คนในเมืองสามารถช่วยกัน ลดโลกร้อน ได้ – แค่ซื้อของให้น้อยลง

คนในเมืองสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ – แค่ซื้อของให้น้อยลง

(ภาพปก) นักปั่นจักรยานเหล่ากำลังปั่นจักรยานผ่าน แบตเตอรรี พาร์ค (Battery Park) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ภาพถ่ายโดย SERGI REBOREDO, REDUX


สิ่งที่เราซื้อ รับประทาน และใช้งาน ล้วนมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสภาพอากาศ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะบริโภคสิ่งต่างๆ ให้น้อยลง

มีรายงานการศึกษาล่าสุดระบุว่า บรรดาเมืองใหญ่ มีบทบาทสำคัญระดับโลกในเรื่องของการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยประชากรในเมืองลดการบริโภคและการใช้สิ่งของให้น้อยลงได้

เมืองที่มีแนวคิดพัฒนาต่างหาวิธีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ในเมือง แต่วิธีการเหล่านั้นอาจเป็นการประเมินปัญหาที่ผิด เช่น นโยบายการเก็บค่าปล่อยคาร์บอนกับการใช้รถหรือโรงงานที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินมาตรฐาน เป็นต้น ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ มักมาจากสิ่งที่ชาวเมืองส่วนใหญ่รับประทาน ใช้งาน หรือซื้อมาจากแหล่งผลิตที่ไกลจากเมืองออกไป นับตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ

เพื่อให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นไปในทางที่ถูกต้อง บรรดาเมืองทั้งหลายควรพุ่งเป้าหมายไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ร้อยละ 50 ภายใน 11 ปีข้างหน้า และร้อยละ 80 ในปี 2050 ซึ่งบรรดานักวิจัยต่างพบว่า จำนวนการปล่อยก๊าซส่วนใหญ่นั้นมาจากการบริโภคสินค้า อาหาร และพลังงานที่ผลิตจากนอกเมือง และสิ่งที่เมืองควรทำอย่างมากที่สุดคือ หาวิธีการช่วยประชากรในเมืองลดการบริโภคสินค้าเหล่านี้

ลดโลกร้อน
บรรดาเมืองทั่วโลก เช่นนครนิวยอร์ก สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาวิกฤตสภาภูมิอากาศได้ โดยรายงานฉบับใหม่แนะว่าวิธีการส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาคือผู้อาศัยอยู่ในเมืองควรบริโภคให้น้อยลง ภาพถ่ายโดย GARY HERSHORN, GETTY IMAGES

มูลค่าที่แท้จริงจากการบริโภค

ในทุกวันนี้ ประชากรโลกกว่าร้อยละ 55 อาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราวร้อยละ 70 ในแต่ละปี และในอนาคต นักประชากรศาสตร์คาดการณ์ว่า ประชากรโลกจะอาศัยอยู่ร่วมกันในเมืองมากถึงร้อยละ 70 ภายในปี 2050 และถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากพื้นที่เมืองต่างๆ จะเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าภายในปี 2050

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่เมืองต่างๆ มีความพยายามสนับสนุนการใช้ชีวิตแบบคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นการโดยสารรถคันเดียวกันในเส้นทางเดียวกัน การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ดี และสร้างอาคารที่มีต้นไม้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาชาวเมือง โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีแนวโน้มที่จะซื้อของมากขึ้น ทั้งบรรดาเสื้อผ้า ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งของอื่นๆ ซึ่งทำให้ปัญหาเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความซับซ้อนมากขึ้น และปัญหาเหล่านี้ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าโดยง่าย

ยกตัวอย่างเช่น เสื้อยืด 1 ตัว อาจทำมาจากฝ้ายที่ปลูกในประเทศอินเดีย นำไปผลิตที่ประเทศจีน ซึ่งใช้พลังงานถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงของเครื่องมือเย็บเสื้อผ้า จากนั้นนำไปใส่ลงบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก ซึ่งผลิตมาจากน้ำมันดิบในอีกประเทศหนึ่ง ขนส่งมากับเรือบรรทุกสินค้าข้ามมหาสมุทรโดยเรือที่ใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานฟอสซิล และขนส่งไปยังเมืองต่างๆ โดยใช้รถยนต์พลังงานดีเซล ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ก่อให้เกิดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) อย่างมหาศาล โดยประชากรที่อาศัยอยู่ในบรรดาเมืองใหญ่ 96 แห่งเพียงอย่างเดียว ก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละสิบของการปล่อยคาร์บอนในแต่ละปี

