ภารกิจตามหาญาติของ มนุษย์ฮอบบิท - National Geographic Thailand

ภารกิจตามหาญาติของมนุษย์ฮอบบิท

ภารกิจตามหาญาติของ มนุษย์ฮอบบิท

ในแวบแรกโครงกระดูกที่ถูกค้นพบจากถ้ำ Liang Bua บนเกาะฟลอเรส ของอินโดนีเซียนี้ ดูคล้ายกับโครงกระดูกเด็ก เจ้าของกระดูกคือโฮมินินเพศหญิงที่มีความสูงเพียง 3.5 ฟุตเท่านั้น (ราว 1.06 เมตร) ทว่าเธอไม่ได้อยู่ในวัยเด็กแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เธอพิเศษไม่ใช่แค่ความสูงอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับโฮมินิดส์อื่นๆ เพราะเธอคือมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน และได้รับการตั้งชื่อว่า โฮโม ฟลอเรเสียนซิส (Homo floresiensis) หรือ มนุษย์ฮอบบิทในเวลาต่อมา

การค้นพบนี้เกิดขึ้นในปี 2004 จุดประกายการถกเถียงถึงความเชื่อมโยงของสายพันธุ์มนุษย์โบราณนี้กับมนุษย์แคระที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และล่าสุดผลการศึกษาใหม่โดย Richard E. Green ในงานวิจัยชื่อ “ปริศนาของมนุษย์ฮอบบิท” ได้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Science

ในฐานะของนักชีววิทยาด้านสารสนเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองซานตาครูซ Green ร่วมมือกับทีมวิจัยต่างชาติเพื่อตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมของชนเผ่าปิ๊กมี่ Rampasasa ที่อาศัยอยู่ใกล้กับถ้ำซึ่งค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์โฮโม ฟลอเรเสียนซิส หรือที่นิยมเรียกกันว่า มนุษย์ฮอบบิท โดยมีคำถามสำคัญคือดีเอ็นเอของมนุษย์ฮอบบิทจะยังปรากฏอยู่ในมนุษย์แคระที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันหรือไม่

“คำตอบของเรื่องราวมหากาพย์นี้สั้นนิดเดียวคือ ไม่” Green กล่าว “จากการวิจัยอย่างหนักที่ผ่านมา เราไม่พบหลักฐานใดๆ” ตรงกันข้ามดูเหมือนว่ามนุษย์ฮอบบิทจะแยกสายวิวัฒนาการออกมาจากมนุษย์กลุ่มอื่นๆ ตั้งแต่เมื่อหลายหมื่นปีก่อน

 

“คนประหลาดที่น่าค้นหา”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยรวบรวมเรื่องราวของมนุษย์โฮโม ฟลอเรเสียนซิส ดูเหมือนว่าโฮมินินเหล่านี้จะสืบทอดเชื้อสายมาจากมนุษย์โฮโม อีเร็กตัสที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภูมิภาคนี้เมื่อหลายล้านปีก่อน ทั้งนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามนุษย์ฮอบบิทเดินทางมายังหมู่เกาะฟลอเรสได้อย่างไร แต่จากหลักฐานของขากรรไกรและฟันที่ค้นพบใกล้กับถ้ำนั้นบ่งชี้การมีตัวตนอยู่ของมนุษย์แคระมาตั้งแต่ 700,000 ปีก่อน ส่วนเรื่องราวของมนุษย์ฮอบบิทนั้นนักโบราณคดีเชื่อว่าพวกเขามีอายุอยู่ในช่วง 100,000 – 60,000 ปีก่อน ในขณะที่ผลการวิเคราะห์เครื่องมือหินระบุว่าพวกเขาอาจมีชีวิตอยู่ราว 190,000 – 50,000 ปีมาแล้ว

ทุกวันนี้ยังมีคนเชื่อว่ามนุษย์ฮอบบิทไม่ใช่มนุษย์สายพันธุ์ใหม่ แต่เป็นผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมหรือภาวะแคระ จึงเป็นสาเหตุของขนาดร่างกายที่เล็กกว่าปกติ สำหรับงานวิจัยล่าสุดนี้ต่อยอดมาจากผลการศึกษาในปี 2011 ซึ่งระบุว่ามนุษย์โฮโม ฟลอเรเสียนซิสเผชิญกับภาวะศีรษะเล็ก ส่งผลให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ด้าน Green ไม่เชื่อแนวความคิดนี้ และระบุว่างานวิจัยดังกล่าวมองข้ามความน่าสนใจอื่นๆ ไป

