Explorer Awards 2018: ดร.วราวุธ สุธีธร - National Geographic Thailand

Explorer Awards 2018: ดร.วราวุธ สุธีธร

ดร.วราวุธ สุธีธร

ผู้บุกเบิกวงการบรรพชีวินวิทยาของไทย

หลายคนบอกว่า ผู้ชายคนนี้คือ “อินเดียนา โจนส์” แห่งวงการบรรพชีวินวิทยาของไทย  ชื่อของ ดร.วราวุธ สุธีธร ปรากฏอยู่ในชื่อของไดโนเสาร์ชนิดใหม่ที่พบบนแผ่นดินอีสานของไทย นั่นคือ สยามโมซอรัส สุธีธรนี (Siamosaurus suteethorni)

เรารู้จักกับ “อาจารย์หมู” หรือ ดร.วราวุธ ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ทำนิตยสารเล่มนี้ เพราะทุกครั้งที่ต้องการความช่วยเหลือทางวิชาการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบรรพชีวินวิทยาหรือไดโนเสาร์ เราก็ได้รับความเมตตาจากอาจารย์หมูเสมอมา  ภาพของดร.วราวุธ ในชุดสีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีฝุ่นดิน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม และแววตาหลังกรอบแว่นที่ทอประกายทุกครั้งเวลาบอกเล่าถึงงานที่ทำ เป็นสิ่งที่ใครก็ตามที่ได้พูดคุยกับอาจารย์หมูจะจดจำได้เสมอ

ดร.วราวุธ สุธีธร

วันนี้แม้จะอยู่ในวัยเลยเกษียณ (จากข้าราชการกรมทรัพยากรธรณี) มาสิบปี แต่อาจารย์หมูไม่เพียงยังไม่ทิ้งวงการนี้ เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์เราไว้ว่า “ยังสนุก แล้วก็มีความสุขที่ได้ทำ การไปขุดกลางแจ้ง ทำงานเหนื่อย ร้อน ต้องนั่งกับพื้น ค่อยๆ แซะทั้งวัน แต่เมื่อไหร่ที่เจอกระดูก เจอฟอสซิลชิ้นใหม่ เราจะอยากรู้ว่ามันคืออะไร ต้องค่อยๆ เปิด ค่อยๆ เห็นทีละนิด แล้วถ้าเจอชิ้นสำคัญอย่างเช่นหัวกะโหลก ฟันส่วนกราม ชิ้นส่วนที่ไม่ค่อยพบเห็น หรือชิ้นส่วนที่ครบสมบูรณ์ เราจะมีความสุขมาก ที่เหนื่อยๆ นี่หายเป็นปลิดทิ้ง ทำได้อีกสามวันเจ็ดวันไม่มีเหนื่อย”

ยิ่งไปกว่านั้น งานในทุกวันนี้ของอาจารย์หมูยังเปรียบได้กับการ “แจกของส่องตะเกียง” นั่นคือการส่งต่อแรงบันดาลใจและสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ให้วงการบรรพชีวินวิทยาของไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ดร.วราวุธ สุธีธร

 

การศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์มีประโยชน์อะไร

ทำให้เรารู้ไม่เพียงแค่ชนิดของสิ่งมีชีวิตในสมัยนั้น แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมโบราณ และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ของโลก สิ่งเหล่านี้บอกเราถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นบนโลก รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่สิ่งมีชีวิตกลุ่มใหญ่ๆ สูญพันธุ์ไปพร้อมๆ กัน ทำให้เราสอบลงไปได้ว่า เกิดอะไรขึ้นในสมัยนั้น เช่น บางแห่งเราพบว่าเป็นเรื่องของภูเขาไฟระเบิดขนาดใหญ่ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตตายเป็นกลุ่ม หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นในอดีตแล้วทั้งนั้น

 

“ความสุข” ของนักสำรวจคืออะไร

คือการค้นพบ เป็นการค้นพบในสถานที่ใหม่ๆ มีตัวอย่างใหม่ๆ ที่เรายังไม่เคยพบเห็นมาก่อน ยิ่งถ้าเจอแล้ว บอกได้ว่าว่าเป็นอะไร อายุเท่าไหร่ แล้วสืบค้นต่อไปถึงร่องรอย ประวัติ และบอกเล่าเรื่องราวได้ นั่นคือความสุขสุดยอดของนักสำรวจ

