กว่าจะมาเป็นสุดยอดนักรบสปาร์ตัน - National Geographic Thailand

กว่าจะมาเป็นสุดยอดนักรบสปาร์ตัน

สงครามเพโลพอนนีเซียน หรือ สงครามเพโลพอนนีส เป็นสงครามระหว่างจักรวรรดิเอเธนส์กับสันนิบาตเพโลพอนนีเซียนที่นำโดยสปาร์ตา

ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://arrecaballo.es/edad-antigua/los-griegos/batalla-de-leuctra-371-ac/attachment/batalla-de-leuctra-371-ac-1/

กว่าจะมาเป็นสุดยอด นักรบสปาร์ตัน

หากผู้ใดชื่นชอบในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการทำสงคราม ต้องไม่พลาดหนังเรื่อง “300 ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก” ซึ่งเข้าฉายในช่วงปี 2006 ภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นอิงเหตุการณ์ในสมัยกรีกโบราณ ก่อนจะมาเป็นประเทศกรีซในปัจจุบัน จุดเด่นของเรื่องนี้ ไม่พ้นความน่าเกรงขาม ความฮึกเหิม และความดุดันของเหล่านักรบชาวสปาร์ตาจำนวน 300 นาย ที่สามารถเอาชนะกองทัพชาวเปอร์เซียจำนวนหลายแสนคนได้ จากเนื้อเรื่องจะเห็นว่า ชายที่สามารถเข้าร่วมทำศึกสงครามได้นั้น จะต้องถูกคัดเลือกและเข้าฝึกฝนตั้งแต่เยาว์วัย พบเจอบททดสอบเพื่อเป็นประตูสู่หนทางแห่งนักรบในภายภาคหน้า และที่สำคัญยังมีความลับเกี่ยวกับกองทัพชาวสปาร์ตาที่ไม่ได้เปิดเผยให้ผู้คนได้รับรู้ เพราะฉากเหล่านี้ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากภาพยนตร์เท่านั้น ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกมากมาย ที่พร้อมให้ผู้อ่านได้ร่วมศึกษาเรื่องราวอันน่าทึ่งไปด้วยกัน

ศพของหญิงสาวที่เสียชีวิตจากการคลอดบุตร จะถูกบรรจุในหีบศพเหมือนกับชายที่เสียชีวิตจากสนามรบ เพราะชาวกรีกมีความเชื่อที่ว่า บุตรที่คลอดออกมาจะต้องเป็นเด็กที่มีความแข็งแรงอย่างมาก

ย้อนกลับไปสมัยกรีกโบราณยุคริเริ่ม ช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล เผ่าพันธุ์ในยุคนั้นสืบเชื้อสายมาจาก 4 เชื้อสายหลัก คือ ชาวอาคีเอียน ชาวอีโอเลียน ชาวดอเรียน และชาวไอโอเนียน ชนเผ่าแรกที่เข้ามาปักหลักสร้างถิ่นฐานอยู่บริเวณช่วงปลายคาบสมุทรกรีก คือ ชาวอาคีเอียน ต่อมาชนเผ่าชาวอีโอเลียนได้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในบริเวณกรีกตอนกลาง จนเวลาล่วงเลยมาสักระยะ ชาวดอเรียนและไอโอเนียนก็เข้ามารุกรานเพื่อยึดครองพื้นที่ เป็นเหตุให้ชาวอาคีเอียน และอีโอเลียนผู้อยู่อาศัยเดิมต้องอพยพหลบหนีไป เมื่อการเข้าครอบครองดินแดนประสบผลสำเร็จ นักประวัติศาสตร์จึงถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของยุคสำริด และเข้าสู่ยุคเหล็กอย่างเต็มรูปแบบ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับยุคสำริดและยุคเหล็กได้ที่นี่) ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่หนังสือประวัติศาสตร์ได้ระบุข้อมูลว่าเป็น ยุคมืด เหตุเพราะมีชนเผ่ากลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่าเป็น “คนเถื่อน” ได้เข้ามามีอิทธิพล และช่ำชองในเรื่องสงครามเป็นหลัก แต่กลับไม่สันทัดในด้านศิลปวิทยาการอื่นๆ เลย จึงทำให้ยุคนี้พัฒนาไปอย่างเชื่องช้า และเป็นที่มาของชื่อ กรีกยุคมืด โดยเริ่มต้นขึ้นประมาณ 1,300 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาในช่วงราวๆ 800 ปีก่อนคริสตกาล แผ่นดินกรีกก็หลุดพ้นจากยุคมืด และกลับมามีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง โดยช่วงเวลานี้ได้เกิดการแบ่งรัฐออกเป็นหลายส่วน เช่น สปาร์ตา เอเธนส์ อาร์โกส และธีบิส และเมื่อเมืองเหล่านี้เริ่มมีอำนาจ ความต้องการเพื่อให้ได้มาซึ่งอิทธิพลที่เหนือกว่าจึงอุบัติขึ้น ส่งผลให้เกิดสงคราม และรบราฆ่าฟันกันเองอย่างต่อเนื่อง

