เชื้อเพลิงฟอสซิล จะหมดไปจากโลกใบนี้เมื่อไหร่? - National Geographic Thailand

เชื้อเพลิงฟอสซิล จะหมดไปจากโลกใบนี้เมื่อไหร่?

นับถอยหลังเวลา ไปพร้อมกับปริมาณของพลังงานฟอสซิลสำรองคงเหลือที่มีแต่น้อยลง

คำถามที่ตามมาอันเนื่องมาจากสังคมแห่งการบริโภคพลังงานจาก เชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างหนัก มาสู่ปัจจุบัน ที่การใช้พลังงานทางเลือกกลายเป็นวิถีที่ทุกคนพยายามเดินบนเส้นทางนี้ ความกังวลยังคงเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ว่าจะยังคงมีเชื้อเพลิงจากฟอสซิลให้เราใช้งานต่อไปอีกไหม? และนวัตกรรมด้านพลังงานที่เกิดขึ้นจะทำงานได้ผลทันท่วงทีหรือไม่?

อย่างที่ทราบกันดีว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลเกิดจากการทับถมของอินทรียสารใต้ผืนโลกมาเป็นเวลายาวนานหลายพันล้านปี เพราะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีปริมาณจำกัดและไม่สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้อีก (Non-renewable Resources) ทุกวันนี้ มนุษยชาติจึงเหมือนกำลังนับถอยหลังวันที่สิ้นสุดของแหล่งพลังงานจากฟอสซิล ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานของทั้งโลกยังคงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

 

ภาพรวมที่ผ่านมาของการบริโภค

ภาพ : David Guttenfelder

จากข้อมูลการบันทึกสถิติการบริโภคเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วทั้งโลกของ Fair Planet พบว่าในช่วงเวลากว่า 200 ปีที่ผ่านมา การบริโภคจากทั่วโลกเติบโตขึ้นมากกว่า 1,300 เท่า โดยมีถ่านหิน คือแหล่งทรัพยากรชนิดแรกที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง จนกระทั่งปี 1860 จึงเริ่มมีการใช้น้ำมันดิบเป็นแหล่งพลังงาน ตามมาด้วยการเริ่มต้นใช้งานก๊าซธรรมชาติในช่วงปลาย 1880 ยาวนานถึงปัจจุบันที่ยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้ง 3 ประเภทเป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน และความต้องการบริโภคพลังงานจากฟอสซิลทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นปีละมากกว่า 1%

ปัจจัยที่ทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลหมดลงเป็นเรื่องของอัตราการใช้งานและแหล่งสำรองที่คงมีอยู่ ซึ่งจากงานวิจัยในแต่ละยุคสมัยพูดถึงเรื่องปริมาณของเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เหลืออยู่แตกต่างกันไปตามนวัตกรรมที่เติบโตขึ้น พร้อมกันกับรูปแบบการสำรองพลังงานที่ทำได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน 

ยกตัวอย่างรายงานในปี 1977 โดยงานบริหารสารสนเทศด้านพลังงานกล่าวว่า สหรัฐอเมริกามีน้ำมันสำรองคงเหลือเพียง 32 พันล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติสำรองเหลือเพียง 207 ล้านคิวบิกฟุต ในขณะที่ช่วงปี 2010 ประมาณการว่ามีน้ำมันสำรองคงเหลือ 84 พันล้านบาร์เรล (คิดเป็น 2.6 เท่าจากเดิม) และก๊าซธรรมชาติสำรองที่ 610 ล้านล้านคิวบิกฟุต (คิดเป็น 2.9 เท่าจากเดิม) อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขุดเจาะพลังงานจากใต้ดินที่ทำได้ดีขึ้น

ต่อข้อถามที่ว่า ถ้าอย่างนั้นแล้ว จะยังมีเชื้อเพลิงฟอสซิลเหลือให้มนุษยชาติใช้งานไปอีกนานแค่ไหน? ในยุคนี้เราอาจจะต้องดูปัจจัยของการใช้พลังงานทดแทนร่วมด้วย รัฐบาลผู้ประกอบการรายใหญ่ทั่วโลกมุ่งหน้าเดินทางในเส้นทางของพลังงานสะอาดแทนที่การใช้พลังงานจากทรัพยากรธรรมชาติในแบบเดิม ซึ่งมีข้อดีทั้งเรื่องการคงไว้ซึ่งทรัพยากรกับผืนแผ่นดิน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ และถนอมรักษาโลกของทุกคนให้ยาวนานกว่าเดิม

 

เชื้อเพลิงฟอสซิลมีเหลือให้เราใช้งานได้ถึงเมื่อไหร่?

