โครงกระดูกโบราณ ฉายพิธีกรรมหลังต่อสู้ของคนเถื่อน - National Geographic

โครงกระดูกโบราณฉายพิธีกรรมหลังต่อสู้ของคนเถื่อน

ภาพเขียนชนเผ่าเจอร์มานิกต่อสู้กับนักรบโรมัน
ศิลปกรรมโดย G. Rava

โครงกระดูกโบราณ ฉายพิธีกรรมหลังต่อสู้ของ คนเถื่อน

ทีมนักโบราณคดีที่ลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ชุมน้ำในเดนมาร์กพบเข้ากับ โครงกระดูกโบราณ ของมนุษย์อายุ 2,000 ปี ซึ่งเผยมุมมองใหม่ที่มีต่อบรรดา “คนเถื่อน” ในยุโรปเหนือ ผลการศึกษาครั้งนี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences แสดงให้เห็นว่าบรรดาชนเผ่าในเยอรมนีเองก็เรียนรู้ที่จะสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญ

พวกเขาพบอะไร?

นักโบราณคดีพบเข้ากับโครงกระดูกและเศษกระดูกจำนวน 2,095 ชิ้น จากผู้คนในยุคโบราณจำนวน 82 คน บนพื้นที่ 0.7 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีชุ่มน้ำชื่อ Alken Enge บริเวณทะเลสาบ Mossø บนคาบสมุทรจัตแลนด์ของเดนมาร์ก เจ้าของโครงกระดูกเหล่านี้ล้วนเป็นคนหนุ่ม และพวกเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์เดียวกันที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษแรกของคริสต์กาล กระดูกที่มีร่องรอยของอาการบาดเจ็บ รวมถึงอาวุธที่ถูกค้นพบในบริเวณ บ่งชี้ว่าพวกเขาเสียชีวิตจากการรบ

ทั้งนี้ทีมนักโบราณคดีไม่ได้ขุดร่างของพวกเขาขึ้นมาจากพื้นที่ จากข้อมูลที่เก็บได้อนุมานว่าอาจมีผู้คนถูกฝังอยู่มากถึง 380 คน บนพื้นที่ลุ่มน้ำตลอดแนวชายฝั่งเมื่อ 2,000 ปีก่อน

โครงกระดูกโบราณ
ความรุนแรงของชนเผ่าเจอร์มานิกมักปรากฏในงานศิลปะและวรรณกรรมของชาวโรมัน ศิลปะจากโลงหินนี้บรรยายถึงการต่อสู้ระหว่างนักรบโรมันกับบรรดาชนเถื่อน
ภาพถ่ายโดย DEA, A. Dagli Orti

ทำไมการค้นพบครั้งนี้จึงสำคัญ?

การค้นพบในครั้งนี้ ทำให้ประมาณการได้ว่าขนาดกองทัพในยุคเหล็กของยุโรปมีขนาดที่ใหญ่กว่าที่เคยคิดไว้มาก

แม้จะมีหลักฐานจากบันทึกของอารยธรรมโรมัน ที่กล่าวถึง “คนเถื่อน” ในเยอรมนี แต่ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการสู้รบของชนเผ่าเจอร์มานิกเหล่านี้กลับมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น ซากที่มีสภาพดีเป็นสิ่งที่พบเจอได้ยากในสนามรบไม่กี่แห่งที่ถูกค้นพบในเยอรมนี (โดยการรบที่โด่งดังที่สุดคือยุทธการที่เกิดขึ้นในป่า Teutoburg)สิ่งนี้เองที่ทำให้มีคำถามว่า แท้จริงแล้วกองทัพนักรบของคนเถื่อนมีขนาดใหญ่แค่ไหน และมีการจัดทัพอย่างไร

จำนวนสมาชิกหลายร้อยคนของกองทัพคนเถื่อนนี้ เป็นตัวเลขที่ห่างไกลจากจำนวนประชากรในหมู่บ้านที่ตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคนี้มาก จึงสันนิษฐานได้ว่ากลุ่มนักรบขนาดใหญ่เช่นนี้ต้องมีการนำทัพและการจัดทัพที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถเกณฑ์สมาชิกจากพื้นที่ห่างไกลได้

