หากสองเกาหลีรวมกันอีกครั้ง - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

หากสองเกาหลีรวมกันอีกครั้ง

เกาหลีเหนือ
ชายคนหนึ่งเขียนข้อความลงบนธงรวมประเทศที่แขวนอยู่บริเวณรั้วของค่ายทหาร ในเขต Paju ใกล้กับเขตปลอดทหาร ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2018 ก่อนหน้าการประชุมของสองผู้นำเพียงหนึ่งวัน
ภาพถ่ายโดย Jung Yeon-Je, AFP

แล้วบรรดาชาวเกาหลีเหนือคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ Huffpost รายงานผลสำรวจชาวเกาหลีเหนือจำนวน 100 คนที่อาศัยและทำงานอยู่ในจีน เมื่อปี 2015 โดยนักวิจัยนาม Chosun llbo ร่วมกับศูนย์ศึกษาวัฒนธรรมผสมผสาน โดยย้ำว่าชาวเกาหลีเหนือเหล่านี้เป็นแรงงานข้ามชาติที่ต้องกลับประเทศ หาใช่ผู้แปรพักตร์แต่อย่างใด ซึ่งมุมมองของพวกเขานั้นเห็นตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์

95 คนกล่าวว่า การรวมประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ และพวกเขาเองก็เชื่อว่าจะได้ประโยชน์จากการยุติความขัดแย้ง และเมื่อถามต่อไปว่า กระบวนการรวมประเทศจะเกิดขึ้นได้อย่างไร 8 ใน 100 คนเชื่อว่า จะเกิดขึ้นโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือ อีก 7 คนคิดว่าภาพฝันที่พวกเขาวาดหวังจะเป็นจริงต่อเมื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือล่มสลาย อีก 22 คนเชื่อว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เกาหลีใต้จะกลืนเกาหลีเหนือ ส่วนที่เหลือเชื่อว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็จาก “การเจรจาของทั้งสองประเทศในฐานะเท่าเทียมกัน”

 

หากเกาหลีกลับมาเป็นหนึ่ง

ภาพคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือจูงมือประธานาธิบดีมุน แจ-อิน แห่งเกาหลีใต้ข้ามเส้นกำหนดเขตทหารกลายมาเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ รวมถึงข้อความที่ว่า “ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เริ่มขึ้นแล้ว –  จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์และยุคของสันติภาพเริ่มต้นที่นี่” ที่คิม จอง-อึน เขียนลงในสมุดเยี่ยมของอาคารสันติภาพ ในเกาหลีใต้ จุดประกายความเชื่อมั่นขึ้นมาอีกครั้งว่ามีความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จะกลับมารวมกันอีกครั้งในอนาคต แต่จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากทั้งสองเกาหลีกลับมารวมกันเป็นหนึ่ง Times ได้รวบรวมมุมมองไว้ในหลายประเด็น

การเมือง – ความแตกต่างของระบอบการปกครองคือจุดเด่นชัดที่สุดที่ทั้งสองประเทศนี้ไม่อาจเข้ากันได้ ฉะนั้นแล้วเป็นไปได้ว่าหากการรวมประเทศเกิดขึ้นจริง เกาหลีอาจใช้โมเดล เช่น จีน-ฮ่องกง ที่เป็น “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งข้อนี้นับเป็นผลประโยชน์ของเกาหลีเหนือ และจะนำมาซึ่งนโยบายการค้าที่ผ่อนปรนมากขึ้นจากเดิมที่เคยถูกคว่ำบาตรจากนานาประเทศ ตามมาด้วยการกระตุ้นให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจของชาวเกาหลีใต้และชาวเกาหลีเหนืออีกกว่า 25 ล้านคนที่ยังคงมีฐานะยากจน

