ปะการัง ที่ตระการตาที่สุดในโลก และโลกสีครามมหัศจรรย์ ใต้ภัยคุกคามจากมนุษย์

ปะการัง ที่ตระการตาที่สุดในโลก และโลกสีครามมหัศจรรย์ ใต้ภัยคุกคามจากมนุษย์

แนว ปะการัง ตระการตาที่สุดในโลกจํานวนหนึ่ง ได้รับการคุ้มครองโดยฟิลิปปินส์ แต่แห่งอื่นๆ ในประเทศกําลังเสียหายจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศและการประมงทําลายล้าง

ผมกำลังท่องทะเลทราย แต่ไม่ใช่ที่กอปรด้วยทราย ผมกำลังแหวกว่ายผ่านดินแดนรกร้างที่มีแต่เศษหิน และซากป่นสลายของแนว ปะการัง แห่งหนึ่ง

ณ ที่อื่นๆในฟิลิปปินส์ ผมเคยตื่นตะลึงกับ ปะการัง เรืองรองราวกล่องเพชรพลอย พื้นที่ตรงนี้ในภูมิภาค อินโด-แปซิฟิกที่เรียกกันว่า สามเหลี่ยมปะการัง (Coral Triangle) เป็นขุมทรัพย์ความหลากหลายทางทะเลที่ รุ่มรวยที่สุดในโลก

ที่นี่มีปะการังอยู่มากกว่า 500 ชนิด หรือสามในสี่ของทั้งหมดที่เรารู้จัก แนวปะการังที่พวกมันสร้างขึ้นครอบคลุมพื้นที่ถึงราว 73,000 ตารางกิโลเมตร สรรพชีวิตที่อาศัยอยู่ตามเมืองใต้ทะเลเหล่านี้มีจำนวนเกินคณานับ เฉพาะในฟิลิปปินส์ซึ่งอยู่ในส่วนยอดของสามเหลี่ยมปะการัง ก็มีปลาในแนวปะการังอยู่เกือบ 1,800 ชนิดแล้ว

กระนั้น สุสานปะการังที่ผมกำลังสำรวจนี้มีแต่ผู้ลี้ภัย ผมเห็นปลาที่เรียกกันว่าปลาพยาบาลตัวหนึ่ง แล้วพลันรู้สึกเศร้าใจ บทบาทของมันในระบบนิเวศแนวปะการังคือทำความสะอาดให้ปลาอื่นๆ โดยเก็บกินปรสิตตามร่างกายปลาเหล่านั้น แต่พนักงานทำความสะอาดตัวนี้ไม่เหลือใครให้ทำความสะอาด มันแหวกว่ายอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง

ปะการัง, เต่าทะเล
เต่ากระในอุทยานแห่งชาติแนวปะการังตุบบาตาฮา ในทะเลซูลู ผละจากการกินฟองนํ้าที่ซุกอยู่ใต้ปะการังมาประจันหน้ากับเงาสะท้อนของตัวเอง แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกที่หลากล้นด้วยสรรพชีวิตแห่งนี้ได้รับการอารักขาโดยเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานซึ่งประจำการอยู่บนเกาะปะการังวงแหวนห่างไกล
นกบูบีสีนํ้าตาลเกาะบนกอปะการังใกล้กับเกาะเบิร์ดซึ่งเป็นพื้นที่รวมฝูงแห่งหนึ่ง ถิ่นอาศัยที่อยู่ในภาวะวิกฤติแห่งนี้กำลังหดตัวลงเมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ระดับทะเลสูงขึ้น

ปะการังรอบตัวมันล้มระเนระนาดเหมือนต้นไม้หลังพายุเฮอร์ริเคน ท่ามกลางตอปะการังไร้ชีวิต อะไรบางอย่างสะท้อนวาบในแสงอาทิตย์ แล้วผมก็หยิบส่วนก้นของขวดแก้วแตกขึ้นมา ผมเคยเห็นขวดแบบเดียวกันนี้ มีปุ๋ยไนเตรตบรรจุอยู่ และอุดปากขวดด้วยเชื้อปะทุกับสายชนวน แค่จุดสายชนวน แล้วโยนขวดลงไปในทะเล แรงระเบิดทำให้ปลาสลบหรือตายทันที พวกมันจะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำให้ชาวประมงกอบโกยไป

