กว่าจะมาเป็นสุดยอดนักรบสปาร์ตัน - National Geographic Thailand

กว่าจะมาเป็นสุดยอดนักรบสปาร์ตัน

สงครามเพโลพอนนีเซียน หรือ สงครามเพโลพอนนีส เป็นสงครามระหว่างจักรวรรดิเอเธนส์กับสันนิบาตเพโลพอนนีเซียนที่นำโดยสปาร์ตา

ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://arrecaballo.es/edad-antigua/los-griegos/batalla-de-leuctra-371-ac/attachment/batalla-de-leuctra-371-ac-1/

กว่าจะมาเป็นสุดยอด นักรบสปาร์ตัน

หากผู้ใดชื่นชอบในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการทำสงคราม ต้องไม่พลาดหนังเรื่อง “300 ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก” ซึ่งเข้าฉายในช่วงปี 2006 ภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นอิงเหตุการณ์ในสมัยกรีกโบราณ ก่อนจะมาเป็นประเทศกรีซในปัจจุบัน จุดเด่นของเรื่องนี้ ไม่พ้นความน่าเกรงขาม ความฮึกเหิม และความดุดันของเหล่านักรบชาวสปาร์ตาจำนวน 300 นาย ที่สามารถเอาชนะกองทัพชาวเปอร์เซียจำนวนหลายแสนคนได้ จากเนื้อเรื่องจะเห็นว่า ชายที่สามารถเข้าร่วมทำศึกสงครามได้นั้น จะต้องถูกคัดเลือกและเข้าฝึกฝนตั้งแต่เยาว์วัย พบเจอบททดสอบเพื่อเป็นประตูสู่หนทางแห่งนักรบในภายภาคหน้า และที่สำคัญยังมีความลับเกี่ยวกับกองทัพชาวสปาร์ตาที่ไม่ได้เปิดเผยให้ผู้คนได้รับรู้ เพราะฉากเหล่านี้ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากภาพยนตร์เท่านั้น ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกมากมาย ที่พร้อมให้ผู้อ่านได้ร่วมศึกษาเรื่องราวอันน่าทึ่งไปด้วยกัน

ศพของหญิงสาวที่เสียชีวิตจากการคลอดบุตร จะถูกบรรจุในหีบศพเหมือนกับชายที่เสียชีวิตจากสนามรบ เพราะชาวกรีกมีความเชื่อที่ว่า บุตรที่คลอดออกมาจะต้องเป็นเด็กที่มีความแข็งแรงอย่างมาก

ย้อนกลับไปสมัยกรีกโบราณยุคริเริ่ม ช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล เผ่าพันธุ์ในยุคนั้นสืบเชื้อสายมาจาก 4 เชื้อสายหลัก คือ ชาวอาคีเอียน ชาวอีโอเลียน ชาวดอเรียน และชาวไอโอเนียน ชนเผ่าแรกที่เข้ามาปักหลักสร้างถิ่นฐานอยู่บริเวณช่วงปลายคาบสมุทรกรีก คือ ชาวอาคีเอียน ต่อมาชนเผ่าชาวอีโอเลียนได้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในบริเวณกรีกตอนกลาง จนเวลาล่วงเลยมาสักระยะ ชาวดอเรียนและไอโอเนียนก็เข้ามารุกรานเพื่อยึดครองพื้นที่ เป็นเหตุให้ชาวอาคีเอียน และอีโอเลียนผู้อยู่อาศัยเดิมต้องอพยพหลบหนีไป เมื่อการเข้าครอบครองดินแดนประสบผลสำเร็จ นักประวัติศาสตร์จึงถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของยุคสำริด และเข้าสู่ยุคเหล็กอย่างเต็มรูปแบบ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับยุคสำริดและยุคเหล็กได้ที่นี่) ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่หนังสือประวัติศาสตร์ได้ระบุข้อมูลว่าเป็น ยุคมืด เหตุเพราะมีชนเผ่ากลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่าเป็น “คนเถื่อน” ได้เข้ามามีอิทธิพล และช่ำชองในเรื่องสงครามเป็นหลัก แต่กลับไม่สันทัดในด้านศิลปวิทยาการอื่นๆ เลย จึงทำให้ยุคนี้พัฒนาไปอย่างเชื่องช้า และเป็นที่มาของชื่อ กรีกยุคมืด โดยเริ่มต้นขึ้นประมาณ 1,300 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาในช่วงราวๆ 800 ปีก่อนคริสตกาล แผ่นดินกรีกก็หลุดพ้นจากยุคมืด และกลับมามีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง โดยช่วงเวลานี้ได้เกิดการแบ่งรัฐออกเป็นหลายส่วน เช่น สปาร์ตา เอเธนส์ อาร์โกส และธีบิส และเมื่อเมืองเหล่านี้เริ่มมีอำนาจ ความต้องการเพื่อให้ได้มาซึ่งอิทธิพลที่เหนือกว่าจึงอุบัติขึ้น ส่งผลให้เกิดสงคราม และรบราฆ่าฟันกันเองอย่างต่อเนื่อง

