ผู้คนที่ตกค้างอยู่ในโรงแรมหรูสมัยสหภาพโซเวียต - National Geographic Thailand

ผู้คนที่ตกค้างอยู่ในโรงแรมหรูสมัยสหภาพโซเวียต

ผู้คนที่ตกค้างอยู่ในโรงแรมหรูสมัยสหภาพโซเวียต

ในใจกลางกรุงทบิลิซี ประเทศจอร์เจีย มีโรงแรมโอ่อ่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ โรงแรมนี้เคยเป็นโรงแรมหรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในเมือง แต่ปัจจุบัน โรงแรมจอร์เจียเป็นสัญลักษณ์อันน่าหดหู่ของความจริงยุคหลังโซเวียต กล่าวคือ ครึ่งหนึ่งของอาคารถูกรัฐบาลจอร์เจียก่อกำแพงเพื่อจัดให้เป็นที่อยู่ของชาวจอร์เจียชาติพันธุ์ต่างๆกว่า 200,000 คน ซึ่งพลัดที่นาคาที่อยู่จากสงครามจอร์เจีย-อับคาเซียเมื่อปี 1992 อีกครึ่งหนึ่งของอาคารส่วนใหญ่เป็นห้องว่าง ยกเว้นสองชั้นบนสุดที่ทีมงานหญิงสูงวัยสามคนซึ่งพลัดถิ่นจากสงครามเช่นกัน คอยดูแลแขกผู้มาพักเป็นครั้งคราวในห้องพักที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเยี่ยม

อเล็กซานดรา โรส ฮาวแลนด์ ซึ่งกำลังทำโครงการถ่ายภาพระยะยาวเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ได้ยินเรื่องชุมชนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศที่อาศัยอยู่ในจอร์เจีย เธอจึงเดินทางไปยังกรุงทบิลิซีเมื่อปีที่แล้วเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม (อับคาเซียไม่ได้รับการรับรองเป็นประเทศเอกราชอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจึงเรียกผู้คนเหล่านี้ว่า “ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ” แทนคำว่าผู้ลี้ภัย)

ฮาวแลนด์กำลังสำรวจถนนหนทางตอนที่เธอแวะเข้าห้องน้ำในโรงแรมจอร์เจีย และรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในมิติอื่น “ฉันหลงเสน่ห์บรรยากาศค่ะ” เธอบอก ขณะเดินขึ้นบันไดมืดๆไปสามชั้น เธอก็พบกับพวกผู้หญิงซึ่งให้สัมภาษณ์โดยมีล่ามช่วยแปล

ฮาวแลนด์ได้รู้ว่าหญิงสองคนนั้นอาศัยในโรงแรม ส่วนอีกคนหนึ่งเพิ่งย้ายออกไปอยู่อพาร์ตเมนต์เล็กๆกับลูกสาวที่เป็นผู้ใหญ่แล้วของเธอ วันๆพวกเธอจะใช้เวลาทำความสะอาด รีดผ้า และเปลี่ยนผ้าปูที่นอน อันเป็นงานประจำที่พวกเธอทำไม่ว่าจะมีแขกหรือไม่ (ตอนฮาวแลนด์อยู่ที่นั่น สมาชิก 50 คนของคณะนักร้องประสานเสียงจอร์เจียนโพลีโฟนิกเปิดห้องพักทั้งสองชั้น พวกเขาเป็นแขกกลุ่มแรกในรอบห้าเดือน) ผู้หญิงเหล่านี้ได้รับค่าจ้างราวเดือนละ 60 ดอลลาร์สหรัฐ กระนั้น บ่อยครั้งก็ได้รับเงินเดือนทุกๆสามหรือสี่เดือน และในประเทศที่ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามชายขอบของสังคม โรงแรมนี้เป็นสถานที่หนึ่งในไม่กี่แห่งที่จะจ้างพวกเธอ