การระเบิดปลาเป็นภัยร้ายถึงตายสำหรับปลาและอันตรายต่อชาวประมงเอง หากขวดไหนระเบิดเร็วไป คุณอาจมือขาด แขนขาด หรือชะตาขาดไปเลย ชาวประมงคนหนึ่งเสียชีวิตแบบนี้สองวันก่อนหน้าที่ผมจะมาถึงที่นี่ คือที่ดานาฮอนแบงก์ ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะเซบูไปทางตะวันออก 30 กิโลเมตร ในภูมิภาคหนึ่งของฟิลิปปินส์ที่มีประวัติยาวนานในเรื่องกิจกรรมประมงทำลายล้าง ทั้งการใช้วัตถุระเบิด ไซยาไนด์ และอวนตาถี่ยิบ

ทุกวิธีข้างต้นล้วนผิดกฎหมาย แต่ยังใช้กันอยู่ เป็นภัยพิบัติทบทวีสำหรับแนวปะการัง ส่งผลให้สิ่งมีชีวิต ในทะเลร่อยหรอลงฉับพลันยิ่งกว่าโศกนาฏกรรมจากการลดลงของปริมาณสัตว์น้ำ มลพิษ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุกคืบเชื่องช้ากว่า

ผมเห็นร่างร่างหนึ่งอยู่ไกลๆ กำลังเก็บสัตว์น้ำตกหล่นท่ามกลางซากเสียหายจากระเบิดไดนาไมต์ จึงว่ายเข้าไปหา เขาใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว มีแว่นตาดำน้ำครอบตา ใช้แผ่นไม้อัดมัดไว้กับเท้าแทนตีนกบ

ปะการัง, ปลาทะเล
หลังต่อสู้เพื่อปกป้องไข่ในรัง ปลาวัวไททันที่อ่อนแรงนอนราบลง อันเป็นความพยายามสุดท้ายที่จะบังลูกของมันไว้ไม่ให้ถูกฝูงปลาเขียวพระอินทร์รุมกินในแนวปะการังเบียทริซร็อก นอกชายฝั่งอานีเลา ปะการังที่สมบูรณ์ใน แนวปะการังแห่งนี้ดึงดูดสัตว์ทะเลที่หลากหลายอย่างน่าอัศจรรย์ และนักดำน้ำก็กระหายจะได้เห็น

เพื่อหาอาหารให้ได้มากพอสำหรับเลี้ยงครอบครัว ชายผู้นี้บอกผมว่า เขามักต้องอยู่ในทะเลกลางแดดแผดเผาอยู่ถึงครึ่งวัน เพื่อค้นหาตามซอกแนวปะการัง เขาลากกล่องโฟมมาด้วยใบหนึ่งเพื่อใส่อะไรก็แล้วแต่ที่จับได้ ไม่ว่าจะเป็นทากทะเล หอยเป๋าฮื้อ เม่นทะเล ปู หรืออาจเป็นปลาสักตัวหากโชคดี เขาใช้ตะขอในมือข้างหนึ่ง กับฉมวกในมืออีกข้าง จิ้มแทง กระทุ้ง งัดแงะ และสับฟันที่กอปะการัง ผมเห็นหมึกสีดำฟุ้งขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อเขาแทงโดนหมึกกระดองตัวหนึ่งเข้า

การค้นหาอาหารอย่างอุตสาหะของคนเก็บสัตว์น้ำตกหล่นผู้นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วฟิลิปปินส์และทั่วทั้งเขตสามเหลี่ยมปะการัง เมื่อคนจับสัตว์น้ำมีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา สวนทางกับปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงเรื่อยๆ สำหรับชาวฟิลิปปินส์หลายล้านคน ทะเลเป็นปัจจัยจำเป็นต่อการอยู่รอด สามในสี่ของครัวเรือนในภูมิภาคดานาฮอนพึ่งพาการประมงเพื่อเป็นแหล่งอาหารและหาเลี้ยงชีพ พวกเขาเห็นปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้โดยเฉลี่ยลดลงมากถึง 10 เท่าในคนชั่วรุ่นเดียว