นักรบสปาร์ตัน
แผนที่แสดงที่ตั้งของรัฐต่างๆ ซึ่งทรงอิทธิพลในสมัยกรีกโบราณ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://me.me/i/cor-ancient-greece-thrace-illy-ria-abdera-donla-black-nasos-12325014

สงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซีย นับเป็นหนึ่งในศึกที่รุนแรงต่อประวัติศาสตร์โลก

สงครามระหว่างกรีกและเปอร์เซีย เกิดขึ้นครั้งแรกช่วง 492 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์ดาริอุสที่ 1 ทรงส่งกองกำลังทหารบุกเข้าโจมตีกรีกทางน่านน้ำ แต่เหล่าทหารกลับประสบปัญหาจากพายุใหญ่จนเรือรบอับปาง ทำให้การรุกรานในครั้งนั้นเป็นอันต้องยกเลิก ต่อมากษัตริย์ดาริอุสยังคงไม่ยอมแพ้ พระองค์ทรงส่งราชทูตไปตามรัฐต่างๆ ในกรีกเพื่อให้ยอมจำนน แต่กรุงเอเธนส์กับสปาร์ตาไม่ยอมศิโรราบให้กับเปอร์เซียเสียที พระองค์จึงตัดสินพระทัยและส่งกองกำลังทหารจำนวนกว่า 2 แสนคนเพื่อเข้าโจมตีกรีกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อชาวกรีกรู้ข่าวคราว พวกเขาจึงรวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐ และเตรียมตัวสำหรับศึกในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าชาวกรีกจะมีจำนวนทหารที่น้อยกว่า แต่ยุทธวิธีนั้นหลักแหลมกว่าฝ่ายตรงข้ามอยู่มาก ส่งผลให้ศึกในครั้งนี้ กรีกเป็นฝ่ายเอาชนะเปอร์เซียได้

นักรบสปาร์ตันสวมเสื้อคลุมสีแดง เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นเลือดจากบาดแผล และเป็นการแสดงความน่ายำเกรง

หลังจากสูญเสียชัยชนะไปถึง 2 ครั้ง กษัตริย์เซอร์ซิส อันเป็นประมุขแห่งอาณาจักรเปอร์เซียพระองค์ต่อมา ต้องการโจมตีดินแดนของชาวกรีกอีกครั้ง ท่านได้ทำการวางแผนและสะสมทรัพย์สมบัติเป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อลงทุนซื้ออาวุธ สร้างเรือรบพร้อมรวบรวมกำลังทหารให้มีจำนวนมากที่สุด โดยกษัตริย์ได้ทำการส่งกองทัพเข้ารุกรานทั้งทางบก และทางน้ำ  ซึ่งเป็นช่วงประจวบเหมาะพอดีกับที่ชาวกรีกให้ความสำคัญกับยุทธภูมิทางเรือ กองทัพนักรบสปาร์ตันที่นำทัพโดย ‘เลโอนิดาส’ กษัตริย์แห่งกรุงสปาร์ตา พร้อมกำลังทหารเพียง 300 นายเท่านั้น เข้าต่อสู้กับกองพลทหารของเปอร์เซียที่มีจำนวนราวๆ หลายแสนคน โดยศึกในครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 3 วันกว่าจะสิ้นสุด กษัตริย์เซอร์ซิสจึงสามารถโอบล้อมกรุงเอเธนส์ได้เพียงแค่ส่วนเดียว แต่สุดท้ายแล้วเปอร์เซียก็ยังคงพ่ายแพ้ต่อชาวสปาร์ตาอยู่วันยังค่ำ สมรภูมิในครั้งนี้จึงเป็นที่มาของตำนาน 300 ดั่งที่เล่าขานกันมาหลายศตวรรษ

นักรบสปาร์ตัน
กษัตริย์เลโอนิดาส พร้อมนักรบสปาร์ตันจำนวน 300 นาย ดักรอทัพเปอร์เซีย ณ ช่องเขาเธอร์โมไพลี
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.thoughtco.com/king-leonidas-of-sparta-battle-thermopylae-112481