นักรบสปาร์ตัน
แผนที่แสดงที่ตั้งของรัฐต่างๆ ซึ่งทรงอิทธิพลในสมัยกรีกโบราณ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://me.me/i/cor-ancient-greece-thrace-illy-ria-abdera-donla-black-nasos-12325014

 

สงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซีย นับเป็นหนึ่งในศึกที่รุนแรงต่อประวัติศาสตร์โลก

สงครามระหว่างกรีกและเปอร์เซีย เกิดขึ้นครั้งแรกช่วง 492 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์ดาริอุสที่ 1 ทรงส่งกองกำลังทหารบุกเข้าโจมตีกรีกทางน่านน้ำ แต่เหล่าทหารกลับประสบปัญหาจากพายุใหญ่จนเรือรบอับปาง ทำให้การรุกรานในครั้งนั้นเป็นอันต้องยกเลิก ต่อมากษัตริย์ดาริอุสยังคงไม่ยอมแพ้ พระองค์ทรงส่งราชทูตไปตามรัฐต่างๆ ในกรีกเพื่อให้ยอมจำนน แต่กรุงเอเธนส์กับสปาร์ตาไม่ยอมศิโรราบให้กับเปอร์เซียเสียที พระองค์จึงตัดสินพระทัยและส่งกองกำลังทหารจำนวนกว่า 2 แสนคนเพื่อเข้าโจมตีกรีกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อชาวกรีกรู้ข่าวคราว พวกเขาจึงรวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐ และเตรียมตัวสำหรับศึกในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าชาวกรีกจะมีจำนวนทหารที่น้อยกว่า แต่ยุทธวิธีนั้นหลักแหลมกว่าฝ่ายตรงข้ามอยู่มาก ส่งผลให้ศึกในครั้งนี้ กรีกเป็นฝ่ายเอาชนะเปอร์เซียได้

นักรบสปาร์ตันสวมเสื้อคลุมสีแดง เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นเลือดจากบาดแผล และเป็นการแสดงความน่ายำเกรง