มนุษย์ฮอบบิท
Douglas Hobbs นักโบราณคดีออกสำรวจถ้ำ Liang bua สถานที่ค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์ฮอบบิท
ภาพถ่ายโดย Fairfax Media, Getty Images

และในปีเดียวกันนั้นเอง Green กำลังเริ่มต้นงานวิจจัยเรียงลำดับจีโนมของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ในบางส่วนของการทำงานทีมวิจัยของเขาพบร่องรอยของยีนมนุษย์โบราณที่ปรากฏอยู่ในมนุษย์สมัยใหม่ การค้นพบนี้เป็นเรื่องใหม่ทางวิทยาศาสตร์ และนำมาสู่ความคิดที่ว่ามนุษย์ฮอบบิทเองก็อาจมีการผสมของยีนด้วยเช่นกัน

ดังนั้น Green และทีมวิจัย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงทีมจากยุโรป, ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย จึงร่วมกันจัดลำดับและวิเคราะห์จีโนมของมนุษย์ปิ๊กมี่ เพื่อหาคำตอบว่าบรรพบุรุษของพวกเขามีส่วนผสมของยีนจากมนุษย์โฮโม ฟลอเรเสียนซิสหรือไม่

 

ล่าม 2 คนกับตัวอย่างจาก 32 ตัวอย่าง

นับตั้งแต่มนุษย์โฮโม ฟลอเรเสียนซิส ถูกค้นพบ ชนเผ่าปิ๊กมี่ Rampasasa เองก็เชื่อกันว่านั่นคือบรรพบุรุษของพวกเขา รายงานจาก Serena Tucci หนึ่งในนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน นอกจากนั้นพวกเขายังนำดอกไม้และอาหารไปถวายให้แก่ถ้ำที่ค้นพบอีกด้วย

ก่อนที่จะรวบรวมตัวอย่าง ทีมวิจัยต้องทำงานอย่างหนักในการอธิบายเป้าหมายของกระบวนการนี้ พวกเขาพึ่งพาล่ามสองคนในการแปลภาษาอังกฤษไปเป็นภาษาอินโดนีเซีย ก่อนที่ล่ามอีกคนจะแปลจากภาษาอินโดนีเซียไปเป็นภาษา Manggarai ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นอีกที นับเป็นโชคดีที่บรรดาชนเผ่าปิ๊กมี่ Rampasasa เองกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วม เนื่องจากพวกเขาต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของตนเองเช่นกัน

ในการรวบรวมข้อมูลทางพันธุกรรม ทีมนักวิจัยสุ่มเลือกผู้ใหญ่อาสาสมัครจำนวน 32 คน ให้พวกเขาถ่มน้ำลายลงในหลอดเก็บตัวอย่าง จากตัวอย่างทั้งหมดนี้ทีมวิจัยลองวิเคราะห์ 10 ตัวอย่าง จากนั้นนำข้อมูลทางพันธุกรรมไปวิเคราะห์กับข้อมูลพันธุกรรมของประชากรจำนวน 225 คนจากเอเชียตะวันออก, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ปาปัวนิวกินี และอื่นๆ

มนุษย์ฮอบบิท
แผนภาพแสดงความสูงเฉลี่ยของชาวอินโดนีเซีย (158 เซนติเมตร), ชาวปิ๊กมี่ที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะฟลอเรส (120 เซนติเมตร) และมนุษย์โฮโม ฟลอเรเสียนซิส (100 เซนติเมตร) ซึ่งเทียบเท่ากับเด็กชาวอเมริกันวัย 4 ขวบ
กราฟิกโดย Serena Tucci

ในตอนแรกทีมวิจัยกังวลว่าคำตอบของงานวิจัยที่ออกมาจะเป็นอะไรที่นักวิจัยเองไม่สามารถอธิบายได้หรือไม่? อย่างไรก็ดีผลการวิเคราะห์ที่ออกมาไม่เหมือนกับที่พวกเขาคาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง

ผลการวิจัยพบว่าบรรพบุรุษของชนเผ่าปิ๊กมี่ Rampasasa มาจากดินแดนในโอเชียเนีย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เกาะปาปัวนิวกินี, หมู่เกาะโซโลมอน และหมู่เกาะบิสมาร์ก ในขณะที่บางส่วนของยีนเองก็บ่งบอกว่ามาจากผู้คนในเอเชียตะวันออก นอกจากนั้นภายในข้อมูลทางพันธุกรรมของพวกเขายังประกอบด้วยยีนของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล และมนุษย์เดนีโซวัน (Denisovan) อีก 0.8% แต่กลับไม่พบร่องรอยของดีเอ็นเอมนุษย์ฮอบบิทแต่อย่างใด

 

เกิดอะไรขึ้นกับชาวปิ๊กมี่?