“ผู้คนต่างลืมว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่เราบริโภค และรอยเท้าคาร์บอนส่วนบุคคลเกิดจากสถานที่ที่ผลิตสิ่งต่างๆ ส่งมาให้เรา และทำให้เราใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายในเมืองสมัยใหม่” เจเริน ฟาน เดอ เฮจ์เดน (Jeroen van der Heijdan) ผู้เชี่ยวชาญด้านเรื่องสภาพภูมิอากาศกับรัฐบาล (Climate and Government) แห่งมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ในนิวซีแลนด์ กล่าว

“ถ้าเราต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ เราต้องทำสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่การสร้างตึกที่มีต้นไม้ เราคงต้องพิจารณาในเรื่องวิธีการและสิ่งที่เราบริโภคด้วย” เขากล่าวเสริม

หนทางสู่การใช้สิ่งของให้น้อยลงในภายภาคหน้า

ทั้งรัฐบาลและชุมชนนานาชาติต่างพยายามในเรื่องของการสร้างให้สังคมเกิดความตระหนักในเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนในหลายกรณี และบรรดาเมืองต่างๆ ก้าวเข้ามาเพื่อพัฒนาแผนการณ์ที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเมือง

เครือข่ายเมือง ซี40 (C40 network cities) ซึ่งเป็นเครือข่ายเมืองนานาชาติที่มีพันธกิจในการกล่าวถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศ ต่างให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซในระดับที่ไม่ให้อุณหภูมิของโลกสูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส และเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายนี้ บรรดาเมืองต่างๆ สามารถกระตุ้นพฤติกรรมคนเมืองที่ส่งผล ใน 6 ด้านด้วยกัน ได้แต่ อาหาร, การก่อสร้างและอาคาร, เสื้อผ้า, ยานพาหนะ-ระบบการขนส่ง, การเดินทางโดยเครื่องบิน และการบริโภคอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่เครื่องซักผ้าไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ

ลดโลกร้อน
คนเดินถนนกำลังถือถุงพลาสติก หนึ่งในสิ่งของที่ถูกสั่งห้ามในโครงการห้ามใช้พลาสติกมลรัฐเวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2020 เป็นต้นไป ภาพถ่ายโดย NATAN DVIR/ BLOOMBERG/ GETTY

ยกตัวอย่างเช่น บรรดาคนเมืองนั้นเป็นผู้ซื้ออาหารรายใหญ่ พวกเขาซื้ออาหารเพื่อโรงเรียน องค์กรต่างๆ ภายในเมือง และที่อื่นๆ นั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเปลี่ยนวิธีการซื้ออาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดังเช่นบรรดาโรงเรียนในนิวยอร์ก กำลังเริ่มต้นโครงการ “วันจันทร์ไร้เนื้อ” (Meatless Monday) ในปี 2019 อันเป็นโครงการที่กระตุ้นให้ชาวเมืองงดการกินเนื้อในทุกวันจันทร์เพื่อสุขภาพ และช่วยลดการปล่อยรอยเท้าคาร์บอนไปพร้อมกัน และทำให้เด็กๆ ในโรงเรียนมีสุขภาพดีขึ้น ส่วนในมิลาน ประเทศอิตาลี มีโครงการที่ช่วยเหลือเกษตรกรให้ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งอาหารจากพื้นที่ไกลๆ

“กระบวนการเปลี่ยนผ่านเช่นนี้จะต้องเกิดขึ้นทั้งในระดับการบริโภคแบบปัจเจกบุคคลไปจนถึงหน่วยงานระดับสูงที่ทำงานให้กับเมือง” แพทรีเซีย โรเมโอ-ลานเกา (Patricia Romeo-Lankao) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมืองกับสิ่งแวดล้อม ที่ห้องปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนระดับชาติที่มหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าว