เศรษฐกิจ – อีกหนึ่งความยากลำบากคือเรื่องของเศรษฐกิจ เกาหลีเหนือมี GDP น้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 11 ของโลก ทั้งยังโดดเด่นด้านเทคโนโลยี ดังนั้นแล้วหากจะแก้ไขปัญหานี้เกาหลีใต้อาจใช้กระบวนการรวมประเทศไปทีละขั้นละตอน ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่าสิบปี ในการช่วยให้เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเติบโต ซึ่งถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากเพราะทุกวันนี้เกาหลีใต้เองก็ยังคงต้องต่อสู้กับปัญหาคนวัยทำงานมากมายที่ว่างงานในประเทศ

เกาหลีเหนือ
บรรยากาศยามค่ำคืนของถนนในย่าน Myeongdong ในกรุงโซล
ภาพถ่ายโดย SeongJoon Cho, Bloomberg

สังคม – สังคมของเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือคือสังคมที่ต่างกันคนละขั้ว เกาหลีใต้ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจบันเทิง ตามหัวมุมถนนเต็มไปด้วยคาเฟ่หลากหลายรูปแบบ อย่างไรก็ดีประเทศนี้ยังคงมีอัตราความเครียดสูง ชาวเกาหลีใต้ติดอันดับชั่วโมงทำงานมากที่สุดเป็นอันดับสอง เด็กนักเรียนเองก็มีชั่วโมงการเรียนถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน ในช่วงที่ต้องสอบไล่เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง ทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศที่วัยรุ่นมีอัตราการฆ่าตัวตายสูง ความแตกต่างสุดขั้วนี้จะทำให้สถานที่นี้คือโลกใบใหม่ของชาวเกาหลีเหนือ ฉะนั้นแล้วหากการรวมประเทศเกิดขึ้นจริงรัฐบาลต้องจัดหาโครงการพัฒนาทักษะความรู้ ตลอดจนเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ชาวเกาหลีเหนือมีโอกาสแข่งขันกับชาวเกาหลีใต้ได้ แต่ต้องยอมรับว่าอาจเกิดความไม่พอใจในสังคมตามมา

ภูมิศาสตร์รัฐศาสตร์ – แต่ละประเทศมีพันธมิตร เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่เกาหลีเหนือมีจีนและรัสเซียหนุนหลัง และเกาหลีเหนือคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้อเมริกาตั้งฐานทัพในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น และการรวมประเทศหรือแม้แต่ข้อตกลงสันติภาพจะทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดสหรัฐฯ ยังคงตั้งฐานทัพในคาบสมุทรเกาหลี และจากนโยบายของจีนที่ยืนยันหนักแน่นในการต่อต้านการใช้ระบบป้องกันขีปนาวุธชั้นสูง หรือ THAAD ของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ อาจกำลังบอกเป็นนัยถึงอำนาจของจีนเพียงประเทศเดียวในคาบสมุทรเกาหลี เมื่อสหรัฐฯ หมดข้ออ้างในภูมิภาคนี้อีกต่อไป

เกาหลีเหนือ
ประชาชนส่วนใหญ่ในเกาหลีเหนือยังมีฐานะยากจน ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2017 แม่ลูกเข็นรถเลื่อนไปตามถนนของเมือง Kiliju ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือ
ภาพถ่ายโดย Ed Jones, AFP

ความปลอดภัย – อาวุธนิวเคลียร์และบรรดาอาวุธเคมีที่เกาหลีเหนือสะสมไว้คือเรื่องน่ากังวลว่า พวกเขาจะจัดการหรือป้องกันไม่ให้อาวุธเหล่านี้ถูกขายหรือตกไปอยู่ในมืออาชญากรได้อย่างไร ที่ผ่านมาประชาคมโลกรู้เรื่องราวเกี่ยวกับที่ตั้งและประสิทธิภาพของอาวุธเหล่านี้ไม่มากนัก เนื่องจากเกาหลีเหนือปกปิดข้อมูลของพวกเขาเป็นอย่างดี ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญที่ต้องติดตามว่า ในการประชุมอีกหนึ่งเดือนข้างหน้ากับผู้นำสหรัฐฯ ผลการเจรจาเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์จะเป็นอย่างไร เนื่องจากล่าสุดสถานการณ์มีท่าทีไปในทางบวก เมื่อผู้นำเกาหลีเหนือได้สั่งยุติการทดลองอาวุธนิวเคลียร์แล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ Leonid Petrov นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย คาดการณ์ไว้ว่า กระบวนการรวมประเทศระหว่างสองเกาหลีนั้นน่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้นราว 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี กว่าจะรวมกันได้ คำถามต่อมาก็คือใครควรเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในการสมานแผลที่เกิดขึ้นจากสงคราม