“เราปักธงได้ว่า ประเทศไทยเป็นที่หนึ่งที่มีฟอสซิลสัตว์มีกระดูกสันหลัง และมีพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่ดีเทียบเท่าประเทศชั้นนำอื่นๆ”

 

อยากฝากอะไรถึงนักสำรวจรุ่นใหม่ๆ

สิ่งแรกที่นักสำรวจต้องมีคือ ความใฝ่รู้  เมื่อใฝ่รู้แล้วก็ต้องศึกษาค้นคว้าในเรื่องราวเหล่านั้น ตั้งแต่ความรู้พื้นฐานที่นักสำรวจรุ่นก่อนเคยทำไว้ แล้วเมื่อถึงเวลาก็ออกไปยังที่เหล่านั้น เพื่อไปตรวจสอบดูในเบื้องต้นว่า สิ่งที่เขาว่าไว้เป็นจริงหรือไม่อย่างไร จากนั้นก็ต้องศึกษาให้รู้จริง และค้นคว้าต่อไปว่า สิ่งที่เขาพูดไว้นั้นครบถ้วนหรือยัง มีอะไรที่ขาด หลงเหลือ หรือควรเพิ่มเติม เราอาจมองต่อไปว่า ยังมีพื้นทีไหนอีกไหมที่ยังไม่เคยมีการสำรวจหรือการค้นพบมาก่อน ลองไปดูว่าจะมีหลักฐานอะไรให้เราบอกเล่าเรื่องราวเพิ่มเติมได้

ดร.วราวุธ สุธีธร

 

ความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต

ต่างประเทศเขามีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเป็นพื้นฐานสำหรับให้เด็กๆ หรือสาธารณชนเข้าไปศึกษาหาความรู้ ข้างในมีเรื่องราวและความรู้มากมาย เราไปเรียนรู้ได้หมด เรากลับมาคิดว่า ในเมืองไทย ถ้าอยากสร้างนักสำรวจ เราก็ต้องมีสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้น เป็นโอกาสดีที่เราค้นพบไดโนเสาร์ใหม่ๆ รวมทั้งฟอสซิลใหม่ๆ ที่เป็นตัวอย่างของประเทศไทยเสริมเข้าไปในประวัติของโลก แล้วในที่สุดก็มีโอกาสได้ช่วยเหลือในการทำพิพิธภัณฑ์ ทำให้เรามีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา หรือ Natural History Museum โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ของประเทศไทยเกิดขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดที่มีส่วนทำให้สิ่งเล็กๆ ที่เป็นพื้นฐานให้ความรู้แก่เยาวชน หรือแก่คนไทย เกิดขึ้นในประเทศไทย

 

อ่านเพิ่มเติม

ไดโนเสาร์ที่ยังไม่สูญพันธุ์

เรื่องแนะนำ

ภารกิจไต่หน้าผาเยือนโลกสาบสูญที่กายอานา ค้นหาสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ เหนือแอมะซอน

