำการปิดโรงงานไปกว่า 60,000 แห่ง รวมไปถึงการพยายามสร้างเครื่องยนต์พลังงานสะอาดมาแทนที่พลังงานดีเซลของผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรป

และการเฝ้าระวังปัจจัยทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดมลพิษ ถึงแม้ว่าในบางประเทศอาจจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างฉับพลัน หรือเทียบเท่ากับตัวอย่างข้างต้น แต่จากสถานการณ์โลกในตอนนี้ ถือว่าทิศทางการลดมลพิษในอนาคตนั้นส่อแววไปในทางที่ดี

CopenHill เตาเผาขยะกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ใช้เทคโนโลยีล่าสุดในการเปลี่ยนขยะปีละ 485,000 ตันเป็นพลังงาน ที่นี้ยังเป็นศูนย์การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีเนินสกีเทียมเปิดตลอดทั้งปี รวมถึงเส้นทางวิ่ง รวมทั้งผนังปีนผา 100 เมตรที่สูงที่สุดในโลก ภาพโดย LUCA LOCATELLI

ต้นไม้และการลดมลพิษ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า เมืองที่ดีควรมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ย 9 ตารางเมตรต่อคน ในขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสวนสาธารณะ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ระบุว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวรวม 6.43 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

เช่น สหรัฐอเมริกามีสัดส่วนอยู่ที่ 23.1 ตารางเมตรต่อคน แคนาดามีสัดส่วน 12.6 ตารางเมตรต่อคน ในขณะที่สิงคโปร์ เพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้ มีพื้นที่สีเขียวต่อประชากรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นั่นคือ 66 ตารางเมตรต่อคน

การมีอยู่ของต้นไม้สำคัญโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เพราะพืชคือสิ่งมีชีวิตที่หายใจตลอดเวลา ด้วยการดูดซับก๊าซออกซิเจนเข้าไป และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ทว่ามีอยู่หนึ่งสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้แบบพืช นั่นคือการผลิตอาหารเองด้วยการสังเคราะห์แสง

งานวิจัยโดยหน่วยงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ ระบุว่า บริเวณต้นไม้ใหญ่ทีมวิจัยพบการลดลงของอนุภาคฝุ่นละอองตั้งแต่ 7 – 24% และบริเวณดังกล่าวยังมีอุณหภูมิเฉลี่ยลดลงอีกด้วย ภาพโดย YJ LEE/UNSPLASH

ในเวลากลางวัน เซลล์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการปิดเปิดของปากใบจะเปิดแยกจากกัน ส่งผลให้ปากใบเปิด และเกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซขึ้น ระหว่างหายใจพืชต้องการก๊าซออกซิเจนก็จริง แต่ในระหว่างกระบวนการสังเคราะห์แสง ใบของพืชจะดูดซับเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเข้ามา คลอโรฟิลล์จะใช้พลังงานแสงจากดวงอาทิตย์เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ ให้เป็นคาร์โบไฮเดรต และปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมาแทน

วงจรการหายใจและวงจรการสร้างอาหารในชีวิตประจำวันของพืชเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากปริมาณการสังเคราะห์แสงมีมากกว่าการหายใจ ดังนั้นในเวลากลางวันพืชจึงผลิตก๊าซออกซิเจนมากกว่าในอัตราที่ใช้ไป ส่วนในเวลากลางคืน เมื่อไม่มีแสง พืชจึงหายใจเพียงอย่างเดียว และปลดปล่อยเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาแทน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการปลูกต้นไม้จึงสามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลากลางวันได้ และต้นไม้ยังสามารถดูดซับก๊าซอันตรายอย่างซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์อีกด้วย

ใบไม้ยังช่วยดักจับฝุ่นละอองในอากาศ ละอองฝุ่นที่ล่องลอยผ่านต้นไม้จะติดค้างอยู่บนผิวใบ และเมื่อฝนตกลงมาฝุ่นเหล่านี้ก็จะถูกชะล้างลงดินไป แทนที่จะถูกสุดเข้าไปทำอันตรายต่อปอดของสิ่งมีชีวิต ภาพโดย JON MOORE/UNSPLASH

สืบค้นและเรียบเรียง พัทธนันท์ สวนมะลิ

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ที่ใดมีไฟ ที่นั่นมีควันพิษ

ควันพิษ

 