“ทุกๆ ที่ที่เราออกสำรวจ เราพบการผสมกลมกลืนกันของพันธุกรรม แม้แต่ในกลุ่มประชากรที่เราเชื่อกันว่าพวกเขาแตกต่างก็ตาม” Amy Goldberg นักพันธุศาสตร์ประชากรจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ผู้ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยกล่าว โดยในงานวิจัยล่าสุดนี้เธอระบุว่าเป็นหนึ่งในงานวิจัยทางพันธุศาสตร์สมัยใหม่ที่นักวิจัยไม่พบการผสมในสายเลือดใกล้ชิด (interbreeding) พร้อมยกย่องการทำงานของทีมนักวิจัย อย่างไรก็ดีเธอเชื่อว่าร่องรอยของมนุษย์ฮอบบิทยังคงอยู่ที่นั่น เพียงแต่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการในปัจจุบัน

“เราเชื่อว่ามีสิ่งประหลาดมากมายเกิดขึ้นบนเกาะนี้ค่ะ” Tucci อธิบาย ซึ่งสันนิษฐานว่าแหล่งอาหารที่แตกต่าง การขาดแคลนทรัพยากร ไปจนถึงผู้ล่าบนเกาะมีส่วนกดดันให้อัตราการเติบโตของประชากรบนเกาะแห่งนี้แตกต่าง กระบวนการนี้เรียกว่า Insular Dwarfism (การที่สัตว์นั้นๆ มีขนาดย่อลงเมื่อผ่านหลายชั่วอายุคน จากการกำจัดของพื้นที่) เช่นเดียวกันกับกรณีที่เกิดขึ้นกับมินิฮิบโป บนเกาะมาดากัสการ์ และกระดูกสัตว์ที่พบบนหมู่เกาะฟลอเรส ซึ่งเป็นญาติของช้างมาก่อน รวมไปถึงลักษณะนี้ยังทำให้สิ่งมีชีวิตมีขนาดใหญ่ขึ้นได้ด้วยเช่นกัน ซึ่ง Tucci เล่าให้ฟังว่าหนูบนเกาะฟลอเรสนั้นมีขนาดตัวเท่าๆ กับแมวเลยทีเดียว

ทว่า Gerrit Van den Bergh จากมหาวิทยาลัย Wollongong ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีการหดตัวจากรุ่นสู่รุ่น เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ากระบวนการ Insular Dwarfism นั้นเกิดขึ้นกับชาวปิ๊กมี่ Rampasasa จริง ทั้งนี้ชนเผ่าดังกล่าวเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ทั้งการอาศัยอยู่บนเกาะที่ทรัพยากรมีจำกัดทำให้การมีขนาดตัวที่เล็กลงอาจดีกว่า และกลายมาเป็นการคัดเลือกทางธรรมชาติในเวลาต่อมา

“กระบวนการ Insular Dwarfism เองก็ยังคงเป็นปริศนา” Green กล่าว “มันเป็นเพียงทฤษฎีหนึ่งทางวิทยาศาสตร์”

“ผลการศึกษานี้สำหรับฉันมันแสดงให้เห็นว่าความสูงมีองค์ประกอบที่ซับซ้อน” Sohini Ramachandran นักพันธุศาสตร์ประชากร จากมหาวิทยาลัยบราวน์ ผู้ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยกล่าว และประเด็นที่ว่าเหตุใดคามแคระแกร็นจึงถูกวิวัฒนาการมา เรื่องนี้ยังคงไม่มีคำตอบ งานวิจัยในอนาคตเกี่ยวกับพันธุกรรมศาสตร์อาจช่วยให้เราเข้าใจคุณลักษณะนี้ได้มากยิ่งขึ้น

ขณะนี้ทางทีมวิจัยกำลังพยายามสื่อสารผลการวิจัยกับบรรดาชนเผ่าปิ๊กมี่ Rampasasa “การช่วยให้พวกเขาได้คำตอบก็เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเช่นกัน” Tucci กล่าว และขณะนี้เธอกำลังทำงานร่วมกับกราฟิกชาวอินโดนีเซียเพื่อพัฒนาแผนภาพที่จะช่วยให้ชนเผ่าเข้าใจมากยิ่งขึ้น ทว่ายังมีงานอีกมากที่ต้องทำ และเมื่อผลการวิจัยนี้ถูกเผิดเผยออกไป บรรดาชนเผ่าต้องมีคำถามมากมายตามมาแน่ เมื่อพวกเขารู้ว่าตนไม่ได้เป็นลูกหลานของมนุษย์ฮอบบิท และเรื่องราวของมนุษย์เหล่านี้ยังคงความลึกลับต่อไป…

