ไม่มี อารยัน และ ดราวิเดียน แท้ในอินเดีย - National Geographic Thailand

ไม่มีอารยันและดราวิเดียนแท้ในอินเดีย

ไม่มีอารยันและดราวิเดียนแท้ในอินเดีย

หากลองถามชาวอินเดียว่าบรรพบุรุษของพวกเขามาจากไหน? บ้างคงบอกว่าพวกเขาคือลูกหลานของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ที่รุ่งโรจน์อยู่เมื่อ 2,000 ปี ก่อนคริสต์กาล บ้างคงเล่าเรื่องราวความเป็นมาของพวกเขาตามคัมภีร์พระเวท หรือรามายณะ ที่บอกเล่าถึงการสู้รบครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างสองเผ่าพันธุ์คือยักษ์กับมนุษย์ ซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าเป็นภาพแทนของชาวอารยันจากอินเดียเหนือ และชาวดราวิเดียนจากอินเดียใต้

เป็นที่รู้กันดีว่าอินเดียประกอบด้วยผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ในองค์ประกอบดังกล่าวมีส่วนผสมของชาติพันธุ์ใดบ้าง และใครกันที่เป็นบรรพบุรุษเดิม ผู้มาถึงดินแดนอนุทวีปอินเดียแห่งนี้เป็นกลุ่มแรก ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดได้เผยข้อมูลใหม่ต่อประเด็นที่ถกเถียงกันมานาน

ทีมนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์จำนวน 92 คน จากสถาบันชื่อดังไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หรือ MIT ร่วมกันศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบนี้ พวกเขาวิเคราะห์จีโนมของมนุษย์โบราณจำนวน 612 คน ที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อหลายพันปีก่อน โดยตัวอย่างที่พวกเขาเลือกนำมาวิจัยประกอบด้วยกลุ่มคนที่หลากหลายจากทั้งอิหร่านตะวันออก, อุเบกิซสถาน, เติร์กเมนิสถาน, คาซัคสถาน รวมไปถึงในเอเชียใต้ ซึ่งในจำนวนนี้มี 362 ตัวอย่างที่ไม่เคยได้รับการตรวจสอบมาก่อน ผลการวิเคราะห์ที่ได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับตัวอย่างจีโนมของชาวอินเดียในปัจจุบันจำนวน 246 คน จากแหล่งที่มาซึ่งแตกต่างกัน

อารยัน
อินเดียประกอบด้วยผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะแบ่งเป็นสองกลุ่มประชากรหลัก คืออินโด-อารยัน และดราวิเดียน
ขอบคุณภาพจาก Sciencemag.org

การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจที่ว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยมีสองกลุ่มประชากรหลักที่สำคัญซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือชาวอารยัน (บรรพบุรุษของชาวอินเดียเหนือ) และชาวดราวิเดียน (บรรพบุรุษของชาวอินเดียใต้) โดยผลการวิจัยครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีสามกลุ่มประชากรหลักที่ผสมปนเปกันในอดีต และให้กำเนิดบรรพบุรุษของชาวอินเดียเหนือและใต้ตามมา

กลุ่มแรกคือประชากรนักล่าสัตว์ชาวเอเชียใต้ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในอนุทวีปแห่งนี้ซึ่งเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยสำรวจมา และมีความเชื่อมโยงกับชนพื้นเมืองตามหมู่เกาะอันดามันของอินเดีย กลุ่มที่สองคือเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณเทือกเขา Zagros ในอิหร่านปัจจุบัน พวกเขาเดินทางมายังอนุทวีปอินเดียและนำเอาภูมิปัญญาการปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์มาด้วย และกลุ่มสุดท้ายคือชนเผ่าเร่ร่อนแห่งทุ่งหญ้าสเตปป์ในเอเชียกลางและทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน ซึ่งเรารู้จักกันดีในนาม “ชาวอารยัน”

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ประชากรชนพื้นเมืองของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเกิดขึ้นจากการผสมกลมกลืนกันของกลุ่มแรกและกลุ่มที่สอง (นักล่าสัตว์ชาวเอเชียใต้ + เกษตรกรในอิหร่าน) จากนั้นราว 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวอารยันได้อพยพลงใต้จากทุ่งหญ้าสเตปป์มาผสมกลมกลืนเข้ากับประชากรในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุด้วย ต่อมาประชากรกลุ่มหนึ่งจากลุ่มแม่น้ำสินธุอพยพลงไปทางอินเดียตอนใต้และผสมเข้ากับชนพื้นเมืองซึ่งเป็นนักล่าสัตว์อีกครั้ง ก่อให้เกิดบรรพบุรุษของชาวอินเดียใต้ ซึ่งในขณะเดียวกันการมาถึงของชาวอารยันซึ่งผสมปนเปเข้ากับประชากรเดิมของลุ่มแม่น้ำสินธุก็ได้ก่อให้เกิดบรรพบุรุษของชาวอินเดียเหนือเช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไปลูกหลานของทั้งบรรพบุรุษชาวอินเดียเหนือและใต้เผชิญหน้ากันอีกครั้ง และผสมผสานกันจนกลายมาเป็นประชากรของชาวอินเดียดังปัจจุบัน