ในยุคของสปาร์ตาที่รุ่งโรจน์สุดขีดนั้น กรีกแทบไม่ต้องการกำแพงล้อมรอบเมืองหรือเครื่องป้องกันอื่นเลย เพราะประชาชนคิดว่าขอแค่มีเหล่านักรบสปาร์ตันก็เพียงพอต่อการขับไล่ผู้รุกรานได้แล้ว ชาวกรีกจึงมักพูดกันว่า “นักรบสปาร์ตันหนึ่งคนมีค่าเท่ากับนักรบเผ่าอื่นๆ หลายคนรวมกัน”

นักรบสปาร์ตัน
หญิงสาวชาวสปาร์ตามีสิทธิ์เทียบเท่าเพศชาย สามารถนุ่งผ้า เปลือยอกเหมือนกับบุรุษในช่วงเวลาซ้อมกีฬา และชาวสปาร์ตาเชื่อว่า หากหมั่นเล่นกีฬาอยู่บ่อยครั้ง จะส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรงและพร้อมมีบุตรได้
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.historyly.com/greek-history/surprising-facts-about-spartans/

 

หากอยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ นี่คือสิ่งที่คุณต้องพบเจอ

  1. กระบวนการคัดเลือกแต่เยาว์วัย เด็กแรกเกิดทุกคนเมื่อคลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนคัดเลือกโดยผู้อาวุโสชาวสปาร์ตาในทันที หากเด็กคนใดมีร่างกายไม่แข็งแรง หรือไม่สมประกอบ ทารกเหล่านี้จะถูกทิ้งให้อดอาหารและเสียชีวิตไปในที่สุด เพราะชาวสปาร์ตาเชื่อว่าคนที่เหมาะสมนั้นต้องมีสุขภาพดีเป็นอันดับแรก
  2. ห่างไกลจากพ่อแม่ แม้อายุเพียง 7 ขวบ เด็กชายชาวสปาร์ตาเมื่อมีอายุครบ 7 ปี ต้องถูกส่งตัวเพื่อไปฝึกฝนวิชาต่างๆ ในโรงฝึก ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของผู้คุม ชาวสปาร์ตายึดมั่นในความเชื่อที่ว่า การฝึกซ้อมตั้งแต่เนิ่น สามารถช่วยสร้างทหารให้กล้าแกร่งและพร้อมออกรบได้หากถึงเวลาเหมาะสม
  3. ไร้อาหารและเสื้อผ้าปกคลุมกาย เด็กทุกคนที่เข้ารับการฝึกฝน จะไม่ได้รับอาหารมากพอเพื่อประทังชีวิต พวกเขาได้ทานอาหารแค่น้อยนิด หรือบางครั้งต้องอดอาหารเป็นเวลาหลายวัน และสวมใส่ได้แค่กางเกงตัวเดียว ไม่มีแม้เสื้อหรือรองเท้าใดๆ ซึ่งความทรหดเหล่านี้จะทำให้พวกเขาปรับตัวได้กับทุกสถานที่ในทุกสภาพอากาศ
  4. อย่าให้ความหิวโหยทำให้เราโรยรา ในอดีตกาล ชาวสปาร์ตาจะมีเทศกาลประจำปีเกิดขึ้น โดยให้เหล่าเด็กชายซึ่งต่างอ่อนล้าเพราะความหิว วิ่งไปแย่งเนยแข็งที่ตั้งอยู่บนแท่นบูชาเทพเจ้าอาทีมิสให้ได้จำนวนมากที่สุด ทุกคนจึงต้องต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหาร ถึงแม้จะต้องแลกกับความเจ็บปวด และบางคนอาจถึงขั้นถูกเฆี่ยนจนเสียชีวิตในช่วงระหว่างพิธีกรรมนั้น
  5. ควบคุมร่างกายด้วยจังหวะการรำ เด็กๆ ชาวสปาร์ตา ไม่ว่าเป็นชายหรือหญิง จะได้รับการศึกษาให้ฝึกอ่าน เขียน และเต้นรำ ซึ่งเป็นหลักสูตรให้พวกเขาสามารถควบคุมจังหวะได้อย่างสวยงามยามใช้อาวุธ และถือเป็นสิ่งที่ชายทุกคนควรฝึกฝนอย่างหนัก เพราะไม่เพียงมุ่งเน้นในเรื่องของการใช้กำลังอย่างเดียว ส่วนของท่วงท่าก็มีความสำคัญเช่นกัน
  6. ไหวพริบนั้นสำคัญไฉน ในทุกๆ วัน เมื่อผู้เข้ารับการฝึกทุกคนทานอาหารค่ำเสร็จเรียบร้อย ผู้ช่วยครูฝึกจะเรียกทุกคนมารวมตัวกัน และถามคำถามทั่วไปเพื่อทดสอบปฏิภาณไหวพริบ ซึ่งคำตอบนั้นต้องมีเหตุผลมาสนับสนุนด้วย แต่ถ้าหากใครตอบคำถามแบบไร้ความเฉลียวฉลาด ผู้นั้นจะถูกลงโทษโดยโดนกัดที่นิ้วหัวแม่มือ
  7. หล่อหลอมวิชาเป็นเวลา 13 ปี การฝึกฝนต่างๆ ที่ทั้งเข้มงวด ทรหด และสาหัส มีระยะเวลารวมทั้งสิ้น 13 ปี หากคนใดสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ จึงถือว่าผ่านบททดสอบ และจะถูกคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพนักรบสปาร์ตันได้อย่างเต็มตัว
  8. หีบศพบรรจุผู้ตายจากสนามรบเท่านั้น การสละชีพเพื่อชาติบ้านเมือง ถือว่าเป็นภาระหน้าที่อันสมบูรณ์ในฐานะของนักรบสปาร์ตัน และร่างของชายที่เสียชีวิตในสงครามเท่านั้นจะได้ถูกบรรจุในหีบศพอย่างสมเกียรติ
นักรบสปาร์ตัน
ภาพนี้วาดขึ้นโดยจิตรกรชาวอิตาลี นามว่า Luigi Mussini รูปนี้บ่งบอกถึงการศึกษาที่เด็กชายชาวสปาร์ตาได้รับ ซึ่งชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนพื้นกำลังสอนถึงปฏิกิริยาหลังดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเด็กชายได้เห็น
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.histclo.com/chron/ancient/gre/ed/ge-spar.html

