หากสองเกาหลีรวมกันอีกครั้ง - National Geographic Thailand

หากสองเกาหลีรวมกันอีกครั้ง

หากสองเกาหลีรวมกันอีกครั้ง

ดูเหมือนขอบฟ้าแห่งสันติภาพระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จะเริ่มเรืองรองขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการคาดการณ์จากประชาคมโลกว่า การประชุมสุดยอดระหว่างสองผู้นำเกาหลีในครั้งนี้อาจนำไปสู่การสิ้นสุดของความขัดแย้งที่ยึดเยื้อยาวนานเกือบ 70 ปี

การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และมุน แจ-อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อ 09.30 น. ของวันที่ 27 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่น ณ อาคารสันติภาพ (Peace House) ในหมู่บ้านปันมุนจอม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปลอดทหารระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ หรือเรียกได้ว่าเป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างสองเกาหลีที่เดินสายพัฒนาประเทศไปในรูปแบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง หลังห้ำหั่นทำสงครามต่อสู้กันนานสามปี ระหว่างปี 1950 – 1953 ก่อนจะร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิง และนำมาสู่การก่อตั้งเขตปลอดทหารระหว่างพรมแดนตามมา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมรดกสุดท้ายจากยุคสงครามเย็นที่เรายังคงเห็นผลกระทบได้ในปัจจุบัน เมื่อประเทศหนึ่งต้องถูกฉีกแบ่งออกเป็นสอง

เกาหลีเหนือ
คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีใต้จับมือกับประธานาธิบดีมุน แจอินก่อนเริ่มการประชุมหารือ ซึ่งนับเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งที่ 3 ของสองเกาหลี ตลอดความขัดแย้งยาวนานกว่า 70 ปี
ภาพถ่ายโดย China Xinhua News

ในอดีตผู้นำทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เคยพบปะกันอย่างเป็นทางการมาแล้วสองครั้ง และการหารือครั้งล่าสุดนี้นับเป็นการหารือครั้งที่สาม และเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ของสองเกาหลี โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2000 ในสมัยที่คิม แดจุง เป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ทั้งสองประเทศลงนามปฏิญญาร่วมกันว่าจะเคารพความแตกต่างในการปกครองของกันและกัน, พัฒนาความร่วมมือด้านประวัติศาสตร์ การศึกษา เทคโนโลยี และสังคม รวมไปถึงผลักดันโครงการให้บรรดาญาติพี่น้องที่พลัดพรากจากการแบ่งประเทศได้กลับมาพบกัน ต่อมาในปี 2007 การประชุมเกิดขึ้นอีกครั้ง โน มู-ฮย็อน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้พบปะกับผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อิล ผู้เป็นพ่อของผู้นำคนปัจจุบันและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อหารือแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และมีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแกซอง ในฝั่งเกาหลีเหนือ

 

ความเห็นจากประชาชน

ช่วงเวลาที่แยกจากกันนานเกือบเท่าหนึ่งชั่วอายุคนได้หล่อหลอมให้ประชาชนจากทั้งสองเกาหลีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ABC News รายงานผลสำรวจชาวเกาหลีใต้ พบว่าทั้งสองช่วงวัยมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนต่อสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี

ในกลุ่มผู้มีอายุอย่าง Yong-cheol Jun นั้น ความหวังก่อนตายของเขา คือการเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดในเกาหลีเหนือ เนื่องจากสงครามเกาหลีทำให้เขาต้องพลัดพรากจากแม่และน้องชายอีกสองคน ซึ่งไม่ทราบข่าวคราวอีกเลยจนวันนี้ “ผมเศร้าและรู้สึกผิดครับที่ทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลัง เมื่อใดที่ร้องเพลงก็จะคิดถึงแม่ขึ้นมา และจะรู้สึกเจ็บปวดมาก” เขากล่าว ประมาณการว่าจำนวนครอบครัวที่ต้องพลัดพรากจากกันมีมากถึง 60,000 ครอบครัว และเกือบทั้งหมดคาดหวังให้ทั้งสองประเทศกลับมารวมกันอีกครั้ง “ถ้ามีการแลกเปลี่ยนระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ การรวมประเทศก็เป็นไปได้แน่นอนครับ”