อารยัน
ภาพแสดงการอพยพย้ายถิ่นฐานและแพร่กระจายภาษา วัฒนธรรมของประชากรในลุ่มแม่น้ำสินธุ, นักล่าสัตว์จากเอเชียใต้ และชาวอารยันจากทุ่งหญ้าสเตปป์

 

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร?

รายงานจาก Tony Joseph อดีตบรรณาธิการ Businessworld การค้นพบครั้งนี้เป็นดั่งเส้นทางใหม่ของปริศนาที่ถกเถียงกันมานาน เนื่องจากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของผู้คนในยุคโบราณจำนวน 612 คน เพื่อเทียบกับดีเอ็นเอของผู้คนในอินเดียปัจจุบันนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการศึกษาก่อนหน้า ซึ่งด้วยเทคโนโลยีการตรวจสอบจีโนมที่พัฒนาขึ้นมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ที่เรามีต่อโบราณคดีมากขึ้น และไม่ใช่แค่ในเอเชียใต้เท่านั้น เช่นในยุโรป มีการค้นพบว่าการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่สองครั้งในอดีตมีผลต่อประชากรศาสตร์ หรือในสหรัฐอเมริกา มีการค้นพบว่าก่อนการมาถึงของชาวยุโรป เคยมีประชากร 4 กลุ่มใหญ่จากเอเชียที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในอดีต

นอกจากนั้น ผลการศึกษาล่าสุดนี้ยังแสดงให้เห็นว่าไม่มีกลุ่มประชากรไหนที่เป็นชาติพันธุ์นั้นๆ อย่าง “แท้จริง” “เราทุกคนคือผลผลิตของการผสมปนเปจากการอพยพของมนุษย์ ซึ่งในอินเดียเองก็เช่นกัน” Joseph กล่าว ซึ่งผลจากการศึกษาทางพันธุกรรมได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามนุษย์มีความเชื่อมโยงต่อกันทั่วทั้งโลก

อารยัน
พระรามประทับบนไหล่หนุมานเข้ารบกับทศกัณฑ์ ภาพวาดศิลปะอินเดีย จากทศวรรษที่ 1820 โดยพิพิธภัณฑ์บริติช นักวิชาการหลายท่านเชื่อกันว่ารามายณะบอกเล่าถึงการต่อสู้ระหว่างชาวอารยัน (มนุษย์) และชาวดราวิเดียน (ยักษ์) ในอดีต

ด้าน David Reich นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หนึ่งในผู้ร่วมการวิจัยซึ่งเคยรายงานการศึกษาก่อนหน้าว่าชาวอินเดียในปัจจุบันนั้นเป็นผลผลิตจากการผสมกันของบรรพบุรุษชาวอินเดียเหนือและบรรพบุรุษชาวอินเดียใต้กล่าวว่า “จีโนมของบรรพบุรุษชาวอินเดียเหนือนั้นมีความเชื่อมโยงกับชาวยุโรป, เอเชียกลาง, ตะวันออกกลางและแถบเทือกเขาคอเคซัส ในขณะที่จีโนมของบรรพบุรุษชาวอินเดียใต้นั้นไม่เชื่อมโยงกับกลุ่มประชากรใดในปัจจุบันที่อยู่นอกอินเดียเลย และแม้ว่าทั้งบรรพบุรุษของชาวอินเดียเหนือและชาวอินเดียใต้จะแตกต่างกันมาก แต่ผลการศึกษาชี้ให้เห็นแล้วว่าชาวอินเดียในปัจจุบันทุกคนคือส่วนผสมของอดีต ในสัดส่วนที่แตกต่างกันไป ฉะนั้นกลุ่มใดก็ตามในอินเดียไม่อาจเรียกได้ว่าตนเป็นอินเดียแท้ๆ”

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

– นักวิจัยค้นพบร่องรอยของการอพยพโดยชาวอารยันจากภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน และวัฒนธรรมที่แพร่กระจาย ซึ่งไม่ใช่แค่ในอินเดียเท่านั้น แต่ยังมีชาวอารยันบางส่วนที่ไม่ได้อพยพลงใต้แต่เลือกที่จะไปทางตะวันตกและเข้าสู่ยุโรปด้วยเช่นกัน