หลังจากสูญเสียชัยชนะไปถึง 2 ครั้ง กษัตริย์เซอร์ซิส อันเป็นประมุขแห่งอาณาจักรเปอร์เซียพระองค์ต่อมา ต้องการโจมตีดินแดนของชาวกรีกอีกครั้ง ท่านได้ทำการวางแผนและสะสมทรัพย์สมบัติเป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อลงทุนซื้ออาวุธ สร้างเรือรบพร้อมรวบรวมกำลังทหารให้มีจำนวนมากที่สุด โดยกษัตริย์ได้ทำการส่งกองทัพเข้ารุกรานทั้งทางบก และทางน้ำ  ซึ่งเป็นช่วงประจวบเหมาะพอดีกับที่ชาวกรีกให้ความสำคัญกับยุทธภูมิทางเรือ กองทัพนักรบสปาร์ตันที่นำทัพโดย ‘เลโอนิดาส’ กษัตริย์แห่งกรุงสปาร์ตา พร้อมกำลังทหารเพียง 300 นายเท่านั้น เข้าต่อสู้กับกองพลทหารของเปอร์เซียที่มีจำนวนราวๆ หลายแสนคน โดยศึกในครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 3 วันกว่าจะสิ้นสุด กษัตริย์เซอร์ซิสจึงสามารถโอบล้อมกรุงเอเธนส์ได้เพียงแค่ส่วนเดียว แต่สุดท้ายแล้วเปอร์เซียก็ยังคงพ่ายแพ้ต่อชาวสปาร์ตาอยู่วันยังค่ำ สมรภูมิในครั้งนี้จึงเป็นที่มาของตำนาน 300 ดั่งที่เล่าขานกันมาหลายศตวรรษ

นักรบสปาร์ตัน
กษัตริย์เลโอนิดาส พร้อมนักรบสปาร์ตันจำนวน 300 นาย ดักรอทัพเปอร์เซีย ณ ช่องเขาเธอร์โมไพลี
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.thoughtco.com/king-leonidas-of-sparta-battle-thermopylae-112481

ในยุคของสปาร์ตาที่รุ่งโรจน์สุดขีดนั้น กรีกแทบไม่ต้องการกำแพงล้อมรอบเมืองหรือเครื่องป้องกันอื่นเลย เพราะประชาชนคิดว่าขอแค่มีเหล่านักรบสปาร์ตันก็เพียงพอต่อการขับไล่ผู้รุกรานได้แล้ว ชาวกรีกจึงมักพูดกันว่า “นักรบสปาร์ตันหนึ่งคนมีค่าเท่ากับนักรบเผ่าอื่นๆ หลายคนรวมกัน”

 

นักรบสปาร์ตัน
หญิงสาวชาวสปาร์ตามีสิทธิ์เทียบเท่าเพศชาย สามารถนุ่งผ้า เปลือยอกเหมือนกับบุรุษในช่วงเวลาซ้อมกีฬา และชาวสปาร์ตาเชื่อว่า หากหมั่นเล่นกีฬาอยู่บ่อยครั้ง จะส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรงและพร้อมมีบุตรได้
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.historyly.com/greek-history/surprising-facts-about-spartans/

 

หากอยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ นี่คือสิ่งที่คุณต้องพบเจอ

