ประวัติ ฮันนิบาล แม่ทัพผู้นำการรบที่ทำให้กองทัพโรมันย่อยยับใน 216 ปี ก่อนคริสตกาล

ใครคือฮันนิบาล

แม่ทัพฮันนิบาลเป็นหนึ่งในนักยุทธศาสตร์ที่มีความคิดพลิกแพลงที่สุดในประวัติศาสตร์
ภาพวาดโดย BIBLIOTECA NACIONAL, MADRID, SPAIN/BRIDGEMAN


แม่ทัพผู้ให้สัตย์ต่อบิดาของเขาว่าจะเกลียดชังโรมันตลอดไป เป็นผู้วางแผนหนึ่งในการโจมตีที่เป็นตำนานในประวัติศาสตร์การทหารต่อกองทัพโรมันอันทรงพลัง

ฮันนิบาล (Hannibal) เป็นแม่ทัพชาวคาร์เธจ (Carthage) ที่เริ่มต้นชีวิตนักรบอันน่าจดจำตั้งแต่สมัยวัยเยาว์ เมื่อเขามีอายุเพียงหกปี คาร์เธจ อันเป็นอาณาจักรของชาวฟินิเชียและเป็นมหาอำนาจทางการค้าและการทหารในแอฟริกาเหนือพ่ายแพ้แก่โรมันในสงครามพิวนิกครั้งแรกเมื่อ 241 ปีก่อนคริสตกาล บิดาของเขา ฮามิลการ์ บาร์กา (Hamilcar Barca) เป็นแม่ทัพและรัฐบุรุษที่ไม่พึงพอใจในสนธิสัญญาสงบศึกกับโรมัน ซึ่งทำให้คาร์เธจต้องเสียทั้งอาณานิคมซิซิลี และต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้โรมัน นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันได้บันทึกไว้ว่า ฮามิลการ์สั่งให้ฮันนิบาลในวัยเยาว์สาบานเลือดว่าจะจองเวรกับโรมันตราบชั่วชีวิตของเขา

การที่คาร์เธจจะสามารถกลับมาเจริญรุ่งเรือง สร้างกองทัพใหม่ และเตรียมการล้างแค้นโรมได้ อาณาจักรแห่งนี้จำเป็นต้องหากำลังเงินและกำลังคนใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกหาได้ในสเปน ในการยุทธที่ฮันนิบาลเข้าร่วมครั้งนี้ ส่งผลให้บิดาของเขาสามารถยึดครองคาบสมุทรไอบีเรียได้เกือบทั้งหมด และสามารถครอบครองทรัพยากรซึ่งรวมถึงแร่เงินจำนวนมหาศาลไว้ได้ และในสเปนนี้เอง ที่ฮันนิบาลเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจากการนำทัพของตนเองภายใต้การบังคับบัญชาของฮัสดรูบาล (Hasdrubal) ผู้เป็นพี่เขย เมื่อฮัสดรูบาลถูกลอบสังหารเมื่อ 221 ปีก่อนคริสตกาล ฮันนิบาลในวัยเพียง 26 ปี จึงได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของคาร์เธจ

ฮันนิบาลใช้สเปนเป็นฐานที่มั่นในตอนที่หมายมั่นว่าจะเอาชนะโรม ในสงครามพิวนิกครั้งที่สอง เมื่อ 218 ปีก่อนคริสตกาล แม้ว่าในขณะนั้น คาร์เทจจะไม่มีกองกำลังทางเรือที่ยิ่งใหญ่เหมือนแต่ก่อน แต่ขุมสมบัติซึ่งได้มาจากสเปนนั้นทำให้อาณาจักรแห่งนี้สามารถรวบรวมกำลังทางบกอันแข็งแกร่งได้ กองกำลังนี้มีนักรบรับจ้างจากสเปน แอฟริกาเหนือ และกอล (Gaul) รวมอยู่ด้วย บางส่วนของกองกำลังนี้ โดยเฉพาะชาวเคลต์ (Celts) จากอิตาลีตอนเหนือ เข้าร่วมมิใช่เพราะความจงรักภักดีต่อฮันนิบาล แต่เป็นเพราะความจงชังที่พวกเขามีต่อโรม ในสงครามครั้งนี้ ฮันนิบาลได้สร้างตำนานจากกลยุทธ์อันบ้าบิ่น โดยการนำกองทัพกว่า 40,000 นายและช้างศึกอีกหลายเชือกบุกข้ามเทือกเขาแอลป์ ซึ่งยังผลให้เขาต้องสูญเสียทหารไปเกือบครึ่งหนึ่งเนื่องจากสภาพภูเขาอันโหดร้ายทารุณ ช้างศึกที่รอดชีวิตมาได้ถูกนำมาใช้เสมือนรถถังในการรบยุคปัจจุบัน ด้วยการใช้ขนาดอันใหญ่โตของพวกมันบุกทะลวงแนวรบของศัตรู ลิวี (Livy) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันบันทึกถึงสิ่งนี้ว่า “ส่วนหน้าสุดของกองทัพคาร์เธจประกอบไปด้วยทหารม้าและช้างศึก ส่วนฮันนิบาลอยู่ในแนวหลังกับทหารราบบางส่วน เพื่อจับตาดูสถานการณ์และเตรียมรับมือกับเหตุฉุกเฉินทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้น”