– นอกจากนั้นยังพบจีโนมของชาวอารยันในกลุ่มพราหมณ์มากเป็นพิเศษ สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าชาวอารยันเป็นผู้ให้กำเนิดคัมภีร์พระเวทและกำหนดบทบาททางสังคมในอินเดียด้วยชั้นวรรณะ

– การค้นพบครั้งนี้ทำให้ทฤษฎีที่ว่าชาวอารยันคือชนพื้นเมืองเดิมของอินเดีย ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในแง่ของพันธุกรรม

– ในอดีตประชากรส่วนหนึ่งของลุ่มแม่น้ำสินธุได้อพยพไปยังภูมิภาคตูรัน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของอิหร่านด้วย นอกจากหลักฐานทางโบราณคดีแล้ว กระบวนการตรวจสอบจีโนมของผู้คนในยุคโบราณจากภูมิภาคดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีส่วนผสมของจีโนมประชากรนักล่าสัตว์จากเอเชียใต้เช่นกัน แม้จะมีสัดส่วนน้อยนิดก็ตาม

อ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ ที่นี่

 

และอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อชาติเพิ่มเติม

สีผิวที่แตกต่าง

 

แหล่งข้อมูล

อารยธรรมอินเดียโบราณ

Who was here first? A new study explains the origins of ancient Indians

The Long Walk: Did the Aryans migrate into India? New genetics study adds to debate

Who are Indians’ ancestors? A new study on Aryan migration provides some answers

อารยันรุกรานอินเดียจริงหรือ

ความเข้าใจ (ผิด) เกี่ยวกับ “รามายณะ”

 

เรื่องแนะนำ

เหตุใดมัมมี่สิงโตจึงค้นพบได้ยากในอียิปต์

ลูกสิงโตตัวนี้มีอายุราว 8 เดือนเมื่อตอนที่ถูกทำเป็นมัมมี่ นับตั้งแต่อดีตจนถึงการค้นพบนี้ มี มัมมี่สิงโต เพียงตัวเดียวที่ได้รับการยอมรับว่ามาจากยุคยียิปต์โบราณ อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย SUPREME COUNCIL OF ANTIQUITIES OF EGYPT จนถึงทุกวันนี้ มี มัมมี่สิงโต เพียงหนึ่งตัวที่นักโบราณคดีค้นพบ เหตุเพราะการทำมัมมี่สิงโตตามธรรมชาตินั้นหายาก หรือเพียงแค่เรายังไม่ได้ค้นพบมันเท่านั้น คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงเจ้าป่าอหังการเดินเพ่นพ่านในอียิปต์ยุคปัจจุบัน แต่เมื่อช่วง 1000 ปีก่อนคริสตกาล สามารถพบแมวยักษ์ชนิดนี้นอนเกียจคร้านอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำไนล์ และบางตัวก็อยู่ภายในพระราชวังในฐานะสัตว์ทรงเลี้ยง สิงโตมีความสัมพันธ์กับพระอาทิตย์และฟาโรห์ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในการกำหนดความเป็นความตายในยุคอียิปต์โบราณ แม้ว่าสภาพอากาศของอียิปต์ในช่วงหลังจะแห้งแล้งขึ้นจนเจ้าป่าเหล่านี้ต้องอพยพลงใต้ พวกมันก็ยังคงสถานะอยู่ในวัฒนธรรมของอียิปต์อย่างชัดแจ้ง “สิงโตมีบทบาทอย่างมากในประติมานวิทยา (iconography) ของอียิปต์โบราณ” คอนนี ลอร์ด (Conni Lord) นักไอยคุปต์วิทยา (Egyptologist) ของโครงการวิจัยมัมมี่สัตว์ พิพิธภัณฑ์นิโคลสัน มหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวและเสริมว่า “สิงโตเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจหลวง [แต่] จินตภาพของสิงโตถูกนำไปใช้เป็นสิ่งของในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นเก้าอี้หรือเตียงนอน ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นเพียงการนำมาตกแต่งเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่ามันมีความหมายศักดิ์สิทธิ์ที่ให้การปกป้องสิ่งของเหล่านั้นด้วยครับ” แม้ภาพลักษณ์ของสิงโตจะเป็นที่แพร่หลายในช่วงอียิปต์โบราณ แต่นักวิจัยยังคงสงสัยมานานว่า เหตุใดจึงมีการค้นพบมัมมี่สิงโตแค่เพียงตัวเดียวท่ามกลางมัมมี่สัตว์นับล้านตัว อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ทีมนักโบราณคดีนำโดยสภาสูงสุดด้านโบราณวัตถุของอียิปต์ (Egypt’s […]