“แน่นอนว่า เราต้องเปลี่ยนรูปแบบของการใช้พลังงาน และวิถีชีวิตที่รักความสะดวกสบาย เช่นการซื้อเสื้อผ้า แต่ว่า เราต้องทำงานร่วมกับหน่วยงาน องค์กรขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าเหล่านี้ และองค์กรต่างๆ ของเมืองด้วย”

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ยากที่สุดคือทัศนคติของคน แมตต์ วัตต์ ผู้เขียนรายงานหลักและผู้อำนวยการบริหารของเครือข่าย ซี40 กล่าวและเสริมว่า “เรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนในรูปแบบของการบริโภค” คือการมุ่งไปสู่โลกที่เรามีการซื้อน้อยลง สร้างตึกน้อยลง และผลิตขยะน้อยลง “แต่ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับกลับมานั้นมหาศาล นั่นคือการหลีกเลี่ยงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลให้เกิดการสร้างชีวิตที่ดีกว่าของพวกเรา”


อ่านเพิ่มเติม โลกร้อนจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกเราไปอย่างไร? 

เรื่องแนะนำ

ฟาร์มปลาในร่มสูงแปดชั้นของสิงคโปร์

ฟาร์มปลา ในอาคารสูง 8 ชั้นในสิงคโปร์ จะกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลเพื่อคนท้องถิ่น ฟาร์มปลา หรือระบบเลี้ยงปลาในอาคารเป็นความพยายามที่จะเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นเกาะเล็กๆ ในเร็วๆ นี้ ที่ประเทศสิงคโปร์ บริษัทอะพอลโลอะควาคัลเจอร์กรุ๊ป กำลังจะเปิดดำเนินการฟาร์มปลาแนวตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ฟาร์มแห่งนี้จะมีความสูงแปดชั้น ตัวแทนของบรษัทกล่าวว่า ความแตกต่างไม่ใช่แค่การก่อสร้างฟาร์มในแนวตั้งเท่านั้น ฟาร์มของพวกเขายังแตกต่างจากคู่แข่งในด้านของเทคโนโลยีอีกด้วย เทคโนโลยีขั้นสูงของฟาร์มแนวตั้งแห่งนี้สามารถเพาะเลี้ยงและสร้างผลผลิตได้ทั้งปลาเก๋าพันธุ์ผสม ปลาเทราต์ และกุ้ง ได้ถึง 3,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงของปลาหนึ่งตัวกับปริมาณน้ำที่ใช้เพาะเลี้ยง ที่นี่มีประสิทธิภาพสูงกว่าฟาร์มสัตว์น้ำอื่นๆ ในประเทศอาเซียนถึง 6 เท่า โครโน ลี สื่อสารองค์กรของบริษัทอะพอลโลฯ กล่าว ในการดำเนินการดังกล่าว บริษัทหวังที่จะเป็นผู้สนับสนุนหลักในแผนการความพยายามเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของประเทศเกาะเล็ก ๆ ซึ่งปัจจุบันนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากถึงร้อยละ 90 ตามที่ Ethan Chong Yih Tng วิศวกรของสถาบันเทคโนโลยีแห่งสิงคโปร์ ผู้ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท กว่าว่า การทำฟาร์มเลี้ยงปลาแบบแนวตั้งนี้เป็นหนึ่งในโครงการริเริ่มสำคัญที่สิงคโปร์กำลังมองหา เพื่อบรรลุนโยบาย “30 คูณ 30” ที่พยายามตั้งเป้าหมายเพื่อความมั่นคงทางอาหาร โดยผลิตอาหารในประเทศให้ได้ร้อยละ 30 ของความต้องการโภชนาการของประชากรภายในปี 2030 […]