  1. กระบวนการคัดเลือกแต่เยาว์วัย เด็กแรกเกิดทุกคนเมื่อคลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนคัดเลือกโดยผู้อาวุโสชาวสปาร์ตาในทันที หากเด็กคนใดมีร่างกายไม่แข็งแรง หรือไม่สมประกอบ ทารกเหล่านี้จะถูกทิ้งให้อดอาหารและเสียชีวิตไปในที่สุด เพราะชาวสปาร์ตาเชื่อว่าคนที่เหมาะสมนั้นต้องมีสุขภาพดีเป็นอันดับแรก
  2. ห่างไกลจากพ่อแม่ แม้อายุเพียง 7 ขวบ เด็กชายชาวสปาร์ตาเมื่อมีอายุครบ 7 ปี ต้องถูกส่งตัวเพื่อไปฝึกฝนวิชาต่างๆ ในโรงฝึก ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของผู้คุม ชาวสปาร์ตายึดมั่นในความเชื่อที่ว่า การฝึกซ้อมตั้งแต่เนิ่น สามารถช่วยสร้างทหารให้กล้าแกร่งและพร้อมออกรบได้หากถึงเวลาเหมาะสม
  3. ไร้อาหารและเสื้อผ้าปกคลุมกาย เด็กทุกคนที่เข้ารับการฝึกฝน จะไม่ได้รับอาหารมากพอเพื่อประทังชีวิต พวกเขาได้ทานอาหารแค่น้อยนิด หรือบางครั้งต้องอดอาหารเป็นเวลาหลายวัน และสวมใส่ได้แค่กางเกงตัวเดียว ไม่มีแม้เสื้อหรือรองเท้าใดๆ ซึ่งความทรหดเหล่านี้จะทำให้พวกเขาปรับตัวได้กับทุกสถานที่ในทุกสภาพอากาศ
  4. อย่าให้ความหิวโหยทำให้เราโรยรา ในอดีตกาล ชาวสปาร์ตาจะมีเทศกาลประจำปีเกิดขึ้น โดยให้เหล่าเด็กชายซึ่งต่างอ่อนล้าเพราะความหิว วิ่งไปแย่งเนยแข็งที่ตั้งอยู่บนแท่นบูชาเทพเจ้าอาทีมิสให้ได้จำนวนมากที่สุด ทุกคนจึงต้องต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหาร ถึงแม้จะต้องแลกกับความเจ็บปวด และบางคนอาจถึงขั้นถูกเฆี่ยนจนเสียชีวิตในช่วงระหว่างพิธีกรรมนั้น
  5. ควบคุมร่างกายด้วยจังหวะการรำ เด็กๆ ชาวสปาร์ตา ไม่ว่าเป็นชายหรือหญิง จะได้รับการศึกษาให้ฝึกอ่าน เขียน และเต้นรำ ซึ่งเป็นหลักสูตรให้พวกเขาสามารถควบคุมจังหวะได้อย่างสวยงามยามใช้อาวุธ และถือเป็นสิ่งที่ชายทุกคนควรฝึกฝนอย่างหนัก เพราะไม่เพียงมุ่งเน้นในเรื่องของการใช้กำลังอย่างเดียว ส่วนของท่วงท่าก็มีความสำคัญเช่นกัน
  6. ไหวพริบนั้นสำคัญไฉน ในทุกๆ วัน เมื่อผู้เข้ารับการฝึกทุกคนทานอาหารค่ำเสร็จเรียบร้อย ผู้ช่วยครูฝึกจะเรียกทุกคนมารวมตัวกัน และถามคำถามทั่วไปเพื่อทดสอบปฏิภาณไหวพริบ ซึ่งคำตอบนั้นต้องมีเหตุผลมาสนับสนุนด้วย แต่ถ้าหากใครตอบคำถามแบบไร้ความเฉลียวฉลาด ผู้นั้นจะถูกลงโทษโดยโดนกัดที่นิ้วหัวแม่มือ
  7. หล่อหลอมวิชาเป็นเวลา 13 ปี การฝึกฝนต่างๆ ที่ทั้งเข้มงวด ทรหด และสาหัส มีระยะเวลารวมทั้งสิ้น 13 ปี หากคนใดสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ จึงถือว่าผ่านบททดสอบ และจะถูกคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพนักรบสปาร์ตันได้อย่างเต็มตัว
  8. หีบศพบรรจุผู้ตายจากสนามรบเท่านั้น การสละชีพเพื่อชาติบ้านเมือง ถือว่าเป็นภาระหน้าที่อันสมบูรณ์ในฐานะของนักรบสปาร์ตัน และร่างของชายที่เสียชีวิตในสงครามเท่านั้นจะได้ถูกบรรจุในหีบศพอย่างสมเกียรติ
นักรบสปาร์ตัน
ภาพนี้วาดขึ้นโดยจิตรกรชาวอิตาลี นามว่า Luigi Mussini รูปนี้บ่งบอกถึงการศึกษาที่เด็กชายชาวสปาร์ตาได้รับ ซึ่งชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนพื้นกำลังสอนถึงปฏิกิริยาหลังดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเด็กชายได้เห็น
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.histclo.com/chron/ancient/gre/ed/ge-spar.html

(แอนิเมชั่นแสดงถึงวิถีชีวิตของชาวสปาร์ตา)

 

กองทัพชาวสปาร์ตาในประวัติศาสตร์ และจากภาพยนตร์มีความแตกต่างกันหรือไม่?

