ผมก็เป็นอเมริกันคนหนึ่ง เสียงจากชาวญี่ปุ่นในค่ายกักกันสหรัฐฯ - National Geographic Thailand

ผมก็เป็นอเมริกันคนหนึ่ง เสียงจากชาวญี่ปุ่นในค่ายกักกันสหรัฐฯ

ผมก็เป็นอเมริกันคนหนึ่ง เสียงจากชาวญี่ปุ่นใน ค่ายกักกัน สหรัฐฯ

เป็นเรื่องบังเอิญแท้ๆ ตอนที่ฉันไปห้องสมุดประชาชนในเมืองเล็กๆ อย่างแอชแลนด์ รัฐออริกอน เพื่อหาหนังสือน่าสนใจอ่าน ฉันประจันหน้ากับเด็กๆ ชาวเอเชียในภาพถ่ายขาวดำภาพหนึ่ง เด็กๆ เหล่านั้นยิ้มสดใสจากหลังรั้วลวดหนามของ ค่ายกักกัน

เมื่อพลิกดูไปแต่ละหน้า  ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า “เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ไหนนะ” ในใจคิดว่าคงเป็นที่ไหนสักแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเวียดนามก็ได้ ตอนนั้นเองที่ฉันได้รู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรกในวัย 17 ปีว่า พลเรือนอเมริกันที่มีบรรพบุรุษเป็นคนญี่ปุ่นถูกกวาดต้อนและกักกันในอเมริกา ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ ฉันเองก็เป็นลูกสาวของผู้อพยพชาวญี่ปุ่น

อะไรทำให้อเมริกาต้องกักกันพลเรือนกว่า 120,000 คน ซึ่งสองในสามเป็นพลเมืองอเมริกัน โดยไม่มีกระบวนไต่สวนใดๆ ในช่วงสงคราม กระทั่งทุกวันนี้ จุนโซะ เจค โอฮาระ ยังพยายามหาคำตอบ “ผมว่ามันอาจเป็นเพราะอคติ ก็ไม่รู้เหมือนกัน” โอฮาระวัย 89 ปีผู้เคยถูกกักกันนานถึงสามปี กล่าว “เขาคงกลัวพวกเรากระมัง ผมเดานะ”

 

ตอนที่ญี่ปุ่นบุกจู่โจมเพิร์ลฮาร์เบอร์แบบสายฟ้าแลบ กดดันสหรัฐฯ ให้เข้าสู่สงครามด้วยยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 3,500 ราย รวมทั้งสร้างความเสียหายย่อยยับให้กองเรือสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนไม้ขีดที่จุดเผากองเชื้อไฟสำหรับผู้มีเชื้อสายญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกา ความโกรธแค้นโหมกระพือทั่วประเทศ เมื่อญี่ปุ่นโหมโจมตีแปซิฟิกอย่างดุดัน ยึดเกาะกวม เกาะเวก และฮ่องกง รวมทั้งบีบบังคับกองทัพสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์ให้ยอมจำนน

ในไม่ช้าความกลัวว่าญี่ปุ่นอาจรุกรานชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ทำให้อเมริกาตระหนก เช่นเดียวกับข่าวบิดเบือนและข่าวลือที่ไม่ทราบแหล่งที่มาซึ่งแพร่สะพัดไปทั่วว่า ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นในฮาวายให้การช่วยเหลือการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์

แฟรงก์ น็อกซ์ รัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ให้น้ำหนักกับทฤษฏีสมคบคิด ขณะที่คนอื่นๆ เรียกร้องให้ใช้มาตรการเด็ดขาดต่อต้านชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น มีเพียงไม่กี่คนกับสื่อมวลชนเพียงหยิบเท่านั้นที่ตั้งคำถามว่า  การต่อต้านประชาชนที่มีเชื้อสายญี่ปุ่นนั้นชอบด้วยเหตุผลหรือถูกทำนองคลองธรรมจริงหรือ