นักวิทยาศาสตร์พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ภายใน 60 วัน

บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ผลิตมาจากไม้ไผ่และ ชานอ้อย ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ด้วยการฝังกลบ และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหาร ภายใต้แนวคิด “Green” ซึ่งผลิตมาจาก ชานอ้อย และไม้ไผ่ โดยลดการออกแบบเรื่องความสะดวกสบายของการใช้งาน หวังให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางเลือกแทนพลาสติก และบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งรูปแบบต่างๆ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้แตกต่างจากพลาสติกแบบดั้งเดิมหรือโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 450 ปีหรือต้องใช้อุณหภูมิสูง วัสดุที่ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้ ใช้เวลาเพียง 60 วันสำหรับการย่อยสลาย นอกจากนี้ยังสะอาดเพียงพอที่คุณจะนำไปใส่กาแฟร้อนแล้วหยิบออกจากบ้านก่อนไปทำงาน ผลงานการวิจัยฉบับนี้พิมพ์ลงในวารสาร Matter เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “บอกตามตรงว่า ครั้งแรกที่ฉันมาสหรัฐอเมริกาในปี 2550 ฉันรู้สึกตกใจกับภาชนะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่มีอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต” Hongli (Julie) Zhu หนึ่งในทีมวิจัยจากจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น กล่าวและเสริมว่า “มันทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายในสิ่งแวดล้อมได้” ต่อมาเธอเห็นชามจานและช้อนส้อมพลาสติกจำนวนมากถูกโยนลงถังขยะในงานสัมมนาและงานปาร์ตี้และคิดว่า “เราจะใช้วัสดุที่ยั่งยืนกว่านี้ได้ไหม” เพื่อหาทางเลือกอื่นสำหรับภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากพลาสติก Zhu และคณะวิจัยของเธอ หันมาใช้ไม้ไผ่ และหนึ่งในผลิตภัณฑ์เหลือใช้จากอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ชานอ้อย หรือที่เรียกว่า เยื่ออ้อย ด้วยคุณสมบัติของเส้นใยไม้ไผ่ที่ยาวและบาง เกี่ยวพันเข้ากับใยชานอ้อยที่สั้นและหนา จึงได้เนื้อวัสดุแน่นหนาจนสามารถนำมาขึ้นรูปเพื่อสร้างภาชนะจากวัสดุทั้งสองที่มีความเสถียรและย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารภายใต้แนวคิด “Green” […]

ขนำน้อยหอยใหญ่ กินหอย นอนขนำ

ขนำน้อยหอยใหญ่ : เราอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่ได้ ที่เกริ่นว่า ขนำน้อยหอยใหญ่ เพราะผมมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนแหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี “ขนำ” ในภาษาปักษ์ใต้ เป็นคำที่ชาวบ้านใช้เรียกกระท่อมชั่วคราว คือกระท่อมเฝ้าหอยนางรมที่อยู่กลางทะเล เหมือนกระท่อมปลายนาที่คนภาคกลางหรือภาคอื่นๆ คุ้นเคยกันนี่ล่ะครับ แต่ยกมาไว้กลางทะเล นอกจากนี้ ผมยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนเลี้ยงหอยนางรมบริเวณปากอ่าวคลองกระแดะแจะ ที่ตำบลท่าทองใหม่ แห่งนี้ด้วย เล่ามาถึงตรงนี้ ผมขอนำทุกท่านไปพูดคุยกับเจ้าของขนำ ที่ดัดแปลงและต่อเติมขนำเฝ้าหอยนางรมของตัวเอง ให้เป็นร้านอาหาร เสิร์ฟหอยนางรมที่เลี้ยงเองแบบไม่อั้น คุณสิริพล ใจงาม หรือพี่เชน เล่าให้ผมฟังว่า “เขาทำธุรกิจเลี้ยงหอยนางรมเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว” พี่เชนเป็นคนสุราษฎร์ธานีโดยกำเนิด แต่ก่อนจะมาประกอบอาชีพเลี้ยงหอยนางรม พี่เชนเคยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างมาก่อน ร้านขนำน้อยหอยใหญ่เกิดจากการชวนเพื่อนฝูงมาพักผ่อนสังสรรค์และตกปลากัน จนกลายเป็นที่กล่าวขานกันในกลุ่มเพื่อน และมีคนแสดงเจตจำนงค์มาเยี่ยมพี่เชนมากขึ้น จึงทำให้เกิดแนวคิดนำไปสู่การต่อยอดทางธุรกิจ จากเดิมที่เลี้ยงหอยนางรม พี่เชนจึงขยายกิจการมาเปิดร้านอาหารด้วย “พื้นที่ทำฟาร์มหอยนางรม กลายมาเป็นจุดเด่นในเรื่องวัตถุดิบ เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนดั้งเดิมที่ประกอบอาชีพเป็นชาวประมงพื้นบ้าน” เพราะวัตถุดิบทั้งหมดที่นำเสนอในร้านล้วนเป็นผลิตผลจากการประมงพื้นบ้านทั้งสิ้น เช่น ปลาที่ชาวบ้านจับมาได้จากธรรมชาติ พี่เชนมักไปจับจองและรับซื้อเอาไว้ ก่อนที่ชาวบ้านนำไปขายต่อกับพ่อค้าคนกลาง รวมถึงปูและหอยก็รับซื้อจากชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง นอกจากที่ชาวบ้านมีรายได้แล้ว ทางร้านยังสามารถรับรองเรื่องความสดของอาหารได้ด้วย ส่วนเรื่องของการปรุงอาหารเพื่อให้ได้รสมือของคนพื้นถิ่นอย่างแท้จริง […]