Peter Bogucki นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และยังเป็นผู้เขียนหนังสือ “Barbarians” (แต่ไม่มีส่วนร่วมในการวิจัยครังนี้) ชี้ว่า จวบจนในปัจจุบัน ขนาดของกองกำลังทหารน่าจะมีคร่าวๆ ราว 80 คน โดยอ้างอิงจากข้อมูลของอาวุธที่ถูกสังเวยในพิธีกรรม และถูกค้นพบในเรือ Hjortspring ที่เคยพบในภูมิภาคทางตอนใต้ของสแกนดิเนเวีย

“หากงานวิจัยชิ้นนี้ประมานการได้ถูกต้อง” Bogucki กล่าว “กลุ่มนักรบเหล่านี้อาจมีขนาดใหญ่กว่านั้นหลายเท่า”

(ผลตรวจ DNA ชี้โครงกระดูกของนักรบไวกิงผู้โด่งดัง เป็นผู้หญิง)

ทำไมผู้คนเหล่านี้จึงมาต่อสู้กันในบึง? ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

ในการค้นพบครั้งนี้มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจ: โครงกระดูกหลายชิ้นมีร่องรอยของการกัดแทะโดยสัตว์ป่า ทีมนักโบราณคดีเชื่อว่าศพของบุรุษเหล่านี้ถูกปล่อยทิ้งให้ตายยังที่อื่นนาน 6 เดือนถึงหนึ่งปี ก่อนที่จะถูกย้ายมาไว้รวมกันในพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ กระดูกถูกนำมากองรวมกันพร้อมกับก้อนหินที่มาจากพื้นที่อื่น และยังมีมีกระดูกสะโพกสี่ชิ้นที่มาจากคนละบุคคลถูกกิ่งไม้เสียบเข้ารูคล้องไว้ด้วยกัน

ทั้งหมดนี้ชวนให้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า โครงกระดูกเหล่านี้ถูกเก็บรวบรวมมาจากสนามรบ ก่อนที่จะถูกวางลงในบึงตามพิธีกรรมบางอย่าง อย่างไรก็ดี บริเวณพื้นที่ทางตอนใต้ของแหล่งที่พบยังมีชิ้นส่วนกระดูกเล็กๆ อีกจำนวนมาก โดยมันอาจถูกมองข้ามได้โดยง่ายในเวลาที่ซากกระดูกกำลังถูกรวบรวม นักโบราณคดี Mads Kähler Holst จากมหาวิทยาลัย Aarhus และภัณฑารักษ์ฝ่ายบริหารของพิพิธภัณฑ์ Mosegaard และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมงานวิจัย กล่าวว่า “สิ่งนี้อาจบ่งชี้ว่าแท้จริงแล้ว นักโบราณคดีอาจอยู่ใกล้กับบริเวณที่การรบเกิดขึ้นมากกว่าที่คิด”

โครงกระดูกโบราณ
ชิ้นส่วนกระดูกสี่ชิ้นจากคนละบุคคลถูกคล้องรวมกันในแท่งไม้
ภาพถ่ายโดย PNAS

พิธีกรรมเป็นอะไรที่พบได้ในยุโรปเหนือมานานกว่าพันปีแล้ว ด้าน Bogucki เชื่อว่าการย้ายร่างผู้เสียชีวิตจากสนามรบมายังบึงนี้ เป็นการกระทำที่ทำขึ้นเพื่อจดจำถึงบรรดาผู้เสียชีวิตและชัยชนะ “นี่คืออนุสรณ์สถานหลังสงคราม” เขาอธิบาย “พวกเขาตั้งใจที่จะสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อระลึกถึงการสู้รบในครั้งนั้น”

พวกเขารบกับใคร?

