106 ปี ไททานิก โศกนาฏกรรมโลกไม่ลืม - National Geographic Thailand

106 ปี ไททานิก โศกนาฏกรรมโลกไม่ลืม

106 ปี ไททานิก โศกนาฏกรรมโลกไม่ลืม

ซากเรือนอนสงบนิ่งในความมืดมิด เศษโลหะผุกร่อนกระจัดกระจายกินอาณาบริเวณสี่ตารางกิโลเมตรของก้นมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ รอเวลาให้เชื้อรากัดกิน สรรพชีวิตไร้สีสันเร้นกายอยู่ตามผนังและขอบหยักแหลม นับตั้งแต่การค้นพบซากเรือเมื่อปี 1985 โดยโรเบิร์ต บัลลาร์ด นักสำรวจประจำสมาคมเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก และชอง-หลุย มีเชล นาน ๆ ทีจะมีหุ่นยนต์หรือยานดำน้ำที่มีมนุษย์ควบคุมลงไปโฉบเหนือพื้นผิวดำทะมึนของ ไททานิก บางครั้งก็มีการปล่อยคลื่นเสียงหรือโซนาร์ในทิศทางของซากเรือ เก็บภาพแล้วกลับขึ้นมา

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นักสำรวจอย่างเจมส์ แคเมรอนและปอล-อองรี นาชีโอเล ได้นำภาพถ่ายซากเรือที่ละเอียดชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ กลับขึ้นมา แต่โดยรวมแล้วเรายังเห็นรายละเอียดของจุดอับปางได้ไม่ชัดนัก ทัศนวิสัยของเราจำกัดจากปฏิกูลแขวนลอยและตะกอนในน้ำ คงเห็นแต่เพียงบริเวณที่แสงไฟจากยานใต้น้ำส่องถึงเท่านั้น เรายังไม่สามารถปะติดปะต่อได้ว่าชิ้นส่วนที่แตกต่างกันเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และเราก็ยังไม่เคยเห็นภาพรวมของพื้นที่ที่เรืออับปางอย่างสมบูรณ์เลย

กระทั่งบัดนี้ ในรถเทรลเลอร์ที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทคจอดอยู่หลังสถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์โฮล (Woods Hole Oceanographic Institution: WHOI)  วิลเลียม แลงก์ ยืนอยู่เหนือแผนที่สำรวจด้วยระบบโซนาร์ของจุดที่ ไททานิก อับปาง ซึ่งเป็นภาพโมเสกที่ประกอบขึ้นจากภาพขนาดเล็กจำนวนมากและใช้เวลาทำนานหลายเดือน เมื่อมองแวบแรก ภาพนี้ดูคล้ายพื้นผิวดวงจันทร์ทั้งริ้วลายบนพื้นทะเลและแอ่งน้อยใหญ่

ครั้นพินิจพิจารณาใกล้ ๆ เราจึงเห็นว่าจุดอับปางนั้นระเกะระกะไปด้วยเศษซากวัสดุที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ แลงก์ชี้ไปที่ส่วนหนึ่งของแผนที่ เขาขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น ตอนนี้เราเห็นส่วนหัวของเรือ ไททานิก ชัดจนพอดูออกบ้างแล้วเห็นช่องโหว่สีดำตรงที่ครั้งหนึ่งเคยมีปล่องควันด้านหน้าตั้งอยู่ ฝาปิดระวางบานหนึ่งที่หลุดกระเด็นออกมาจมอยู่ในโคลนห่างออกไปทางเหนือหลายร้อยเมตร เพียงลากเมาส์คอมพิวเตอร์ เราก็เห็นซากเรือไททานิกทั้งลำ ไม่ว่าจะเป็นพุกผูกเรือ (bollard) เสาเดวิต (davit) หรือหม้อไอน้ำ (boiler) กองเศษซากซึ่งครั้งหนึ่งเคยแยกแยะไม่ออกกลายเป็นภาพถ่ายความละเอียดสูงของจุดเกิดเหตุ ”ตอนนี้เรารู้แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง หนึ่งร้อยปีผ่านไปในที่สุดไฟก็สว่างครับ” แลงก์บอก

