การปรับตัวทางธุรกิจของ ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์’ กับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน - NGThai

การปรับตัวทางธุรกิจของ ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์’ กับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ปัญหาใหญ่ของโลกนอกจากภาวะโรคระบาดโควิด-19 แล้ว ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างภาวะโลกร้อน การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสื่อมโทรมของคุณภาพสิ่งแวดล้อมในอากาศ น้ำ และดิน ก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ของเราทุกคนและโลกใบนี้เช่นกัน

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัทที่ดำเนินงานในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งเกษตรกรรม อาหาร การผลิตและบริการมากมาย ไปจนถึงการสื่อสารและเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งดำเนินกิจการทั้งในและต่างประเทศถึง 8 สายธุรกิจใน 21 ประเทศทั่วโลก โดยยึดมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน มีความเข้าใจและตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นกัน

เป็นที่มาของเส้นทางสู่เป้าหมาย เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เริ่มต้นจากจัดทำแผนงานของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) และทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2) สู่ Net Zero หรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิภายในองค์กรเป็นศูนย์ภายในปี 2030 และขยายขอบเขตให้ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) ภายในปี 2050 รวมถึงมีเป้าหมายระยะสั้น เช่น การขับเคลื่อนการปลูกต้นไม้ 20 ล้านต้นภายในปี 2025 เพื่อเพิ่มการดูดซับคาร์บอน

Net Zero

นอกจากนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังเข้าร่วมเป็นภาคีในข้อตกลงของสหประชาชาติ หรือ UN Global Compact (UNGC) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals) ทั้ง 17 ข้อ ให้กลายเป็นจริง

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เน้นย้ำว่า องค์กรจะต้องดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มการดูดซับกักเก็บคาร์บอนให้ได้มากที่สุด ซึ่งวิธีการสู่ความยั่งยืน มีตั้งแต่ส่งเสริมการปลูกและรักษาป่า ผืนดิน ไปจนถึงแหล่งน้ำ ทั้งบริษัทในเครือและภายนอก ลดการใช้พลาสติกและเพิ่มการรีไซเคิลพลาสติกให้มากขึ้น ลดปริมาณขยะอาหารจากทุกกิจกรรม นำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการขยะและของเสียต่าง ๆ และหยิบยกแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy มาใช้จัดการทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด ทั้งในการออกแบบสินค้าและบริการ ลดการสร้างของเสียตั้งแต่ต้นน้ำ รวมทั้งการนำของเสียกลับมาสร้างประโยชน์ใหม่อีกครั้ง

Net Zero

ด้านพลังงาน มีการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบ ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างพลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่มสัดส่วนของไฟฟ้าพลังงานทดแทนรวมไปกับแหล่งทรัพยากรที่มีอยู่ในแต่ละภูมิภาค และเน้นการลงทุนในโครงการพลังงานไฟฟ้าสะอาด ที่ไม่มีการปล่อยคาร์บอนหรือมีการปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำมากขึ้น

ในด้านสิ่งแวดล้อม ทางองค์กรได้ขยายสัดส่วนการลงทุนเป็นมูลค่ากว่า 1,464 ล้านบาท ไปยังโครงการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การเปลี่ยนขยะเป็นเชื้อเพลิง หรือแปรรูปขยะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม จนถึงการคิดค้นสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างวัสดุสร้างอาคารที่ระบายความร้อน หรือประหยัดพลังงาน อีกด้วย ที่สำคัญ ทั้งหมดนี้ถือเป็นการสนับสนุนเป้าหมาย SDGs ทั้ง 4 ข้อ คือ ข้อ 7 พลังงานที่สะอาดและสามารถซื้อหาได้ (Affordable and Clean Energy) ข้อ 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities) ข้อ 12 การบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production) และ ข้อ 13 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)

ไม่น่าเชื่อว่า ผลการดำเนินการที่ผ่านมา องค์กรสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เกือบล้านตัน และบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ซ้ำ ใช้ใหม่ หรือที่สามารถย่อยสลายได้ ก็สร้างผลดีกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับจากเป้าหมายสู่การเปลี่ยนแปลง จนได้รับเลือกเป็น 1 ใน 38 องค์กรทั่วโลกในระดับ LEAD จาก United Nations Global Compact จากสมาชิกทั่วโลกกว่า 18,000 องค์กร

นอกจากนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับ Thailand Carbon Neutral Network (TCNN) รวบรวมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และภาคท้องถิ่น เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และที่สำคัญ ยังเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งเครือข่าย Carbon Markets Club ขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตและใบรับรองสิทธิในการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบดิจิทัล มุ่งสู่คาร์บอนเป็นศูนย์อย่างแท้จริง

และนี่คือการแผนการเดินทาง Race to Zero ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ทั้งป้องกันและลดผลกระทบของวิกฤติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น พร้อมปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสิ่งนี้เองจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไทย สู่ยุค Net Zero จนเกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งส่งผลดีต่อเราและโลกต่อไป

เรื่องแนะนำ

เหตุใดนิวตันจึงเชื่อว่า ดาวหางเป็นเหตุของน้ำท่วมโลก

แม้จะมีน้ำบนโลกและมีฝนตกลงมาทั้งวันทั้งคืนสี่สิบเก้าวัน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ได้ ฉะนั้นแล้วต้องมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อื่นๆสำหรับเรื่องราวอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่นี้