 

อ่านเพิ่มเติม

10 เรื่องน่ารู้ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

 

ขอบคุณข้อมูล

https://www.huffingtonpost.com/entry/korean-reunification-the_b_7597430

http://mobile.abc.net.au/news/2018-04-26/the-resistance-to-reuniting-two-koreas-could-come-from-youth/9697976?pfmredir=sm

https://www.independent.co.uk/news/world/asia/north-south-korea-reunification-kim-jong-un-dictator-donald-trump-president-nuclear-war-ballistic-a7710001.html

http://time.com/5255381/north-south-korea-kim-jong-un-reunification/

https://www.reuters.com/article/us-northkorea-southkorea-unification-ins/impossible-dream-unification-less-of-a-priority-as-korean-leaders-prepare-to-talk-idUSKBN1HW0P0

https://www.posttoday.com/world/549244

https://www.posttoday.com/world/549261

 

เรื่องแนะนำ

พบนกในยุคไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ รอยต่อวิวัฒนาการการบิน

เจ้านกประหลาดที่ถูกค้นพบในจีนนี้เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 127 ล้านปีก่อน ผลการวิเคราะห์โครงกระดูกของมันเผยให้เห็นความแตกต่างจากนกในปัจจุบัน

บังเกอร์ทหารจากยุคเผด็จการ กลายเป็นสารพัดประโยชน์

บังเกอร์ทหารจากยุคเผด็จการ กลายเป็นสารพัดประโยชน์ จำนวนที่แท้จริงของบังเกอร์ทหารที่ตั้งอยู่อย่างกระจัดกระจายทั่วแอลเบเนียยังคงเป็นที่ถกเถียงและคำตอบนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณถามใคร ซึ่งจำนวนมีตั้งแต่ 175,000 – 750,000 หลัง ในจำนวนนี้มีทั้งที่สร้างจากปูนซีเมนต์และโลหะ บังเกอร์รูปเห็ดเหล่านี้คือสัญลักษณ์ของการปกป้องตัวเองสำหรับประเทศเล็กๆ บนคาบสมุทรบอลข่าน กระท่อมทรงเห็ดเหล่านี้เป็นมรดกจากยุคสงครามเย็นในช่วงช่วงทศวรรษ 1970 – 1980 โดยรัฐบาลระบอบเผด็จการที่หวาดกลัวการรุกรานในสมัยนั้น มาวันนี้สามทศวรรษผ่านไปแอลเบเนียไม่ได้ปกครองโดยผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์อย่าง Enver Hoxha ที่ปกครองแอลเบเนียในปี 1944 – 1985 อีกแล้วประชาชนทั่วไปมองบังเกอร์เหล่านี้คือสัญลักษณ์ของช่วงเวลาอันยากลำบาก อย่างไรก็ตามพวกเขาได้เปลี่ยนมันเพื่อประโยชน์ใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร, บาร์, คาเฟ่ หรือแม้แต่พิพิธภัณฑ์ “จำนวนของบังเกอร์แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวระหว่างการปกครองของ Hoxha” Vjeran Pavlaković ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมจากมหาวิทยาลัย Rijeka ในโครเอเชียกล่าว Pavlaković มุ่งเน้นไปที่ความทรงจำร่วมกันของคาบสมุทรบอลข่านในเวลานั้น “แทนที่จะใช้งบประมาณลงทุนไปกับการศึกษาหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลกับเลือกที่จะแยกตัวรัฐของตนออกมา” เรื่อง อเล็กซ์ ครีวา ภาพถ่าย โรเบิร์ต แฮคแมน   อ่านเพิ่มเติม ผู้คนที่ตกค้างอยู่ในโรงแรมหรูสมัยสหภาพโซเวียต    