เรื่องแนะนำ

สำรวจดินแดนสุดอันตราย ในหุบเขาอันห่างไกล และธารน้ำแข็งของปากีสถาน

สำรวจดินแดนสุดอันตราย (แต่สวยงาม) ในหุบเขาอันห่างไกล ที่เต็มไปด้วยธารน้ำแข็งของปากีสถาน ในพื้นที่อันห่างไกลแห่งหนึ่งของปากีสถาน จุดตัดที่สำคัญแห่งหนึ่งในเส้นทางแห่งทวีปเอเชีย มีหุบเขาที่มีทัศนียภาพอันโดดเด่นที่ชื่อว่า Shimshal . Shimshal ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 3,100 เมตร และเป็นที่ตั้งชุมชนซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค Hunza ของปากีสถาน และเป็นหมู่บ้านแห่งสุดท้ายก่อนเข้าสู่พื้นที่ชายแดนประเทศจีน . พื้นที่แห่งนี้เข้าถึงได้ผ่านถนนหินอันขรุขระและสูงชันซึ่งมีอยู่เพียงเส้นเดียว และเป็นหนึ่งในถนนที่ได้ชื่อว่า ‘อันตรายที่สุดในโลก’ . หมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของเป็นแหล่งที่อยู่ของเหล่าคนเลี้ยงจามรี Eric Shipton นักสำรวจและนักปีนเขาชาวอังกฤษบรรยายถึงหมู่บ้านแห่งนี้ว่าเป็นภาพแทนแห่งความทรหดอดทนได้ดีเลยทีเดียว . หุบเขาแห่งนี้เป็นแหล่งการปรากฏการณ์ทางสิ่งแวดล้อมในเรื่องของ ‘การเพิ่มขึ้นของธารน้ำแข็ง’ บนภูเขาสูง บรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังกังวลว่า พื้นที่ภูเขาส่วนใหญ่ของโลกกำลังได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนจนทำให้ทะเลสาบซึ่งเกิดจากธารน้ำแข็งมากขึ้น อันจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ปลายน้ำ . Shimshal เองก็เผชิญสถานการณ์อันน่ากังวลนี้เช่นเดียวกัน แต่ในรูปแบบที่ต่างออกไป เนื่องจากธารน้ำแห่งหลายสิบแห่งที่กำลังเพิ่มขึ้น ทำให้วัฏจักรของการเกิดการละลายของธารน้ำแข็งนั้นช้าลงกว่าที่ควรจะเป็น . ดังนั้นในอนาคต หากเกิดปรากฎการณ์การละลายของธารน้ำแข็งเหล่านี้จนมวลน้ำไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำในเวลาอันรวดเร็ว หุบเขาแห่งนี้ซึ่งคับแคบและมีเส้นทางแม่น้ำไหลผ่านจะต้องเผชิญกับภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ . ผลกระทบซึ่งเกิดจากความเชื่อมโยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ตาม การศึกษาการเกิดขึ้นของธารน้ำแข็งในพื้นที่ภูเขาแห่งนี้จึงเป็นความจำเป็นต่อผู้คนที่นี้ ซึ่งกำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามอันใหญ่หลวง . Photograph by Ronald Patrick ติดตามผลงานของช่างภาพได้ที่ www.ronaldpatrick.com […]

วูลเวอรีน : ชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด

รู้จักกับวูลเวอรีน (wolverine) สัตว์กินเนื้อและนักล่าผู้ดุร้ายแห่งแดนเหนืออันห่างไกล แม้พวกมันจะขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจและความทรหดเป็นเลิศ ทว่าทุกวันนี้ วูลเวอรีนกำลังต่อสู้กับภัยคุกคามใหม่ๆ เพราะภูมิอากาศที่อบอุ่นขึ้นกำลังทำให้อาณาเขตของพวกมันหดหายไป