พวกเธอแบ่งปันเรื่องราวการสูญเสียอันน่าสะเทือนใจ ทั้งการสูญเสียบ้าน สามีกับลูกๆ และชีวิตที่สุขสบาย พวกเธอพูดถึงความรู้สึกของการติดกับ ไร้หนทางที่จะได้กลับบ้าน และไร้หนทางที่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่น “คุณมองเห็นความเจ็บปวดได้ในทุกถ้อยคำที่เธอพูด และในทุกกิริยาท่าทางค่ะ” ฮาวแลนด์กล่าว

ฮาวแลนด์ไม่สามารถถ่ายภาพผู้พลัดถิ่นภายในประเทศที่อาศัยอยู่ในอีกซีกหนึ่งของอาคารได้ พวกเขารู้สึกไม่สบายใจที่จะให้ถ่ายภาพ แต่เรื่องราวของหญิงสามคนนี้เพียงอย่างเดียวก็ได้เพิ่มมิติใหม่ให้เรื่องราวที่ฮาวแลนด์ต้องการจะบอกเล่าเกี่ยวกับการพลัดถิ่น ความขัดแย้ง และอัตลักษณ์ในโลกที่พรมแดนกำลังเปลี่ยนแปลงไป

เรื่อง อเล็กซา คีฟ

ภาพถ่าย อเล็กซานดรา โรส ฮาวแลนด์

โซเวียต
ลาริสซา วัย 68 ปี ได้งานรีดผ้าปูที่นอนในโรงแรมจอร์เจียเมื่อหกปีก่อน เธอหนีออกจากจากเมืองซุคุมีบ้านเกิดเมื่อปี 1992 ในช่วงเริ่มต้นสงครามอับคาเซีย เธอจากมาพร้อมกับลูกชายสองในสามคน ข้าวของไม่กี่ชิ้น และได้พบแหล่งพักพิงในกรุงทบิลิซี ประเทศจอร์เจีย
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
โถงทางเดินบนชั้นที่ถูกทอดทิ้งชั้นหนึ่งของโรงแรมจอร์เจีย
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
มเซีย วัย 59 ปี แบกผ้าปูที่นอนที่รีดแล้วเข้าไปในห้องเก็บผ้าปูที่นอนภายในโรงแรมจอร์เจีย มเซียทำงานในตำแหน่งเดิมที่โรงแรมแห่งนี้มาเกือบเก้าปีแล้ว ถึงแม้จะจ่ายค่าจ้างไม่สม่ำเสมอ แต่เธอก็พอใจกับความมั่นคงและความคงเส้นคงวาที่โรงแรมจอร์เจียมอบให้เธอ
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
ห้องพักที่โรงแรมจอร์เจีย โรงแรมแห่งนี้อยู่ได้ด้วยการเปิดห้องให้แขกกลุ่มใหญ่เข้าพัก
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
มเซีย วัย 59 ปี นั่งพักสูบบุหรี่อยู่ในครัวของโรงแรมจอร์เจีย เธอเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในช่วงสงคราม ซึ่งต้องหลบหนีความขัดแย้งและมาทำงานเป็นคนขับรถข้ามแนวหน้าไปๆมาๆ มเซียได้รับบาดเจ็บในระหว่างการสู้รบ แผลเป็นขนาดใหญ่ทั่วท้องของเธอยังคงสร้างความเจ็บปวดให้เธอ
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
ทัศนียภาพของกรุงทบิลิซี ประเทศจอร์เจีย จากหน้าต่างบานหนึ่งในโรงแรมจอร์เจีย มีเพียงสองชั้นที่ยังเปิดเป็นโรงแรม ส่วนที่เหลือของอาคารเป็นที่พักอาศัยของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศและคนไร้บ้าน
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
ภาพถ่ายครอบครัวเก่าๆของลาริสซากับลูกชายหนึ่งในสามคนของเธอ ภาพถ่ายครอบครัวเป็นหนึ่งในของไม่กี่อย่างที่เธอนำติดตัวมาด้วยตอนที่เธอและลูกๆหลบหนีออกจากบ้านเกิดเมืองนอนในช่วงสงคราม
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
สมาชิกของคณะนักร้องประสานเสียงจอร์เจียนโพลีโฟนิก ซึ่งเปิดห้องพักของโรงแรมทั้งสองชั้น เล่นเกมแบ็กแกมมอนกันในห้องนั่งเล่นของโรงแรม
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
สมาชิกของคณะนักร้องประสานเสียงจอร์เจียนโพลีโฟนิกนั่งอยู่ในห้องของเขาที่โรงแรมจอร์เจีย
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
นานา วัย 58 ปี จากเมืองซุคุมี อับคาเซีย ทำความสะอาดใต้โต๊ะในห้องโถงต้อนรับแขก แม้ว่าจะต้อนรับแขกเพียงปีละไม่กี่คน แค่หญิงทั้งสามก็ทำความสะอาดแต่ละห้องทุกวัน
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
นานา วัย 58 ปี ทำความสะอาดหลังผ้าม่านที่ชั้นบนสุดของโรงแรมจอร์เจีย ซึ่งเธอทำงานมาสี่ปีแล้ว ในฐานะผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ นานาหางานทำได้ยาก และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอยู่ที่โรงแรม ถึงแม้ว่าจะจ่ายค่าจ้างไม่สม่ำเสมอก็ตาม
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
นานา วัย 58 ปี ถูบันไดของโรงแรมจอร์เจีย เธอหนีออกจากอับคาเซียพร้อมกับลูกๆในช่วงเริ่มต้นสงคราม เมื่อถูกสามีทอดทิ้งหลังจากเขาถูกจับกุมในข้อหาก่อการร้ายและต่อมาได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ เธอจึงต้องเลี้ยงดูลูกๆตามลำพัง นานาได้รับเงินเพียงเดือนละ 60.80 ดอลลาร์สหรัฐ เธอจึงต้องพึ่งเงินเดือนของลูกสาว
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
สมาชิกของคณะนักร้องประสานเสียงจอร์เจียนโพลีโฟนิกเตรียมตัวสำหรับการแสดงในใจกลางกรุงทบิลิซี
Photograph by Alexandra Rose Howland
โซเวียต
ลาริสซาแอบมองผ่านประตูลิฟต์ที่โรงแรมจอร์เจีย แม้จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้เนื่องจากอายุของเธอ สุขภาพที่ไม่แข็งแรง และเงินทองที่มีเพียงเล็กน้อย แต่ลาริสซายังคงฝันที่จะกลับไปมีชีวิตเหมือนช่วงก่อนเกิดสงคราม กลับไปยังบ้านริมชายฝั่งของเธอ
Photograph by Alexandra Rose Howland

