สนธิสัญญาแวร์ซาย จบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง ได้อย่างไร

สนธิสัญญาแวร์ซายจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างไร

วูดโรว์ วิลสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากำลังยิ้มในขณะที่เดินนำขบวนของบรรดาผู้นำยุโรปที่เข้าร่วมเซ็น สนธิสัญญาแวร์ซาย แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีวิลสัน จะเป็นผู้เจรจาสนธิสัญญานี้ด้วยตัวเอง แต่ในท้ายที่สุด สภาคองเกรสไม่ให้สัตยาบันในสนธิสัญญานี้ ภาพถ่ายโดย BETTMANN, GETTY


ประเทศต่างๆ ในยุโรปพากันลงโทษเยอรมนีจากสิ่งที่ได้ทำไปในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อันเป็นการลงโทษที่ย้อนกลับมาหลอกหลอนชาวโลกในภายหลัง

28 มิถุนายน 1919 นอกชานเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส บรรดาผู้นำชาติยุโรปรวมตัวกันในพระราชวังแวร์ซายเพื่อเซ็น สนธิสัญญาแวร์ซาย ซึ่งรู้จักกันในฐานะหนึ่งในสนธิสัญญาที่มีเนื้อหาอันจงเกลียดจงชังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ การเซ็นสนธิสัญญาครั้งนี้คือคือหมุดหมายแห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้เป็นรากฐานที่ทำให้เกิดสงครามโลกในครั้งต่อมา และถึงแม้ว่าจะมีการประชุมสันติภาพในหนึ่งปีก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีประเทศใดที่ต้องลงชื่อในสนธิสัญญาฉบับนี้พึงพอใจกับมันเลย

มีคนกว่า 65 ล้านคนที่ต้องเข้าร่วมต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทหารมากกว่า 8.5 ล้านนาย และพลเรือนกว่า 6.6 ล้านคนต้องเสียชีวิตไป สงครามได้ทำลายพื้นที่ฟาร์ม เมือง และสนามรบรอบๆ ยุโรป และเยอรมนีถูกกล่าวโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบในสงครามครั้งที่หนึ่ง สนธิสัญญาฉบับนี้ก็ได้ลงโทษเยอรมนีไปก่อนเสียแล้ว

สนธิสัญญาแวร์ซาย
บรรดาผู้นำยุโรปร่วมกันเซ็นสนธิสัญญาเพื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในห้องกระจกแห่งพระราชวังแวร์ซาย ภาพถ่ายโดย BETTMANN, GETTY

จากหลักการแห่งอุดมคติสู่สนธิสัญญาแห่งการลงทัณฑ์

ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกาได้เสนอ หลักการ 14 ข้อ ซึ่งเป็นแผนแม่แบบสันติภาพของโลก อันมีใจความรวมไปถึงการตั้งองค์กรความร่วมมือจากหลายประเทศ (ซึ่งต่อมาคือองค์กรสันนิบาตชาติ) เพื่อรับประกันความมีเสถียรภาพแห่งทวีปยุโรปและป้องกันไม่ให้บรรดาประเทศต่างๆ เข้าสู่วังวนแห่งการทำสัญญาสองฝ่ายแบบลับๆ แผนการอันเป็นอุดมคตินี้กลับถูกบิดเบือนในระหว่างการเจรจา ซึ่งพุ่งเป้าให้ฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบค่าปฏิกรรมสงคราม

ในตัวสนธิสัญญาตัดสินให้เยอรมนีมีความผิดในฐานะเป็นผู้ก่อสงคราม และต้องเสียดินแดนราวร้อยละ 13 และประชากร 1ใน 10 ส่วนดินแดนไรน์ลันท์ (the Rhineland – ดินแดนทั้งสองฝั่งของแม่น้ำไรน์ ในภูมิภาคเยอรมนีตะวันตก) ถูกยึดครองและปลดกำลังทหาร บรรดาดินแดนอาณานิคมของจักรวรรดิเยอรมนีต้องไปอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การสันนิบาตชาติ กองทหารประจำการลดลงเหลือเพียงหนึ่งแสนนาย และไม่ให้มีการรับทหารเพิ่ม อาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ถูกยึด เช่นเดียวกับกองเรือขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ได้มีการไต่สวนจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี ในฐานะอาชญากรสงคราม และสนธิสัญญาได้สั่งให้เยอรมนีจ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวน 26.9 พันล้านโกลด์มาร์กเยอรมัน (ราว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

