อาณาจักรโบราณ: อาณาจักรอียิปต์ - National Geographic Thailand

เรื่องที่คุณควรรู้ของ อาณาจักรอียิปต์ โบราณ

อาณาจักรโบราณ: อาณาจักรอียิปต์

กำเนิดแห่ง อาณาจักรอียิปต์ โบราณ

อาณาจักรอียิปต์ ได้ถือกำเนิดขึ้นในราว 3200 ปีก่อนคริสตกาล โดยราชาแมงป่อง (Scorpion king) ผู้ครองนครธีส (This) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนกลางแห่งลุ่มน้ำไนล์ พระองค์ได้กรีฑาทัพเข้ายึดครองนครรัฐต่างๆ ในอียิปต์บนและตั้งตนเป็นฟาโรห์แห่งอาณาจักรอียิปต์ทางตอนบน ราชาแมงป่องปรารถนาจะรวมอียิปต์เข้าด้วยกันแต่พระองค์สิ้นพระชนม์เสียก่อน ต่อมาโอรสของพระองค์ นามว่า นาเมอร์ (Namer) ได้สานต่อนโยบายและกรีฑาทัพเข้าโจมตีอียิปต์ตอนล่าง ในที่สุดเมื่อถึงสมัยของฟาโรห์เมเนส (Menese) พระองค์สามารถรวมทั้งสองอาณาจักรเข้าด้วยกันได้สำเร็จ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของอียิปต์โดยตั้งเมืองหลวงที่ เมมฟิส (Memphis) ซึ่งอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำไนล์

ฟาโรห์เมเนสเป็นฟาโรห์องค์แรกแห่งราชวงศ์ที่หนึ่งของ อาณาจักรอียิปต์ โบราณ ซึ่งยุคนี้เมืองหลวงของอียิปต์คือ นครเมมฟิส (Memphis) ซึ่งชาวอียิปต์โบราณเชื่อกันว่า องค์ฟาโรห์คือร่างประทับของสุริยเทพ ที่ลงมาปกครองมนุษย์

การเมืองการปกครอง

ในสังคมอียิปต์มีการแบ่งออกเป็นสามชนชั้น คือ ชนชั้นสูงได้แก่ เชื้อพระวงศ์, นักบวช และขุนนาง ชนชั้นกลางได้แก่ พ่อค้า, เสมียน และช่างฝีมือ สุดท้ายคือชนชั้นล่างได้แก่พวกชาวนาและผู้ใช้แรงงาน นอกจากฟาโรห์แล้ว บุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดคือหัวหน้านักบวชของเทพเจ้ารา ซึ่งเป็นจอมเทพสูงสุด

ในการบริหารงาน ฟาโรห์จะมีคณะเสนาบดีที่นำโดย วิเซียร์ (Vizier) ซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางสำคัญ เป็นผู้ช่วย และส่งข้าหลวง (Nomarch) ไปทำหน้าที่ปกครองหัวเมืองต่างๆ โดยขึ้นตรงต่อองค์กษัตริย์ ในยุคอาณาจักรเก่านี้ อียิปต์ไม่มีกองทหารประจำการ แต่จะเกณฑ์พลเมืองเข้ากองทัพเมื่อเกิดสงคราม

(ทำความรู้จักกับฟาโรห์แฮตเชปซุต จอมกษัตรีแห่งอียิปต์)

ความเชื่อ

เดิมทีก่อนการรวมแผ่นดิน หัวเมืองต่างๆ ทั้งในอียิปต์บนและล่าง ต่างนับถือเทพต่างๆ กันต่อมาเมื่อรวมแผ่นดินแล้วก็ยังคงมีความเชื่อแบบพหุเทวนิยมอยู่ โดยมี เทพเจ้ารา เป็นเทพสูงสุด ชาวอียิปต์เชื่อว่าพระองค์เป็นผู้สร้างโลกและสวรรค์รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งปวง นอกจากเทพเจ้าราแล้ว เทพที่ชาวอียิปต์นับถือกันมากได้แก่ เทพเจ้าโอซิริส เทพแห่งยมโลกผู้มีหน้าที่ตัดสินดวงวิญญาณ, เทพีไอซิสเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์, เทพเจ้าเซ็ท เทพแห่งสงคราม, เทพีฮาธอร์เทพีแห่งความรัก และเทพเจ้าฮอรัส เทพผู้เป็นตัวแทนของฟาโรห์ทุกพระองค์