 

อ่านเพิ่มเติม

บินทะยานไปกับแอร์โครยอ สายการบินเกาหลีเหนือ

เรื่องแนะนำ

คุณปู่นักสโนว์บอร์ดวัย 62 ปี ผู้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

เป็นคุณผู้อ่านจะทำอะไรอยู่เมื่ออายุได้ 62 ปี คุณอาจพักผ่อนอยู่บ้าน ทำสวน หรืออ่านหนังสือเช่นเดียวกับวัยเกษียณทั่วไป แต่ไม่ใช่สำหรับ Milos Kmetlko คุณปู่ชาวสโลวาเกีย อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น ในวัย 62 ปี เขาพร้อมเต็มที่สำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเล่นสโนว์บอร์ด “ผมไม่สามารถจินตนาการเห็นตัวเองนั่งอยู่บ้านหรือทำสวนเหมือนคนอื่นๆ ได้” เขากล่าว “ผมบอกกับตัวเองก่อนหน้านี้ เมื่ออายุได้ 60 ชีวิตของคุณไม่ได้กำลังจะสิ้นสุด แต่มันเพิ่งเริ่มขึ้นต่างหาก”   อ่านเพิ่มเติม : กล้าเดินไหม? สะพานแขวนยาวที่สุดในโลก, ไปเที่ยวเกาหลีเหนือกัน! พักในโรงแรมสุดหรูพร้อมเล่นสกีหิมะ