ภาพ : George Steinmetz

จากการประมาณการโดย Fair Planet แพลตฟอร์มสื่อเพื่อการรักษาโลกจากเบอร์ลินกล่าวว่า ทุกวันนี้ น้ำมันดิบคือแหล่งพลังงานธรรมชาติที่ถูกใช้งานมากที่สุดที่ 39% และยังคงมีความต้องการอันเนื่องมาจากการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยอัตราการบริโภคน้ำมันดิบทั่วโลกอยู่ที่ 11 ล้านล้านตัน ด้วยอัตราการใช้งานเช่นนี้จึงทำให้น้ำมันดิบจะยังคงอยู่กับผู้คนต่อไปได้อีก 50 ปี

ส่วนถ่านหิน ที่ยังคงใช้งานกันอยู่ 33% ของทั่วทั้งโลก โดยประเทศใหญ่ๆ อย่างจีน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา และอินเดียครอบครองถ่านหินสำรองรวมราว 1.1 ล้านล้านตัน แต่ก็มีความต้องการบริโภคที่ลดน้อยลงอันเนื่องมาจากอันตรายจากสารเจือปนทั้งในอากาศและน้ำ ถ่านหินจึงยังคงอยู่ให้ใช้งานได้อีกราว 150 ปี

และก๊าซธรรมชาติซึ่งนับเป็นแหล่งพลังงานฟอสซิลที่หมุนเวียนกลับมาใช้งานได้ง่ายที่สุด จากการกระบวนการย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตที่ผลิตมีเทน ปัจจุบันมีการใช้งานอยู่ที่ 28% และด้วยความยุ่งยากในการเจาะเอาเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดนี้มาใช้งาน ก๊าซธรรมชาติจึงยังคงมีให้ผู้คนบริโภคยาวนานประมาณ 400 ปี

 

พลังงานทางเลือกเพื่อโลกสีเขียว

Photograph Courtesy of ENEL

“ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ตอนนี้เราอยู่ในช่วงอันยากลำบากที่จะทำให้อุณหภูมิโลกต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และลืมเรื่องการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่ไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสไปได้เลย” เกล็น ปีเตอร์ (Glen Peter) ผู้อำนวยการวิจัย ศูนย์การวิจัยภูมิอากาศนานาชาติแห่งประเทศนอร์เวย์ กล่าวและเสริมว่า “การเติบโตอย่างรวดเร็วของพลังงานที่ทดแทนได้ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการพลังงานในแต่ละปี” และเพื่อที่จะให้อุณหภูมิของโลกต่ำกว่า 1.5 หรือ 2 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม “ดูเหมือนว่าเราต้องปลดระวางโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วกว่าที่วางแผนเอาไว้”

นอกเหนือไปจากการสงวนการใช้พลังงานไฟฟ้าจากหินและก๊าซ ทางเลือกอื่นๆ ในการแก้ปัญหามีทั้งการฟื้นฟูพื้นที่ป่าจำนวนหลายล้านตารางกิโลเมตร ใช้เทคโนโลยีที่สามารถดักจับคาร์บอนในปริมาณที่มาก และสร้างการใช้พลังงานที่ทดแทนได้ออกมาให้เร็วมากขึ้น และดูเหมือนว่าต้องใช้วิธีเหล่านี้ประสานไปด้วยกัน

งานวิจัยฉบับนี้ที่เผยแพร่ลงในนิตยสาร Nature ให้แนวทางว่า เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ไม่เพียงแต่โลกของเราต้องยุติการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใดๆ ที่มีการใช้พลังงานฟอสซิลเท่านั้น แต่โรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานฟอสซิลที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้จำเป็นต้องปิดลงโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีแผนหรือการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลอยู่อีกมากมาย