บรรดาผู้นำยุโรปได้เซ็นสนธิสัญญาในห้องกระจกแห่งพระราชวังแวร์ซาย ซึ่งเป็นสถานที่ที่จักรวรรดิเยอรมันได้ก่อตั้งขึ้น และพระราชบิดาของจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ก็ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิที่นี่ เมื่อปี 1871 สิ่งนี้จึงถือเป็นการตบหน้าเยอรมนีอย่างแรง ชาวเยอรมันเองก็ถูกมองว่าเป็นประชากรของประเทศแพ้สงคราม ซึ่งถือเป็นความอัปยศอดสูอย่างยิ่ง (อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญานี้ เนื่องจากเกิดความแตกแยกระหว่างพรรคเดโมเครตและรีพับรีกัน)

ผลกระทบจากสนธิสัญญา

แม้ว่าจะมีความต้องการสันติภาพเพื่อป้องกันมิให้เกิดสงครามขึ้นอีกก็ตาม แต่สนธิสัญญาฉบับนี้ก็ไม่ได้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก เพราะถือกันว่าสนธิสัญญาฉบับนี้เป็น “การกดหัวให้มีสันติภาพ” บรรดานักการเมืองเยอรมันฝ่ายขวาจึงได้ใช้เรื่องนี้ปลุกกระแสชาตินิยมให้ตื่นขึ้นในประเทศ นอกจากนี้ การจ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงครามก็ทำให้ผลผลิตทางอุตสาหกรรมของเยอรมันลดลง และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงในช่วงทศวรรษที่ 1920 ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาเดียวกัน

บรรดาผู้นำชาวยุโรปที่เซ็นยอมรับความเสียเปรียบสนธิสัญญาต่างไม่พอใจที่มีการขีดเส้นแผนที่ดินแดนของตนขึ้นใหม่ และการยินยอมพร้อมใจให้ให้เกิดผลจากสนธิสัญญาในครั้งนั้นมีส่วนทำให้เกิดสันติภาพที่ไม่มั่นคง และก่อให้เกิดความผิดหวังของคนเยอรมัน เนื่องจากพวกเขารู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม

หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบไป เยอรมนีเพิ่งจ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงครามงวดสุดท้ายตามเงื่อนไขของสนธิสัญญาแวร์ซายเมื่อปี 2010 และในทุกวันนี้ ก็ยังมีการศึกษาสนธิสัญญาฉบับนี้เพื่อให้รู้ว่า มันได้มีส่วนก่อให้เกิดสงคราม และบรรดาผลกระทบที่เหนือความคาดหมายจากสนธิสัญญาได้ลบล้างความตั้งใจในการรักษาสันติภาพได้อย่างไร

เรื่องโดย ERIN BLAKEMORE


อ่านเพิ่มเติม พบซากเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี 

เรื่องแนะนำ

สงครามเกาหลี เหตุใดจึงยังไม่จบสิ้น

ทหารราบเกาหลีใต้รายหนึ่งกับการเดินทัพในแนวหน้าของ สงครามเกาหลี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1950 ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงต้นหน้าร้อนนั้นเมื่อเกาหลีเหนือบุกมาที่เกาหลีใต้ การต่อสู้กินเวลานานกว่า 3 ปี และไม่เคยมีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพแต่อย่างใด ภาพถ่ายโดย AP สงครามเกาหลี กับจุดเริ่มต้นเมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้ว จากความขัดแย้งว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือคาบสมุทรเกาหลี ความตึงเครียดยังคงเกิดขึ้น และได้เปลี่ยนมุมมองความสำคัญที่มีต่อสงคราม ในวันที่ 25 มิถุนายน 1950 การที่เกาหลีเหนือบุกโจมตีเกาหลีใต้อย่างไม่คาดคิดเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีนิยมในการควบคุมคาบสมุทรเกาหลี การต่อสู้ยาวนานของ ‘สงครามเกาหลี’ ช่วงระหว่างปี 1950-1953 ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับล้าน ทั้งเกาหลีเหนือและใต้ได้มีการขีดเส้นแบ่งเขตแดนอย่างถาวร แม้จะได้ชื่อว่าเป็น ‘สงครามที่ถูกลืม’ ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่ได้รับความสนใจทั้งในช่วงระหว่างและหลังจากความขัดแย้งครั้งนี้ ประวัติศาสตร์สงครามเกาหลีก็คงผลลึกซึ้ง ไม่เพียงแค่การสร้างรูปแบบการเมืองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งในทางเทคนิคยังไม่สิ้นสุดดี แต่สงครามครั้งนี้เป็นแบบอย่างให้กับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการทำสงครามโดยไม่ได้ผ่านการยินยอมจากสภาคองเกรส สงครามเกาหลี มีจุดเริ่มต้นจากการยึดครองเกาหลีของญี่ปุ่นในช่วงระหว่างปี 1910-1945 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รื้อถอนจักรวรรดิญี่ปุ่นจากเกาหลี ซึ่งต่อมาสถานการณ์นี้ได้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต สองประเทศที่เคยเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรร่วมกันมาทั้งคู่ต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในปี 1948 เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจของทั้งสองขั้ว จึงมีการขีดเส้นชายแดนแบ่งเกาหลีโดยใช้เส้นละติจูดของเส้นขนานที่ 38 ที่พาดผ่านคาบสมุทรแห่งนี้ โดยแบ่งแยกเกาหลีเหนือเป็นรัฐสังคมนิยมนำโดย คิม อิล-ซุง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และเกาหลีใต้เป็นรัฐทุนนิยมนำโดยนายรี ซึง-มัน […]