ดาวินชี : 500 ปี มรณกาลอัจฉริยะก้องโลก

แม้จะอำลาโลกนี้ไปแล้วถึง 500 ปี แต่ความคิดสร้างสรรค์อันบรรเจิดกับวิสัยทัศน์ล้ำยุคทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวิศวกรรมศาสตร์ ของเลโอนาร์โด ดาวินชี ยังทำให้โลกตื่นตะลึงได้เสมอ

ชีวิตจะเปลี่ยนไหม หากได้ลองอด

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในวันแรกของเดือนรอมฎอน เดือนที่ชาวมุสลิมจะพร้อมใจกันถือศีลอดประจำปี ตามปฏิทินของศาสนาอิสลาม เป็นวันเดียวกันกับที่ผมเพิ่งเดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมมาเยือนประเทศนี้ในรอบปีนี้ และมาเลเซียยังคงมีอะไรใหม่ๆ ให้นักเดินทางอย่างผมประทับใจอยู่เสมอ ในช่วงเย็นผมกับเพื่อนออกไปเดินตลาดนัด ลัดเลาะไปตามถนนคนเดินเรื่อยๆ จนมาถึงย่านที่มีร้านอาหารคับคั่ง ภาพของชาวมาเลเซียนั่งรอรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะเป็นความแปลกใหม่ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ทุกร้านอาหารมีผู้คนแน่นขนัด ทุกคนมีอาหารอยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่มีใครเริ่มต้นลงมือกิน พวกเขากำลังรอฟังเสียงประกาศที่จะบอกถึงเวลาละศีลอดจากมัสยิด ถ้าเป็นคุณเองจะคิดอะไรอยู่ในขณะนั้น เมื่อคุณทนหิวมาทั้งวัน อาหารตั้งอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อม แต่ไม่สามารถรับประทานได้? เราเลือกศูนย์อาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งเป็นที่ฝากท้องในมื้อเย็นวันนั้น อาหารที่เราสั่งมาพร้อมกับเสียงประกาศจากมัสยิดพอดี แล้วเสียงพูดคุยจอแจก็เบาลง เมื่อทุกคนเริ่มตักอาหารเข้าปาก “ก็ไม่มีใครกินมูมมามนะ” ผมบอกกับเพื่อนคนไทยชาวมุสลิมที่ไปทำงานที่นั่น เขาหัวเราะ ใช่ผมคิดเช่นนั้นจริงๆ กว่า 14 ชั่วโมงที่ไม่มีอาหาร และน้ำตกถึงท้องเลย ภาพจินตนาการของผมพวกเขาควรจะหิวกระหายกว่านี้ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีสี่กว่าๆ และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว กว่าเพื่อนของผมจะขุดตัวเองขึ้นจากเตียงให้ลุกไปทำอาหารเช้าได้ ไข่คนปลากระป๋องกับข้าวสวยที่หุงจากไมโครเวฟ เมนูง่ายดายที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามประสาชีวิตคนเมือง เพื่อนชวนให้มากินข้าวด้วยกัน แต่ผมปฏิเสธ เพราะไม่ใช่เวลาที่จะมีอาหารตกถึงท้อง ผมนั่งดูเพื่อนกินข้าวไป เล่นโทรศัพท์ไป นับจากนี้ไปอีก 1 เดือน วงจรชีวิตของมันจะกลายเป็นแบบนี้ ตื่นกินข้าวกินน้ำก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและกินดื่มได้อีกทีหลังพระอาทิตย์ตก หลังจบทริปท่องเที่ยวในมาเลเซีย ผมกลับมาเป็นมนุษย์ออฟฟิศเช่นเดิม แต่ความสงสัยในกระบวนการถือศีลอดยังคงติดค้างอยู่ในใจ ร่างกายมนุษย์ได้รับประโยชน์จากการอดอาหารและน้ำเป็นเวลานานติดต่อกันร่วมเดือนได้จริงหรือ? ผมค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต […]

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง