หากสองเกาหลีรวมกันอีกครั้ง - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

หากสองเกาหลีรวมกันอีกครั้ง

เกาหลีเหนือ
ชายคนหนึ่งเขียนข้อความลงบนธงรวมประเทศที่แขวนอยู่บริเวณรั้วของค่ายทหาร ในเขต Paju ใกล้กับเขตปลอดทหาร ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2018 ก่อนหน้าการประชุมของสองผู้นำเพียงหนึ่งวัน
ภาพถ่ายโดย Jung Yeon-Je, AFP

แล้วบรรดาชาวเกาหลีเหนือคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ Huffpost รายงานผลสำรวจชาวเกาหลีเหนือจำนวน 100 คนที่อาศัยและทำงานอยู่ในจีน เมื่อปี 2015 โดยนักวิจัยนาม Chosun llbo ร่วมกับศูนย์ศึกษาวัฒนธรรมผสมผสาน โดยย้ำว่าชาวเกาหลีเหนือเหล่านี้เป็นแรงงานข้ามชาติที่ต้องกลับประเทศ หาใช่ผู้แปรพักตร์แต่อย่างใด ซึ่งมุมมองของพวกเขานั้นเห็นตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์

95 คนกล่าวว่า การรวมประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ และพวกเขาเองก็เชื่อว่าจะได้ประโยชน์จากการยุติความขัดแย้ง และเมื่อถามต่อไปว่า กระบวนการรวมประเทศจะเกิดขึ้นได้อย่างไร 8 ใน 100 คนเชื่อว่า จะเกิดขึ้นโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือ อีก 7 คนคิดว่าภาพฝันที่พวกเขาวาดหวังจะเป็นจริงต่อเมื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือล่มสลาย อีก 22 คนเชื่อว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เกาหลีใต้จะกลืนเกาหลีเหนือ ส่วนที่เหลือเชื่อว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็จาก “การเจรจาของทั้งสองประเทศในฐานะเท่าเทียมกัน”

 

หากเกาหลีกลับมาเป็นหนึ่ง

ภาพคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือจูงมือประธานาธิบดีมุน แจ-อิน แห่งเกาหลีใต้ข้ามเส้นกำหนดเขตทหารกลายมาเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ รวมถึงข้อความที่ว่า “ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เริ่มขึ้นแล้ว –  จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์และยุคของสันติภาพเริ่มต้นที่นี่” ที่คิม จอง-อึน เขียนลงในสมุดเยี่ยมของอาคารสันติภาพ ในเกาหลีใต้ จุดประกายความเชื่อมั่นขึ้นมาอีกครั้งว่ามีความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จะกลับมารวมกันอีกครั้งในอนาคต แต่จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากทั้งสองเกาหลีกลับมารวมกันเป็นหนึ่ง Times ได้รวบรวมมุมมองไว้ในหลายประเด็น

การเมือง – ความแตกต่างของระบอบการปกครองคือจุดเด่นชัดที่สุดที่ทั้งสองประเทศนี้ไม่อาจเข้ากันได้ ฉะนั้นแล้วเป็นไปได้ว่าหากการรวมประเทศเกิดขึ้นจริง เกาหลีอาจใช้โมเดล เช่น จีน-ฮ่องกง ที่เป็น “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งข้อนี้นับเป็นผลประโยชน์ของเกาหลีเหนือ และจะนำมาซึ่งนโยบายการค้าที่ผ่อนปรนมากขึ้นจากเดิมที่เคยถูกคว่ำบาตรจากนานาประเทศ ตามมาด้วยการกระตุ้นให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจของชาวเกาหลีใต้และชาวเกาหลีเหนืออีกกว่า 25 ล้านคนที่ยังคงมีฐานะยากจน

เศรษฐกิจ – อีกหนึ่งความยากลำบากคือเรื่องของเศรษฐกิจ เกาหลีเหนือมี GDP น้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 11 ของโลก ทั้งยังโดดเด่นด้านเทคโนโลยี ดังนั้นแล้วหากจะแก้ไขปัญหานี้เกาหลีใต้อาจใช้กระบวนการรวมประเทศไปทีละขั้นละตอน ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่าสิบปี ในการช่วยให้เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเติบโต ซึ่งถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากเพราะทุกวันนี้เกาหลีใต้เองก็ยังคงต้องต่อสู้กับปัญหาคนวัยทำงานมากมายที่ว่างงานในประเทศ

เกาหลีเหนือ
บรรยากาศยามค่ำคืนของถนนในย่าน Myeongdong ในกรุงโซล
ภาพถ่ายโดย SeongJoon Cho, Bloomberg

