คนในเมืองสามารถช่วยกัน ลดโลกร้อน ได้ – แค่ซื้อของให้น้อยลง

คนในเมืองสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ – แค่ซื้อของให้น้อยลง

(ภาพปก) นักปั่นจักรยานเหล่ากำลังปั่นจักรยานผ่าน แบตเตอรรี พาร์ค (Battery Park) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ภาพถ่ายโดย SERGI REBOREDO, REDUX


สิ่งที่เราซื้อ รับประทาน และใช้งาน ล้วนมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสภาพอากาศ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะบริโภคสิ่งต่างๆ ให้น้อยลง

มีรายงานการศึกษาล่าสุดระบุว่า บรรดาเมืองใหญ่ มีบทบาทสำคัญระดับโลกในเรื่องของการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยประชากรในเมืองลดการบริโภคและการใช้สิ่งของให้น้อยลงได้

เมืองที่มีแนวคิดพัฒนาต่างหาวิธีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ในเมือง แต่วิธีการเหล่านั้นอาจเป็นการประเมินปัญหาที่ผิด เช่น นโยบายการเก็บค่าปล่อยคาร์บอนกับการใช้รถหรือโรงงานที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินมาตรฐาน เป็นต้น ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ มักมาจากสิ่งที่ชาวเมืองส่วนใหญ่รับประทาน ใช้งาน หรือซื้อมาจากแหล่งผลิตที่ไกลจากเมืองออกไป นับตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ

เพื่อให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นไปในทางที่ถูกต้อง บรรดาเมืองทั้งหลายควรพุ่งเป้าหมายไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ร้อยละ 50 ภายใน 11 ปีข้างหน้า และร้อยละ 80 ในปี 2050 ซึ่งบรรดานักวิจัยต่างพบว่า จำนวนการปล่อยก๊าซส่วนใหญ่นั้นมาจากการบริโภคสินค้า อาหาร และพลังงานที่ผลิตจากนอกเมือง และสิ่งที่เมืองควรทำอย่างมากที่สุดคือ หาวิธีการช่วยประชากรในเมืองลดการบริโภคสินค้าเหล่านี้

ลดโลกร้อน
บรรดาเมืองทั่วโลก เช่นนครนิวยอร์ก สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาวิกฤตสภาภูมิอากาศได้ โดยรายงานฉบับใหม่แนะว่าวิธีการส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาคือผู้อาศัยอยู่ในเมืองควรบริโภคให้น้อยลง ภาพถ่ายโดย GARY HERSHORN, GETTY IMAGES

มูลค่าที่แท้จริงจากการบริโภค

ในทุกวันนี้ ประชากรโลกกว่าร้อยละ 55 อาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราวร้อยละ 70 ในแต่ละปี และในอนาคต นักประชากรศาสตร์คาดการณ์ว่า ประชากรโลกจะอาศัยอยู่ร่วมกันในเมืองมากถึงร้อยละ 70 ภายในปี 2050 และถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากพื้นที่เมืองต่างๆ จะเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าภายในปี 2050

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่เมืองต่างๆ มีความพยายามสนับสนุนการใช้ชีวิตแบบคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นการโดยสารรถคันเดียวกันในเส้นทางเดียวกัน การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ดี และสร้างอาคารที่มีต้นไม้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาชาวเมือง โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีแนวโน้มที่จะซื้อของมากขึ้น ทั้งบรรดาเสื้อผ้า ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งของอื่นๆ ซึ่งทำให้ปัญหาเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความซับซ้อนมากขึ้น และปัญหาเหล่านี้ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าโดยง่าย

ยกตัวอย่างเช่น เสื้อยืด 1 ตัว อาจทำมาจากฝ้ายที่ปลูกในประเทศอินเดีย นำไปผลิตที่ประเทศจีน ซึ่งใช้พลังงานถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงของเครื่องมือเย็บเสื้อผ้า จากนั้นนำไปใส่ลงบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก ซึ่งผลิตมาจากน้ำมันดิบในอีกประเทศหนึ่ง ขนส่งมากับเรือบรรทุกสินค้าข้ามมหาสมุทรโดยเรือที่ใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานฟอสซิล และขนส่งไปยังเมืองต่างๆ โดยใช้รถยนต์พลังงานดีเซล ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ก่อให้เกิดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) อย่างมหาศาล โดยประชากรที่อาศัยอยู่ในบรรดาเมืองใหญ่ 96 แห่งเพียงอย่างเดียว ก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละสิบของการปล่อยคาร์บอนในแต่ละปี