เรื่อง Maya Wei-Has

 

อ่านเพิ่มเติม

พบ เครื่องมือหิน เก่าแก่ที่สุดนอกทวีปแอฟริกา

 

เรื่องแนะนำ

ภาพสะท้อนปริศนาความตายในอดีตกาลแห่งยุคโรมัน

ที่สุสานชาวคริสต์ ยุคโรมัน ยุคแรกๆ นักโบราณคดีกำลังทำงานเพื่อไขปริศนาว่าด้วยตัวตนของสตรีนางหนึ่ง และเหตุใดคนจำนวนมากที่เสียชีวิตตามหลังเธอไปจึงปรารถนาจะอยู่ใกล้เธอในชีวิตหลังความตาย เมื่อโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เริ่มขึ้นในย่านกลางเมืองของกรุงลูบลิยานา บรรดานักโบราณคดีชาวสโลวีเนีย ในเมืองเก่าแก่โบราณแห่งนี้ย่อมคาดหมายการค้นพบน่าสนใจ แต่พวกเขาคาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นอดีตอันไม่ธรรมดาใน ชุมชนชาวคริสต์ ยุคโรมัน แรกเริ่ม และสตรีคนสำคัญที่ยังเป็นปริศนา ผู้เป็นศูนย์กลางของสาวกที่ปรารถนาจะติดตามเธอไปสู่ ชีวิตนิรันดร์ เมืองหลวงของประเทศขนาดเล็กในยุโรปกลางแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 2,000 ปีก่อนในฐานะชุมชนเอโมนา ของจักรวรรดิโรมัน ประชากรคือชาวอาณานิคมหลายพันคนที่ถูกขับออกจากภาคเหนือของอิตาลีเพราะปัญหาขาดแคลน ที่ดินทำกิน และต้องหลีกทางให้ทหารผ่านศึกจากสงครามที่ช่วยก่อกำเนิดจักรวรรดิโรมัน ชุมชนชาวคริสต์ในท้องถิ่น เฟื่องฟูขึ้นหลังสิ้นสุดการกวาดล้างสังหารชาวคริสต์ครั้งใหญ่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิโรมันในช่วงต้นศตวรรษที่สี่ จากนั้นก็เสื่อมถอยลงพร้อมกับการรุกรานทำลายเมืองเอโมนาโดยชาวฮัน (หรือชาวฮวน) ในศตวรรษที่ห้า จากการขุดสำรวจก่อนหน้านี้ในบริเวณเดียวกัน นักโบราณคดีรู้ว่าส่วนหนึ่งของสุสานโรมันทอดตัวอยู่ใต้ถนน โกสโปสเวตสกา และจะต้องมีการขุดพบหลุมศพโบราณเพิ่มขึ้นอีก การขุดค้นครั้งหลังสุดเริ่มขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2017 ซึ่งเผยให้เห็นสุสานยุคโรมันตอนปลายที่มีหลุมฝังศพมากกว่า 350 หลุม ทั้งหมดตั้งล้อมรอบสุสานใหญ่โอ่อ่าของสตรี ที่น่าจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับสูง ตามการวิเคราะห์ของอันเดรย์ กัสปารี นักโบราณคดีชาวสโลวีเนีย “การศึกษาหลุมศพเป็นงานภาคสนามทางโบราณคดีที่จัดว่าหินที่สุดงานหนึ่งครับ” มาร์ติน ฮอร์วัต นักโบราณคดี ผู้นำการขุดค้น กล่าวและเสริมว่า “การกระจุกตัวของหลุมฝังศพทั้งแบบบรรจุโลงหินและหลุมศพเรียบๆอยู่ในระดับสูงมาก ในกรณีนี้ โลงหินขนาดมหึมาทำให้การทำงานเชิงกายภาพและการขนส่งยุ่งยากท้าทายเป็นพิเศษ เพราะต้องยกและเคลื่อนย้ายอย่างระมัดระวังไปยังสถานที่เก็บในพิพิธภัณฑ์” นักโบราณคดีสนใจใคร่รู้ว่า สถานที่ฝังศพของสตรีผู้นี้มีพัฒนาการอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งดูเหมือนเป็นไปได้ว่าภายในหนึ่งทศวรรษหลังการฝังศพของเธอ […]