เทพราและเทพอาเมิน ภาพสลักจากสุสานของฟาโรห์แรเมซีสที่ 4
ภาพถ่ายโดย วิกิพีเดีย

นอกจากนี้ยังมีเทพอื่นๆ ที่ถือเป็นเทพเจ้าประจำแต่ละเมือง ทั้งยังมีความเชื่อเรื่องการฟื้นคืนชีพหลังความตาย มีการสร้างพีรามิดเพื่อใช้เป็นสุสาน มีการเก็บรักษาศพด้วยการทำมัมมี่ รวมถึงนับถือสิ่งศักด์สิทธิ์มากมาย ซึ่งมีอยู่ในรูปร่างสัตว์ และหัวสัตว์ เมื่อเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ ชาวอียิปต์นับถือพระอาทิตย์กันมาก ส่งผลให้มีการสร้างวิหารที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วิหารของเทพเจ้าอาตอนเรที่เฮลิโอโปลิส วิหารของเทพเจ้าพทาห์ที่เมมฟิส วิหารของเทพเจ้าโธทที่เฮอร์โมโปลิส เทพเจ้าโอซิริสที่เคยเป็นเทพเจ้าแห่งพืชพันธุ์ไม้ กลายมาเป็นเทพเจ้าของคนตาย นอกจากนั้นคนอียิปต์ยังเชื่อเรื่องเวรกรรม คนที่ตายไปแล้วจะได้รับกรรมที่ทำไว้ และเชื่อเรื่องชาติหน้าอีกด้วย

(ตุตันคามุน : ย้อนรอยการค้นพบสุสานฟาโรห์ผู้โด่งดัง)

วิถีชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ

ชาวอียิปต์โบราณดำรงชีวิตด้วยการกสิกรรม โดยเฉพาะในเขตที่ราบน้ำท่วมถึงหรือที่เรียกว่าเขตดินสีดำที่ชื่อว่า เคเมต เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ การเพาะปลูกได้ผลดี พืชผลที่ได้จะถือเป็นสมบัติของฟาโรห์และจะมีการแจกจ่ายแก่ประชาชนอย่างเหมาะสม พืชที่นิยมปลูกกันคือข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ โดยพวกเขาจะใช้ข้าวสาลีทำขนมปัง และทำเบียร์จากข้าวบาเล่ย์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นอาหารหลักของชาวอียิปต์โบราณ พืชผลเหล่านี้ยังใช้เป็นสินค้าส่งออกไปยังดินแดนอื่นๆ อีกด้วย

ภาพเขียนบอกเล่าวิถีชีวิตของชาวอียิปต์จากสุสาน Sennedjem ในอียิปต์
ภาพถ่ายโดย Richard Ashworth

นอกจากการเพาะปลูกแล้วชาวอียิปต์ยังจับปลา ล่านกน้ำและฮิปโปโปเตมัสในแม่น้ำไนล์ โดยใช้เรือที่ผูกจากต้นกก ส่วนในเขตดินสีแดงที่เรียกว่า เชเครต ซึ่งอยู่ในเขตอียิปต์ตอนบน ชาวอียิปต์ล่าสัตว์ป่าอย่าง แอนทีโลป และแพะป่า ซึ่งมีอยู่มากมาย บ้านเรือนของชาวอียิปต์สร้างจากอิฐตากแห้งและใช้ไม้ทำส่วนประกอบอย่างกรอบประตู เนื่องจากในอียิปต์ไม้ค่อนข้างหายาก บ้านแต่ละหลังจะมีบันไดขึ้นดาดฟ้า เพราะชาวอียิปต์นิยมใช้ดาดฟ้าเป็นที่ทำงานต่างๆ เช่นการทำขนมปัง หรือแม้แต่เป็นที่พักผ่อนนั่งพูดคุย

