ชีวิตเป็นเช่นไร เมื่อต้องอยู่กับหมอกควันในอินเดีย-National Geopraphic Thailand

ชีวิตเป็นเช่นไร เมื่อต้องอยู่กับหมอกควันในอินเดีย

ชีวิตเป็นเช่นไร เมื่อต้องอยู่กับหมอกควันในอินเดีย

ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2018 ปัญหาหมอกควันในอินเดียพุ่งขึ้นสูง ระดับอนุภาคของฝุ่นในอากาศที่เมืองเดลี ซึ่งเครื่องตรวจจับสามารถวัดได้คือ 999 หรือตัวเลขสูงสุดเท่าที่เจ้าเครื่องนี้จะวัดค่าได้ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากหมอกควันที่มาจากการเผาพื้นที่การเกษตรทางตอนเหนือของอินเดีย รวมไปถึงฝุ่นควันจากโรงงานอุตสาหกรรม, รถยนต์ หรือแม้แต่ประทัดและดอกไม้ไฟจากการเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลีของชาวฮินดู

อย่างไรก็ตามท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ทางการของเมืองยังคงยืนยันที่จะจัดงานมาราธอนประจำปีต่อไป

ตัวผมเดินทางไปถึงเมืองเดลีในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ในตอนนั้นคุณภาพของอากาศยังคงอยู่ในระดับ “แย่” และ “แย่มาก” ถึงแม้ว่าหมอกควันจะลดลงแล้วก็ตาม บางครั้งในตอนที่ผมออกไปถ่ายภาพ ผมรู้สึกแน่นหน้าอก และวิงเวียนศีรษะและเมื่อเดินทางกลับมาจากตามสถานที่ก่อสร้างหรือแนวแม่น้ำยมุนา ผมพบว่าเสมหะของตนเองที่ไออกมานั้นเป็นสีดำ

ผู้คนออกมาฝึกโยคะในสวน Lodi คุณภาพของอากาศในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนถือว่าเป็นปัญหารุนแรงจนรัฐบาลต้องออกประกาศว่าการออกกำลังกายกล้างแจ้งเป็นเรื่องอันตราย แม้กระทั่งในวันที่เก็บภาพ คุณภาพของอากาศก็ยังถือว่าไม่ดีนัก
บรรดาแรงงานข้ามชาติที่อาศัยอยู่ใกล้กับเขตก่อสร้างเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงมากที่สุด
ควันถูกปล่อยออกมาจากโรงงาน ในเขตอุตสาหกรรม Sahibadab ชานเมืองเดลี
วิวจากดาดฟ้าขณะพระอาทิตย์ตก
หญิงคนหนึ่งสวมหน้ากากอนามัยขณะกำลังเดินเล่นยามเช้าที่สวน Lodi
ผู้คนเตรียมพร้อมสำหรับการวิ่งมาราธอน พวกเขาจอดรถที่ลานจอดรถใกล้สนามกีฬา Jawaharlal Nehru ในเวลาเช้าตรู่

แต่สิ่งที่ผมเผชิญเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์นั้น เทียบไม่ได้เลยกับผู้คนที่ต้องอาศัยอยู่กับฝุ่นควัน ตั้งแต่อาการคลื่นไส้ไปจนถึงการระคายเคียงดวงตา มีการวิเคราะห์กันว่าปัยหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้อายุขัยเฉลี่ยของผู้คนในเมืองเดลีลดลงราว 4 ปี หน้ากากอนามัยกลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นที่ช่วยให้อนุภาคของฝุ่นถูกสูดเข้าไปในปอด ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้

ปัญหาที่น่ากังวลก็คือบรรดาแรงงานข้ามชาติที่ต้องนอนกลางแจ้ง ผู้คนที่พบพูดคุยได้ส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงหน้ากากอนามัยได้ ทุกวันนี้กรุงเดลีกลายเป็นเมืองที่เผชิญกับปัญหาหมอกควันมากที่สุดในอินเดีย

เรื่องและภาพ Arko Datto

คู่สามีภรรยาสวมหน้ากากอนามัยขณะเดินเล่นยามเช้าใกล้วัดดอกบัว
มลพิษทางอากาศเป็นปัญหารุนแรงที่กระทบชีวิตของแรงงานและคนไร้บ้านที่ต้องนอนกลางแจ้ง
คนงานก่อสร้างชุมนุมรอบกองไฟเมื่อสิ้นสุดการทำงานของวันนั้น ทั้งนี้การเผาไหม้และฝุ่นควันจากการก่อสร้างคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณภาพของอากาศแย่ลง
บางส่วนของโรงงานยังคงสามารถสองเห็นได้จากกำแพงป้อมปราการเก่า Purana Qila
หญิงสาวคนหนึ่งกำลังตักน้ำจากแม่น้ำยมุนา