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร

รอบนักษัตรที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๑๘) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในจิตรกรรมและดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งประทับอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้นเสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๑๐ ทรงงานจิตรกรรมอย่างต่อเนื่องโดยทรงอาศัยเวลาในช่วงค่ำที่ว่างจากพระราชกิจต่าง ๆ ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีนับร้อยองค์ ซึ่งอาจจำแนกได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ ภาพเหมือนจริงหรือแนวสัจนิยม ภาพที่สร้างสรรค์ตามคตินิยมแบบเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ และภาพแนวนามธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชื่นชมผลงานของศิลปินท่านอื่น ๆ และทรงค้นคว้าสร้างสรรค์งานศิลปะรูปแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาจิตรกรรมแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางด้านดนตรีนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้รวมทั้งสิ้น ๔๘ เพลง ส่วนใหญ่จะทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นก่อน แล้วทรงมอบให้ผู้อื่นนิพนธ์หรือประพันธ์คำร้อง มีเพียงเพลง ”รัก” และเพลง ”เมนูไข่” ที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นโดยมีบทประพันธ์คำร้องอยู่ก่อน เพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เพลงแสงเทียน และเพลงพระราชนิพนธ์หลังสุดคือ เพลงเมนูไข่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงแสงเทียนเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ แต่ทรงแก้ไขปรับปรุงและนำออกบรรเลงในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เพลงพระราชนิพนธ์ที่นำออกบรรเลงเป็นเพลงแรกคือ เพลงยามเย็น เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เพลงพระราชนิพนธ์เพลงที่สามแต่ทรงนำออกบรรเลงเป็นเพลงที่สอง ในวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ และได้รับความนิยมสูงสุด คือ เพลงสายฝน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริทรงนิพนธ์คำร้อง และได้รับเกียรติจากองค์การยูเนสโกประกาศให้ใช้เป็นเพลงตัวแทนที่แสดงถึงชนชาติในเอเชียเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งถึงเพลงสายฝนว่า มีเรื่องที่เป็นความลับของเพลงนี้ว่า ”เมื่อแต่งเป็นเวลา ๖ เดือน หม่อมเจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริได้เขียนจดหมายถึง บอกว่า มีความปลาบปลื้มอย่างหนึ่ง เพราะไปเชียงใหม่ เดินไปตามถนน ได้ยินเสียงคนผิวปากเพลงสายฝน ก็เดินตามเสียงเขาไปในตรอกซอยแห่งหนึ่ง ก็เห็นคนกำลังซักผ้าแล้วก็มีความร่าเริงใจ ผิวปากเพลงสายฝนและก็ซักผ้าไปด้วย ก็นับว่าสายฝนนี้มีประสิทธิภาพสูง ซักผ้าได้สะอาด…” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงประจำมหาวิทยาลัย ๓ เพลง คือ เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๑ เพลงมหาจุฬาลงกรณ์ พระราชทานเป็นเพลงประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๓๖ เพลงยูงทอง พระราชทานเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๔๒ เพลงเกษตรศาสตร์ พระราชทานเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา ”อัครศิลปิน” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระปรีชาสามารถด้านวรรณกรรม ทรงพระราชนิพนธ์ผลงานไว้หลายองค์ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ทรงแปลบทความจากข่าวไว้ ๙ เรื่อง และในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ อีก ๑ เรื่อง ส่วนหนังสือพระราชนิพนธ์ที่จัดพิมพ์เป็นเล่มนั้น เรื่องแรกทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ คือเรื่อง เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิสแลนด์, ๒๔๘๙ เรื่องต่อมาเป็นบทพระราชนิพนธ์แปล นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ ทรงเริ่มแปลเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐ สำเร็จในวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ บทพระราชนิพนธ์แปลอีกเรื่องหนึ่งคือ ติโต ตามมาด้วยพระราชนิพนธ์ เรื่อง ทองแดง และ เรื่อง ทองแดง ฉบับการ์ตูน ทรงเล่าถึงสุนัขทรงเลี้ยงที่ชื่อ ”ทองแดง” หนังสือพระราชนิพนธ์สำคัญที่ทรงพระราชนิพนธ์ และโปรดเกล้าฯให้เหล่าศิลปินมีชื่อ ๘ ท่าน เขียนภาพจิตรกรรมประกอบคือ เรื่อง พระมหาชนก ที่โปรดเกล้าฯให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าเฝ้าฯรับฟังพระราชดำรัสเรื่องพระราชนิพนธ์นี้ ในวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ นอกจากบทพระราชนิพนธ์และภาพจิตรกรรมอันทรงคุณค่ารวมทั้งการจัดพิมพ์อย่างประณีตสวยงามที่สุดแล้ว พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกยังแสดงถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านอักษรศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และโหราศาสตร์ไทย ต่อมาพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกนี้ยังได้รับการจัดพิมพ์เป็น พระมหาชนก ฉบับการ์ตูน ด้วย พระอัจฉริยภาพด้านการกีฬาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นไม่ด้อยไปกว่าด้านอื่น ๆ เลย กีฬาที่ทรงสนพระราชหฤทัยและมีความเชี่ยวชาญคือ เรือใบ แบดมินตัน เทนนิส และยิงปืน โดยเฉพาะกีฬาเรือใบนั้นทรงแสดงให้ปรากฏถึงพระอัจฉริยภาพอันสูงยิ่งเมื่อคราวมหกรรมกีฬาแหลมทองหรือ SEAP ames ครั้งที่ ๔ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในปีพ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อทรงได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนักกีฬาไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ ทรงปฏิบัติพระองค์เสมือนนักกีฬาทีมชาติอย่างเคร่งครัดทรงเข้าค่ายฝึกซ้อมและรับเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาเช่นเดียวกับนักกีฬาไทยคนอื่น ๆ ซึ่งผลการแข่งขันก็ปรากฏว่าพระองค์ทรงชนะการแข่งขันได้รับรางวัลเหรียญทอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ ”เรือใบมด” ขึ้นและทรงจดสิทธิบัตรเป็นสากลที่ประเทศอังกฤษ ในประเภทเรือ International Moth Class คำว่า ”มด” ทรงแปลงจากคำว่า ”ม็อธ-Moth” ส่วนเหตุที่ใช้ชื่อมด ทรงมีรับสั่งว่า “ที่ชื่อมดนั้น เพราะมันกัดเจ็บ ๆ คัน ๆ ดี” เรือใบมดมีขนาดความยาว ๑๑ ฟุตกว้าง ๔ ฟุต ๑๑ นิ้ว เนื้อที่ใบเรือ ๗๒ ตารางฟุต เคยทรงนำลงแข่งทดลองที่ประเทศอังกฤษ และได้อันดับที่ ๑ ในบรรดาเรือขนาดเดียวกัน ต่อมาทรงประดิษฐ์ในรุ่นซูเปอร์มดและไมโครมด เพิ่มขึ้นมา มีการจัดแข่งขันเรือใบมดในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติอีกหลายครั้ง รวมทั้งกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๒๘ จากการที่ทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแหลมทองและทรงได้รับรางวัลเหรียญทอง โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นประธานในพิธีทูลเกล้าฯถวายเหรียญรางวัล ในวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ การกีฬาแห่งประเทศไทยจึงกำหนดเอาวันที่ ๑๖ ธันวาคม เป็น “วันกีฬาแห่งชาติ”     อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ปวงประชามหาปีติ, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า