“ผู้คนต่างลืมว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่เราบริโภค และรอยเท้าคาร์บอนส่วนบุคคลเกิดจากสถานที่ที่ผลิตสิ่งต่างๆ ส่งมาให้เรา และทำให้เราใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายในเมืองสมัยใหม่” เจเริน ฟาน เดอ เฮจ์เดน (Jeroen van der Heijdan) ผู้เชี่ยวชาญด้านเรื่องสภาพภูมิอากาศกับรัฐบาล (Climate and Government) แห่งมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ในนิวซีแลนด์ กล่าว

“ถ้าเราต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ เราต้องทำสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่การสร้างตึกที่มีต้นไม้ เราคงต้องพิจารณาในเรื่องวิธีการและสิ่งที่เราบริโภคด้วย” เขากล่าวเสริม

หนทางสู่การใช้สิ่งของให้น้อยลงในภายภาคหน้า

ทั้งรัฐบาลและชุมชนนานาชาติต่างพยายามในเรื่องของการสร้างให้สังคมเกิดความตระหนักในเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนในหลายกรณี และบรรดาเมืองต่างๆ ก้าวเข้ามาเพื่อพัฒนาแผนการณ์ที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเมือง

เครือข่ายเมือง ซี40 (C40 network cities) ซึ่งเป็นเครือข่ายเมืองนานาชาติที่มีพันธกิจในการกล่าวถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศ ต่างให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซในระดับที่ไม่ให้อุณหภูมิของโลกสูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส และเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายนี้ บรรดาเมืองต่างๆ สามารถกระตุ้นพฤติกรรมคนเมืองที่ส่งผล ใน 6 ด้านด้วยกัน ได้แต่ อาหาร, การก่อสร้างและอาคาร, เสื้อผ้า, ยานพาหนะ-ระบบการขนส่ง, การเดินทางโดยเครื่องบิน และการบริโภคอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่เครื่องซักผ้าไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ

ลดโลกร้อน
คนเดินถนนกำลังถือถุงพลาสติก หนึ่งในสิ่งของที่ถูกสั่งห้ามในโครงการห้ามใช้พลาสติกมลรัฐเวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2020 เป็นต้นไป ภาพถ่ายโดย NATAN DVIR/ BLOOMBERG/ GETTY

ยกตัวอย่างเช่น บรรดาคนเมืองนั้นเป็นผู้ซื้ออาหารรายใหญ่ พวกเขาซื้ออาหารเพื่อโรงเรียน องค์กรต่างๆ ภายในเมือง และที่อื่นๆ นั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเปลี่ยนวิธีการซื้ออาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดังเช่นบรรดาโรงเรียนในนิวยอร์ก กำลังเริ่มต้นโครงการ “วันจันทร์ไร้เนื้อ” (Meatless Monday) ในปี 2019 อันเป็นโครงการที่กระตุ้นให้ชาวเมืองงดการกินเนื้อในทุกวันจันทร์เพื่อสุขภาพ และช่วยลดการปล่อยรอยเท้าคาร์บอนไปพร้อมกัน และทำให้เด็กๆ ในโรงเรียนมีสุขภาพดีขึ้น ส่วนในมิลาน ประเทศอิตาลี มีโครงการที่ช่วยเหลือเกษตรกรให้ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งอาหารจากพื้นที่ไกลๆ

“กระบวนการเปลี่ยนผ่านเช่นนี้จะต้องเกิดขึ้นทั้งในระดับการบริโภคแบบปัจเจกบุคคลไปจนถึงหน่วยงานระดับสูงที่ทำงานให้กับเมือง” แพทรีเซีย โรเมโอ-ลานเกา (Patricia Romeo-Lankao) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมืองกับสิ่งแวดล้อม ที่ห้องปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนระดับชาติที่มหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าว

“แน่นอนว่า เราต้องเปลี่ยนรูปแบบของการใช้พลังงาน และวิถีชีวิตที่รักความสะดวกสบาย เช่นการซื้อเสื้อผ้า แต่ว่า เราต้องทำงานร่วมกับหน่วยงาน องค์กรขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าเหล่านี้ และองค์กรต่างๆ ของเมืองด้วย”

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ยากที่สุดคือทัศนคติของคน แมตต์ วัตต์ ผู้เขียนรายงานหลักและผู้อำนวยการบริหารของเครือข่าย ซี40 กล่าวและเสริมว่า “เรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนในรูปแบบของการบริโภค” คือการมุ่งไปสู่โลกที่เรามีการซื้อน้อยลง สร้างตึกน้อยลง และผลิตขยะน้อยลง “แต่ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับกลับมานั้นมหาศาล นั่นคือการหลีกเลี่ยงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลให้เกิดการสร้างชีวิตที่ดีกว่าของพวกเรา”


อ่านเพิ่มเติม โลกร้อนจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกเราไปอย่างไร? 

