ไม่มี อารยัน และ ดราวิเดียน แท้ในอินเดีย - National Geographic Thailand

ไม่มีอารยันและดราวิเดียนแท้ในอินเดีย

ไม่มีอารยันและดราวิเดียนแท้ในอินเดีย

หากลองถามชาวอินเดียว่าบรรพบุรุษของพวกเขามาจากไหน? บ้างคงบอกว่าพวกเขาคือลูกหลานของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ที่รุ่งโรจน์อยู่เมื่อ 2,000 ปี ก่อนคริสต์กาล บ้างคงเล่าเรื่องราวความเป็นมาของพวกเขาตามคัมภีร์พระเวท หรือรามายณะ ที่บอกเล่าถึงการสู้รบครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างสองเผ่าพันธุ์คือยักษ์กับมนุษย์ ซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าเป็นภาพแทนของชาวอารยันจากอินเดียเหนือ และชาวดราวิเดียนจากอินเดียใต้

เป็นที่รู้กันดีว่าอินเดียประกอบด้วยผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ในองค์ประกอบดังกล่าวมีส่วนผสมของชาติพันธุ์ใดบ้าง และใครกันที่เป็นบรรพบุรุษเดิม ผู้มาถึงดินแดนอนุทวีปอินเดียแห่งนี้เป็นกลุ่มแรก ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดได้เผยข้อมูลใหม่ต่อประเด็นที่ถกเถียงกันมานาน

ทีมนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์จำนวน 92 คน จากสถาบันชื่อดังไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หรือ MIT ร่วมกันศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบนี้ พวกเขาวิเคราะห์จีโนมของมนุษย์โบราณจำนวน 612 คน ที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อหลายพันปีก่อน โดยตัวอย่างที่พวกเขาเลือกนำมาวิจัยประกอบด้วยกลุ่มคนที่หลากหลายจากทั้งอิหร่านตะวันออก, อุเบกิซสถาน, เติร์กเมนิสถาน, คาซัคสถาน รวมไปถึงในเอเชียใต้ ซึ่งในจำนวนนี้มี 362 ตัวอย่างที่ไม่เคยได้รับการตรวจสอบมาก่อน ผลการวิเคราะห์ที่ได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับตัวอย่างจีโนมของชาวอินเดียในปัจจุบันจำนวน 246 คน จากแหล่งที่มาซึ่งแตกต่างกัน

อารยัน
อินเดียประกอบด้วยผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะแบ่งเป็นสองกลุ่มประชากรหลัก คืออินโด-อารยัน และดราวิเดียน
ขอบคุณภาพจาก Sciencemag.org

การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจที่ว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยมีสองกลุ่มประชากรหลักที่สำคัญซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือชาวอารยัน (บรรพบุรุษของชาวอินเดียเหนือ) และชาวดราวิเดียน (บรรพบุรุษของชาวอินเดียใต้) โดยผลการวิจัยครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีสามกลุ่มประชากรหลักที่ผสมปนเปกันในอดีต และให้กำเนิดบรรพบุรุษของชาวอินเดียเหนือและใต้ตามมา

กลุ่มแรกคือประชากรนักล่าสัตว์ชาวเอเชียใต้ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในอนุทวีปแห่งนี้ซึ่งเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยสำรวจมา และมีความเชื่อมโยงกับชนพื้นเมืองตามหมู่เกาะอันดามันของอินเดีย กลุ่มที่สองคือเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณเทือกเขา Zagros ในอิหร่านปัจจุบัน พวกเขาเดินทางมายังอนุทวีปอินเดียและนำเอาภูมิปัญญาการปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์มาด้วย และกลุ่มสุดท้ายคือชนเผ่าเร่ร่อนแห่งทุ่งหญ้าสเตปป์ในเอเชียกลางและทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน ซึ่งเรารู้จักกันดีในนาม “ชาวอารยัน”