องค์การสหประชาชาติ และประเทศต่างๆ ต่างพุ่งความสนใจไปที่จำนวนการปล่อยก๊าซในแต่ละปีเพื่อพูดในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งยังไม่เพียงพอ โดยสตีเวน ดาวิส จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ไอร์วีน ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยฉบับนี้กล่าวว่า “มันเหมือนกับขับรถบนถนนไฮเวย์โดยการมองไปที่หน้าต่างด้านข้างเท่านั้น” การตัดสินใจว่าจะมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปหรือไม่ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเป็นการกำหนดว่าโลกจะควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสนั้น จะเป็นไปได้ไหม

 

แม้เวลานับถอยหลังการสิ้นสุดของเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงไม่แน่นอน หรืออาจจะไม่ได้หมดลงในช่วงอายุขัยของพวกเรา อันเนื่องมาจากเหตุปัจจัยที่แตกต่างไปตามยุคสมัยของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง หากแต่ผู้คนยังคงต้องตระหนักอยู่เสมอว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานชนิดที่มีแต่ใช้แล้วหมดไป และการเริ่มต้นอนุรักษ์เชื้อเพลิงฟอสซิล อาจจะด้วยการลดหรือทดแทน เพียงคนละไม้ละมือตั้งแต่วันนี้ ก็สามารถรวมกันเป็นพลังครั้งใหญ่ที่ช่วยต่ออายุเชื้อเพลิงฟอสซิลให้ยาวนานมากขึ้นได้อีก

 

ข้อมูลอ้างอิง

National Geographic Thailand

เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel) : https://ngthai.com/science/26108/fossil-fuel/

 

National Geographic Thailand

งานวิจัยเผย ขณะนี้โลกใช้พลังงานฟอสซิลมากเกินกว่าจะลดโลกร้อนได้สำเร็จ : https://ngthai.com/environment/23156/exceedfossiluse/

 

Fair Planet : https://www.fairplanet.org/story/when-will-fossil-fuels-run-out/

ZME Science : https://www.fairplanet.org/story/when-will-fossil-fuels-run-out/

MET Group : https://group.met.com/en/mind-the-fyouture/mindthefyouture/when-will-fossil-fuels-run-out

 


อ่านเพิ่มเติม เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel) คืออะไร?

เชื้อเพลิงฟอสซิล

 

เรื่องแนะนำ

มหันตภัยไฟป่า

เชื่อกันว่ามหันตภัยไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งเกิดจากมนุษย์ เปลวเพลิงที่โหมไหม้จนไม่อาจควบคุมนี้ได้แรงหนุนจากสภาพลมฟ้าอากาศ กระแสลม และเชื้อไฟอย่างทุ่งหญ้าหรือไม้พุ่มแห้งๆ และอาจเผาผลาญพื้นที่ได้นับพันนับหมื่นไร่ กลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า ตั้งแต่ ต้นไม้สูงใหญ่ บ้านเรือนประชาชน ไปจนถึงสัตว์ป่าและมนุษย์ ในเวลาไม่กี่นาที ไฟป่าเกิดจากสามปัจจัยหลักที่ประกอบกันซึ่งนักดับไฟป่าเรียกกันว่า สามเหลี่ยมแห่งไฟ (fire triangle) ได้แก่ เชื้อไฟ ออกซิเจน และแหล่งความร้อน เชื้อเพลิงได้แก่วัสดุติดไฟได้ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ซึ่งรวมถึง ต้นไม้ ทุ่งหญ้า ไม้พุ่ม และแม้กระทั่งบ้านเรือน ยิ่งพื้นที่ไหนมีเชื้อเพลิงมาก ไฟป่าก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น อากาศป้อนออกซิเจนที่ไฟจำเป็นต้องใช้ในการเผาผลาญ ส่วนแหล่งความร้อนช่วยจุดไฟและทำให้เชื้อไฟมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนติดไฟ ฟ้าผ่า การจุดไฟตั้งแคมป์ ก้นบุหรี่ การแผ้วถางพื้นที่เกษตรเพื่อเพาะปลูก และแม้กระทั่งแสงแดดที่ร้อนจัด ล้วนสามารถให้ความร้อนได้มากพอให้ไฟจุดติดได้ แม้ไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งจะเกิดจากน้ำมือมนุษย์ แต่ธรรมชาติก็พร้อมเป็นใจช่วยโหมเพลิงให้ลุกไหม้ อากาศที่แห้งและภัยแล้งเปลี่ยนพืชพรรณเขียวสดให้แห้ง และกลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี ขณะที่กระแสลมแรงช่วยโหมเพลิงให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว อีกทั้งอากาศที่อบอุ่นก็ช่วยส่งเสริมการสันดาปหรือลุกไหม้  เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่พร้อมหน้า สิ่งเดียวที่ต้องการคือการจุดชนวน ซึ่งอาจมาในรูปของฟ้าผ่า การวางเพลิง การจุดไฟตั้งแคมป์ การเผาไร่ […]