เกาหลีเหนือ
ความหวังสุดท้ายก่อนตายของ Young-cheol Jun (ภาพซ้าย) คือการได้กลับไปยังเกาหลีเหนือบ้านเกิด และ Hyunsook Kim (คนขวา) ได้พบหน้าลูกสาวของเธอเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ของการแบ่งประเทศ
ภาพถ่ายโดย Brant Cumming, ABC News

Hyun-sook Kim วัย 91 ปี โชคดีกว่าตรงที่เธอมีโอกาสได้พบกับลูกสาวอีกครั้งในโครงการเพื่อครอบครัวที่พลัดพราก ซึ่งจัดขึ้นในกรุงเปียงยาง เมื่อปี 2015 “ฉันไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกยังไง ฉันอยากเจอเธออีกครั้ง และมีทางเดียวที่ระบายความคิดถึงออกได้คือการร้องไห้ ลูกสาวของฉันต้องเติบโตโดยปราศจากแม่ ชีวิตคงลำบากมาก”

แต่สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว พวกเขาคิดว่าความแตกต่างระหว่างสองประเทศ ห่างไกลเกินกว่าที่จะรวมกันได้ Tae-wan Kim นักศึกษามหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้ให้ความเห็นว่า เขาไม่ต้องการให้เกาหลีใต้ทุ่มเงินเป็นล้านล้านดอลลาร์ไปกับการรวมเกาหลี “คนรุ่นผมคิดกันว่า ทำไมเราต้องเสียเงินมากมายไปกับการรวมประเทศด้วย มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา แทนที่จะเอาไปพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น” เช่นเดียวกับ Kyeyu Kwak นักศึกษาเกาหลีใต้เห็นด้วยว่า หากการรวมประเทศเกิดขึ้นจริง การไหลบ่าของชาวเกาหลีเหนือที่เข้ามาในประเทศอาจกระทบต่อการหางานไปจนถึงสถานศึกษาของชาวเกาหลีใต้ “คนรุ่นเราไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเกาหลีเหนือเช่นสื่อหรอกค่ะ” เธอกล่าว “เราอาจจะไม่ต้องการรวมประเทศ แต่ใช่ว่าเราจะสร้างสันติภาพร่วมกันไม่ได้”

เกาหลีเหนือ
Tae-wan Kim (ภาพซ้าย)ไม่ต้องการให้เกาหลีใต้สูญเงินปริมาณหลายล้านดอลล่าร์ไปกับการรวมประเทศ ส่วน Kyeyu Kwak (ภาพขวา) เชื่อว่าทั้งสองเกาหลีขณะนี้ไม่มีสิงใดที่เหมือนกันอีกแล้ว
ภาพถ่ายโดย Brant Cumming, ABC News

 

เรื่องแนะนำ

ศิลปะผนังถ้ำเล่าวิถีชีวิตมนุษย์ยุคน้ำแข็ง

ศิลปะผนังถ้ำเล่าวิถีชีวิตมนุษย์ยุคน้ำแข็ง พวกเราสามารถศึกษาประวัติศาสตร์โลกยุคน้ำแข็งและสัตว์ในโลกยุคน้ำแข็งอย่างแมมมอธ หรือสัตว์เลื้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ประเภทอื่นๆ ได้ในถ้ำที่ประเทศฝรั่งเศส และประเทศสเปนซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานโดยตามผนังมีภาพวาดที่เขียนเป็นสีและรูปลงบนพื้นหิน ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนยุคน้ำแข็ง และสัตว์ประเภทต่างๆ ที่คนยุคน้ำแข็งล่า เช่นแมมมอธ ม้า สิงโต และกวาง รวมถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่คนยุคน้ำแข็งใช้สื่อสารกัน ภาพวาดตามผนังถ้ำของผู้คนยุคน้ำแข็งเหล่านี้จะแสดงให้พวกเราเห็นถึงวิถีชีวิตของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้อย่างชัดเจนและเข้าใจมากยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติมที่ มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ล่าสลอธยักษ์เป็นอาหาร