สังคม – สังคมของเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือคือสังคมที่ต่างกันคนละขั้ว เกาหลีใต้ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจบันเทิง ตามหัวมุมถนนเต็มไปด้วยคาเฟ่หลากหลายรูปแบบ อย่างไรก็ดีประเทศนี้ยังคงมีอัตราความเครียดสูง ชาวเกาหลีใต้ติดอันดับชั่วโมงทำงานมากที่สุดเป็นอันดับสอง เด็กนักเรียนเองก็มีชั่วโมงการเรียนถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน ในช่วงที่ต้องสอบไล่เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง ทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศที่วัยรุ่นมีอัตราการฆ่าตัวตายสูง ความแตกต่างสุดขั้วนี้จะทำให้สถานที่นี้คือโลกใบใหม่ของชาวเกาหลีเหนือ ฉะนั้นแล้วหากการรวมประเทศเกิดขึ้นจริงรัฐบาลต้องจัดหาโครงการพัฒนาทักษะความรู้ ตลอดจนเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ชาวเกาหลีเหนือมีโอกาสแข่งขันกับชาวเกาหลีใต้ได้ แต่ต้องยอมรับว่าอาจเกิดความไม่พอใจในสังคมตามมา

ภูมิศาสตร์รัฐศาสตร์ – แต่ละประเทศมีพันธมิตร เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่เกาหลีเหนือมีจีนและรัสเซียหนุนหลัง และเกาหลีเหนือคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้อเมริกาตั้งฐานทัพในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น และการรวมประเทศหรือแม้แต่ข้อตกลงสันติภาพจะทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดสหรัฐฯ ยังคงตั้งฐานทัพในคาบสมุทรเกาหลี และจากนโยบายของจีนที่ยืนยันหนักแน่นในการต่อต้านการใช้ระบบป้องกันขีปนาวุธชั้นสูง หรือ THAAD ของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ อาจกำลังบอกเป็นนัยถึงอำนาจของจีนเพียงประเทศเดียวในคาบสมุทรเกาหลี เมื่อสหรัฐฯ หมดข้ออ้างในภูมิภาคนี้อีกต่อไป

เกาหลีเหนือ
ประชาชนส่วนใหญ่ในเกาหลีเหนือยังมีฐานะยากจน ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2017 แม่ลูกเข็นรถเลื่อนไปตามถนนของเมือง Kiliju ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือ
ภาพถ่ายโดย Ed Jones, AFP

ความปลอดภัย – อาวุธนิวเคลียร์และบรรดาอาวุธเคมีที่เกาหลีเหนือสะสมไว้คือเรื่องน่ากังวลว่า พวกเขาจะจัดการหรือป้องกันไม่ให้อาวุธเหล่านี้ถูกขายหรือตกไปอยู่ในมืออาชญากรได้อย่างไร ที่ผ่านมาประชาคมโลกรู้เรื่องราวเกี่ยวกับที่ตั้งและประสิทธิภาพของอาวุธเหล่านี้ไม่มากนัก เนื่องจากเกาหลีเหนือปกปิดข้อมูลของพวกเขาเป็นอย่างดี ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญที่ต้องติดตามว่า ในการประชุมอีกหนึ่งเดือนข้างหน้ากับผู้นำสหรัฐฯ ผลการเจรจาเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์จะเป็นอย่างไร เนื่องจากล่าสุดสถานการณ์มีท่าทีไปในทางบวก เมื่อผู้นำเกาหลีเหนือได้สั่งยุติการทดลองอาวุธนิวเคลียร์แล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ Leonid Petrov นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย คาดการณ์ไว้ว่า กระบวนการรวมประเทศระหว่างสองเกาหลีนั้นน่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้นราว 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี กว่าจะรวมกันได้ คำถามต่อมาก็คือใครควรเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในการสมานแผลที่เกิดขึ้นจากสงคราม

 

อ่านเพิ่มเติม

10 เรื่องน่ารู้ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

 

ขอบคุณข้อมูล

https://www.huffingtonpost.com/entry/korean-reunification-the_b_7597430

http://mobile.abc.net.au/news/2018-04-26/the-resistance-to-reuniting-two-koreas-could-come-from-youth/9697976?pfmredir=sm

https://www.independent.co.uk/news/world/asia/north-south-korea-reunification-kim-jong-un-dictator-donald-trump-president-nuclear-war-ballistic-a7710001.html

http://time.com/5255381/north-south-korea-kim-jong-un-reunification/

https://www.reuters.com/article/us-northkorea-southkorea-unification-ins/impossible-dream-unification-less-of-a-priority-as-korean-leaders-prepare-to-talk-idUSKBN1HW0P0

https://www.posttoday.com/world/549244

https://www.posttoday.com/world/549261

 