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ประชากรชนพื้นเมืองของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเกิดขึ้นจากการผสมกลมกลืนกันของกลุ่มแรกและกลุ่มที่สอง (นักล่าสัตว์ชาวเอเชียใต้ + เกษตรกรในอิหร่าน) จากนั้นราว 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวอารยันได้อพยพลงใต้จากทุ่งหญ้าสเตปป์มาผสมกลมกลืนเข้ากับประชากรในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุด้วย ต่อมาประชากรกลุ่มหนึ่งจากลุ่มแม่น้ำสินธุอพยพลงไปทางอินเดียตอนใต้และผสมเข้ากับชนพื้นเมืองซึ่งเป็นนักล่าสัตว์อีกครั้ง ก่อให้เกิดบรรพบุรุษของชาวอินเดียใต้ ซึ่งในขณะเดียวกันการมาถึงของชาวอารยันซึ่งผสมปนเปเข้ากับประชากรเดิมของลุ่มแม่น้ำสินธุก็ได้ก่อให้เกิดบรรพบุรุษของชาวอินเดียเหนือเช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไปลูกหลานของทั้งบรรพบุรุษชาวอินเดียเหนือและใต้เผชิญหน้ากันอีกครั้ง และผสมผสานกันจนกลายมาเป็นประชากรของชาวอินเดียดังปัจจุบัน

อารยัน
ภาพแสดงการอพยพย้ายถิ่นฐานและแพร่กระจายภาษา วัฒนธรรมของประชากรในลุ่มแม่น้ำสินธุ, นักล่าสัตว์จากเอเชียใต้ และชาวอารยันจากทุ่งหญ้าสเตปป์

 

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร?

รายงานจาก Tony Joseph อดีตบรรณาธิการ Businessworld การค้นพบครั้งนี้เป็นดั่งเส้นทางใหม่ของปริศนาที่ถกเถียงกันมานาน เนื่องจากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของผู้คนในยุคโบราณจำนวน 612 คน เพื่อเทียบกับดีเอ็นเอของผู้คนในอินเดียปัจจุบันนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการศึกษาก่อนหน้า ซึ่งด้วยเทคโนโลยีการตรวจสอบจีโนมที่พัฒนาขึ้นมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ที่เรามีต่อโบราณคดีมากขึ้น และไม่ใช่แค่ในเอเชียใต้เท่านั้น เช่นในยุโรป มีการค้นพบว่าการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่สองครั้งในอดีตมีผลต่อประชากรศาสตร์ หรือในสหรัฐอเมริกา มีการค้นพบว่าก่อนการมาถึงของชาวยุโรป เคยมีประชากร 4 กลุ่มใหญ่จากเอเชียที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในอดีต

นอกจากนั้น ผลการศึกษาล่าสุดนี้ยังแสดงให้เห็นว่าไม่มีกลุ่มประชากรไหนที่เป็นชาติพันธุ์นั้นๆ อย่าง “แท้จริง” “เราทุกคนคือผลผลิตของการผสมปนเปจากการอพยพของมนุษย์ ซึ่งในอินเดียเองก็เช่นกัน” Joseph กล่าว ซึ่งผลจากการศึกษาทางพันธุกรรมได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามนุษย์มีความเชื่อมโยงต่อกันทั่วทั้งโลก

อารยัน
พระรามประทับบนไหล่หนุมานเข้ารบกับทศกัณฑ์ ภาพวาดศิลปะอินเดีย จากทศวรรษที่ 1820 โดยพิพิธภัณฑ์บริติช นักวิชาการหลายท่านเชื่อกันว่ารามายณะบอกเล่าถึงการต่อสู้ระหว่างชาวอารยัน (มนุษย์) และชาวดราวิเดียน (ยักษ์) ในอดีต

ด้าน David Reich นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หนึ่งในผู้ร่วมการวิจัยซึ่งเคยรายงานการศึกษาก่อนหน้าว่าชาวอินเดียในปัจจุบันนั้นเป็นผลผลิตจากการผสมกันของบรรพบุรุษชาวอินเดียเหนือและบรรพบุรุษชาวอินเดียใต้กล่าวว่า “จีโนมของบรรพบุรุษชาวอินเดียเหนือนั้นมีความเชื่อมโยงกับชาวยุโรป, เอเชียกลาง, ตะวันออกกลางและแถบเทือกเขาคอเคซัส ในขณะที่จีโนมของบรรพบุรุษชาวอินเดียใต้นั้นไม่เชื่อมโยงกับกลุ่มประชากรใดในปัจจุบันที่อยู่นอกอินเดียเลย และแม้ว่าทั้งบรรพบุรุษของชาวอินเดียเหนือและชาวอินเดียใต้จะแตกต่างกันมาก แต่ผลการศึกษาชี้ให้เห็นแล้วว่าชาวอินเดียในปัจจุบันทุกคนคือส่วนผสมของอดีต ในสัดส่วนที่แตกต่างกันไป ฉะนั้นกลุ่มใดก็ตามในอินเดียไม่อาจเรียกได้ว่าตนเป็นอินเดียแท้ๆ”