เหยื่อรายเดียวในประวัติศาสตร์ที่ถูกอุกกาบาตหล่นใส่

เรื่องจริงของเหยื่อที่ถูก”อุกกาบาต”ตกใส่คนเดียวในประวัติศาสตร์ แอน ฮอดจส์ ถูกอุกกาบาตหล่นใส่ที่บ้านในแอละแบมาในปี 1954 เดือนกุมภาพันธ์ 2013 โซนิคบูมดังสนั่นหวั่นไหวจากอุกกาบาตขนาดมหึมาพุ่งด้วยอัตราเร็วสูง ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกทำให้อาคารบ้านเรือนใกล้เมือง Chelyaninsk ของรัสเซีย และทำให้คนนับพันบาดเจ็บ  แต่นั่นไม่ได้เป็นก้อนหินจากอวกาศลูกแรกที่หล่นใส่มวลมนุษย์ ลองดูเรื่องของแอน ฮอดจส์ บุคคลเพียงคนเดียวที่ได้รับการยืนยันในประวัติศาสตร์ว่าถูกอุกกาบาตหล่นใส่เมื่อ 63 ปีที่แล้ว  ในบ่ายวันท้องฟ้าแจ่มใส่ในเมือง Sylacauga รัฐแอละแบมา ในปี 1954  แอนกำลังงีบหลับอยู่บนโซฟา ห่มผ้าอย่างเรียบร้อย เมื่ออุกกาบาตขนาดเท่าลูกซอฟต์บอลสีดำหล่นตูมทะลุหลังคา แล้วกระดอนจากวิทยุมาถูกที่ต้นขาของเธอจนเป็นรอยช้ำขนาดเท่าลูกสับปะรด เรื่องของแอนเป็นกรณีหายากเพราะอุกกาบาตมักตกใส่มหาสมุทรหรือบริเวณที่ห่างไกลหรือกว้างขวาง จากการสังเกตของไมเคิล เรย์โนลดส์ นักวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยรัฐฟลอริดา ผู้เขียนหนังสือ Falling Stars: A Guide to Meteors & Meteorites “ลองคิดดูว่าในประวัติศาสตร์มนุษย์มีคนมากมายแค่ไหน แต่โอกาสที่จะถูกพายุทอร์นาโด สายฟ้าฟาด และพายุเฮอร์ริเคนพัดใส่พร้อมกันยังมีมากกว่าถูกอุกกาบาตหล่นใส่เสียอีก” เรื่อง จัสติน โนเบล   อ่านเพิ่มเติม โลมาปากขวดดับอนาถ หมึกติดคอ

กว่าจะมาเป็นเจน กูดดอลล์

เรื่อง โทนี เกอร์เบอร์ ภาพถ่าย ฮูโก ฟาน ลาวิค “ฉันต้องขอโทษด้วย ถ้าใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว” เจน กูดดอลล์ บอกผู้ฟังในห้องบรรยายเมื่อปี 2015 แต่บางครั้ง “เรื่องบางเรื่องได้ยินซ้ำก็เข้าท่านะคะ” เธอเสริม ผู้คนจำเรื่องเล่าทั่วๆไปเกี่ยวกับชีวิตของเจน กูดดอลล์ ได้แทบจะในทันที เพราะความถี่ที่มีคนเขียนถึง แพร่ภาพออกอากาศ หรือเปิดเผยต่อโลกด้วยวิธีการอื่นๆ เรื่องมีประมาณว่า หญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งทำวิจัยชิมแปนซีในแอฟริกาและกลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการไพรเมตวิทยา แต่เธอทำได้อย่างไร ผู้หญิงที่มีความหลงใหลในสิงสาราสัตว์ แต่ไม่มีพื้นฐานการทำงานวิจัยอย่างเป็นทางการใดๆ สามารถโลดแล่นในโลกวิทยาศาสตร์และโลกของสื่อที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เพื่อสร้างการค้นพบมากมายในสายงานของเธอ และกลายเป็นคนดังระดับโลกในขบวนการเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ได้อย่างไร ต่อไปนี้คือคำตอบ เจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 1965 เธอไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้นานมากแล้ว แต่ผมกำลังเปิดให้เธอดูบนแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ นักไพรเมตวิทยาวัย 83 ปีในปีนี้ กำลังพินิจพิจารณาตัวเธอเองตอนอายุ 28 ปี สาวน้อยเจนในจอภาพกำลังเดินป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game […]