บรรดาสัตว์น้ำในท้องทะเลกำลังสูญพันธุ์เร็วกว่าที่คิด

ดูเหมือนว่า บรรดาสัตว์เลือดเย็นใต้ทะเลสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างขมขื่น   เพราะอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ บรรดา สัตว์น้ำ จึงอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อกว่าสูญพันธุ์ยิ่งกว่าสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน นี่คือข้อสรุปจากการศึกษาสายพันธุ์สัตว์น้ำเลือดเย็นกว่า 400 ชนิด เนื่องจากบรรดา สัตว์น้ำ แทบไม่มีทางเลือกที่จะหลบหนีไปจากอุณหภูมิของน้ำที่กำลังสูงขึ้นมากนัก พวกมันจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์มากเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับสัตว์ที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน คือข้อสรุปจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature เมื่อวันพุธที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา การศึกษาครั้งนี้นำโดยเหล่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัย New Jersey’s Rutgers ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการเปรียบเทียบผลกระทบของอุณหภูมิของมหาสมุทรและพื้นดินที่สูงขึ้นกับบรรดาสัตว์เลือดอุ่นและสัตว์เลือดเย็น ตั้งแต่ปลา มอสลัสก์ (mollusks – สัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง มีลำตัวนิ่ม เช่น หอย ปลาหมึก) ไปจนถึงสัตว์เลื้อยคลานและแมลงปอ งานวิจัยก่อนหน้ากล่าวว่า สัตว์เลือดอุ่นนั้นสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าสัตว์เลือดเย็น แต่การศึกษานี้กลับเน้นไปที่ความเสี่ยงของบรรดาสัตว์ทะเล เนื่องจากมหาสมุทรนั้นดูดซึมความร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ เป็นเหตุให้น้ำอยู่ในจุดที่อุ่นที่สุดในรอบทศวรรษ “ตามประวัติศาสตร์ บรรดาสัตว์น้ำอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากขนาดนี้ ตอนนี้เหมือนกับสัตว์น้ำกำลังเดินผ่านตรงช่องแคบของภูเขาแล้วเจอกับอุณหภูมิหน้าผาที่พาให้มันร่วงหล่นไปยังอีกด้าน” มาลิน พินสกี นักนิเวศวิทยาและนักพัฒนาการชีวภาพ ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยนี้ กล่าว ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย (Thermal safety margins) นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณ ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย […]

ชม ปะการังออกไข่ ความสวยงามของท้องทะเลไทยในช่วงเวลาสั้นๆ

เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ทีมนักวิจัยก็ดำดิ่งลงไปใต้ทะเลที่มืดมิดเพื่อเฝ้ารอ ปะการังออกไข่ ปะการังออกไข่ ปรากฏการณ์ที่พบดูได้ยากซึ่งเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่ครั้งต่อปี เมื่อปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่นอุณหภูมิ แสงจันทร์ การไหลของกระแสน้ำ เป็นใจและส่งสัญญาณแก่ปะการังให้ปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมาในมวลน้ำพร้อมๆกันเพื่อผสมพันธุ์และให้กระแสน้ำพัดนำพาตัวอ่อนแพลงค์ตอนเล็กๆลอยออกไป โอกาสรอดชีวิตของแพลงก์ตอนนั้นไม่ได้มีเยอะในธรรมชาติจากสัตว์นักล่าเล็กใหญ่ที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ประจำปี ก้อนเซลล์สืบพันธุ์สีชมพูขนาดจิ๋วนับไม่ถ้วนที่ผุดลอยช้าๆ ตามมวลน้ำบางส่วนจึงถูกเก็บไปใช้ในโครงการวิจัยการเพาะพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศ ที่นำโดย ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ ก่อนที่จะถูกรีบนำส่งมาที่โรงเพาะปะการังบนเกาะแสมสารเพื่อทำการผสมในบ่อเพาะเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อดูแลให้เติบโตและนำคืนสู่ท้องทะเลเพื่อฟื้นฟูแนวปะการังธรรมชาติเมื่อถึงวัย หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพของงานเพาะพันธุ์ปะการังด้วยการหักกิ่งที่มักออกตามสื่อต่างๆ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือการหักกิ่งเพาะชำที่สามารถสร้างปริมาณชิ้นปะการังได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีการเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมเนื่องจากชิ้นปะการังเหล่านี้ก็ล้วนต่างเหมือนร่างโคลนจากโคโลนี่ที่ถูกนำมาหักกิ่ง แต่การเพาะพันธุ์แบบอาศัยเพศเช่นการออกไข่นี้ จะเสริมสร้างความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังได้มากกว่าซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) ของแนวปะการังในธรรมชาติจากภัยคุกคามต่างๆ การเลือกใช้แต่ละเทคนิคก็ควรถูกพิจารณาจากลักษณะพื้นที่ ภัยคุกคาม และงบประมาณ แต่จากสภาพแวดล้อมของมหาสมุทรภายใต้สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่สภาวะท้องทะเลเป็นกรด การระบาดของโรคปะการัง และความถี่ของการฟอกขาวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การเสริมสร้างความหลากหลายทางพันธุกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวก็เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้ระบบนิเวศที่สำคัญแต่เปราะบางของท้องทะเลอย่างแนวปะการังสามารถปรับตัวอยู่รอดต่อไปได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปของยุคปัจจุบัน เรื่องและภาพ ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ติดตามผลงานเพิ่มเติมของศิรชัยที่ https://www.instagram.com/shinalodon/ Curated by เอกรัตน์ ปัญญะธารา อ่านเพิ่มเติม ชมหิมะใต้ท้องทะเล เมื่อปะการังผสมพันธุ์