(ชมกระบวนการทำกระดาษแบบชาวอียิปต์โบราณ)

ความเจริญของอาณาจักรอียิปต์

อียิปต์มีความเจริญด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์  เรขาคณิต พวกเขาคำนวณการสร้างพีรามิดและวิหาร คิดค้นระบบการนับเลข  คำนวณค่าบวกลบคูณหาร หาพื้นที่และปริมาตร  ทั้งยังคิดค้นปฎิทินทางสุริยคติ ที่ในปีหนึ่งมี 360 วัน 12 เดือน เดือนหนึ่งมี 30 วัน ที่เหลือ 5 วันเป็นวันสำคัญในช่วงปลายปี

ชาวอียิปต์ยังสามารถหาตำแหน่งดวงจันทร์ ดวงดาว รวมถึงคิดค้นวิธีการเก็บรักษาสภาพศพด้วยการทำเป็นมัมมี่ โดยนำไปแช่ในน้ำยานาตรอน (Natron) กระบวนการดองศพจะเปลี่ยนน้ำยาทุกสามวัน และแช่ประมาณหกสิบวันจนศพแห้ง จากนั้นจึงนำมาพันด้วยผ้าลินิน ถือได้ว่าเป็นวิธีการเก็บรักษาที่ดีมากในสมัยก่อน ซึ่งสามารถเก็บรักษาสภาพศพได้แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน รวมถึงยังมีการประดิษฐ์กระดาษปาปิรุส กระดาษชนิดแรกของโลก ที่ทำมาจากต้นกก เนื้อกระดาษมีความยืดหยุ่นและคงต่อสภาพอากาศอันแห้งแล้งของอียิปต์ ซึ่งเป็นต้นแบบที่กลายมาเป็นกระดาษที่เราใช้ในปัจจุบันนี้

(ทำความรู้จักกับ 9 มัมมี่ที่ไม่ธรรมดา ที่ไม่ได้มีแค่ในอียิปต์)

อ่านเพิ่มเติม

มัมมี่จากอารยธรรมอียิปต์มีรอยสัก

เรื่องแนะนำ

ประวัติศาสตร์ไทยก่อนสุโขทัย ที่ไม่มีในแบบเรียน

ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านออกเดินทางไปทำความรู้จักกับ “ชาวจ้วง” เครือญาติชนชาติไทที่เก่าแก่ที่สุด ผู้มีวัฒนธรรมสืบเนื่องมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อน