ไททานิก
ลึกลงไปใต้ผิวน้ำราวสี่กิโลเมตร หัวเรือของไททานิกปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิดระหว่างการดำสำรวจ เมื่อปี 2001 โดยเจมส์ แคเมรอน นักสำรวจและนักสร้างภาพยนตร์ ไททานิก รอดจากการพุ่งชนภูเขาน้ำแข็งแบบประสานงาก็จริง แต่การชนด้านข้างทางกราบขวาก็ทำให้ห้องผนึกน้ำใต้ท้องเรือแตกรั่วหลายห้องเกินไป

บิล แลงก์ เป็นผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการทางการประมวลผลภาพและการสร้างภาพขั้นสูงของสถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์โฮล ที่นี่เป็นห้องทึบคล้ายถ้ำ ภายในบุด้วยวัสดุเก็บเสียงและแน่นขนัดไปด้วยจอภาพโทรทัศน์ความละเอียดสูง และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่งเสียงครางหึ่ง ๆ แลงก์เป็นส่วนหนึ่งในทีมสำรวจชุดแรกของบัลลาร์ดที่ค้นพบซากเรือ และยังคงถ่ายภาพบริเวณอับปางด้วยกล้องที่มีศักยภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่นั้นมา

ภาพโมเสกขนาดใหญ่ของซากเรือซึ่งเป็นผลจากการสำรวจมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ปี 2010 ถ่ายภาพโดยหุ่นยนต์หรือยานล้ำยุคสามลำซึ่ง ”บิน” อยู่เหนือพื้นก้นสมุทร ณ ระดับความสูงแตกต่างกัน ยานที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องโซนาร์แบบสแกนข้างชนิดหลายลำคลื่น และกล้องบันทึกภาพความละเอียดสูงที่ถ่ายภาพได้หลายร้อยภาพต่อวินาที ปฏิบัติงานโดยวิธี ”ไถสนาม” ซึ่งเป็นศัพท์เรียกเทคนิคดังกล่าว ยานทั้งสามวิ่งกลับไปกลับมาตัดบริเวณก้นสมุทร เป้าหมายเป็นพื้นที่ห้าคูณแปดกิโลเมตร แล้วจึงนำข้อมูลแต่ละแถบมาเชื่อมต่อกันด้วยระบบดิจิทัล เพื่อประกอบเป็นภาพความละเอียดสูงขนาดมหึมาหนึ่งภาพ ซึ่งทุกส่วนมีการทำแผนที่อย่างละเอียดและถูกต้องตามตำแหน่งอ้างอิงทางภูมิศาสตร์

”นี่เป็นการพลิกโฉมสถานการณ์เลยนะครับ” เจมส์ เดลกาโด กล่าว เขาเป็นนักโบราณคดีสังกัดสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือโนอา (National Oceanic and Atmospheric Ad-
ministration: NOAA) และเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้นำการสำรวจครั้งนี้  “ที่ผ่านมาการพยายามทำความเข้าใจซากเรือไททานิก อุปมาไปแล้วก็เหมือนกับการเพ่งมองนครนิวยอร์กกลางพายุฝนตอนเที่ยงคืนด้วยไฟฉายเพียงกระบอกเดียว ตอนนี้เรามีจุดอับปางที่สามารถสำรวจตรวจวัดได้ และมีรายละเอียดต่าง ๆ ชัดเจนคอยบอกเรา ในอีกหลายปีข้างหน้า แผนที่ประวัติศาสตร์ฉบับนี้อาจเผยเรื่องราวของผู้วายชนม์ที่เสียงของพวกเขาประหนึ่งจะจมหายไปกับสายน้ำเย็นยะเยือกตลอดกาล”

ซากเรืออาร์เอ็มเอส ไททานิก มีอะไรน่าดึงดูดนัก หนึ่งร้อยปีผ่านไป เหตุใดผู้คนจึงยังทุ่มเทกำลังสมองและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมหาศาลให้กับสุสานโลหะที่จมอยู่ใต้พื้นสมุทรลึกลงไปราวสี่กิโลเมตร

 

เรื่องแนะนำ

สวาซิแลนด์เปลี่ยนชื่อเป็นเอสวาตินีแล้ว

สวาซิแลนด์ถือเป็นประเทศล่าสุดที่เปลี่ยนชื่อของประเทศมาเป็น "เอสวาตินี" มาย้อนชมประวัติศาสตร์กันว่าก่อนหน้านี้มีประเทศไหนอีกบ้างที่เคยเปลี่ยนชื่อ

ค้นพบสุสานโบราณของกษัตริย์อาณาจักรมายา

ชาวมายันฝังร่างของผู้เสียชีวิตลงในภาชนะรูปทรงคล้ายหม้อ และนี่คือเรื่องราวของการค้นพบโครงกระดูกหนึ่งในกษัตริย์ของอารยธรรมโบราณอันยิ่งใหญ่

ยกเลิกการค้นหา MH370 หลังสี่ปีไร้วี่แวว

ปริศนาการหายไปของเที่ยวบิน MH370 อาจกลายเป็นปริศนาตลอดกาล หลังรัฐมนตรีมาเลเซียออกมาประกาศว่าจะยุติการค้นหาทั้งหมดในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากผ่านมาสี่ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาคำตอบของโศกนาฏกรรมได้

ค้นพบหลุมศพโบราณอายุ 3,500 ปี ในอียิปต์

นักโบราณคดีชาวอียิปต์ขุดค้นหลุมศพอายุ 3,500 ปีใกล้เมืองหลวงเก่าลักซอร์ และค้นพบศิลปวัตถุน่าทึ่งมากมาย  ทั้งมัมมี่หลายร่าง  โลงศพทำจากไม้ 10 โรง เครื่องปั้นดินเผา และตุ๊กตาหรือประติมากรรมที่ใช้ในพิธีศพอีกกว่า 1,000 ตัว หลุมศพแห่งนี้ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ แต่ศิลปวัตถุบางส่วนที่อยู่ภายในอาจมีอายุอยู่ในสมัยราชวงศ์ที่ 21เป็นของผู้พิพากษาชื่อ Userhat ในยุคอียิปต์โบราณ และถือเป็นสมาชิกชนชั้นสูงในสังคมอียิปต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณคดีของอียิปต์ชี้ว่า จำนวนศิลปวัตถุที่ค้นพบและสภาพที่ได้รับการรักษาไว้อย่างดีถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญ “จากด้านนอกเรารู้ว่ามีหลุมศพแห่งนี้ แต่ไม่เคยเข้าไปข้างในครับ” เขาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ในช่วงหลายสัปดาห์ต่อจากนี้ ทีมงานวางแผนขุดค้นอย่างต่อเนื่องและหวังว่าจะพบศิลปวัตถุเพิ่มเติม หลุมศพแห่งนี้จัดวางในรูปตัว “T” โดยทางเข้าเป็นลานกว้าง ก่อนจะแคบเข้าเป็นโถงยาวมีทางเดินนำไปสู่ห้องหรือคูหาด้านใน ระหว่างการขุดค้น ทีมงานพบปล่องที่ต่อจากคูหาฝังศพหลักนำไปสู่ห้องเล็กสองห้อง ห้องแรกพบตุ๊กตาที่ใช้ในพิธีฝังศพ ห้องที่สองบรรจุโลงศพและห่อมัมมี่ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่ามีอายุอยู่ในช่วงราชวงศ์ที่ 21 หลุมศพแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้สุสานหรือป่าช้าใหญ่ Draa Abul Nagaa บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์  ไม่ไกลจากหุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) ซึ่งเป็นที่ฝังพระศพของฟาโรห์องค์สำคัญหลายพระองค์  โดยเฉพาะตุตันคามุน ยุวกษัตริย์ผู้โด่งดัง กระทรวงโบราณคดีของอียิปต์หวังว่า การค้นพบครั้งนี้จะมีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของอียิปต์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง   หลังปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองยาวนานทำให้เศรษฐกิจซบเซา และเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญและแหล่งรายได้หลักของประเทศเหือดแห้งไป   […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.