ภูเขายอดราบสูงตระหง่านเหนือป่าฝนแอมะซอน ประเทศกายอานา เปิดโอกาสให้นักวิจัยได้พบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ และไขความลับของวิวัฒนาการ ความท้าทายข้อใหญ่ที่สุดอยู่ที่การไปถึงที่นั่นให้ได้ กายอานาแตกต่างจากประเทศอื่นในอเมริกาใต้ตรงที่เป็นชาติเดียวที่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจาก การเป็นอาณานิคมอันยาวนานเพียงแห่งเดียวของอังกฤษในทวีปนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศปกคลุมด้วยป่าฝนไร้ถนน แต่ ณ ซอกมุมทางตะวันตกเฉียงเหนือสุด เทือกเขาปากาไรมาทอดขนานพรมแดนที่ติดกับบราซิลและเวเนซุเอลา ที่นี่มีภูเขายอดราบจำนวนมากพุ่งสูงเสียดฟ้าเหนือเรือนยอดไม้สีเขียวเข้มในลุ่มน้ำไปควา ชนพื้นเมืองเปมอนที่อาศัยอยู่ใต้ เงื้อมเงาขุนเขาเหล่านี้มาหลายร้อยปีเรียกยอดเขาแปลกตาเหล่านี้ว่า เตปูอี (Tepuis) ซึ่งแปลว่า “หินโผล่” หรือบางครั้งเรียกว่า “วิมานแห่งทวยเทพ” ผิดกับเทือกเขาทั่วไปที่มักเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ เตปูอีกลับมีแนวโน้มตั้งอยู่โดดเดี่ยว โผล่ขึ้นมาจากป่าฝน เหมือนเกาะที่ผุดขึ้นกลางทะเลหมอก เตปูอีบางลูกอาจมีเส้นทางเดินป่าไปถึงยอด แต่ส่วนใหญ่ล้อมรอบด้วยหน้าผาชัน ซึ่งบางแห่งสูงถึง 900 เมตร และมักประดับด้วยน้ำตกงดงามตระการตา นักธรณีวิทยาบอกว่า เตปูอีเหล่านี้เป็นเศษซากหลงเหลือของที่ราบสูงโบราณชื่อหินฐานทวีปกีอานา ซึ่งเคยเป็น ใจกลางมหาทวีปกอนด์วานา เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน พื้นที่ส่วนนี้ของทวีปอเมริกาใต้อยู่ติดกับทวีปแอฟริกา มหาทวีปกอนด์วานาแยกจากกันนานมากแล้ว ทว่าพื้นที่ส่วนนี้ของอเมริกาใต้ยังคงมีเงื่อนงำมากมายของอดีตที่เคย มีร่วมกับแอฟริกา ทุกวันนี้ ชนิดพันธุ์ประจำถิ่นจำนวนหนึ่งบนเตปูอีมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับพืชและสัตว์ในแอฟริกาตะวันตก และชนิดของเพชรในเหมืองต่างๆ ของเซียร์ราลีโอนและกินีก็เหมือนกับเพชรที่กร่อนจากหน้าผาของเตปูอี แล้วไหลไปตามแม่น้ำไปควาและแม่น้ำอื่นๆ ค่ำคืนมืดสนิทคืนหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ บรูซ มีนส์ ยืนอยู่ตามลำพัง ลึกเข้าไปในเทือกเขาปากาไรมาทางตะวันตกเฉียงเหนือของกายอานา เขากวาดตาผ่านป่าเมฆคลุมด้วยแสงไฟฉายคาดศีรษะ จ้องผ่านแว่นพร่ามัวไปยังท้องทะเลแห่ง หมู่ไม้โบราณที่คล้ายห่มคลุมด้วยผืนมอสส์สีเขียวสด อากาศชื้นอวลกลิ่นพืชพรรณและไม้ที่เน่าเปื่อยผุพัง […]

แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกระเป๋าหน้าท้องโคอาลา (Koala marsupial) น่าจะเป็นคำเรียกที่ถูกต้องมากกว่าสำหรับสัตว์น่ารัก น่ากอดเหล่านี้ หลังลืมตาดูโลก ลูกน้อยโคอาล่าจะเจริญเติบโตและมีพัฒนาการในถุงหน้าท้องของแม่นานราว 6 เดือน ซึ่งนั่นหมายความว่า แท้จริงแล้ว โคอาล่า คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกระเป๋าหน้าท้อง ซึ่งนั่นทำให้มันมีความเกี่ยวข้องกับจิงโจ้มากกว่าหมีเสียอีก ตอนที่ชาวยุโรปเดินทางมาถึงออสเตรเลียครั้งแรก พวกเขาเรียกโคลาล่าว่าหมี เพราะรูปร่างหน้าตาหน้าคล้ายหมีของมัน ดังนั้น จากนี้ไป เรามาเรียกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวอวบอ้วนน่ากอด และดูเหมือนขี้เซานี้เสียใหม่เพียงสั้นๆ ว่า “โคอาล่า” กันดีกว่าครับ   อ่านเพิ่มเติม : แมวน้ำช้างจดจำกันได้จากเสียงร้อง, คุณจะกินอาหารยังไงนะ ถ้าคุณตัวหนักเบาะๆ แค่เกือบสองร้อยตัน