กว่าจะมาเป็นเจน กูดดอลล์

เรื่อง โทนี เกอร์เบอร์ ภาพถ่าย ฮูโก ฟาน ลาวิค “ฉันต้องขอโทษด้วย ถ้าใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว” เจน กูดดอลล์ บอกผู้ฟังในห้องบรรยายเมื่อปี 2015 แต่บางครั้ง “เรื่องบางเรื่องได้ยินซ้ำก็เข้าท่านะคะ” เธอเสริม ผู้คนจำเรื่องเล่าทั่วๆไปเกี่ยวกับชีวิตของเจน กูดดอลล์ ได้แทบจะในทันที เพราะความถี่ที่มีคนเขียนถึง แพร่ภาพออกอากาศ หรือเปิดเผยต่อโลกด้วยวิธีการอื่นๆ เรื่องมีประมาณว่า หญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งทำวิจัยชิมแปนซีในแอฟริกาและกลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการไพรเมตวิทยา แต่เธอทำได้อย่างไร ผู้หญิงที่มีความหลงใหลในสิงสาราสัตว์ แต่ไม่มีพื้นฐานการทำงานวิจัยอย่างเป็นทางการใดๆ สามารถโลดแล่นในโลกวิทยาศาสตร์และโลกของสื่อที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เพื่อสร้างการค้นพบมากมายในสายงานของเธอ และกลายเป็นคนดังระดับโลกในขบวนการเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ได้อย่างไร ต่อไปนี้คือคำตอบ เจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 1965 เธอไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้นานมากแล้ว แต่ผมกำลังเปิดให้เธอดูบนแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ นักไพรเมตวิทยาวัย 83 ปีในปีนี้ กำลังพินิจพิจารณาตัวเธอเองตอนอายุ 28 ปี สาวน้อยเจนในจอภาพกำลังเดินป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game […]

มิสซิสซิปปี : สายน้ำอันคดเคี้ยวเลี้ยวลด

ชุดแผนที่แม่น้ำมิสซิสซิปปีของแฮโรลด์ ฟิสก์ ซึ่งจัดทำเมื่อปี 1944 คือผลงานชิ้นเอกในช่วงกลางศตวรรษที่ยี่สิบ กว่าเจ็ดทศวรรษให้หลัง แดเนียล โคอ์ นักทำแผนที่ ต้องการสร้างสรรค์แผนที่ของฟิสก์ขึ้นอีกครั้ง โดยปรับปรุงให้แม่นยำมากขึ้นและด้วยความงามแบบใหม่ เขาอาศัยเทคโนโลยีที่เรียกว่า ไลดาร์ (LIDAR) หรือระบบที่ยิงลำแสงเลเซอร์จากอากาศยานเพื่อตรวจวัดลักษณะภูมิประเทศ

ประวัติศาสตร์ไทยก่อนสุโขทัย ที่ไม่มีในแบบเรียน

ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านออกเดินทางไปทำความรู้จักกับ “ชาวจ้วง” เครือญาติชนชาติไทที่เก่าแก่ที่สุด ผู้มีวัฒนธรรมสืบเนื่องมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อน