ถึงแม้ว่าชาวโรมันจะสู้รบกับชนเผ่าเจอร์มานิกมาแล้วหลายครั้งในช่วงศตวรรษแรกของคริสต์กาล แต่พวกเขาไม่เคยเดินทางมาไกลถึงภูมิภาคทางตอนใต้ของสแกนดิเนเวีย และทีมนักโบราณคดียังไม่พบหลักฐานว่าโรมันมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการรบครั้งนี้

“นอกจากนี้ ร่องรอยอาการบาดเจ็บบนซากกระดูกยังเป็นแบบเดียวกับรอยแผลจากอาวุธที่เราสามารถพบเห็นได้ในกลุ่มนักรบเยอรมันที่มีอาวุธที่ดี” Holst กล่าว

Bogucki เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว “การรบครั้งนี้เป็นการรบระหว่างคนเถื่อนด้วยกัน” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าการจัดทัพและขนาดของความขัดแย้งระหว่างกองทัพคนเถื่อนในเดนมาร์กเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นผลมาจากการบุกดินแดนคนเถื่อนบริเวณสแกนดิเนเวียโดยกองทัพโรมันเสมอไป

เรื่อง Kristin Romey

โครงกระดูกโบราณ
ชิ้นส่วนกระดูกขาของมนุษย์วัยผู้ใหญ่จากสนามรบ เป็นหนึ่งในโครงกระดูกหลายชิ้นที่ถูกพบในพื้นที่ลุ่มน้ำ เช่นเดียวกับก้อนหินที่มาจากพื้นที่อื่น
ภาพถ่ายโดย PNAS

อ่านเพิ่มเติม

มื้อสุดท้ายของ มนุษย์เอิตซี ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,300 ปีก่อน

 

เรื่องแนะนำ

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

พบรูปสลักฟาโรห์ขนาดมหึมา กลางสลัมในกรุงไคโร อียิปต์

เรื่อง ซาราห์ กิบเบนส์ หลังข่าวการค้นพบรูปสลักขนาดใหญ่สูง 8 เมตร และอาจมีอายุเก่าแก่ถึง 3,000 ปี  ในสลัมกลางกรุงไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ แพร่สะพัดไปทั่วโลก  ในตอนแรก  มีข้อสันนิษฐานอย่างกว้างขวางว่า  อาจเป็นพระรูปของรามเสสที่สอง (Ramsess II)  ผู้ปกครองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เนื่องจากจุดที่พบอยู่ใกล้กับวิหารที่สร้างอุทิศถวายแด่พระองค์ทว่าล่าสุด  นักโบราณคดีจากระทรวงโบราณคดีอียิปต์ได้สมมุติฐานใหม่ว่า รูปสลักนี้อาจเป็นฟาโรห์พระนามว่า พซัมเทคที่หนึ่ง (Psammetich I)  แห่งราชวงศ์ที่ 26 (ช่วงยุคปลาย) เบาะแสที่ชัดเจนที่สุดมาจากการค้นพบจารึกซึ่งมีพระนาม “เนบา” (Nebaa) ปรากฏอยู่  พระนามนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับฟาโรห์พซัมเทคที่หนึ่ง คุณลักษณะอื่นๆ ของรูปสลักที่พบทำให้นักโบราณคดีเชื่อว่า นี่เป็นศิลปวัตถุจากยุคช่วงปลาย (Late Period) ของอียิปต์หากเป็นเช่นนั้นจริง นี่จะเป็นรูปสลักขนาดใหญ่ที่สุดจากยุคนั้นที่มีการค้นพบ ชิ้นส่วนอื่นๆ ของรูปสลักจำเป็นต้องได้รับการศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของฟาโรห์พระองค์นี้ รูปสลักนี้จมอยู่ในน้ำกลางสลัมแห่งหนึ่งของกรุงไคโร “เราพบชิ้นส่วนช่วงหน้าอกของรูปสลัก และชิ้นส่วนด้านล่างของศีรษะ ตอนนี้เมื่อเราเคลื่อนย้ายศีรษะออกไป  เราก็พบศีรษะส่วนบนสุด หูขวา และชิ้นส่วนของตาข้างขวา ” คาเลด อัล-อะนานี รัฐมนตรีกระทรวงโบราณคดีแห่งอียิปต์ กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์