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

– นักวิจัยค้นพบร่องรอยของการอพยพโดยชาวอารยันจากภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน และวัฒนธรรมที่แพร่กระจาย ซึ่งไม่ใช่แค่ในอินเดียเท่านั้น แต่ยังมีชาวอารยันบางส่วนที่ไม่ได้อพยพลงใต้แต่เลือกที่จะไปทางตะวันตกและเข้าสู่ยุโรปด้วยเช่นกัน

– นอกจากนั้นยังพบจีโนมของชาวอารยันในกลุ่มพราหมณ์มากเป็นพิเศษ สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าชาวอารยันเป็นผู้ให้กำเนิดคัมภีร์พระเวทและกำหนดบทบาททางสังคมในอินเดียด้วยชั้นวรรณะ

– การค้นพบครั้งนี้ทำให้ทฤษฎีที่ว่าชาวอารยันคือชนพื้นเมืองเดิมของอินเดีย ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในแง่ของพันธุกรรม

– ในอดีตประชากรส่วนหนึ่งของลุ่มแม่น้ำสินธุได้อพยพไปยังภูมิภาคตูรัน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของอิหร่านด้วย นอกจากหลักฐานทางโบราณคดีแล้ว กระบวนการตรวจสอบจีโนมของผู้คนในยุคโบราณจากภูมิภาคดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีส่วนผสมของจีโนมประชากรนักล่าสัตว์จากเอเชียใต้เช่นกัน แม้จะมีสัดส่วนน้อยนิดก็ตาม

อ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ ที่นี่

 

และอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อชาติเพิ่มเติม

สีผิวที่แตกต่าง

 

แหล่งข้อมูล

อารยธรรมอินเดียโบราณ

Who was here first? A new study explains the origins of ancient Indians

The Long Walk: Did the Aryans migrate into India? New genetics study adds to debate

Who are Indians’ ancestors? A new study on Aryan migration provides some answers

อารยันรุกรานอินเดียจริงหรือ

ความเข้าใจ (ผิด) เกี่ยวกับ “รามายณะ”

 

เรื่องแนะนำ

เมืองไทยในอดีต: ล้านนาเมื่อวันวาน

เมืองไทยในอดีต : ล้านนาเมื่อวันวาน ภาพเก่าหาดูได้ยากของหัวเมืองเหนือเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ครรลองชีวิตอันสงบงามและเรียบง่าย ตลาดหรือกาด วัดวาอาราม และบ้านเรือนยังคงเอกลักษณ์ของล้านนาอย่างที่ทุกวันนี้แทบไม่เหลือร่องรอย

ติดอยู่ในกาลเวลา

  น้อยนักที่ฟอสซิลของไดโนเสาร์จะคงสภาพเหมือนเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ และมีรูปทรงสามมิติ แต่กระบวนการในภาพประกอบนี้แสดงให้เห็นว่า โนโดซอร์ที่พบในรัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ตัวนี้เป็นข้อยกเว้นที่หายากยิ่ง มันถูกฝังอยู่ในตะกอนใต้สมุทร และนอนอยู่ในหลุมที่ฝังร่างของมันมากว่า 110 ล้านปี จนกระทั่งคนงานเหมืองช่างสังเกตคนหนึ่งค้นพบเข้าโดยบังเอิญ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า แม่น้ำที่หลากท่วมพัดพาโนโดซอร์ตัวนี้ลอยออกสู่ทะเล โดยไม่ถูกกินและไร้ร่องรอยความเสียหาย เมื่อ 110 ล้านปีก่อน ทวีปอเมริกาเหนือต่างจากปัจจุบันมาก โนโดซอร์ตัวนี้ถูกฝังอยู่ในทางน้ำขนาดใหญ่ซึ่งครั้งหนึ่งแทรกตัวเข้ามาภายในภาคพื้นทวีป มันอาจอาศัยอยู่ใกล้แนวชายฝั่งอันอบอุ่นและอุดมไปด้วยพืชพรรณ จากการถูกฝังสู่การค้นพบ ในที่สุดซากที่ขึ้นอืดก็ปริแตก จมลงสู่ก้นทะเล และถูกตะกอนกลบฝังอย่างรวดเร็ว 1 ตะกอนห่อหุ้มร่างของโนโดซอร์ เมื่อเวลาผ่านไป แร่ธาตุก็แทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อ และรักษารูปทรงให้อยู่ในรูปสามมิติภายใน “โลงหิน” ของมัน 2 ชั้นตะกอนทับถมหนาขึ้นและแข็งตัวกลายเป็นหิน ระหว่างสมัยน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งที่ถอยร่นทิ้งตะกอนเพิ่มขึ้นอีก ต่อมามีพืชพรรณเกิดขึ้น ทำให้ดินคงที่ไม่เลื่อนไหล 3 คนงานเหมืองทรายน้ำมันขุดผ่านส่วนครึ่งตัวหลังของโนโดซอร์ก่อนจะสังเกตเห็น ครั้นแล้วคนงานตาไวคนหนึ่งก็เห็นลวดลายแปลกๆในก้อนหิน นั่นคือเกราะของโนโดซอร์ อ่านเพิ่มเติมเรื่อง “เผยโฉมฟอสซิลไดโนเสาร์สภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ” เผยโฉมฟอสซิลไดโนเสาร์สภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร

รอบนักษัตรที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๑๘) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในจิตรกรรมและดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งประทับอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้นเสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๑๐ ทรงงานจิตรกรรมอย่างต่อเนื่องโดยทรงอาศัยเวลาในช่วงค่ำที่ว่างจากพระราชกิจต่าง ๆ ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีนับร้อยองค์ ซึ่งอาจจำแนกได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ ภาพเหมือนจริงหรือแนวสัจนิยม ภาพที่สร้างสรรค์ตามคตินิยมแบบเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ และภาพแนวนามธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชื่นชมผลงานของศิลปินท่านอื่น ๆ และทรงค้นคว้าสร้างสรรค์งานศิลปะรูปแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาจิตรกรรมแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางด้านดนตรีนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้รวมทั้งสิ้น ๔๘ เพลง ส่วนใหญ่จะทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นก่อน แล้วทรงมอบให้ผู้อื่นนิพนธ์หรือประพันธ์คำร้อง มีเพียงเพลง ”รัก” และเพลง ”เมนูไข่” ที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นโดยมีบทประพันธ์คำร้องอยู่ก่อน เพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เพลงแสงเทียน และเพลงพระราชนิพนธ์หลังสุดคือ เพลงเมนูไข่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงแสงเทียนเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ แต่ทรงแก้ไขปรับปรุงและนำออกบรรเลงในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เพลงพระราชนิพนธ์ที่นำออกบรรเลงเป็นเพลงแรกคือ เพลงยามเย็น เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เพลงพระราชนิพนธ์เพลงที่สามแต่ทรงนำออกบรรเลงเป็นเพลงที่สอง ในวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ และได้รับความนิยมสูงสุด คือ เพลงสายฝน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริทรงนิพนธ์คำร้อง และได้รับเกียรติจากองค์การยูเนสโกประกาศให้ใช้เป็นเพลงตัวแทนที่แสดงถึงชนชาติในเอเชียเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งถึงเพลงสายฝนว่า มีเรื่องที่เป็นความลับของเพลงนี้ว่า ”เมื่อแต่งเป็นเวลา ๖ เดือน หม่อมเจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริได้เขียนจดหมายถึง บอกว่า มีความปลาบปลื้มอย่างหนึ่ง เพราะไปเชียงใหม่ เดินไปตามถนน ได้ยินเสียงคนผิวปากเพลงสายฝน ก็เดินตามเสียงเขาไปในตรอกซอยแห่งหนึ่ง ก็เห็นคนกำลังซักผ้าแล้วก็มีความร่าเริงใจ ผิวปากเพลงสายฝนและก็ซักผ้าไปด้วย ก็นับว่าสายฝนนี้มีประสิทธิภาพสูง ซักผ้าได้สะอาด…” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงประจำมหาวิทยาลัย ๓ เพลง คือ เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๑ เพลงมหาจุฬาลงกรณ์ พระราชทานเป็นเพลงประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๓๖ เพลงยูงทอง พระราชทานเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๔๒ เพลงเกษตรศาสตร์ พระราชทานเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา ”อัครศิลปิน” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระปรีชาสามารถด้านวรรณกรรม ทรงพระราชนิพนธ์ผลงานไว้หลายองค์ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ทรงแปลบทความจากข่าวไว้ ๙ เรื่อง และในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ อีก ๑ เรื่อง