(แอนิเมชั่นแสดงถึงวิถีชีวิตของชาวสปาร์ตา)

 

กองทัพชาวสปาร์ตาในประวัติศาสตร์ และจากภาพยนตร์มีความแตกต่างกันหรือไม่?

         นักวิจารณ์หนังจากต่างประเทศหลายต่อหลายคน ต่างแสดงความเห็นว่า ‘300 ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก’ เป็นภาพยนตร์ที่อิงประวัติศาสตร์ในช่วง 480 ปีก่อนคริสตกาลได้อย่างสมจริง ทั้งในเรื่องบทบาทของตัวละคร สถานการณ์ หรือแม้แต่บรรยากาศในช่วงสงครามของยุคสมัยนั้น ซึ่งถือว่าผู้กำกับเก็บรายละเอียดและศึกษาเรื่องราวมาเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบางส่วนที่ถูกสร้างเสริมเติมแต่งลงไปในเนื้อหาของภาพยนตร์อยู่บ้าง เพื่อให้หนังเรื่องนี้ไม่ดูน่าเบื่อหรือเน้นในเชิงประวัติศาสตร์มากจนเกินไป และเหตุการณ์เหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้กำกับเพิ่มเข้าไป เพื่อสร้างสีสันให้กับหนังเรื่องนี้

  1. รูปร่างของกษัตริย์เซอร์ซิสที่มีความสูงถึง 200 เซนติเมตร และสวมใส่เครื่องประดับอยู่ตามร่างกายมากมายจากในภาพยนตร์นั้น ตรงข้ามกับความเป็นจริงในประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งบันทึกได้ระบุไว้ว่า กษัตริย์เซอร์ซิสมีความสูงตามระดับมาตรฐานของชายทั่วไปและได้รับการศึกษาที่ดี และเป็นโอรสของกษัตริย์ ดาริอุสที่ 1
  2. กษัตริย์เลโอนิดาสเสียชีวิตในวันสุดท้ายของการทำศึกสงคราม ซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ที่พระองค์เสียชีวิตในสนามรบตั้งแต่วันที่ 2 โดยชาวเปอร์เซียนำศพของเขากลับไปที่เมืองด้วย และ 40 ปีต่อมา ร่างของเขาจึงได้กลับคืนสู่รัฐสปาร์ตา เพื่อทำพิธีตามวัฒนธรรม ซึ่งศพของเขาถูกบรรจุในหีบศพอย่างสมเกียรติ เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับชาวกรีกต่อไป
  3. อีฟิอัลทิส ผู้เป็นไส้ศึกให้กับชาวเปอร์เซียที่มีรูปร่างเหมือนกับสัตว์ประหลาด แท้จริงแล้วเขาเป็นเพียงคนธรรมดา แต่บันทึกในประวัติศาสตร์กลับไม่มีข้อมูลอันชัดเจนเกี่ยวกับชายนิรนามผู้นี้เลย มีเพียงบางส่วนที่กล่าวว่าเขาคือสายสืบให้กับฝ่ายเปอร์เซียเพียงน้อยนิดเท่านั้น

เทศกาล ‘คาร์เนี่ยน’ จัดขึ้นในสปาร์ตายุคโบราณเพื่อบูชาเทพเจ้าอะพอลโล่ และในช่วงเวลานี้ห้ามมีการเกิดสงคราม และนักรบจะต้องเก็บตัวอยู่แต่ภายในบ้านเท่านั้น

เหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวกรีกในยุคสมัยอดีตกาล ซึ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และการสูญเสีย แต่หากลองมองอีกแง่มุมหนึ่ง ความกล้าแกร่งของนักรบสปาร์ตันนั้นก็ให้ข้อคิดกับชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นความหวงแหนแผ่นดินเกิดประดุจดั่งชีวิต ศักดิ์ศรีของชาวสปาร์ตาที่พร้อมสู้ศึกเคียงบ่าเคียงไหล่กันจนวินาทีสุดท้าย สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงหล่อหลอมให้ชาวกรีกสำนึกรักในบ้านเกิดเมืองนอนกันสืบมา

***แปลและเรียบเรียงโดย กุลธิดา ปัญญาเชษฐานนท์
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม

โครงกระดูกโบราณ ฉายพิธีกรรมหลังต่อสู้ของ คนเถื่อน

 

แหล่งข้อมูล

หนังสือ อเล็กซานเดอร์มหาราช โดย ดวงธิดา ราเมศวร์

Was the story of the movie 300 a real life story?  

ประวัติชาวสปาร์ตัน

เรื่องแนะนำ

ค้นพบยาหลอนประสาทโบราณอายุกว่า 1,000 ปี สูตรหมอผีโบลีเวีย

สมาชิกคนหนึ่งของเผ่า Huni Kui ในบราซิลกำลังเตรียมอะยาวัสกา (ayahuasca) ในพิธีกรรมเพื่อการรักษา การใช้พืชที่มีผลทางจิต หรือ หลอนประสาท เป็นกรรมวิธีโบราณของชนเผ่าในลุ่มน้ำแอมะซอน ภาพถ่ายโดย LUNAE PARRACHO, REUTERS ภาชนะในพิธีกรรม ที่ทำมาจากปลายจมูกสุนัขจิ้งจอก 3 ตัว ได้บรรจุหลักฐานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับสูตรยา หลอนประสาท แห่งลุ่มน้ำแอมะซอน กระเป๋าใบเล็กๆ ที่ทำมาจากปลายจมูกสุนัข 3 ตัวถูกเย็บติดกันเป็นอย่างดี ได้บรรจุหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับการใช้งานยา หลอนประสาท อะยาวัสกา (ayahuasca) ซึ่งเป็นสูตรยาที่มีผลทางจิตชนิดหนึ่ง ที่ชนเผ่าโบราณในลุ่มน้ำแอมะซอนใช้มันเพื่อทำให้เกิดอาการประสาทหลอน กระเป๋าใบนี้อาจเคยเป็นของหมอผีเมื่อราวหนึ่งพันปีที่แล้วในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโบลิเวียปัจจุบัน ตามคำกล่าวของ โฆเซ กาปริเลส (Jose Capriles) นักมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยรัฐเพนน์ และเป็นผู้เขียนงานวิจัยนี้ในวารสาร PNAS กาปริเลสเจอกระเป๋าดังกล่าวในช่วงการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อปี 2010 ในถ้ำ เกวาเดลซิเลโน (Cueva del Chileno) ที่เป็นหลักฐานแสดงกิจกรรมของมนุษย์เมื่อ 4000 ปีที่ผ่านมา ภายในถ้ำมีการพบเจอลูกปัด เปียผมมนุษย์ และสิ่งของที่ตอนแรก กาปริเลสคิดว่ามันคือรองเท้าหนัง แต่แท้จริงแล้วคือกระเป๋าในการประกอบพิธีกรรมของหมอผีที่ทำมาจากปลายจมูกของสุนัข […]

ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

ถนนที่เริ่มคดเคี้ยวบอกใบ้ว่า เรากำลังไต่ระดับขึ้นสู่เขตพื้นที่สูงจุดหมายปลายทางของฉันอยู่ที่สถานีเกษตรของมูลนิธิโครงการหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และห่างจากชายแดนพม่าเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ ชื่อโครงการหลวงที่ฉันคุ้นเคยตามผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หาซื้อได้ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดเสมอว่า แต่ละบาทแต่ละสตางค์ของเราได้ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรบนพื้นที่สูง แต่เมื่อการเดินทางจบลง ความรู้ใหม่ที่ได้รับคือ เราไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น พวกเขายังช่วยให้คนเมืองกรุงอย่างฉันมี ”ตัวเลือก” มากขึ้นในการบริโภคพืชผักผลไม้ทั้งเมืองหนาวและเมืองร้อน (ยังไม่รวมผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกสารพัดชนิด) ที่สะอาดและปลอดภัยจากเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรและยาฆ่าแมลงสารพัดชนิด   [ ต้ น นํ้ า ] ทันทีที่เดินทางถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สายลมเย็นยะเยือกและแห้งก็พัดพาให้กายสั่นเทิ้ม ย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อากาศเย็นและแห้งแบบเดียวกัน ณ ผืนแผ่นดินเดียวกันนี้ ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเร่งให้ ”หยดน้ำทิพย์” แห่งขุนเขาแปรสภาพเป็น ”เงิน” “ผมขึ้นมาครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ปี 2517 พื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาหัวโล้นทั้งหมด ชาวบ้านถางป่า ทำไร่ แล้วก็เผา” จำรัส อินทร เจ้าหน้าที่รุ่นแรกของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เท้าความหลังถึงสถานีเกษตรหลวงแห่งแรกในความทรงจำ ”พวกเขาเผาทำไร่ฝิ่นครับ” จำรัสเล่า ในยุคนั้น ฝิ่นและข้าวไร่ถือเป็นพืชพื้นฐานสองชนิดที่ชาวเขานิยมปลูกบนพื้นที่สูงของไทย ข้าวไร่นั้นปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน ส่วนฝิ่น นอกจากใช้แทนยาบรรเทาความเจ็บป่วยสารพัดแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกด้วย อากาศที่ทั้งเย็นและแห้งบนดอยสูงส่งผลให้ยางหรือ ”น้ำทิพย์” ที่ไหลออกมาจากกระเปาะฝิ่นหลังการกรีด แห้งและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ยางแห้งหรือฝิ่นดิบซึ่งเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดอย่างเฮโรอีนมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดยาเสพติดทั่วโลกด้วยเหตุนี้ ฝิ่นจึงกลายเป็น ”พืชเงินสด” (cash crop) ที่ชาวเขาใช้ในการแลกเปลี่ยนหรือ ”ใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวันแทนเงินสด “พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงสนพระทัยชีวิตของราษฎร เวลาเสด็จฯไปเชียงใหม่ ท่านทรงทราบว่าบนดอยมีชาวเขา แต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร นอกจากเรื่องปลูกฝิ่นแล้วไม่มีใครรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย ท่านเสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์แล้วทรงพระดำเนินต่อไปจึงทรงทราบว่าชาวเขาทำลายต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกฝิ่น แต่ว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่คนเขาคิดกันหรอก สามเหลี่ยมทองคำนี่ พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่าไม่ใช่ทองคำที่ไหนหรอก แต่เป็นสามเหลี่ยมยากจน คนปลูกฝิ่นไม่ได้เงินเท่าไหร่ คนเอาฝิ่นไปขายต่างหากถึงรวย” หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเล่าถึงที่มาของโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ”โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ขึ้นเพื่อทดลองและส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำอย่างเป็นระบบ ภายหลังโครงการนี้ได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ”โครงการหลวง” ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งของโครงการหลวงถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ บริเวณที่รู้จักกันในนาม “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทย ลาว และพม่านั้น หากพิจารณาจากแผนที่จะพบว่า จุดที่มีถนนหนทางหรือการคมนาคมที่สะดวก และมีเมืองท่าใหญ่ที่สามารถเป็นศูนย์กลางกระจายฝิ่นสู่ตลาดโลกได้นั้น ไม่ใช่อื่นไกล หากอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยนั่นเอง แต่เรื่องราวทั้งหมดซับซ้อนกว่าการแผ้วถางทำลายไร่ฝิ่น แล้วนำพืชผักผลไม้มาปลูกทดแทนมากนัก   [ ค น ต้ น นํ้ า ] เมื่อแสงแรกทาบทาพ้นแนวทิวเขาขึ้นมา ชาวเขาในชุดประจำเผ่าเทินตะกร้าสานสะพายบนหลังด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง บ้างเดิน บ้างขี่มอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าสู่เรือกสวนไร่นา ที่แปลกตาไปหน่อยเห็นจะเป็นชุดประจำเผ่าที่ใส่คู่กับรองเท้าบู๊ตยาง หลายชั่วอายุคนมาแล้ว ชาวเขาเดินเท้าเปล่าหรือไม่ก็ลากรองเท้าแตะขึ้นดอยจนกลายเป็นความเคยชิน รองเท้าบู๊ตยางจึงเป็น ”ของแปลกใหม่” ที่พวกเขาต้องใช้เวลาทำความรู้จักและรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ฉันใดก็ฉันนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างการปลูกฝิ่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความเข้าใจ และความอดทน “เราเข้าไปทำงานนี่ เราไปบอกว่าเราจะช่วยเขา มันเหมือนเขาลำบากอยู่ แต่จริงๆ แล้ววิถีชีวิตเขาเป็นแบบนั้นเอง” สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ เล่าถึงหลักการส่งเสริมพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ”เราเริ่มจากการทำงานสาธิตในศูนย์ ปลูกผัก ปลูกไม้ผล บ๊วย พีช พลับ เพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนว่าปลูกได้ไหม แล้วก็เป็นตัวอย่างให้แก่ชาวบ้าน นอกจากนั้นเราก็ไปเยี่ยม ศึกษาชาวบ้าน เรียนรู้ทัศนคติของเขา” สมชายเล่า ”ช่วงแรกเราไปศึกษาปฏิทินการเกษตรของเขาใช้เวลาปีนึง ระหว่างนี้เขาก็เดินผ่านแปลงสาธิตของเราก็นึกอยากลองปลูก อีกส่วนหนึ่งผมทำงานกับยุวเกษตรกรปลูกกระเทียม ผักกาดหอมห่อต้นในสถานี พอเด็กได้เงินชาวบ้านก็ได้เงิน” กว่าจะจูงใจชาวบ้านให้มาปลูกไม้ผลเมืองหนาวได้ใช้เวลานานหลายปี แต่ในที่สุดบนดอยอ่างขางก็มีทั้งแปลงเกษตรของเจ้าหน้าที่และของชาวเขา เจ้าหน้าที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางพาฉันมาหยุดที่แปลงเกษตรแปลงแรก ”บ๊วย” ซึ่งเป็นพืชชนิดแรกที่ทดลองปลูกบนดอยอ่างขาง ดอกบ๊วยสีขาวเล็กจ้อยของฤดูกาลใหม่ผลิดอกแล้ว ”แต่เดิมเป็นป่าหญ้าคา ที่นี่เริ่มปลูกป่าปี พ.ศ. 2525 ครับ” ขจร สุริยะ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เล่า ”ในหลวงมีพระราชดำริว่าอนาคตถ้าไม่มีป่า จะเอาน้ำจากไหนมาเลี้ยงไม้ดอกไม้ผล” ในช่วงแรกเริ่มนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ”พ่อหลวง” ของชาวเขา เสด็จฯมายังดอยอ่างขางทุกปี ครั้งหนึ่งระหว่างประทับที่แปลงรับเสด็จและทอดพระเนตรเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นป่าหญ้าคา จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น นำไม้โตเร็วต่างถิ่นมาปลูก เมล็ดพันธุ์ของไม้ใหญ่ที่มีความต้านทานอากาศหนาวเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเมเปิล การบูร หรือเพาโลว์เนีย ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน ส่วนผู้ที่ลงมือปลูกนอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็คือชาวบ้านนั่นเอง โครงการปลูกป่าชาวบ้านเป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยให้ชาวบ้านที่นี่ปลูกป่าในพื้นที่ทำกินของตนเอง พวกเขาจึงได้รับสิทธิให้นำไม้มาทำฟืนหรือสร้างบ้านด้วย ”พอมีป่า ชาวบ้านก็ไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว” ขจรเล่า ”แต่ถ้ายังแห้งแล้ง พวกเขาก็อยากย้ายถิ่นอยู่เรื่อยๆ แหละครับ” ดอยอ่างขางมีรูปร่างเหมือนอ่างสมชื่อ บริเวณ ”ก้นอ่าง” เป็นป่าปลูกและที่ตั้งสถานีเกษตร และเมื่อฉันเดินขึ้นไปถึง ”ขอบอ่าง” ด้านที่ติดกับชายแดนพม่า เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อว่าโรงเรียนบ้านขอบด้ง ครูเรียม สิงห์ทร ครูคนแรกของโรงเรียน เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียน พระองค์ตรัสเพียงสั้นๆ ว่า ”ฝากเด็กๆด้วยนะครู” เด็กๆ ลูกศิษย์ของครูเรียมก็คือลูกหลานชาวเขาเผ่ามูเซอดำและปะหล่องที่อาศัยอยู่รอบสถานีเกษตรหลวงนั่นเอง การศึกษาเป็นรากฐานให้ชาวเขาอ่านออกเขียนได้ พวกเขาได้เรียนรู้การชั่ง ตวง วัดทั้งหลายเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรเริ่มต้นขึ้นแล้วในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ ห่างจากโรงเรียนบ้านขอบด้งมาเพียง 3-4 กิโลเมตร วีระเทพ เกษตรกรชาวเขารุ่นใหม่วัย 24 ปี ผู้ปลูกปวยเล้งและเบบี้สลัด เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านขอบด้งและไปเรียนต่อจนจบ ปวส.ด้านการเกษตรมาจากเชียงราย วันนี้เขาเลือกกลับมาทำการเกษตรอย่างพ่อแม่ที่บ้านเกิด แม้จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปบ้างอย่างการซื้อข้าวกิน (แต่เดิมปลูกเอง กินเอง) แต่แปลงผักของเขาก็ทำให้ครอบครัวมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ฐานะมั่นคง และมีอาชีพสุจริต วีระเทพอธิบายขั้นตอนและระบบการจัดการ ไล่เรียงมาตั้งแต่โรงเรือนที่ใช้กันฝน ไปจนถึงการคัดเกรดและส่งผัก อย่างละเอียดและคล่องแคล่ว ฉันอดคิดไม่ได้ว่า วีระเทพคือตัวอย่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ในการสร้างคนของครูเรียมได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด วิถีชีวิตเกษตรกรบนพื้นที่สูงของดอยอ่างขางคงเล่าลือไปไกลเลยเขตไทย เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ชนเผ่า ”ปะหล่อง” อพยพภัยสงครามจากพม่าเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พวกเขานำพระพุทธรูปพม่าและผ้าทอมือจำนวน 5 ผืนมารอเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวระหว่างที่เสด็จฯมายังดอยอ่างขาง “แต่ก่อนตอนอยู่ในป่าที่ประเทศพม่า ผู้หญิงต้องใช้ดาบเป็น เอาไว้ป้องกันตัว” ปั่น ธรรมมอน หญิงปะหล่องอายุ 26 ปี เล่าถึงการรำดาบหญิงที่เธอเป็นผู้ฝึกสอนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านสำหรับการแสดงในงานรื่นเริง แม้ปั่นจะเกิดไม่ทันยุคอพยพของคนรุ่นพ่อแม่ในครั้งนั้น แต่เพลงดาบของเธอยังคงทรงพลังไม่ผิดกับบรรพชน เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ขณะตัดผักปวยเล้งด้วยมือที่เคยจับดาบ […]

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี ซิซิลี – ณ วัดของบาทหลวงคณะกาปูชินในเมืองปาแลร์โม เมืองหลวงของแคว้น ซิซิลี ซึ่งตั้งอยู่ ณ จัตุรัสอันเงียบสงัดใกล้กับสุสาน หากเดินลงบันไดผ่านรูปสลักไม้ของแม่พระมหาทุกข์ เราจะพบประตูที่นำไปสู่ห้องเก็บศพใต้ดิน ห้องนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร พร้อมเพดานโค้งและทางเดินที่ทอดยาวไปทางมุมด้านขวา อากาศภายในห้องเย็นเยียบ อับชื้น และเหม็นเปรี้ยวจากกลิ่นฝุ่นและเสื้อผ้าที่เปื่อยยุ่ย ตามหิ้งบนผนังมีศพร่วม 2,000 ศพตั้งเรียงรายอยู่ในหีบที่ผุพัง พวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดหรือเครื่องแบบชุดเก่งราวกับจะแต่งตัวไปอวดใคร เรื่อง        เอ. เอ. กิลล์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี ในยุโรป การผึ่งศพให้แห้งและการรักษาสภาพศพเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของซิซิลี แม้จะพบในพื้นที่อื่นๆของอิตาลีบ้างก็ตาม แต่ส่วนใหญ่อยู่ในซิซิลีที่ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามว่า พวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร และเพราะเหตุใดจึงนำซากศพเหล่านี้มาจัดแสดง ร่างไร้วิญญาณเหล่านี้อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆที่บ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน ขากรรไกรของพวกเขาอ้าค้างราวกับกำลังกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ฟันที่ผุกร่อนแสยะยิ้มคุกคาม เบ้าตาจ้องมองออกมาอย่างสิ้นหวัง ผิวหนังหยาบกร้านหุ้มกระดูกแก้มที่แห้งตอบและข้อนิ้วที่หลุดลุ่ย ซากศพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของคนร่างเล็ก แขนทั้งสองข้างอยู่ในท่ากอดอก ขณะที่ลำตัวถูกรั้งให้ตั้งตรงด้วยลวดและตะปู ศีรษะตกพับอยู่บนไหล่ ร่างกายค่อยๆเสื่อมสภาพลงพร้อมๆกับท่วงท่าฝืนสังขารลอกเลียนคนเป็น คูหาเก็บศพเหล่านี้แบ่งแยกชัดเจนระหว่างนักบวชกับฆราวาส ด้านหนึ่งเราจึงพบบรรดาแพทย์ ทนาย และตำรวจในเครื่องแบบ แล้วยังมีคูหาสำหรับสตรีที่มัคคุเทศก์บอกว่า เราสามารถชื่นชมแฟชั่นของวันวานได้ แต่ซากศพเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ขะมุกขะมอม […]