 

ติดตามข้อมูลดีๆที่นี่

 

อ่านเพิ่มเติม

ไม่มีอารยันและดราวิเดียนแท้ในอินเดีย

เรื่องแนะนำ

การอนุรักษ์ : ความหวังใหม่ในโกรองกอซา

การอนุรักษ์: ความหวังใหม่ในโกรองกอซา สัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซาซึ่งล้มตายไปมากในช่วงสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อนานหลายปี กำลังฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง อนาคตของสัตว์ป่าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพยายามใน การอนุรักษ์ ที่หยิบยื่นความหวังแก่ผู้คนในชุมชมที่อยู่รอบๆ ยามเช้าที่อบอุ่นปลายฤดูแล้งช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเหนือดงปาล์มในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซา ประเทศโมซัมบิก ไมก์ พิงโก นักบินผู้ช่ำชองซึ่งพื้นเพ เป็นคนซิมบับเว ควบคุมคันบังคับ  ลูอิส แวนวิก ผู้เชี่ยวชาญด้านการจับสัตว์ป่าจากแอฟริกาใต้ โน้มตัวออกไปทางขวาด้านท้ายของตัวเครื่อง ในมือถือปืนยาวบรรจุลูกดอกยาสลบ  คนที่นั่งข้างพิงโกคือ โดมินิก กอนซาลเวซ นักนิเวศวิทยาสาวชาวโมซัมบิกซึ่งทำงานเป็นผู้จัดการช้างป่าของอุทยาน ปัจจุบัน โกรองกอซามีช้างป่าอาศัยอยู่กว่า 650 ตัวซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ยุคสงครากลางเมืองในโมซัมบิก (ระหว่างปี 1977-1992) ซึ่งเป็นช่วงที่ช้างป่าถูกฆ่าเอางาและเนื้อเพื่อขายนำเงินไปซื้อปืนและเครื่องกระสุน เมื่อประชากรช้างฟื้นตัวขึ้น กอนซาลเวซจึงต้องการสวมปลอกคอจีพีเอสให้ช้างพังหรือช้างเพศเมียโตเต็มวัยตัวหนึ่งในแต่ละโขลงที่มีช้างพังเป็นจ่าโขลง กอนซาลเวซเลือกช้างเป้าหมายจากโขลงที่วิ่งอยู่ในดงปาล์ม พิงโกลดเพดานบินของเฮลิคอปเตอร์ลงเท่าที่จะไม่ชนต้นไม้  ช้างสิบตัวซึ่งประกอบด้วยเพศเมียโตเต็มวัย ลูกเล็กๆอยู่ข้างตัว และช้างวัยรุ่นที่อยู่ไม่ห่างพากันวิ่งเตลิดหนีเสียงอึกทึกของใบพัด แวนวิกซึ่งถูกบีบให้ยิงจากระยะไกลกว่าปกติ ยิงลูกดอกใส่ก้นขวาของตัวเมียที่เลือกไว้จนได้ พิงโกนำเครื่องลงจอด แล้วอีกสองคนก็ปีนลงจากเครื่อง ลุยฝ่ากอหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำไปยังช้างพังที่นอนสลบไสล ครู่ต่อมา ทีมงานภาคพื้นดินมาถึงพร้อมอุปกรณ์ขนาดใหญ่ขึ้น ผู้ช่วยเทคนิค และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าติดอาวุธ  กอนซาลเวซแยงแท่งไม้เล็กๆ เข้าไปถ่างปลายงวงไว้เพื่อให้ช้างหายใจสะดวก ช้างนอนตะแคงขวา  เริ่มกรนเสียงดัง  เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเก็บตัวอย่างเลือดจากเส้นเลือดบนใบหูซ้าย  ขณะที่อีกคนหนึ่งช่วยแวนวิกคล้องปลอกคอลอดใต้คอ กอนซาลเวซใช้ก้านไม้พันสำลีเก็บตัวอย่างน้ำลายจากปากช้างและจากทวารหนัก  แล้วใส่ลงในขวดปิดฝาสองใบ  […]

ยูเอ็น: “เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นทุกสัปดาห์”