การรุกรานของฮันนิบาลในครั้งนี้ทำให้ชาวโรมันตกตะลึง ในการยุทธที่ Cannae เมื่อ 216 ปีก่อนคริสตกาล กองทัพของเขาขยี้กองทัพโรมจนย่อยยับ เขาพลิกวิกฤตเป็นโอกาสโดยการถอนกำลังตรงกลางแนวรบ ซึ่งกำลังตกอยู่ในอันตราย มาใช้สร้างแนวตีโอบ สิ่งนี้ทำให้ทหารโรมันซึ่งกำลังบุกโจมตีถูกขนาบข้างและถูกล้อม การดำเนินกลยุทธ์ครั้งนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์การทหาร และยุทธการที่ Cannae ยังเป็นหนึ่งในการรบที่นองเลือดที่สุดสำหรับกองทัพใดๆ ในยุโรป ซึ่งเกิดขึ้นภายในวันเดียว

ฮันนิบาลและกองทัพ ขณะข้ามเทือกเขาแอลป์
ภาพวาดโดย UNIVERSAL HISTORY ARCHIVE, UIG/BRIDGEMAN IMAGES

ศัตรูผู้แข็งแกร่ง

สำหรับฮันนิบาล เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้คือการทำให้พันธมิตรชาวอิตาเลียนของโรมหวาดผวาและแปรพักตร์ เป้าหมายครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากพันธมิตรบางส่วนของโรมในอิตาลีตอนใต้แปรพักตร์เข้ากับเขา และในอิตาลีตอนใต้นี้เองที่ฮันนิบาลสามารถตรึงกำลังไว้ได้นานกว่าสิบสองปี แต่ท้ายที่สุด เขากลับต้องถอนกำลังจากอิตาลี โดยฝีมือของแม่ทัพที่มีความกล้าหาญเทียบเคียงกับเขาอย่าง พิวเบลียส คอร์นีเลียส สกิปิโอ (Publius Cornelius Scipio)

สกิปิโอเริ่มการโจมตีจากสเปน ต่อเนื่องไปยังแอฟริกาเหนือ เนื่องจากเขาคาดการณ์ได้ว่าฮันนิบาลจำเป็นต้องสู้รบกับเขาที่นั่นเพื่อป้องกันเมืองของตนเอง ในที่สุด พวกเขาทั้งสองได้ประมือกันในการยุทธซึ่งตัดสินผลของสงคราม ในยุทธการที่ซามา (Zama) เมื่อ 202 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นยุทธภูมิแห่งนี้เอง ที่ฮันนิบาลได้พ่ายแพ้ และส่งผลให้สงครามสิ้นสุดลง ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ทำให้คาร์เธจไม่เพียงแต่ต้องสูญเสียอาณาเขตนอกแอฟริกาทั้งหมดแก่โรม แต่ยังต้องยุบกองทัพของพวกเขาด้วยเช่นกัน

ฮันนิบาลใช้เวลาที่เหลือส่วนใหญ่นอกคาร์เธจ ในฐานะผู้ถูกเนรเทศ ในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียน แต่ถึงกระนั้น เขายังคงรักษาสัญญาเลือด และจองเวรกับโรมันจวบจนห้วงสุดท้ายของชีวิต ท้ายที่สุด ความตายของเขามาถึงราว 183 ปีก่อนคริสตกาล ในป้อมปราการแห่งหนึ่งใน Libyssa (ในตุรกี ณ ปัจจุบัน) โดยการฆ่าตัวตายด้วยยาพิษ แทนที่จะยอมจำนนต่อกองกำลังโรมันซึ่งกำลังปิดล้อมป้อมปราการของเขา