ขอบคุณกุ้งเหล่านี้ที่ช่วยให้น้ำใสสะอาด

ขอบคุณกุ้งเหล่านี้ที่ช่วยให้น้ำใสสะอาด ใครหลายคนสนใจที่จะอนุรักษ์ผืนมหาสมุทรไว้ ว่าแต่แหล่งน้ำอื่นๆ อย่างทะเลสาบ, แม่น้ำ, ลำธารและบึงล่ะ? แม้สัดส่วนของน้ำจืดจะมีน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำในมหาสมุทร แต่แหล่งน้ำเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทั้งยังช่วยให้มนุษย์สร้างเมืองและอารยธรรมขึ้นมาได้ นับเป็นโชคดีของเราที่ในแหล่งน้ำจืดเหล่านี้มีสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่ขยันขันแข็งทำงานอย่างหนักในทุกวัน เพื่อช่วยให้น้ำยังคงใสสะอาดต่อไป ในสารคดีสั้นที่ผลิตโดย Freshwaters Illustrated จะพาคุณผู้อ่านดำลงไปในบึงและหาคำตอบว่า บรรดาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอย่างกุ้งและปูเหล่านี้ที่มีส่วนช่วยกำจัดซากขยะในน้ำ พวกมันมีความสำคัญอย่างไรต่อระบบนิเวศ?   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

นักวิทยาศาสตร์ไทยค้นพบ พืชนิดใหม่ ของโลกในประเทศไทย

การค้นพบ พืชชนิดใหม่ ของโลก (new species) เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางชีวภาพของพืชโดยตรง ซึ่งมีบทบาทสำคัญนำไปสู่กระบวนการอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พืชชนิดใหม่ อาจมีประสิทธิภาพนำมาใช้เป็นพืชอาหารหรือเครื่องเทศ ไม้ดอกไม้ประดับที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งสารสำคัญหรือพืชสมุนไพร ซึ่งนำไปสู่การวิจัยต่อยอดในอนาคต รวมถึงการวิเคราะห์สารองค์ประกอบจากส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อีกด้วย โดยเฉพาะพืชวงศ์ขิงข่า (Zingiberaceae) ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรกลุ่มหนึ่งที่มีน้ำมันหอมระเหย (essential oil) อยู่มากในทุกส่วนประกอบ โดยเฉพาะลำต้นใต้ดินหรือเหง้า และยังมีสรรพคุณทางการแพทย์ด้วย บูม-ณัฐพล นพพรเจริญกุล ผู้สำรวจ และวิจัยด้านซิสเต็มมาติกและความหลากหลายทางพันธุกรรม และชนิดพันธุ์ของดอกดินสกุลเปราะในประเทศไทยมากว่า 7 ปี ได้ระบุชนิดของพืชวงศ์ขิงข่าชนิดใหม่ 2 ชนิดของโลก ได้แก่ ดอกดินอรุณรุ่ง (Kaempferia aurora Noppornch. & Jenjitt.) และเปราะผาสุก (Kaempferia caespitosa Noppornch. & Jenjitt.) โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทยา เจนจิตติกุล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอนุกรมวิธานพืชโดยเฉพาะกลุ่มพืชใบเลี้ยงเดี่ยวซึ่งรวมถึงพืชวงศ์ขิงข่า เป็นหนึ่งในทีมอาจารย์ที่ปรึกษา รุ่งอรุณ ณัฐพลบอกเล่าเรื่องราวการค้นพบพืชชนิดใหม่ผ่าน #ProjectATheSeries บนเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่เริ่มการศึกษาสำรวจพืชวงศ์ขิงข่า สกุลกระชายดำ […]