เรื่องแนะนำ

วันที่ฟ้าถล่ม: เหตุการณ์ระเบิดปรมาณูแห่งฮิโรชิมะ

กว่าเจ็ดทศวรรษหลังประสบหายนะ ฮิโรชิมะ ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับผู้รอดชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ ความน่ากลัวของการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์และบทเรียนจากสงครามยังคงแจ่มชัด เก้าวันหลังระเบิดปรมาณูถูกทิ้งถล่มเมือง ฮิโรชิมะ หลังแม่กับน้องชายวัยหนึ่งขวบเสียชีวิต บ้านถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน มาซากิ ทานาเบะ วัยเจ็ดขวบเฝ้ามองพ่อสิ้นลม ในฐานะศัตรูของอเมริกาจนลมหายใจสุดท้าย พ่อของ ทานาเบะตายพร้อมดาบที่วางอยู่ข้างกาย ปู่ของทานาเบะอยากเก็บดาบของลูกชายไว้ แต่กองกำลังผู้ยึดครองเข้ามายื้อแย่งจากมือเขาไป “พวกป่าเถื่อน” เด็กชายทานาเบะคิด เขาตั้งปณิธานจะแก้แค้นอเมริกาให้ได้ เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะเขาไม่เหลืออะไร และแทบไม่เหลือใคร บ้านของเขาเคยอยู่ติดกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมประจำจังหวัด ฮิโรชิมะ ซึ่งปัจจุบันเป็นอาคารที่โดดเด่นด้วยโดมเหลือแต่โครงและถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม เพื่อสื่อถึงการเรียกร้องให้ยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบัน ในวัยแปดสิบต้นๆ ทานาเบะผู้ยึดถือประเพณีเคร่งครัด สวมชุดเสื้อคลุม จินเบ สีเทาแขนกว้าง เขายังเป็นคนช่างค้นคิดและปรับตัวเก่ง เขากลายเป็นนักสร้างภาพยนตร์และร่ำเรียนวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก เพื่อจะก่อร่างสร้างเมืองที่ถูกระเบิดอันตรธานไปขึ้นมาใหม่ในภาคไซเบอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพยนตร์เรื่อง Message From Hiroshima (สารจากฮิโรชิมะ) ซึ่งรวมการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเมื่อวัน 6 สิงหาคม ปี 1945 และหากนับการทิ้งระเบิดปรมาณูอีกลูกที่เมืองนางาซากิในอีกสามวันถัดมาด้วยแล้ว ทั้งสองเหตุการณ์คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 200,000 คน และบีบให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่สอง เท่ากับเป็นการยุติแผนบุกยึดครองญี่ปุ่นโดยฝ่ายพันธมิตรที่อาจส่งผลให้ผู้คนล้มตายหลายล้านคน แต่ทานาเบะไม่อาจคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงอันเจ็บปวดที่จะเกิดกับเขาและประเทศญี่ปุ่น ลูกสาวของเขาแต่งงานกับคนอเมริกัน แล้วไปลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกา […]