สกิปิโอ แอฟริกานุส ศัตรูคู่อาฆาตของฮันนิบาล

แม่ทัพชาวโรมันผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดของฮันนิบาลผู้นี้ มีชื่อเดิมว่า พิวเบลียส คอร์นีเลียส สกิปิโอ เขาเกิดเมื่อ 236 ปีก่อนคริสตกาลในตระกูลชนชั้นสูง (แพทริเชียน – Patrician) ของโรมัน โดยบิดา ปู่ และทวดของเขาล้วนเป็นกงสุล (Consul) อันเป็นตำแหน่งข้าราชการสูงสุดในโรมันยุคสาธารณรัฐ นักประวัติศาสตร์ลิวีเป็นคนแรกที่กล่าวถึงชื่อสกิปิโอ โดยเขาบันทึกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อ 218 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อสกิปิโอในวัยเยาว์ช่วยเหลือบิดาที่ได้รับบาดเจ็บในการยุทธ ณ บริเวณแม่น้ำติซีนุส (Ticinus)  สกิปิโอได้กุมบังเหียนแม่ทัพใหญ่ของโรม หลังบิดาของเขาถูกสังหารในสงครามพิวนิกครั้งที่สองเมื่อ 212 ปีก่อนคริสตกาล นักกลยุทธผู้ชาญฉลาดผู้นี้สามารถกุมชัยชนะอย่างต่อเนื่องในยุทธภูมิสเปน อันเป็นสิ่งที่นำไปสู่ชัยชนะครั้งเบ็ดเสร็จต่อฮันนิบาลในแอฟริกาเหนือ ซึ่งเป็นชัยชนะในครั้งนี้เอง ที่ทำให้สกิปิโอได้รับสมญานามแอฟริกานุส (Africanus) ในท้ายที่สุด

คาร์เธจ เมืองศูนย์กลางแห่งการค้า

ตำนานกล่าวว่าคาร์เธจถูกสถาปนาโดยเจ้าหญิงชาวฟินิเชีย นามว่าดิโด (Dido แปลว่า “ผู้พเนจร”) พระนางหลบหนีจากทีร์ (Tyre) มาตั้งรกรากบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของแอฟริกา หลังพระสวามีของพระนางถูกพระอนุชาสังหาร บันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวว่านครแห่งนี้ถูกก่อตั้งเมื่อ 814 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อชาวทีเรียน (Tyrian) ก่อตั้งศูนย์ทางการค้านามคาร์เธจ (แปลว่า “เมืองแห่งใหม่”) ณ ท่าเรือตามธรรมชาติซึ่งถูกป้องกันได้ง่ายบริเวณอ่าวตูนิส นครแห่งนี้รุ่งเรืองจากเหมืองเงินและการค้า โดยเฉพาะยาย้อมสีม่วง มีการกล่าวไว้ว่าอ่าวอันสง่างามแห่งนี้มีเรืออยู่กว่า 220 ลำ พ่อค้าสร้างบ้านเรือนขนาดใหญ่ (บางหลังมีความสูงกว่าหกชั้น) บนเนินไบร์ซา (Byrsa) ณ บริเวณเหนืออ่าว คาร์เธจอยู่ในช่วงรุ่งเรืองสุดขีดเมื่อ 323 ปีก่อนคริสตกาล ในเวลานั้น นครแห่งนี้มีผู้คนกว่า 200,000 คน และยังเป็นหนึ่งในเมืองที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน หลังจากโรมพิชิตนครแห่งนี้เมื่อ 146 ปีก่อนคริสตกาล เมืองเก่าเกือบทั้งหมดได้ถูกทำลาย ก่อนถูกสร้างใหม่ในฐานะอาณานิคม


อ่านเพิ่มเติม โครงกระดูกโบราณฉายพิธีกรรมหลังต่อสู้ของคนเถื่อน

เรื่องแนะนำ

เราได้อะไรจากการเรียนประวัติศาสตร์?