ประวัติศาสตร์กล้วยกล้วย

ประวัติศาสตร์กล้วย กล้วยผลไม้บ้านๆ ที่พบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก กล้วยผลไม้ราคาแพงที่ต้องนำเข้าสำหรับหลายประเทศอีกเช่นกันที่ไม่สามารถปลูกได้ ไม่ว่าสถานะของกล้วยจะเป็นอย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้วยคือผลไม้อันดับต้นๆ ที่ผู้คนนิยมทาน แต่กว่าจะมาถึงสถานะผลไม้ยอดนิยมเช่นทุกวันนี้ กล้วยผ่านอะไรมาบ้างเราไปย้อนชมกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล มนุษย์เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูกกล้วยบนเกาะปาปัวนิวกินี กล้วยเป็นผลไม้เมืองร้อนที่เพาะปลูกได้ในหลายพื้นที่ ต่อมาชาวยุโรปมีโอกาสได้ลิ้มลองกล้วยเป็นครั้งแรกเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนำกล้วยจากอินเดียเข้ามายังอาณาจักรกรีก ในช่วง 327 ปีก่อนคริสต์กาล คริสต์ศักราชที่ 650 ชาวตะวันออกกลางตั้งชื่อให้ผลไม้สีเหลืองเมื่อสุกแล้วนี้ว่า “Banan” ซึ่งแปลว่านิ้วในภาษาอารบิก จากรูปร่างเพรียวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน จนกระทั่งในปีคริสต์ศักราชที่ 1516 มิชชันนารีชาวสเปนนำกล้วยเดินทางไปเพาะพันธุ์ยังหมู่เกาะในแคริบเบียน ก่อนที่จะพยายามปลูกพวกมันในฟลอริดา ในปี 1600 แต่น่าเสียดายที่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากฟลอริดามีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในหน้าหนาว ชาวอเมริกันมีโอกาสได้พบกับกล้วยเป็นครั้งแรก ในงานเวิล์ดแฟร์ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1876 ในฟิลาเดเฟีย อีก 9 ปีต่อมาบริษัท Boston Fruit ก็ผงาดขึ้นด้วยการนำเข้ากล้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอเมริกัน จนเกิดมาเป็นเครือข่ายผลไม้ที่บริษัทอเมริกันเข้าครอบครองพื้นที่ทำสวนกล้วยในหลายประเทศของอเมริกากลาง ปี 1951 Jacobo Arbenz ประธานาธิบดีคนใหม่ของกัวเตมาลาชูนโยบายต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยในประเทศ นโยบายของเขาเกิดขึ้นจริงและชนะในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งในอีก 3 ปีต่อมา จากการปฏิวัติโดยมีซีไอเออยู่เบื้องหลัง และในปี 1985 โรคปานามาที่เคยทำลายผลผลิตกล้วยไปมากในอเมริกากลางเมื่อครั้งอดีต ก็เกิดขึ้นกับผลผลิตกล้วยในเอเชีย […]

กองขยะอายุ 1,500 ปี เผยข้อมูลน่าทึ่งเกี่ยวกับการล่มสลายของเมือง

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เมืองเอลูซา อันเป็นศูนย์กลางการค้าไวน์อันโด่งดังยุคโรมันล่มสลายลงเนื่องจากอิทธิพลของอิสลาม แต่กองขยะจำนวนมหาศาลที่พบกลับเผยเหตุผลที่แตกต่างออกไป