ต่อมาทหารจากกองทัพบกสหรัฐฯ เริ่มเคาะประตูบ้านและติดคำสั่งเคลื่อนย้ายในย่านหรือชุมชนเป้าหมายในแคลิฟอร์เนีย ออริกอน วอชิงตัน และแอริโซนา โดยใช้ข้อมูลทางลับที่ได้จากสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐฯ  ประชาชนเหล่านั้นสามารถนำสัมภาระเท่าที่หอบหิ้วไปได้และถูกบีบให้ละทิ้งสมบัติที่ถือครองภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หรือกระทั่งไม่กี่วัน บางคนจำต้องขายทรัพย์สินให้พวกฉกฉวยโอกาสอย่างขาดทุนชนิดประเมินไม่ได้ ขณะที่บางคนสุมสิ่งของมีค่าในโกดังที่ดัดแปลงจากโรงรถที่บ้าน ปล่อยบ้านให้เช่า หรือหาคนมาดูแลอสังหาริมทรัพย์ ทว่าบ้านเรือนจำนวนไม่น้อยถูกปล้น ค่าเช่าค้างจ่าย และคนดูแลบ้านไม่น้อยที่ทรยศต่อความไว้วางใจของครอบครัวเหล่านั้น ด้วยการขายหรือทอดทิ้งทรัพย์สินของพวกเขา  แต่ละครอบครัวได้รับหมายเลขที่เขียนบนป้ายติดสัมภาระและตัวบุคคลเหมือนกัน  และเป็นสิ่งระบุอัตลักษณ์ใหม่ของพวกเขา  กองทัพทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้มี “ศูนย์แรกรับ” (assembly center) ชั่วคราวเกิดขึ้นตามลานตลาดนัดและสนามแข่งม้าในระหว่างก่อสร้าง “ศูนย์โยกย้าย” (relocation center)  สนามแข่งม้าแซนตาแอนิตาในลอสแอนเจลิสเป็นศูนย์แรกรับใหญ่ที่สุด รองรับได้มากกว่า 18,000 คน และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผู้คนถูกบังคับให้อาศัยอยู่ในคอกม้า

ค่ายกักกัน

ค่ายกักกัน
จอร์จ ฮิราโนะ (ซ้ายสุด) วัย 18 ปี ที่เพิ่งถูกเกณฑ์ทหาร ถ่ายภาพร่วมกับ ฮิซะ ฮิราโนะ มารดา และ ยาซูเบะ ฮิราโนะ บิดา โดยมีธงชาติอเมริกาเป็นฉากหลัง แม่ของเขาประคองภาพลูกชายคนโต ชิเกระ ฮิราโนะ แรกทีเดียวทั้งครอบครัวถูกกักกันร่วมสามเดือนที่ศูนย์แรกรับซาลินัสซึ่งเคยเป็นลานตลาดนัดในแคลิฟอร์เนีย ก่อนจะใช้ช่วงเวลาตลอดสงครามโลกครั้งที่สองที่ศูนย์อพยพโพสตัน จอร์จ ฮิราโนะ ผ่านการฝึกทหารขั้นพื้นฐาน แต่ล้มป่วยด้วยโรคหัด ก่อนที่จะถูกส่งไปประจำการกับเพื่อนๆ เมื่อสงครามสิ้นสุด เขากลับไปยังวัตสันวิลล์ ในแคลิฟอร์เนีย และมีฟาร์มของตัวเองในที่สุด ในปี 2012 ด้วยวัย 86 ปี ฮิราโนะโพสท่าให้ถ่ายภาพอีกครั้งในฮาล์ฟมูนเบย์ แคลิฟอร์เนีย

 