ป่าไม้ดื่มคาเฟอีน : กาแฟ ช่วยให้ป่าไม้เติบโตเร็วขึ้นได้อย่างไร

ของเสียที่เหลือทิ้งจากกรรมวิธีการผลิต กาแฟ ช่วยเร่งให้ป่าเสื่อมโทรมกลับมามีชีวิต เหมือนกับมนุษย์เรา  ป่าไม้โตเร็วขึ้นเมื่อได้รับ กาแฟ เพียงเล็กน้อยเติมเข้าสู่ระบบ การทดลองเมื่อไม่นานมานี้พบว่าส่วนที่หุ้มเมล็ดกาแฟ ที่เหลือจากกระบวนการปลูกกาแฟ ช่วยฟื้นฟูป่าฝนในประเทศคอสตาริกาให้กลับมามีชีวิต นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวายแอตมานัว ออกแบบการทดลองโดยแบ่งพื้นที่ป่าเป็นสองแปลง เพื่อทดสอบว่า ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยแปลงที่หนึ่งใช้ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟคุลมดินความหนาประมาณ 50 เซนติเมตร และอีกหนึ่งแปลงปล่อยไปตามธรรมชาติ ในแต่ละแปลงที่ทำการทำทดลองถูกใช้ประโยชน์เป็นเวลาหลายปี ทั้งเพื่อปลูกกาแฟ หรือเลี้ยงวัว และในที่สุดก็ถูกทิ้งร้าง พื้นที่เหล่านี้ถูกปกคลุมด้วยหญ้าต่างถิ่นสายพันธุ์แอฟริกัน ที่เรียกว่า หญ้าพาลิเซด ซึ่งใช้เป็นอาหารปศุสัตว์ หญ้าชนิดนี้สามารถสูงได้ถึง 5 เมตร หากไม่มีสัตว์มาแทะเล็ม และส่งผลให้พืชท้องถิ่นกลับมาเจริญเติบโตได้ยาก หลังจากการทดลองผ่านไปสองปี แปลงทดลองที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ชั้นเรือนยอดของต้นพืชอายุน้อยสามารถปกคลุมพื้นที่ได้ถึงร้อย 80 ต้นไม้บางต้นสูงถึง 4.5 เมตร รวมไปถึงพบต้นไม่ที่มีความสูงถึง 18 เมตร ต่างกับแปลงที่ไม่ได้กากจากกระบวนการผลิตกาแฟ ซึ่งมีการปลกคุลมของพืชเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ความสูงโดยเฉลี่ยของต้นไม้ในแปลงที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟมีมากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับแปลงควบคุม อีกทั้งดินตัวอย่างจากแปลงที่ใส่กากกาแฟมีแร่ธาตุสูงกว่า และหญ้าต่างถิ่นก็ไม่เจริญขึ้นมาเป็นพืชเด่น ผลการทดลองดังกล่าวได้รับการเยยแพร่ในวารสาร Ecological Solutions and […]