พุทธสถาน เมสไอนัก แห่งอัฟกานิสถาน

ท่ามกลางภัยคุกคามจากการโจมตีของกลุ่มตอลิบาน นักโบราณคดีกำลังเร่งมือขุดสำรวจแหล่งโบราณคดีทางพุทธศาสนา เมสไอนัก ก่อนจะถูกเหมืองทองแดงขนาดมหึมาทำลายจนสิ้นซาก ราวหนึ่งชั่วโมงไปตามทางหลวงการ์เดซทางใต้ของกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน มีเส้นทางสายหนึ่งเลี้ยวซ้ายหักศอกลงสู่ถนนลูกรัง ในเขตจังหวัดโลการ์ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นให้การสนับสนุนกลุ่มตอลิบานนี้พื้นที่โดยรอบสั่นสะเทือนจากระเบิดที่ซุ่มวางอยู่ตามข้างถนน การโจมตีด้วยจรวดเป็นระยะ ๆ การลักพาตัว และเหตุฆาตกรรม ถนนสายนี้ทอดเลียบไปตามก้นแม่นํ้าแห้งผาก ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ เครื่องกีดขวางถนนของกองกำลังต่างๆ ป้อมยาม และกลุ่มอาคารหลังคาสีนํ้าเงินล้อมลวดหนาม ป้องกันผู้บุกรุก แต่ภายในกลับว่างเปล่า ห่างออกไปไม่ไกล ทิวทัศน์เปิดโล่งมองเห็นหุบเขาไร้ต้นไม้ที่เป็นริ้วรอยยับย่นจากแนวหลุมขุดค้นทางโบราณคดีและกำแพงโบราณที่โผล่พ้นดินขึ้นมา ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา ทีมนักโบราณคดีชาวอัฟกานิสถานและนานาชาติ พร้อมคนงานมากถึง 650 คน ขุดพบพระพุทธรูปหลายพันองค์ ต้นฉบับลายมือ เหรียญกษาปณ์ และสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์หมู่อารามและป้อมค่ายเก่าแก่ที่ได้รับการเผยโฉมมีอายุย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่สาม รอบ ๆ แหล่งขุดค้นมีจุดตรวจการณ์ตั้งอยู่มากกว่าหนึ่งร้อยจุด และตำรวจราว 1,700 นายคอยลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน การขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณนี้นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์อัฟกานิสถาน แต่มาตรการรักษาความปลอดภัยไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อคุ้มครองนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนกับคนงานท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น เพราะสิ่งที่ฝังอยู่ใต้ซากปรักเหล่านี้คือขุมทรัพย์สินแร่ทองแดง ครอบคลุมพื้นที่กว้างสี่กิโลเมตรและทอดยาวราว 1.5 กิโลเมตรหรือมากกว่านั้น ลึกเข้าไปในภูเขาบาบาวาลีที่ตั้งตระหง่านเหนือแหล่งขุดค้น แหล่งแร่ทองแดงนี้ถือเป็นแหล่งแร่ทองแดงที่ยังไม่มีการนำขึ้นมาใช้ประโยชน์แหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประมาณการว่าน่าจะมีแร่ทองแดงอยู่ราว 11.4 ล้านตัน ในสมัยโบราณ ทองแดงสร้างความมั่งคั่งให้วัดวาอารามและหมู่สงฆ์ในพุทธศาสนาที่นี่ กากถลุงสีม่วงปริมาณมหาศาลในสภาพเป็นก้อนแข็งซึ่งเกลื่อนกล่นอยู่ตามลาดเขาบาบาวาลี แสดงถึงการถลุงแร่ในระดับเกือบเป็นอุตสาหกรรม รัฐบาลอัฟกานิสถานหวังว่าทองแดงจะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศชาติอีกครั้งหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็พอเลี้ยงตัวได้ ชื่อเสียงเรียงนามของสถานที่แห่งนี้ฟังดูช่างนอบน้อมถ่อมตน เพราะ […]

106 ปี ไททานิก โศกนาฏกรรมโลกไม่ลืม

แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 106 ปีแล้ว ทว่าโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นกับเรือเดินสมุทรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ย้อนชมเรื่องราวของไททานิกกันอีกครั้ง

เหยื่อรายเดียวในประวัติศาสตร์ที่ถูกอุกกาบาตหล่นใส่

เรื่องจริงของเหยื่อที่ถูก”อุกกาบาต”ตกใส่คนเดียวในประวัติศาสตร์ แอน ฮอดจส์ ถูกอุกกาบาตหล่นใส่ที่บ้านในแอละแบมาในปี 1954 เดือนกุมภาพันธ์ 2013 โซนิคบูมดังสนั่นหวั่นไหวจากอุกกาบาตขนาดมหึมาพุ่งด้วยอัตราเร็วสูง ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกทำให้อาคารบ้านเรือนใกล้เมือง Chelyaninsk ของรัสเซีย และทำให้คนนับพันบาดเจ็บ  แต่นั่นไม่ได้เป็นก้อนหินจากอวกาศลูกแรกที่หล่นใส่มวลมนุษย์ ลองดูเรื่องของแอน ฮอดจส์ บุคคลเพียงคนเดียวที่ได้รับการยืนยันในประวัติศาสตร์ว่าถูกอุกกาบาตหล่นใส่เมื่อ 63 ปีที่แล้ว  ในบ่ายวันท้องฟ้าแจ่มใส่ในเมือง Sylacauga รัฐแอละแบมา ในปี 1954  แอนกำลังงีบหลับอยู่บนโซฟา ห่มผ้าอย่างเรียบร้อย เมื่ออุกกาบาตขนาดเท่าลูกซอฟต์บอลสีดำหล่นตูมทะลุหลังคา แล้วกระดอนจากวิทยุมาถูกที่ต้นขาของเธอจนเป็นรอยช้ำขนาดเท่าลูกสับปะรด เรื่องของแอนเป็นกรณีหายากเพราะอุกกาบาตมักตกใส่มหาสมุทรหรือบริเวณที่ห่างไกลหรือกว้างขวาง จากการสังเกตของไมเคิล เรย์โนลดส์ นักวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยรัฐฟลอริดา ผู้เขียนหนังสือ Falling Stars: A Guide to Meteors & Meteorites “ลองคิดดูว่าในประวัติศาสตร์มนุษย์มีคนมากมายแค่ไหน แต่โอกาสที่จะถูกพายุทอร์นาโด สายฟ้าฟาด และพายุเฮอร์ริเคนพัดใส่พร้อมกันยังมีมากกว่าถูกอุกกาบาตหล่นใส่เสียอีก” เรื่อง จัสติน โนเบล   อ่านเพิ่มเติม โลมาปากขวดดับอนาถ หมึกติดคอ