แม้ชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสมรภูมิมิดเวย์ของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายนปี 1942 จะช่วยลบล้างความหวาดกลัวการโจมตีแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯ จากญี่ปุ่น แต่ค่ายเหล่านี้ก็ยังไม่ถูกปิด ท้ายที่สุด ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นบางส่วนที่ได้รับการยืนยันว่าจงรักภักดี ก็ได้รับการปล่อยตัว แต่ส่วนใหญ่ยังถูกบังคับกักกัน เดือนแล้วเดือนเล่าจนล่วงเลยไปหลายปี  ทารกกว่า 5,000 คนถือกำเนิดระหว่างพ่อแม่ถูกกักกัน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน หนึ่งในนั้นคือ โทราโซะ ซากาอุเอะ วัย 67 ปีที่ค่ายแมนซานาร์ วอลเตอร์ โยชิฮารุ ซากาอุเอะ ผู้เป็นหลานชายเล่าว่า “ผมว่าที่ปู่ตายคงเพราะตรอมใจครับ” เขาเสริมว่า “ท่านไม่ได้ทำอะไรผิดเลย”

คนที่แข็งขืนมีอยู่บ้าง อย่างชายหนุ่มนาม เฟรด โคเรมัตสึ ที่ปฏิเสธการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวและฝืนอยู่ในแซนลีแอนโดร แคลิฟอร์เนีย หลังจากกองทัพประกาศให้เป็น “พื้นที่ทหาร” และเขตหวงห้ามของประชาชนเชื้อสายญี่ปุ่นทั้งหมด โคเรมัตสึถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานละเมิดคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ เขาอุทธรณ์คำตัดสินตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงศาลสูงสุด แฟรงก์ เมอร์ฟี ผู้พิพากษาศาลสูงสุดบันทึกว่า การปฏิบัติต่อประชาชนที่มีเชื้อสายญี่ปุ่นต่างจากประชาชนที่มีเชื้อสายอิตาลีหรือเยอรมันซึ่งล้วนเป็นประเทศที่บรรพบุรุษเคยเป็นคู่สงครามกับสหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็น “การทำให้การเหยียดเชื้อชาติชอบด้วยกฎหมาย” กระนั้นศาลสูงสุดก็มีมติหกต่อสามให้ยืนคำพิพากษาลงโทษ โดยเห็นพ้องกับรัฐบาลว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความจำเป็นทางทหาร

คณะผู้พิพากษาไม่ทราบถึงรายงานจากหน่วยสืบราชการลับของกองทัพเรือที่ระบุว่า ไม่พบหลักฐานว่า  ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นแสดงความเป็นปฏิปักษ์ทางทหาร  หรือทำตัวเป็นสายลับ หรือให้สัญญาณแก่เรือดำน้ำ อย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้าง  รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมรับในปี 2011 ว่า ที่คณะผู้พิพากษาไม่ทราบเรื่องก็เพราะอัยการศาลสูงสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจงใจปกปิดรายงานดังกล่าวต่อศาล

ค่ายกักกัน

ค่ายกักกัน
เมื่อปี 1942 นักศึกษาปีหนึ่ง โดโรที ทาเกอิ ยิ้มกว้างสดใส ขณะโหนตัวจากรถของครอบครัวที่แล่นเข้าสนาม แข่งม้าแซนตาแอนิตา ซึ่งเป็นศูนย์กักกันชั่วคราวในแคลิฟอร์เนีย ไม่นานเธอก็ตระหนักว่า ชีวิตไม่ได้ตื่นเต้นโลดโผนอย่างที่คิดไว้ ครอบครัวของเธอถูกส่งต่อไปยังค่ายกักกันในเจโรม อาร์คันซอ เมื่อได้รับการปล่อยตัวในปี 1943 เธอย้ายไปชิคาโก ซึ่งเป็นที่ที่ได้พบกับสามี ทั้งคู่ย้ายไปแซนโฮเซ แคลิฟอร์เนีย ในทศวรรษ 1950 เมื่อปี 2017 โดโรที ฮิอูระ ในวัย 93 ปี เป็นแบบให้ถ่ายภาพอีกครั้งที่บ้านของตัวเอง เธอไม่เคยคุยเรื่องการกักกันกับลูกชายและลูกสาวเลย

 