ภาพที่หาชมได้ยากของกองทัพขนาดมหึมาแห่งเกาหลีเหนือ

ภาพที่หาชมได้ยากของกองทัพขนาดมหึมาแห่ง เกาหลีเหนือ เมื่อนับจำนวนพลแล้ว กองทัพบก เกาหลีเหนือ เป็นหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอำนาจประการหนึ่งของกองทัพขึ้นอยู่กับ “ภาพ” ที่สื่อออกมาให้โลกเห็น เดวิด กุทเทนเฟลเดอร์ ช่างภาพเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้รับโอกาสที่หาได้ยากที่สุดครั้งหนึ่งในโลก โดยเป็นช่างภาพตะวันตกเพียงผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้ก้าวเข้าสู่ประเทศที่ได้ชื่อว่า “ดินแดนฤาษี” (Hermit Kingdom) แม้ว่าการเดินทางของเขาจะมีข้อจำกัดอยู่มาก แต่ก็ไม่มากเท่าที่เราคิด โดยเฉพาะเมื่อได้บันทึกภาพของกองทัพเกาหลีเหนือ “เราจะเห็นพวกเขาอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทหารไม่ได้เป็นแค่รั้วของชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของเกาหลีเหนืออีกด้วยครับ” กุทเทนเฟลเดอร์ บอก ทหารยังทำงานด้านพัฒนาต่างๆ โดยเป็นผู้ก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภค และดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนภายในกรุงเปียงยางให้ดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อย การเดินทางสู่เกาหลีเหนือของกุทเทนเฟลเดอร์ยังทำให้เขาได้มีโอกาสชมการแสดง Mass Games performance อันเป็นการแสดงแสนยานุภาพด้านสรรพาวุธและการสวนสนามของเหล่าทหารหาญที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี ทุกๆคนในสถานที่แสดงล้วนได้รับบทบาท ไม่เว้นแม้แต่ผู้ชม ซึ่งจะใช้สมุดภาพระบายสีเพื่อแปรอักษรจากอัฒจันทร์ โดยที่ภาพมักสื่อถึงวีรกรรมของผู้นำประเทศหรือกองทัพ บรรดาสมาชิกกองทัพเกาหลีเหนือนั่งอยู่เต็มอัฒจันทร์ในกรุงเปียงยาง ในการสวนสนามปี 2012 เพื่อเชิดชูเกียรติคิม อิล ซุง ผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ Photograph by David Guttenflder, National Geographic Creative สโมสรสุขภาพและศูนย์เพาะกายแห่งใหม่ในกรุงเปียงยาง Photograph by […]

ประติมากรรมแห่งลาวา

การปะทุของภูเขาไฟคีเลเวอาบนเกาะใหญ่ (Big Island) ของหมู่เกาะฮาวายเมื่อปีก่อน ส่งธารลาวาไหลลงสู่ทะเล หินหลอมละลายบางส่วนกัดเซาะผ่านอุโมงค์ที่ก่อตัวขึ้นจากการปะทุครั้งก่อนๆ ขณะที่บางส่วนให้กำเนิดอุโมงค์ลาวาใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปในเครือข่ายระบบอุโมงค์ใต้ดิน

นาซาส่งยานสำรวจไปยังดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก

เรื่อง  เรเชล แฮร์ติแกน เชีย 31 พฤษภาคม 2017: นาซ่าประสบความสำเร็จในภารกิจมากมาย ตั้งแต่ส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ จนถึงส่งยานสำรวจลำแรกออกไปยังอวกาศระหว่างดาว (interstellar space) แต่ยังไม่เคยส่งภารกิจไปยังดวงอาทิตย์ อุปสรรคน่ะหรือ ความร้อนราวไฟโลกันต์ของดาวประธานแห่งระบบสุริยะนั่นเอง พื้นผิวของดวงอาทิตย์มีความร้อนถึง 10,000 องศาฟาเรนไฮต์ (5,537 องศาเซลเซียส) ขณะที่คอโรนา (corona) หรือโครงสร้างชั้นนอกสุดที่ห่อหุ้มดวงอาทิตย์ อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึงราว 3,500,000 องศาฟาเรนไฮต์ หรือเกือบสองล้านองศาเซลเซียส “ความผกผันของอุณหภูมินี้เป็นปริศนาข้อใหญ่ที่ยังไม่มีใครอธิบายได้อย่างชัดเจน” เป็นคำกล่าวของ นิโคลา ฟ็อกซ์ นักวิทยาศาสตร์ของโครงการ Parker Solar Probe ซึ่งเป็นภารกิจของนาซ่าที่มุ่งหวังจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ได้ในที่สุด นาซ่าประกาศว่านับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ขององค์กรแห่งนี้ที่มีการตั้งชื่อยานสำรวจเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ โครงการซึ่งมีชื่อเดิมว่า Solar Probe Plus จึงได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า Parker Solar Probe เพื่อเป็นเกียรติแก่ ยูจีน ปาร์กเกอร์ (Eugene Parker) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ผู้ค้นพบลมสุริยะหรือสุริยวาต (solar wind) ซึ่งเป็นกระแสของอนุภาคที่พัดออกมาจากดวงอาทิตย์ เมื่อปี […]