ฉลาม, ปะการัง, โลกใต้น้ำ
นักท่องเที่ยวว่ายน้ำกับฉลามวาฬใกล้เมืองโอสลอบ บนเกาะเซบู ซึ่งสะท้อนให้เห็นความตึงเครียดระหว่างการใช้ประโยชน์และการคุ้มครองมหาสมุทร มัคคุเทศก์โยนกุ้งลงไปล่อฉลาม นักวิทยาศาสตร์กังวลว่า การกระทำลักษณะนี้อาจทำให้พฤติกรรมสัตว์เปลี่ยนไป แต่การท่องเที่ยวสามารถทดแทนรายได้จากการทำประมง และช่วยอนุรักษ์แนวปะการัง

หนึ่งในสี่ของสัตว์น้ำที่จับได้ในดานาฮอนมาจากกิจกรรมประมงทำลายล้างและผิดกฎหมาย ชาวประมงเพื่อยังชีพซึ่งมีชีวิตอยู่คาบเส้นหรือใต้เส้นแบ่งระดับความยากจน ถูกความสิ้นหวังผลักให้ใช้วิธีเหล่านี้

ในบางเดือนของปี คนเก็บสัตว์น้ำตกหล่นรวบรวมอาหารได้น้อยนิดจากแนวปะการังที่เสื่อมโทรม

ผมหวังจะได้เรียนรู้วิธีที่อาจช่วยสงวนแนวปะการังไว้ได้ ในช่วงเวลาที่ไม่เพียงมีการแสวงประโยชน์สูงขึ้น แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์เกิดขึ้นในมหาสมุทรโดยตรง นั่นคือทะเลที่อุ่นขึ้น ทะเลที่เป็นกรดมากขึ้น และระดับทะเลสูงขึ้น เหล่านี้เป็นเงามืดหม่นยิ่งกว่าที่ปกคลุมแนวปะการังทั่วโลก

นอกชายฝั่งปาลาวัน ผมบังเอิญเห็นหนังตัวอย่างของสิ่งที่กำลังมาถึง ผมดำน้ำอยู่ท่ามกลางสุสานปะการังฟอกขาว อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นจนเลยระดับวิกฤติไปแล้ว หรือระดับที่โพลิปของปะการังเลิกอยู่ร่วมกับสาหร่ายชนิดพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งมอบสีสันละลานตาให้แก่ปะการัง ปะการังที่นั่นเป็นสีขาวโพลนเหมือนน้ำแข็ง เมือกเป็นสายกระพือไหวจากหัวปะการังที่กำลังจะตาย

ปลานกขุนทองสองจุดกับปลาปากแตรว่ายผ่านคอโลนีปลาไหลสวนที่มีขนาดเกือบสองไร่บนพื้นทรายลาดชัน ใกล้เทศบาลเมืองเดาอินบนเกาะเนโกรส ปลาไหลสวนซึ่งเป็นสัตว์สังคมแต่ขี้อายเหล่านี้จะหายวับเข้าไปในโพรงทันทีเมื่อถูกรบกวน ภาพถ่ายนี้บันทึกด้วยกล้องบนขาตั้งกล้องซึ่งเชื่อมต่อกับสายกดชัตเตอร์เส้นยาว ส่วนช่างภาพซ่อนตัวอยู่หลังเรืออับปาง

นักวิทยาศาสตร์ด้านปะการังบางคนบอกว่า ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างกว้างขวาง ซึ่งแต่ก่อนเกิดขึ้นทุกๆหลายสิบปี อาจเกิดขึ้นได้ทุกปีในไม่ช้า หากความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศยังเพิ่มสูงขึ้น อะไรก็ตามที่ยังไม่ตายเพราะอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น จะตายเพราะทะเลเป็นกรดมากขึ้น แนวปะการังจะถึงจุดพลิกผัน คือเมื่อโครงสร้างหินปูนของปะการังมีอัตราการละลายสูงกว่าอัตราการงอกเพิ่ม เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ปะการังจะเริ่มสลายตัว แล้วระบบนิเวศที่มีความหลากหลายสูงสุดในมหาสมุทรก็จะเริ่มสูญหายไป

การตอบสนองต่อทรัพยากรที่กำลังร่อยหรอมีอยู่สองทาง คือใช้ให้น้อยลง หรือตักตวงต่อเป็นทวีคูณ ชาวฟิลิปปินส์ทำทั้งสองแบบ พื้นที่โล่งเป็นหลุมบ่อจากการระเบิดเหมือนผิวดวงจันทร์ที่ผมเห็นในดานาฮอนแบงก์ เป็นผลลัพธ์ของวิธีการหนึ่ง นั่นคือการจับสัตว์น้ำเชิงทำลายจนเกินขนาดจากระบบนิเวศแนวปะการัง แต่ที่เทศบาลเมืองเดาอินบนเกาะเนโกรส ผมได้เห็นมรดกตกทอดที่ต่างออกไป คือการคุ้มครองแนวปะการังที่ช่วยคลาย แรงกดดันต่อสัตว์ทะเล และค้ำจุนวิถีดำรงชีพให้ชุมชนชายฝั่งได้

ปะการังอ่อนสีชมพูและปะการังชาลีซสีกระดูกถูกรุมล้อมด้วยฝูงปลากะรังจิ๋ว นอกชายฝั่งเกาะเปสกาดอร์ แนวปะการังที่สมบูรณ์ที่สุดในฟิลิปปินส์รุ่มรวยไปด้วยสีสันสรรพชีวิตไม่น้อยหน้าที่อื่นใดที่ช่างภาพ เดวิด ดูบิเลต์ และเจนนิเฟอร์ เฮย์ส เคยเห็นมา

วิธีการข้างต้นบุกเบิกโดยอันเฮล อัลกาลา นักชีววิทยาชาวฟิลิปปินส์ ผู้สนับสนุนการสร้างพื้นที่คุ้มครองทางทะเล หรือเอ็มพีเอ (marine protected area: MPA) ขนาดย่อมที่บริหารจัดการโดยชุมชน บ่อยครั้งเหตุผลหลักของการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์เหล่านี้ คือเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ แต่สำหรับอัลกาลา จุดเน้นหลักคือเพื่อยังประโยชน์แก่การประมง “คนฟิลิปปินส์เป็นชนชาติกินปลาครับ” อัลกาลาบอกผมที่มหาวิทยาลัยซิลลีมัน ติดกับทางเหนือของเดาอิน “เพื่อเกื้อกูลสิ่งนี้ จำเป็นจะต้องมีเขตสงวนทางทะเลครับ”

อัลกาลาเริ่มจากเขตสงวนต้นแบบสองแห่งในช่วงต้นทศวรรษ 1970 แห่งหนึ่งอยู่ใกล้เกาะที่มีคนอาศัยอยู่ (เกาะอาโป นอกชายฝั่งเดาอิน) อีกแห่งอยู่ใกล้เกาะไม่มีคนอาศัย (เกาะซูมีลอน ใกล้เกาะเซบู) ทั้งสองแห่งมีกฎห้ามจับสัตว์น้ำทุกรูปแบบ

ผลลัพธ์นั้นน่าทึ่ง ในช่วง 10 ปี มวลชีวภาพของปลาหลายชนิดในเขตรักษาพันธุ์เพิ่มขึ้นหกเท่าเป็นอย่างน้อย เมื่อปลาในเขตสงวนมีความหนาแน่นมากขึ้น ชาวประมงจะได้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ล้นทะลัก กล่าวคือ มีปลา “ล้นทะลัก” จากพื้นที่สงวนเข้าสู่น่านน้ำที่สามารถจับปลาได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

ปะการัง
ปลาการ์ตูนอินเดียนแดงดูแลดอกไม้ทะเลซึ่งเป็นเจ้าบ้าน ขณะปลาแมงป่องตัวหนึ่งซุ่มซ่อนอย่างแทบไม่เห็นตัวอยู่ใต้ปะการังใกล้เกาะซูมีลอน ปลาแมงป่องเป็นเจ้าแห่งการพรางกาย โดยจะซุ่มรอโจมตีเหยื่ออย่างปลาการ์ตูน ในจังหวะที่เหมาะสม

ความสำเร็จของเกาะอาโปดึงดูดความสนใจของโรดริโก อาลานาโน ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีของเดาอินเมื่อปี 2001 อาลานาโนตัดสินใจเพิ่มจำนวนพื้นที่คุ้มครองทางทะเลตลอดแนวชายฝั่งเดาอิน