เวลาล่วงเลยมากว่า 70 ปี  หลังการสอบสวนโดยคณะกรรมาธิการที่รัฐสภาสหรัฐฯ จัดตั้งขึ้น  ในที่สุด ศาลสูงสุดก็เพิกถอนคำตัดสินในปี 1944 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ประธานศาลสูงสุด จอห์น จี. โรเบิร์ตส์ จูเนียร์ เขียนไว้ว่า การบังคับขืนใจให้พลเมืองสหรัฐฯ เข้า “ค่ายกักกัน บนพื้นฐานของเชื้อชาติเพียงอย่างเดียวและโจ่งแจ้ง เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน และอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี”

เรื่อง แอน เคอร์รี

ภาพถ่าย พอล คิตากากิ จูเนียร์

ค่ายกักกัน

ค่ายกักกัน
ป้ายที่ติดหน้าร้านขายของชำของครอบครัวมาซูดะในโอกแลนด์ แคลิฟอร์เนีย ที่ถ่ายไว้เมื่อปี 1942 ประกาศความจงรักภักดีต่ออเมริกา กระนั้น กระแสต่อต้านชาวญี่ปุ่นก็แพร่กระจายไปทั่วประเทศ คาเรน ฮาชิโมโตะ (กลาง) ซึ่งมีคุณปู่เป็นผู้ก่อตั้งร้าน อายุเพียงสามเดือน ตอนที่ถูกพาตัวไปยังศูนย์โยกย้ายกิลาริเวอร์ ส่วนแกร์รี นารูโอะ และเท็ด ทานิซาวะ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเธอ เกิดหลังจากที่ค่ายต่างๆ ปิดตัวลงแล้ว พื้นที่ตั้งร้านขายของชำนี้ได้รับการพัฒนาอีกครั้งในทศวรรษ 1980 ในปี 2016 นารูโอะ วัย 67 ปี ฮาชิโมโตะ วัย 73 ปีและทานิซาวะวัย 70 ปี ได้ถ่ายรูปร่วมกันอีกครั้งในตำแหน่งที่เคยเป็นร้านขายของชำ

 

ค่ายกักกัน

ค่ายกักกัน
ที่ศูนย์โยกย้ายฮาร์ตเมาน์เทนในไวโอมิง ปี 1943 ลูกเสือจุนโซะ เจค โอฮาระ วัย 14 ปี ทาเกชิ โมโตยาซุ วัย 14 ปี และ เอ็ดเวิร์ด เท็ตสึจิ คาโตะ วัย 16 ปี ทำความเคารพธงชาติอเมริกัน ในปี 2013 หรืออีก 70 ปีให้หลัง พอล คิตากากิ จูเนียร์ ตามหาพวกเขาและขอให้ทำท่าเดียวกัน ที่บริเวณนอกบ้านของคาโตะในเมืองมอนเทเรย์พาร์ก แคลิฟอร์เนีย

 

อ่านเพิ่มเติม

สีผิวที่แตกต่าง

 

เรื่องแนะนำ

เสด็จประพาสต้น ตามรอยพระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

ร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ในสารคดีภาพชุดพิเศษ เสด็จประพาสต้น ตามรอยพระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