ปลากระเบน ในทุกวันนี้ยังสบายดีอยู่หรือไม่

ปลากระเบน สัตว์น้ำในทะเลที่เราอาจจะไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร่ แต่การดำรงอยู่ของมันก็สามารถชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของโลกใต้น้ำได้ดี ลองมาดูกันว่าชีวิตของเหล่ากระเบนเป็นอย่างไรบ้างในปัจจุบัน แม้ว่าเราอาจจะคุ้นเคยกับการรับประทานสัตว์น้ำหลากชนิด แต่ในชีวิตประจำวันเราคงไม่มีโอกาสได้รับประทาน หรือแม้กระทั่งพบเจอสัตว์น้ำหน้าตาประหลาด และมีรูปร่างน่าเกรงขามอย่าง ปลากระเบน มากนัก แต่ด้วยกระแสการรับประทานอาหารที่ปรุงจากสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เริ่มพูดถึงในกันสังคม อาจทำให้หลายคนเริ่มเกิดความสงสัยว่าในทุกวันนี้ปลากระเบนมีสถานะเช่นไรในท้องทะเล ภาพถ่าย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ทีมนักวิจัยเก็บข้อมูลร่างกายของปลากระเบนราหูน้ำจืด (Urogymnus polylepis) ที่ติดเบ็ดของนักตกปลาในแม่น้ำแม่กลอง บริเวณอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ด้วยการที่ประชากรของปลากระเบนชนิดนี้ในประเทศไทยถูกจัดสถานะว่ามีความเสี่ยงขั้นวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ (Critically Endangered) โดย IUCN ด้วยลักษณะทางชีววิทยาที่ออกลูกจำนวนน้อยและเจริญเติบโตช้ามากประกอบกับภัยคุกคามจากการที่แหล่งที่อยู่อาศัยเสื่อมโทรม นักวิจัยจึงพยายามศึกษาปลากระเบนเหล่านี้เพื่อใช้ในการอนุรักษ์ประชากรของพวกมันให้คงอยู่ในสายน้ำของเมืองไทย ปลากระเบนจัดเป็นปลากระดูกอ่อนจำพวกหนึ่งที่มีบรรพบุรุษร่วมกันกับปลาฉลาม สามารถพบได้ทั่วไปทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และทะเล ส่วนใหญ่จะหากินบริเวณพื้นท้องน้ำ และแพร่กระจายทั่วไปตามเขตอุบอุ่นและเขตร้อนทั่วโลก ลักษณะที่โดดเด่นของกระเบนคือการมีรูปร่างลำตัวแบนราบ อาจมีปุ่มกระดูกหรือหนามเล็ก ๆ ในบางบริเวณ และมีครีบอกที่แผ่ขยายคลุมส่วนหัวและบางส่วนของลำตัว หรืออาจจะคลุมลำตัวทั้งหมด บางชนิดอาจมีพิษที่เงี่ยง ขยายพันธุ์โดยออกลูกเป็นตัวหรือเป็นไข่แล้วแต่สายพันธุ์ ปลากระเบนพบเจอได้ที่ไหนในประเทศไทย ปลากระเบนที่พบทั่วโลกมีมากกว่า 600 ชนิด สำหรับในประเทศไทย ได้มีการสำรวจเมื่อปี 2017 พบปลากระเบน 84 ชนิดทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม ในแหล่งน้ำจืด ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จัก กระเบนเจ้าพระยา […]

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน เหมืองบริเวณหุบเขาโอคานากัน ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมา นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตแร่สำคัญแล้ว ช่วงหลายปีมานี้สถานที่ดังกล่าวยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งข้อมูลใหม่ทางบรรพชีวินวิทยาอีกด้วย มีฟอสซิลสัตว์โบราณมากมายที่ถูกค้นพบและเก็บรักษาไว้อย่างดีในก้อนอำพัน ไม่ว่าจะเป็นหมัด, แมลง, กบ ไปจนถึงหางไดโนเสาร์ และฟอสซิลของลูกงูโบราณตัวนี้คือหนึ่งในฟอสซิลชิ้นล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบฟอสซิลลูกงูในก้อนอำพัน จากการตรวจสอบลูกงูตัวนี้มีชีวิตอยู่เมื่อ 99 ล้านปีก่อน มันมีความยาวเพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น มีกระดูกสันหลังรวม 97 ข้อ นักบรรพชีวินวิทยาสันนิษฐานว่ามันเป็นลูกงูที่เพิ่งฟักไม่นาน และในบริเวณไม่ไกลกันนัก ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังพบเกล็ดและผิวหนังของงูที่ถูกฝังอยู่ในอำพัน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นของงูสายพันธุ์นี้ที่โตเต็มวัยแล้ว ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการค้นพบอะไรใหม่ๆ จากเหมืองมหัศจรรย์นี้อีก…   อ่านเพิ่มเติม ฟอสซิลทวดกบโบราณในอำพัน