ส่วนหนังสือพระราชนิพนธ์ที่จัดพิมพ์เป็นเล่มนั้น เรื่องแรกทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ คือเรื่อง เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิสแลนด์, ๒๔๘๙ เรื่องต่อมาเป็นบทพระราชนิพนธ์แปล นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ ทรงเริ่มแปลเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐ สำเร็จในวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ บทพระราชนิพนธ์แปลอีกเรื่องหนึ่งคือ ติโต ตามมาด้วยพระราชนิพนธ์ เรื่อง ทองแดง และ เรื่อง ทองแดง ฉบับการ์ตูน ทรงเล่าถึงสุนัขทรงเลี้ยงที่ชื่อ ”ทองแดง” หนังสือพระราชนิพนธ์สำคัญที่ทรงพระราชนิพนธ์ และโปรดเกล้าฯให้เหล่าศิลปินมีชื่อ ๘ ท่าน เขียนภาพจิตรกรรมประกอบคือ เรื่อง พระมหาชนก ที่โปรดเกล้าฯให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าเฝ้าฯรับฟังพระราชดำรัสเรื่องพระราชนิพนธ์นี้ ในวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ นอกจากบทพระราชนิพนธ์และภาพจิตรกรรมอันทรงคุณค่ารวมทั้งการจัดพิมพ์อย่างประณีตสวยงามที่สุดแล้ว พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกยังแสดงถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านอักษรศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และโหราศาสตร์ไทย ต่อมาพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกนี้ยังได้รับการจัดพิมพ์เป็น พระมหาชนก ฉบับการ์ตูน ด้วย พระอัจฉริยภาพด้านการกีฬาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นไม่ด้อยไปกว่าด้านอื่น ๆ เลย กีฬาที่ทรงสนพระราชหฤทัยและมีความเชี่ยวชาญคือ เรือใบ แบดมินตัน เทนนิส และยิงปืน โดยเฉพาะกีฬาเรือใบนั้นทรงแสดงให้ปรากฏถึงพระอัจฉริยภาพอันสูงยิ่งเมื่อคราวมหกรรมกีฬาแหลมทองหรือ SEAP ames ครั้งที่ ๔ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในปีพ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อทรงได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนักกีฬาไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ ทรงปฏิบัติพระองค์เสมือนนักกีฬาทีมชาติอย่างเคร่งครัดทรงเข้าค่ายฝึกซ้อมและรับเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาเช่นเดียวกับนักกีฬาไทยคนอื่น ๆ ซึ่งผลการแข่งขันก็ปรากฏว่าพระองค์ทรงชนะการแข่งขันได้รับรางวัลเหรียญทอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ ”เรือใบมด” ขึ้นและทรงจดสิทธิบัตรเป็นสากลที่ประเทศอังกฤษ ในประเภทเรือ International Moth Class คำว่า ”มด” ทรงแปลงจากคำว่า ”ม็อธ-Moth” ส่วนเหตุที่ใช้ชื่อมด ทรงมีรับสั่งว่า “ที่ชื่อมดนั้น เพราะมันกัดเจ็บ ๆ คัน ๆ ดี” เรือใบมดมีขนาดความยาว ๑๑ ฟุตกว้าง ๔ ฟุต ๑๑ นิ้ว เนื้อที่ใบเรือ ๗๒ ตารางฟุต เคยทรงนำลงแข่งทดลองที่ประเทศอังกฤษ และได้อันดับที่ ๑ ในบรรดาเรือขนาดเดียวกัน ต่อมาทรงประดิษฐ์ในรุ่นซูเปอร์มดและไมโครมด เพิ่มขึ้นมา มีการจัดแข่งขันเรือใบมดในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติอีกหลายครั้ง รวมทั้งกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๒๘ จากการที่ทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแหลมทองและทรงได้รับรางวัลเหรียญทอง โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นประธานในพิธีทูลเกล้าฯถวายเหรียญรางวัล ในวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ การกีฬาแห่งประเทศไทยจึงกำหนดเอาวันที่ ๑๖ ธันวาคม เป็น “วันกีฬาแห่งชาติ”     อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ปวงประชามหาปีติ, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า