สวัสดี… ปราสาทพระวิหาร

ซัวชไดย… เปรี๊ยะวิเฮียร์ สวัสดี… ปราสาทพระวิหาร ปราสาทหินดูจะไม่ใช่หมุดหมายสำคัญอันดับแรกๆ สำหรับนักเดินทางชาวไทยทั่วไป เสียเท่าไหร่ นอกจากคนที่สนใจ ใคร่รู้ในเรื่องเฉพาะเรื่องของโบราณคดี สถาปัตยกรรม อารยธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ของกลุ่มชนคนโบราณ ความรุ่งเรืองของอาณาจักรต่างๆ และรู้ถึงสัจธรรมที่ว่าในเบื้องลึกของทุกเรื่องราวเหล่านั้น มีความน่าสนใจแฝงเร้นไว้อีกมากมาย ไม่รู้จบ ปราสาทหินในเมืองไทยทุกวันนี้มีปรากฏอยู่ไม่ใช่น้อย ยิ่งใหญ่ เก่ากาล แตกต่างกันไปตามกาลเวลา แต่ที่ถือได้ว่าเป็นปราสาทหินที่ทรงคุณค่าอลังการ ทั้งด้านความยิ่งใหญ่ เก่าแก่ เอกอุแห่งความงดงาม ปราสาทพระวิหาร ไม่เป็นสองรองใคร เรื่องและภาพถ่าย: เจนจบ ยิ่งสุมล การจะไปเยือนปราสาทพระวิหารได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นปราสาทหินอื่นๆ ทั่วไป ในประเทศไทย ทั้งระยะทางที่ยาวไกลกว่า 600 กิโลเมตรจาก กรุงเทำพฯ สู่จังหวัดศรีสะเกษ ความสูงชันของที่ตั้งตัวปราสาท หรือเหตุผลปัญหาด้านชายแดนไทยกับกัมพูชา นบางเวลา ฯลฯ… แต่พวกเราก็ดั้นด้นเดินทางมาถึงจนได้ อย่างที่วาดหวังไว้ ……………………………… เช้ามืด ก่อนดวงตะวันจะสาดแสง พวกเรารอเวลาเตรียมพร้อมกันอยู่ที่ผามออีแดง ทันทีที่ลูกไฟแห่งสุริยะจักรวาล โผล่พ้นขอบฟ้า เสียงชัตเตอร์ ก็ดังระรัวประชันกันราวกับข้าวตอกแตก ณ […]

สนธิสัญญาแวร์ซายจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างไร

วูดโรว์ วิลสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากำลังยิ้มในขณะที่เดินนำขบวนของบรรดาผู้นำยุโรปที่เข้าร่วมเซ็น สนธิสัญญาแวร์ซาย แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีวิลสัน จะเป็นผู้เจรจาสนธิสัญญานี้ด้วยตัวเอง แต่ในท้ายที่สุด สภาคองเกรสไม่ให้สัตยาบันในสนธิสัญญานี้ ภาพถ่ายโดย BETTMANN, GETTY ประเทศต่างๆ ในยุโรปพากันลงโทษเยอรมนีจากสิ่งที่ได้ทำไปในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อันเป็นการลงโทษที่ย้อนกลับมาหลอกหลอนชาวโลกในภายหลัง 28 มิถุนายน 1919 นอกชานเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส บรรดาผู้นำชาติยุโรปรวมตัวกันในพระราชวังแวร์ซายเพื่อเซ็น สนธิสัญญาแวร์ซาย ซึ่งรู้จักกันในฐานะหนึ่งในสนธิสัญญาที่มีเนื้อหาอันจงเกลียดจงชังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ การเซ็นสนธิสัญญาครั้งนี้คือคือหมุดหมายแห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้เป็นรากฐานที่ทำให้เกิดสงครามโลกในครั้งต่อมา และถึงแม้ว่าจะมีการประชุมสันติภาพในหนึ่งปีก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีประเทศใดที่ต้องลงชื่อในสนธิสัญญาฉบับนี้พึงพอใจกับมันเลย มีคนกว่า 65 ล้านคนที่ต้องเข้าร่วมต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทหารมากกว่า 8.5 ล้านนาย และพลเรือนกว่า 6.6 ล้านคนต้องเสียชีวิตไป สงครามได้ทำลายพื้นที่ฟาร์ม เมือง และสนามรบรอบๆ ยุโรป และเยอรมนีถูกกล่าวโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบในสงครามครั้งที่หนึ่ง สนธิสัญญาฉบับนี้ก็ได้ลงโทษเยอรมนีไปก่อนเสียแล้ว จากหลักการแห่งอุดมคติสู่สนธิสัญญาแห่งการลงทัณฑ์ ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกาได้เสนอ หลักการ 14 ข้อ ซึ่งเป็นแผนแม่แบบสันติภาพของโลก อันมีใจความรวมไปถึงการตั้งองค์กรความร่วมมือจากหลายประเทศ (ซึ่งต่อมาคือองค์กรสันนิบาตชาติ) เพื่อรับประกันความมีเสถียรภาพแห่งทวีปยุโรปและป้องกันไม่ให้บรรดาประเทศต่างๆ […]

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]