ภาพเก่าเล่าเรื่อง: ย้อนอดีต รถไฟไทย - เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

ภาพเก่าเล่าเรื่อง: ย้อนอดีต รถไฟไทย

ภาพเก่าเล่าเรื่อง: ย้อนอดีต รถไฟไทย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สี่ ประชาชนชาวสยามมีความตื่นเต้นเป็นอันมากในความก้าวหน้าของการคมนาคมรูปแบบใหม่ที่รวดเร็วที่สุดในสมัยนั้น เมื่ออุปทูตในคณะของเซอร์จอห์น เบาริง ได้อัญเชิญเครื่องราชบรรณาการจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร เป็นขบวนรถไฟจำลองที่ย่อส่วนจากของจริง มาน้อมเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปลายเดือนมีนาคม พุทธศักราช 2398 ถือเป็นการปรากฏโฉมครั้งแรกของรถไฟบนแผ่นดินสยามประเทศ

เรียบเรียง  มธุรพจน์ บุตรไวยวุฒิ

ภาพถ่าย  หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ครั้นล่วงเข้าสู่แผ่นดินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ล้นเกล้า รัชกาลที่ห้า ประเทศมหาอำนาจตะวันตกอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสได้แผ่แสนยานุภาพไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมักยกเหตุแห่งการเข้ายึดครองดินแดนว่าเป็นการนำความเจริญมาสู่ประเทศเหล่านั้น

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชประสงค์ในการทำนุบำรุงบ้านเมืองเพื่อให้รอดพ้นจากการถืออ้างดังกล่าว และยังสยามให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศในทุกด้าน หนึ่งในนั้นคือการคมนาคมทางรถไฟ ซึ่งเป็นการคมนาคมทางบกที่รวดเร็ว สามารถบรรทุกสินค้าและคนโดยสารได้เป็นจำนวนมาก และถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญของบ้านเมืองในยุคนั้น

รถไฟไทย
สถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือสถานีหัวลำโพง เปรียบได้กับศูนย์กลางของการเดินรถไฟในสยาม ในยุคที่การคมนาคมขนส่งทางบกเริ่มได้รับความนิยมแทนที่แม่น้ำลำคลอง
รถไฟไทย
พนักงานรถไฟโพสท่าถ่ายรูปกับตู้โดยสารซึ่งในยุคแรก ๆ ยังใช้ไม้เป็นส่วนประกอบอยู่มาก

ล่วงถึงวันที่ 9 มีนาคม พุทธศักราช 2434 เป็นวันที่ได้เริ่มการก่อสร้างทางรถไฟสายแรกของประเทศ คือ กรุงเทพฯ – นครราชสีมา เป็นทางกว้าง 1.435 เมตร การก่อสร้างทางรถไฟครั้งนี้ไม่เพียงยังผลให้การคมนาคมในสยามประเทศเจริญรุดหน้าขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาพระราชอาณาเขตในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งยังเป็นการป้องกันสยามจากการคุกคามของฝรั่งเศสที่รุกคืบกดดันอย่างหนักหน่วง ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ข้อพิพาท ร.ศ. 112 การขยายเส้นทางรถไฟมุ่งสู่จังหวัดใหญ่อย่างนครราชสีมาจึงถือเป็นยุทธศาสตร์ทางทหารที่สำคัญประการหนึ่ง อีกทั้งการสำรวจจัดทำเส้นทางรถไฟยังเป็นการเปิดภูมิประเทศครั้งใหญ่ ทำให้พื้นที่ที่เคยรกร้างว่างเปล่าได้รับการพัฒนา ผู้คนสามารถสัญจรไปมาถึงกันได้อย่างสะดวก ส่งผลให้ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจกระจายสู่หัวเมืองน้อยใหญ่ในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างทั่วถึง

เมื่อการก่อสร้างดำเนินมาจนสามารถเปิดเส้นทางเดินรถไฟได้บางช่วงแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางรางและตรึงหมุดเชื่อมทางรถไฟสายปฐมฤกษ์ระหว่างกรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยา รวมระยะทาง 71 กิโลเมตร ในวันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2439 และเปิดเดินรถอย่างเต็มรูปแบบในเส้นทางรถไฟหลวง กรุงเทพฯ – นครราชสีมาเมื่อปีพุทธศักราช 2443

รถไฟไทย
เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องระดมสรรพกำลังทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน เพื่อเร่งซ่อมแซมทางรถไฟที่มักได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก เพื่อให้สามารถกลับมาเดินรถได้ตามปกติ (ภาพนี้และภาพล่าง) เป็นภาพเหตุการณ์ที่ยังคงเกิดขึ้นจวบจนถึงปัจจุบัน

รถไฟไทย

 

การบุกเบิกและพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางรถไฟ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในปีพุทธศักราช 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเส้นทางรถไฟสายใต้จากคลองบางกอกน้อย (สถานีธนบุรี) ถึงเมืองเพชรบุรี เป็นทางขนาดกว้างหนึ่งเมตรระยะทาง 150 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างในปีพุทธศักราช 2442 และแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พุทธศักราช 2446

ต่อมาเมื่อการขนส่งสินค้าทางรถไฟได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ จึงได้มีการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายเหนือ สายตะวันออก และสายใต้เพิ่มเติม เป็นการปรับปรุงกิจการรถไฟให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นไปอย่างคึกคัก

จวบจนวันนี้ นับเป็นเวลากว่า 120 ปีแล้วที่รถไฟไทยสายแรกในสยามได้เคลื่อนขบวนบรรทุกความเจริญจากกรุงเทพมหานครสู่ทุกภูมิภาค ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลแห่งพระปิยมหาราชโดยแท้

รถไฟไทย
แม้จะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การเดินทางโดยรถไฟถือเป็นการคมนาคมที่ปลอดภัยที่สุดรูปแบบหนึ่ง แต่อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้เสมอ
รถไฟไทย
รถปั้นจั่นที่ใช้ในการกู้ภัย เคลื่อนย้าย และเปิดเส้นทางในยุคแรกๆ ขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำ

อ่านเพิ่มเติม

เปิดภาพเก่าของหลากหลายห้องเรียนทั่วโลก

เรื่องแนะนำ

ประวัติศาสตร์ไทยก่อนสุโขทัย ที่ไม่มีในแบบเรียน

ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านออกเดินทางไปทำความรู้จักกับ “ชาวจ้วง” เครือญาติชนชาติไทที่เก่าแก่ที่สุด ผู้มีวัฒนธรรมสืบเนื่องมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อน

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

ประวัติศาสตร์ย่อของหลอดพลาสติก

คนเราใช้หลอดกันมาเป็นพันปีจากวัสดุธรรมชาติ และหลอดธรรมชาติเหล่านี้ไม่เคยก่อปัญหาทางสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งวัสดุอย่างพลาสติกถือกำเนิดขึ้น...