พระเจ้าอโศก เป็นใคร

พระเจ้าอโศกได้รับการยกย่องในฐานะผู้น้อมรับพุทธศาสนา และเปลี่ยนแปลงราชวงศ์เมารยะจากเครื่องจักรสงครามไปเป็นสังคมแห่งความอดกลั้นและสันติ ภาพวาดจาก PRIVATE COLLECTION/DINODIA/BRIDGEMAN IMAGES พระเจ้าอโศก แห่งอินเดีย ทรงโศกเศร้าจากการพิชิตดินแดนต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ชีวิตเรือนแสนต้องจบลง สิ่งนี้ทำให้พระองค์น้อมรับพุทธศาสนาและปฏิบัติต่อราษฎรอย่างเป็นธรรม พระเจ้าอโศก ผู้เป็นหลานชายของพระเจ้าจันทรคุปต์ เมารยะ (Chandragupta Maurya) มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 304 ถึง 233 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ทรงนำจักรวรรดิเมารยะ (Mauryan) ไปสู่ยุคที่มีอาณาเขตกว้างขวางและเรืองอำนาจมากที่สุด กระนั้น การเปลี่ยนแปลงราชอาณาจักรของพระองค์มิได้มาจากการใช้ความรุนแรงอันดุเดือดเหมือนเมื่อครั้งต้นรัชสมัย ตรงกันข้าม มันเป็นผลจากการน้อมรับพุทธศาสนา และสารแห่งขันติธรรมและสันติวิธีที่พระองค์เผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวรรดิอันกว้างขวาง แปดปีหลังการยึดอำนาจในช่วง 270 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าอโศกได้นำกองทัพเข้าพิชิตราชอาณาจักรกลิงคะ (Kalinga) ในบริเวณชายฝั่งในภาคตะวันออก-กลางของอินเดีย และยังส่งผลให้พระองค์สามารถขยายอาณาจักรให้กว้างใหญ่กว่ากษัตริย์องค์ก่อนหน้าทุกองค์ มีการบันทึกไว้ว่า ผู้คนกว่า 100,000 ถึง 300,000 คนเสียชีวิตระหว่างการศึกครั้งนี้ ความสูญเสียดังกล่าวส่งผลต่อสภาพจิตใจของพระเจ้าอโศกอย่างรุนแรง พระองค์ได้บันทึกไว้ว่า “การฆ่าฟัน ความตาย และการเนรเทศที่เกิดขึ้นเมื่อดินแดนที่ไม่เคยถูกพิชิตกลับถูกพิชิตลง ได้ยังความเจ็บปวดอย่างหนักหนา [ต่อตัวเรา]” หลังจากนั้น พระเจ้าอโศกทรงละทิ้งทั้งการใช้กำลังทหารพิชิตผู้อื่น และความรุนแรงในรูปแบบอื่น รวมถึงการทารุณสัตว์ พระองค์กลายเป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา ซึ่งสิ่งนี้ได้ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาดังกล่าวในทั่วทั้งอินเดีย […]

ค้นพบสุสานโบราณของกษัตริย์อาณาจักรมายา

ชาวมายันฝังร่างของผู้เสียชีวิตลงในภาชนะรูปทรงคล้ายหม้อ และนี่คือเรื่องราวของการค้นพบโครงกระดูกหนึ่งในกษัตริย์ของอารยธรรมโบราณอันยิ่งใหญ่

รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา

รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของ เจ้าหญิงไดอานา The People’s Princess หรือ “เจ้าหญิงของปวงชน” คือฉายาที่พระองค์ทรงได้รับ ทว่าตลอดพระชนม์ชีพที่สั้นเพียง 36 ปี เจ้าหญิงไดอานาหาได้ทรงมีชีวิตชวนฝันแบบเจ้าหญิงในเทพนิยาย พระองค์ทรงผ่านประสบการณ์เลวร้ายมากมาย ทรงทำผิดพลาดหลายอย่างเฉกเช่นสามัญชนทั่วไป ทว่าท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวมากมายที่เกี่ยวข้องกับพระองค์  โลกจะจดจำเจ้าหญิงไดอานาในฐานะพระมารดาผู้อุทิศตนให้รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อังกฤษถึงสองพระองค์  และเจ้าหญิงผู้ทรงงานการกุศลเพื่อผู้ด้อยโอกาสในสังคม เช่น เด็กกำพร้า เหยื่อกับระเบิดในโลกที่สาม และผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นต้น เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขอร่วมรำลึกวาระครบ 20 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1997 ด้วยภาพยนตร์สารคดี Diana: In Her Own Words ย้อนหลังไปเมื่อปี 1991 ณ พระราชวังเคนซิงตัน ในกรุงลอนดอน เจ้าหญิงไดอานา ทรงบันทึกเทปสัมภาษณ์ลับชุดหนึ่ง พระองค์ตรัสถึงหลายเรื่องที่ทำให้เราเห็นภาพชีวิตที่หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของพระองค์ เช่น เมื่อผู้สัมภาษณ์กราบทูลให้ทรงเล่าถึงชีวิตวัยเด็ก พระองค์ทรงตอบว่า “เป็นชีวิตวัยเด็กที่ไม่มีความสุข ข้าพเจ้าจำตอนที่พ่อตบหน้าแม่ ข้าพเจ้าซ่อนอยู่หลังประตู แม่ร้องไห้” การสัมภาษณ์ทำโดยพระสหายสนิทคนหนึ่งในนามของผู้สื่อข่าว […]