ผมถามเขาว่ามีวิธีเกลี้ยกล่อมอย่างไร เหล่าชาวประมงเพื่อยังชีพจึงยอมสละส่วนหนึ่งของแหล่งจับปลาดั้งเดิมของตน “ผมบอกพวกเขาว่า เราจำเป็นต้องมีแหล่งขยายพันธุ์ควบคู่กับแหล่งจับปลาครับ” เขาตอบ “ผมบอกพวกเขาว่า ‘ถ้าคุณมีเขตรักษาพันธุ์ ประชากรปลาจะเพิ่มขึ้น แล้วปลาจำนวนหนึ่งจะล้นออกจากเขตรักษาพันธุ์ ปลาพวกนั้นจะเป็นของคุณ เขตสงวนจะเป็นแหล่งขยายพันธุ์สำหรับปลาในตอนนี้และตลอดไป เพื่อคุณและเพื่ออนาคต’ แล้วต่อมาผมก็บอกพวกเขาว่า มันจะกลายเป็นจุดดำน้ำ แล้วรายได้จะเกิดขึ้นจากสิ่งนี้”

เรื่อง เคนเนดี วอร์น
ภาพถ่าย เดวิด ดูบิเลต์ และเจนนิเฟอร์ เฮย์ส

ติดตามสารคดี โลกสีครามมหัศจรรย์ใค้ภัยคุกคาม ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมิถุนายน 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/547936


อ่านเพิ่มเติม ชม ปะการังออกไข่ ความสวยงามของท้องทะเลไทยในช่วงเวลาสั้นๆ

เรื่องแนะนำ

ก๊าซธรรมชาติ พระเอกหรือวายร้าย

ก๊าซธรรมชาติ ทำให้บ้านเรือนอบอุ่น แต่หากปล่อยให้รั่วไหล จากบ่อขุดเจาะ หรือทวีปอาร์กติก ที่กำลังละลาย โลกทั้งใบคงร้อนขึ้น แสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงลอดผ่านดงสนสปรูซที่มีหิมะปกคลุมตามริมฝั่งทะเลสาบโกลด์สตรีมนอกเมืองแฟร์แบงส์ รัฐอะแลสกา เหนือท้องทะเลสาบ  แคทีย์  วอลเตอร์  แอนโทนี  นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยอะแลสกาแฟร์แบงส์  เพ่งมองแผ่นนํ้าแข็งสีดำคลํ้าใต้เท้าของเธอ  และพรายฟองสีขาวที่ถูกกักอยู่ข้างในซึ่งมีทั้งเล็กและใหญ่ซ้อนกันหลายชั้นแผ่ออกไปทุกทิศทาง  วอลเตอร์  แอนโทนีคว้าเหล็กเจาะนํ้าแข็งหนักอึ้ง  ขณะที่นักศึกษาปริญญาโทอีกคนจุดไม้ขีดรอไว้เหนือฟองอากาศขนาดใหญ่ฟองหนึ่ง  วอลเตอร์  แอนโทนีกระแทกเหล็กเจาะนํ้าแข็งลงไป ก๊าซที่พุ่งออกมาติดไฟพึ่บจนเธอผงะถอยหลัง “งานของฉันต้องบอกว่าเป็นเผือกร้อนดีๆ นี่เอง ก็เล่นกับไฟตลอดเวลานี่คะ” วอลเตอร์  แอนโทนีบอกทั้งรอยยิ้ม เปลวไฟยืนยันว่าพรายฟองเหล่านั้นคือมีเทน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของก๊าซธรรมชาติ  วอลเตอร์  แอนโทนี ใช้การนับและวัดเพื่อคะเนปริมาณก๊าซมีเทนที่ผุดขึ้นมาจากทะเลสาบนับล้านแห่งที่ตอนนี้กินพื้นที่เกือบหนึ่งในสามของภูมิภาคอาร์กติก  ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาทวีปอาร์กติกอบอุ่นขึ้นเร็วกว่าพื้นที่ส่วนอื่นของโลกอย่างมาก และเมื่อชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) ละลาย ทะเลสาบเดิมก็ขยายตัว  ขณะที่ทะเลสาบใหม่ๆก่อตัวขึ้น ฟองมีเทนผุดจากพื้นเลนก้นทะเลสาบในลักษณะที่ยากจะ ระบุปริมาณได้  ต้องรอให้นํ้าในทะเลสาบเริ่มจับตัวแข็งในฤดูใบไม้ร่วง  จึงพอจะเห็นภาพคร่าวๆของการปล่อยมีเทนจากทะเลสาบแต่ละแห่งได้ วอลเตอร์  แอนโทนีเดินบนนํ้าแข็งเหล่านั้น ไม่ว่าจะ เป็นในอะแลสกา  กรีนแลนด์  หรือไซบีเรีย  เธอเล่าว่า ทะเลสาบบางแห่งมี “จุดร้อน” ที่ฟองมีเทนหนาแน่นจนนํ้าไม่สามารถจับตัวแข็งได้  ทำให้เกิดเป็นโพรงเปิดขนาดใหญ่ “แต่ละวันโพรงเล็กๆ โพรงหนึ่งอาจปล่อยมีเทนมากถึง […]