เรื่องแนะนำ

การ์นิเย่ค้นพบวิธีเพื่อทำให้บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

คุณรู้หรือไม่ ภายในปี 2050 มหาสมุทรของเราอาจมีจำนวนพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา แต่เราสามารถเปลี่ยนวิธีในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายกว่าที่คุณคิด ซึ่งการ์นิเย่ได้ค้นพบวิธีเพื่อทำให้บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยได้ร่วมมือกับ @NatGeo @Imogennapper จัดทำชุดวิดีโอสุดพิเศษให้ทุกคนได้เห็นว่าเราสามารถช่วยให้โลกสวยได้ #GarnierGreenBeauty #OneGreenStep #สวยใส่ใจโลก #ก้าวแรกเพื่อโลกสวย #Canbeautygogreen สามารถเข้าไปรับชมคลิปเต็มได้ที่ : https://on.natgeo.com/3JAKC7q

ดุสิตธานี เรื่องเล่าจากจานข้าวออร์แกนิกถึงก้าวใหม่สู่ความยั่งยืน

ดุสิตธานี – ในยุคที่เราอยู่ร่วมกับโรคโควิด-19 นี้ คงจะไม่มีใครเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลง รับมือ และปรับตัวได้เท่ากับธุรกิจโรงแรมอีกแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลากกระเป๋าเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินขนาดใหญ่เพื่อมาท่องเที่ยวไทยในปี 2562 มีมากถึง 40 ล้านคน สร้างรายได้อย่างงดงามให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เหล่านี้ตามมาด้วยคำถามเรื่องการรักษาสมดุลระหว่างการทำธุรกิจและการรักษาสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว จนเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในต้นปี 2563 ทุกเที่ยวบินถูกยกเลิก ประชาคมโลกต้องกักตัวเองอยู่ในบ้านอย่างหวาดหวั่น ไม่มีการท่องเที่ยว ไม่มีการชอปปิ้ง ไม่มีกระทั่งการใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติเหมือนที่เคยทำมา ธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุด ต้องปลดพนักงาน ลดขนาดกิจการ บ้างก็ต้องขายธุรกิจที่ตัวเองสร้างกับมือทิ้งเพื่อใช้หนี้และหนีตาย แม้เครือโรงแรมขนาดใหญ่จะมีกำไรสะสมและทุนที่แข็งแรงพอที่จะฝ่าความท้าทายนี้ไปได้ แต่ก็ถือว่าเจ็บตัวอยู่ไม่น้อยกับเรื่องนี้ เวลาผ่านมาถึงปี 2565 สถานการณ์ต่างๆ ดูดีขึ้นอย่างชัดเจน เที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศเริ่มกลับมาคึกคักสอดรับกับมาตรการของภาครัฐที่ค่อยๆ ผ่อนคลายลงเรื่อยๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดชาวต่างชาติให้มาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง เป็นเวลาครึ่งศตวรรษแล้วที่ชื่อของ ‘โรงแรมดุสิตธานี’ เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในฐานะโรงแรมหรูมาตรฐานสากล กับงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เจ้าของตำแหน่งอาคารสูงที่สุดในประเทศไทยเป็นเจ้าแรก แม้โรงแรมจะปิดตัวลงช่วงปลายปี 2561 แต่เครือดุสิตธานียังคงรักษาตำนานของ ‘สวรรค์ชั้นดุสิต’ ที่หัวถนนสีลมแห่งนี้เอาไว้ พร้อมกับเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับโครงการ Dusit Central Park ที่ร่วมพัฒนากับกลุ่มเซ็นทรัล ทีมงาน NatGeo Thai ไปนั่งจิบกาแฟที่บ้านดุสิตธานี […]