ผู้ทำงานด้าน ภัยพิบัติ ขององค์การสหประชาชาติเตือนว่า “ประเทศที่กำลังพัฒนาจำต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบทางธรรมชาติเสียตั้งแต่ตอนนี้” เจ้าหน้าที่จากองค์การสหประชาชาติออกโรงเตือนว่า ขณะนี้ โลกมีภัยพิบัติด้านวิกฤตการณ์ทางภูมิอากาศเกิดขึ้นในอัตราหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ จึงมีความจำเป็นที่เราต้องเตรียมตัว ทั้งความสนใจและการทำงานร่วมกันในระดับนานาชาติ เพื่อให้ประเทศที่กำลังพัฒนาพร้อมรับผลกระทบอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้น เดอะการ์เดียน สื่อออนไลน์ของอังกฤษ ได้ออกบทความรายงานกล่าวถึง มามิ มิซุโทริ (Mami Mizutori) ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการขององค์การสหประชาชาติ ในด้านการลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ ซึ่งได้ออกมากล่าวว่า ภัยพิบัติ เช่น พายุไซโคลน ในประเทศโมซัมบิก และภัยแล้ง ในอินเดียกำลังกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าสื่อทั่วโลก ทว่ายังมีภัยพิบัติที่ “ส่งผลกระทบระดับต่ำ” (lower-impact disasters) ซึ่งไม่ได้ถูกรายงานในหน้าสื่อ แต่ทำให้มีผู้เสียชีวิต การย้ายออกจากพื้นที่ และความทุกข์ทรมาน เกิดขึ้นมากและเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ และมามิเสริมว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคต หากแต่เป็นเรื่องของวันนี้” สิ่งนี้หมายความว่า การปรับตัวต่อวิกฤตการณ์ด้านภูมิอากาศไม่ได้เป็นปัญหาที่ต้องพิจารณากันในระยะยาวอีกต่อไป แต่ควรมีการลงทุนเรื่องนี้เสียตั้งแต่วันนี้ โดยมามิกล่าวว่า “ผู้คนต้องมีการพูดคุยในเรื่องการปรับตัวและฟื้นฟูในเรื่องนี้” มีการประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติที่ราว 520 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในเรื่องการสร้างอาคารที่มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการปกป้องผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศของโลกมีเพียงแค่ราวร้อยละ 3 หรือราว 2.7 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในช่วงอีก 20 ปีข้างหน้า มิซุโทริกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่เงินจำนวนมาก […]

เด็กๆ ของฮูรา กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกที

ในวันที่คนมัลดีฟส์ถือว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่ตนมีอยู่จำกัด   “เราสอนเด็กๆ ตั้งแต่อายุสามขวบแล้วว่า ความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อมของเกาะเราเป็นอย่างไรค่ะ” อมินาท ริชฟา หัวหน้าครูโรงเรียนประถมบนเกาะฮูรา เขตอะทอลล์คาฟูของมัลดีฟส์ เอ่ย  เธอสวมชุดดำสีเดียวกับฮิญาบคลุมใบหน้าทั้งหมด เหลือไว้เพียงช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เราเห็นเธอแค่ดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้น  น้ำเสียงของเธอกระตือรือร้นมีพลัง และยากจะเดาอายุ  อาจจะ 30 ต้นๆ หรือมากกว่านั้น “แต่เพราะอายุเท่านั้นยังเป็นวัยเล่นอยู่  เราจึงให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการเล่นค่ะ” อาจารย์ริชฟาพูดราวกับรู้ทันเราคิด  เด็กๆ บนเกาะฮูราเรียนรู้เรื่องความเปราะบางของบ้านเกิดของตัวเองจากความจริงที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ในวันที่คนมัลดีฟส์ถือว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่ตนมีอยู่จำกัด ฮูรา (Huraa, Hoora) เป็นเกาะที่กว้างเพียง 300 เมตร ยาว 850 เมตร มีชะตากรรมเหมือนเกาะอื่นๆ ของมัลดีฟส์ ประเทศที่ได้ชื่อว่าแบนราบที่สุดในโลก ซึ่งเสี่ยงจมอยู่ใต้ระดับทะเลที่สูงขึ้นทุกที อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอย่างเร็วภายในปี 2085 น้ำจะท่วมทุกเกาะของมัลดีฟส์ อย่างช้าคือปี 2100 ในระดับประเทศ รัฐบาลมัลดีฟส์วางแผนแก้ปัญหาด้วยเทคนิคทางวิศวกรรม เช่น การสร้างกำแพงล้อมรอบเมืองหลวงมาเล่ ถมทะเลเพื่อยกระดับแผ่นดิน ป้องกันน้ำใต้ดินและเพิ่มการเก็บกักน้ำฝน รวมทั้งเตรียมอพยพประชาชนไปยังถิ่นอื่น ในระดับเกาะอย่างที่ฮูรา ซึ่งอยู่ห่างจากมาเล่เพียงครึ่งชั่วโมง […]