เที่ยว ปราสาทพระวิหาร สถาปัตยกรรม 1,100 ปี ประวัติศาสตร์แน่น ประสบการณ์จัดเต็ม

ซัวชไดย… เปรี๊ยะวิเฮียร์ สวัสดี… ปราสาทพระวิหาร ปราสาทหินดูจะไม่ใช่หมุดหมายสำคัญอันดับแรกๆ สำหรับนักเดินทางชาวไทยทั่วไป เสียเท่าไหร่ นอกจากคนที่สนใจ ใคร่รู้ในเรื่องเฉพาะเรื่องของโบราณคดี สถาปัตยกรรม อารยธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ของกลุ่มชนคนโบราณ ความรุ่งเรืองของอาณาจักรต่างๆ และรู้ถึงสัจธรรมที่ว่าในเบื้องลึกของทุกเรื่องราวเหล่านั้น มีความน่าสนใจแฝงเร้นไว้อีกมากมาย ไม่รู้จบ ปราสาทหินในเมืองไทยทุกวันนี้มีปรากฏอยู่ไม่ใช่น้อย ยิ่งใหญ่ เก่ากาล แตกต่างกันไปตามกาลเวลา แต่ที่ถือได้ว่าเป็นปราสาทหินที่ทรงคุณค่าอลังการ ทั้งด้านความยิ่งใหญ่ เก่าแก่ เอกอุแห่งความงดงาม ปราสาทพระวิหาร ไม่เป็นสองรองใคร การจะไปเยือนปราสาทพระวิหารได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นปราสาทหินอื่นๆ ทั่วไป ในประเทศไทย ทั้งระยะทางที่ยาวไกลกว่า 600 กิโลเมตรจาก กรุงเทำพฯ สู่จังหวัดศรีสะเกษ ความสูงชันของที่ตั้งตัวปราสาท หรือเหตุผลปัญหาด้านชายแดนไทยกับกัมพูชา นบางเวลา ฯลฯ… แต่พวกเราก็ดั้นด้นเดินทางมาถึงจนได้ อย่างที่วาดหวังไว้ เช้ามืด ก่อนดวงตะวันจะสาดแสง พวกเรารอเวลาเตรียมพร้อมกันอยู่ที่ผามออีแดง ทันทีที่ลูกไฟแห่งสุริยะจักรวาล โผล่พ้นขอบฟ้า เสียงชัตเตอร์ ก็ดังระรัวประชันกันราวกับข้าวตอกแตก ณ จุดนี้ในฤดูหนาว มันคือจุดชมทะเลหมอกที่งามงดที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย จากผามออีแดง เดินลัดเลาะไปตามเชิงผา […]

ฉันห้ามเธอหมดกำลังใจ

ปีเตอร์ ที. ไวต์ นักเขียนจาก เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เพื่อกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ประกอบสารคดีเรื่อง “Hope and Fears in Booming Thailand” ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1967

กว่าจะมาเป็นเจน กูดดอลล์

เรื่อง โทนี เกอร์เบอร์ ภาพถ่าย ฮูโก ฟาน ลาวิค “ฉันต้องขอโทษด้วย ถ้าใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว” เจน กูดดอลล์ บอกผู้ฟังในห้องบรรยายเมื่อปี 2015 แต่บางครั้ง “เรื่องบางเรื่องได้ยินซ้ำก็เข้าท่านะคะ” เธอเสริม ผู้คนจำเรื่องเล่าทั่วๆไปเกี่ยวกับชีวิตของเจน กูดดอลล์ ได้แทบจะในทันที เพราะความถี่ที่มีคนเขียนถึง แพร่ภาพออกอากาศ หรือเปิดเผยต่อโลกด้วยวิธีการอื่นๆ เรื่องมีประมาณว่า หญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งทำวิจัยชิมแปนซีในแอฟริกาและกลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการไพรเมตวิทยา แต่เธอทำได้อย่างไร ผู้หญิงที่มีความหลงใหลในสิงสาราสัตว์ แต่ไม่มีพื้นฐานการทำงานวิจัยอย่างเป็นทางการใดๆ สามารถโลดแล่นในโลกวิทยาศาสตร์และโลกของสื่อที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เพื่อสร้างการค้นพบมากมายในสายงานของเธอ และกลายเป็นคนดังระดับโลกในขบวนการเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ได้อย่างไร ต่อไปนี้คือคำตอบ เจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 1965 เธอไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้นานมากแล้ว แต่ผมกำลังเปิดให้เธอดูบนแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ นักไพรเมตวิทยาวัย 83 ปีในปีนี้ กำลังพินิจพิจารณาตัวเธอเองตอนอายุ 28 ปี สาวน้อยเจนในจอภาพกำลังเดินป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game […]