เจาะลึกระบบการศึกษาเยอรมันที่สอนให้เยาวชนเข้าใจ Climate Change ในทุกมิติ

เป็นเวลา 17 ปีมาแล้วที่การเรียนการสอนเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” กลายมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของระบบการศึกษาเยอรมัน ระบบการศึกษาของประเทศเยอรมัน ไม่ได้มีหลักสูตรที่กำหนดโดยรัฐบาลกลางแบบที่กระทรวงศึกษาธิการบ้านเรากำหนด แต่ละ 16 รัฐของเยอรมนีกำหนดแนวทางการเรียนการสอนของตนขึ้นมา ในกรอบของการศึกษาแนวคิดแบบยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมที่ผนวกเข้ากับรายวิชาอื่นๆ และที่นี่เด็ก ๆ  ไม่ได้เรียนแค่ว่าภาวะโลกร้อนคืออะไร แต่พวกเขายังถูกกระตุ้นให้เรียนรู้กันลึกลงไปกว่านั้น ว่าจะร่วมกันรับผิดชอบแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เผชิญอยู่อย่างไร เรียนรู้ความเชื่อมโยงกันของธรรมชาติ เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ความสำคัญของการอยู่กับธรรมชาติกันตั้งแต่เล็ก รายงานจาก Petra Lewalder คุณครูวิชาภูมิศาสตร์จากโรงเรียน Clara Schumann Gymnasium ในเมืองบอนน์ เด็ก ๆ ชั้นอนุบาลจะได้เรียนรู้ว่าต้นไม้ และผืนป่ามีความสำคัญอย่างไร พวกเขาได้รู้จักชื่อของต้นไม้ผ่านการสังเกตใบ ดอก ผล พอปีต่อมาพวกเขาจะได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติเชื่อมโยง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ต่อมาในเกรด 5 พวกเขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และขยายองค์ความรู้ขึ้นเรื่อย ๆ ในชั้นที่สูงขึ้น ยกตัวอย่างโจทย์ในชั้นเรียนวิชาเคมีระดับมัธยม นักเรียนต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเอกสารเรียกร้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง ไบโอเอทานอล ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ว่าอาจกำลังขัดขวางราคาข้าวโพดในประเทศที่กำลังพัฒนา เด็ก ๆ สวมบทบาทเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย, เกษตรกร, นักสิ่งแวดล้อม และตำแหน่งอื่น ๆ โต้แย้งกันด้วยข้อมูล […]

Energy Observer เรือไฮโดรเจน ไม่ง้อน้ำมัน แล่นรอบโลก 7 ปี มาไทยแล้ว

เรือ Energy Observer ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน ไม่ง้อน้ำมัน แล่นรอบโลก 7 ปี มาไทยแล้ว มุ่งพิสูจน์พลังงานทดแทนแห่งอนาคตเป็นไปได้ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2565 เรือ Energy Observer เรือยอชต์เดินสมุทรสัญชาติฝรั่งเศสซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเรือต้นแบบแห่งอนาคตที่มุ่งใช้พลังงานทดแทน โดยไม่ใช้พลังงานฟอสซิล เช่นน้ำมัน ได้มาเทียบท่าที่เมืองพัทยา ประเทศไทย แล้ว หลังจากออกเดินทางครั้งแรกจากประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2560 (2017) เป็นต้นมา หลังจากนั้น เรือ Energy Observer ได้เริ่มต้นภารกิจเดินทางรอบมาแล้วกว่า 48,000 ไมล์ทะเล และแวะพักตามท่าเรือมาแล้วกว่า 71 แห่งในกว่า 40 ประเทศ รวมถึงที่ประเทศไทยในครั้งนี้ ในฐานะห้องทดลองทางสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นเพื่อผลักดันเทคโนโลยีเกี่ยวกับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้รับการสนับสนุนจากนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส เรือ Energy Observer พัฒนามาจากเรือคาตามารันซึ่งในอดีต ต่อขึ้นครั้งแรกในปี 1983 เพื่อใช้ในการแข่งขันเรือ เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นเรือที่แล่นได้เร็วที่สุดในโลก และได้รับปลุกให้คืนชีพขึ้นมาใหม่ในฐานะเรือพลังงานสะอาดที่จะเป็นต้นแบบให้กับการออกแบบและสร้างยานพาหนะเพื่อการสัญจรทางน้ำได้อีกหลายลำในอนาคต เรือ […]