เราได้อะไรจากการเรียนประวัติศาสตร์? เห็นมุมมองของเด็กๆ เหล่านี้แล้วมันชื่นใจ เมื่อถามเด็กๆ ว่า “เราได้อะไรจากการเรียนประวัติศาสตร์?” หนูน้อย Raphael วัย 9 ขวบตอบว่า “เราเรียนประวัติศาสตร์ก็เพื่อที่เราจะได้ไม่ทำผิดซ้ำเหมือนเช่นที่ผู้คนในอดีตทำ” ส่วน EJ วัย 10 ขวบให้คำตอบว่า “บางครั้งประวัติศาสตร์ก็ให้บทเรียนแก่เรา เช่นที่อับราฮัม ลินคอล์นประกาศเลิกทาส” และเมื่อเราถามต่อไปว่า “สีผิวทำให้ผู้คนแตกต่างกันหรือไม่?” เด็กหญิง Brooklynne วัย 9 ขวบกล่าวว่า “คนเราไม่ควรถูกตัดสินจากสีผิว” ด้าน Gwen วัย 9 ขวบเช่นกันกล่าวเสริมว่า “ไม่ว่าคนเราจะมีสีผิวใดก็ตาม ไม่อาจบอกได้ว่าข้างในเขาเป็นคนเช่นไร” และนี่คือส่วนหนึ่งจากมุมมองทั้งหมดที่เด็กๆ สมัยใหม่มีต่อโลกและอเมริกา ร่วมเปิดมุมมองไปกับหนูน้อยเหล่านี้ได้ที่รายการ Little Kids, Big Questions ติดตามได้ที่แชนแนลของ National Geographic ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมายให้ได้ชมกัน   อ่านเพิ่มเติม วงล้อสีผิวมนุษย์

มีการค้นพบเรือทาสลำสุดท้ายของอเมริกาในรัฐแอละแบมา

เชลย ทาส ชาวแอฟริกา 109 คน รอดจากการเดินทางอันทรหดนานหกสัปดาห์จากแอฟริกาตะวันออกไปยังแอละแบมาในระวาง (hold) เรือที่แออัด เรือที่มีจุดประสงค์เดิมคือการขนส่งสินค้าลำนี้มีการออกแบบและขนาดที่โดดเด่น ซึ่งช่วยให้นักโบราณคดีระบุซากของเรือได้ เรือโคลทิลดาลักลอบนำเชลยชาวแอฟริกันไปยังสหรัฐฯ ในปี 1860 หรือกว่า 50 ปีหลังการออกกฎหมายห้ามนำเข้า ทาส เรือ โคลทิลดาลักลอบนำเชลยชาวแอฟริกันไปยังสหรัฐฯ ในปี 1860 หรือกว่า 50 ปีหลังการออกกฎหมายห้ามนำเข้าทาส นักโบราณคดีทางทะเลค้นพบเรือใบ (Schooner) นาม โคลทิลดา (Clotilda) ซึ่งใช้ลักลอบนำเข้า ทาส จากแอฟริกามายังสหรัฐฯ เมื่อปี 1860 หรือหลังจากประเทศดังกล่าวห้ามนำเข้าทาสมากว่า 50 ปี นักโบราณคดีค้นพบเรือดังกล่าวในแม่น้ำโมบีล รัฐแอละบามา หลังจากการค้นหาอย่างไม่ลดละกว่าหนึ่งปี และการค้นพบครั้งนี้เติมเต็มความฝันยาวนานหลายชั่วอายุคนให้บรรดาลูกหลานของทาสที่รอดชีวิตจากเรือลำดังกล่าว “ลูกหลานผู้รอดชีวิตของโคลทิลดาฝันถึงการค้นพบครั้งนี้มาหลายชั่วอายุคน” Lisa Demetropoulos Jones ผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการประวัติศาสตร์แอละแบมา (Alabama Historical Commission – AHC) และเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ประวัติศาสตร์ประจำรัฐ (State Historic Preservation […]

ตามรอยอาณานิคมที่สาบสูญแห่งโรอาโนก

พวกเขาเปรียบได้กับนักบินอวกาศ ในยุคเอลิซาเบทของอังกฤษ และผู้ล่าอาณานิคมแห่งโลกใหม่ ก่อนจะสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยหลังละทิ้งถิ่นฐานบนเกาะโรอาโนก

อารยธรรมโบราณ : เมื่อเด็กตกเป็นเหยื่อบูชายัญ

การบูชายัญอันสูงสุด : นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานอันน่าพรั่นพรึงของการบูชายัญเด็กนับร้อยชีวิตในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศเปรู อะไรคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความพยายามอันสิ้นหวังในการอ้อนวอนต่อทวยเทพ และการยอมสังเวยชีวิตอันมีค่าของเด็กๆ ซึ่งหมายถึงอนาคตของอารยธรรมนั้นเอง