การต่อสู้ของชนเผ่าแอมะซอนเพื่อความอยู่รอดของชาติพันธุ์

ปัจจุบันชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณเขื่อนต้องมองเห็นพื้นที่ที่เคยแห้งกลับท่วมขัง หลายคนต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ภาพถ่ายเหล่านี้ตอกย้ำว่าความเจริญที่เดินทางมายังแอมะซอนได้ก่อผลกระทบใดบ้างแก่ผู้คนพื้นเมือง

World Update: ความโลภของมนุษย์ทำ ดินเสื่อมโทรม ร้อยละ 40

รายงานยูเอ็นเผย มนุษย์ทำให้ ดินเสื่อมโทรม ลงอย่างที่สุดถึงร้อยละ 40 ทั่วโลกเนื่องจาก ‘ความโลภที่ไม่รู้จักพอ’  ตามรายงาน Global Land Outlook ฉบับที่ 2 จากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD) ระบุว่าผืนดินทั่วโลกมีคุณค่าลดลงกว่าร้อยละ 40 นั่นหมายความว่าแผ่น ดินเสื่อมโทรม ลง มีความอุดมสมบูรณ์ลดลง เก็บคาร์บอนได้น้อยลง สุขภาพโดยรวมลดลง และรองรับการเพาะปลูกหรือสิ่งมีชีวิตได้น้อยลง คณะทำงานใช้เวลากว่า 5 ปีในการสำรวจภูมิประเทศต่างๆ โดยรายงานระบุว่าการเพาะปลูกเป็นสาเหตุใหญ่และใช้พื้นที่มากที่สุดของปัจจัยทั้งหมด ผืนดินกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่เกษตรกรรมของโลกถูกควบคุมโดย ’ธุรกิจ’ ทำฟาร์มเพียงร้อยละ 1 ในขณะที่ฟาร์มกว่าร้อยละ 80 ที่เหลือ ถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่เพียง 0.02 ตารางกิโลเมตร  การผลิตอาหารบนผืน ดินเสื่อมโทรม ลงจะยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากดินจะหมดสภาพอย่างรวดเร็วและจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไม่ว่าจะพืชหรือสัตว์ และทำให้วิกฤตสภาพอากาศรุนแรงขึ้นเนื่องจากโลกถูกลดการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนลง หากปราศจากการแก้ไข ภายในปี 2050 พื้นที่รวมขนาด 16 ล้านตารางกิโลเมตรหรือมีขนาดเท่าทวีปอเมริกาใต้จะกลายเป็นผืนดินที่เสื่อมโทรม นอกจากนี้การบริโภคอื่นๆ เช่นเสื้อผ้าก็มีส่วนในการสร้างความเสื่อมโทรมเช่นกันเพราะผืนดินถูกใช้ไปกับการปลูกพืชเพื่อเอาเส้นใยไปทอผ้าเป็นแฟชั่นที่ใส่ครู่เดียวแล้วโยนทิ้ง ความต้องการที่ไม่เคยถูกเติมเต็มทำให้โลกยากจะแบกรับไหว ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน […]

สำรวจโลก: ยุคน้ำแข็งของแอฟริกา

ทุ่งน้ำแข็งทางตอนเหนือของคิลีมันจาโร ในแทนซาเนีย อาจมีอายุเก่าแก่ถึง 10,000 ปี ในสมัยยุคน้ำแข็ง การจะหาคำตอบนี้ต้องเริ่มจากการเก็บตัวอย่างชั้นน้ำแข็งจากภูเขาที่สูงที่สุดในแอฟริกา