         นักวิจารณ์หนังจากต่างประเทศหลายต่อหลายคน ต่างแสดงความเห็นว่า ‘300 ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก’ เป็นภาพยนตร์ที่อิงประวัติศาสตร์ในช่วง 480 ปีก่อนคริสตกาลได้อย่างสมจริง ทั้งในเรื่องบทบาทของตัวละคร สถานการณ์ หรือแม้แต่บรรยากาศในช่วงสงครามของยุคสมัยนั้น ซึ่งถือว่าผู้กำกับเก็บรายละเอียดและศึกษาเรื่องราวมาเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบางส่วนที่ถูกสร้างเสริมเติมแต่งลงไปในเนื้อหาของภาพยนตร์อยู่บ้าง เพื่อให้หนังเรื่องนี้ไม่ดูน่าเบื่อหรือเน้นในเชิงประวัติศาสตร์มากจนเกินไป และเหตุการณ์เหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้กำกับเพิ่มเข้าไป เพื่อสร้างสีสันให้กับหนังเรื่องนี้

  1. รูปร่างของกษัตริย์เซอร์ซิสที่มีความสูงถึง 200 เซนติเมตร และสวมใส่เครื่องประดับอยู่ตามร่างกายมากมายจากในภาพยนตร์นั้น ตรงข้ามกับความเป็นจริงในประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งบันทึกได้ระบุไว้ว่า กษัตริย์เซอร์ซิสมีความสูงตามระดับมาตรฐานของชายทั่วไปและได้รับการศึกษาที่ดี และเป็นโอรสของกษัตริย์ ดาริอุสที่ 1
  2. กษัตริย์เลโอนิดาสเสียชีวิตในวันสุดท้ายของการทำศึกสงคราม ซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ที่พระองค์เสียชีวิตในสนามรบตั้งแต่วันที่ 2 โดยชาวเปอร์เซียนำศพของเขากลับไปที่เมืองด้วย และ 40 ปีต่อมา ร่างของเขาจึงได้กลับคืนสู่รัฐสปาร์ตา เพื่อทำพิธีตามวัฒนธรรม ซึ่งศพของเขาถูกบรรจุในหีบศพอย่างสมเกียรติ เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับชาวกรีกต่อไป
  3. อีฟิอัลทิส ผู้เป็นไส้ศึกให้กับชาวเปอร์เซียที่มีรูปร่างเหมือนกับสัตว์ประหลาด แท้จริงแล้วเขาเป็นเพียงคนธรรมดา แต่บันทึกในประวัติศาสตร์กลับไม่มีข้อมูลอันชัดเจนเกี่ยวกับชายนิรนามผู้นี้เลย มีเพียงบางส่วนที่กล่าวว่าเขาคือสายสืบให้กับฝ่ายเปอร์เซียเพียงน้อยนิดเท่านั้น

เทศกาล ‘คาร์เนี่ยน’ จัดขึ้นในสปาร์ตายุคโบราณเพื่อบูชาเทพเจ้าอะพอลโล่ และในช่วงเวลานี้ห้ามมีการเกิดสงคราม และนักรบจะต้องเก็บตัวอยู่แต่ภายในบ้านเท่านั้น

เหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวกรีกในยุคสมัยอดีตกาล ซึ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และการสูญเสีย แต่หากลองมองอีกแง่มุมหนึ่ง ความกล้าแกร่งของนักรบสปาร์ตันนั้นก็ให้ข้อคิดกับชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นความหวงแหนแผ่นดินเกิดประดุจดั่งชีวิต ศักดิ์ศรีของชาวสปาร์ตาที่พร้อมสู้ศึกเคียงบ่าเคียงไหล่กันจนวินาทีสุดท้าย สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงหล่อหลอมให้ชาวกรีกสำนึกรักในบ้านเกิดเมืองนอนกันสืบมา

***แปลและเรียบเรียงโดย กุลธิดา ปัญญาเชษฐานนท์
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม

โครงกระดูกโบราณ ฉายพิธีกรรมหลังต่อสู้ของ คนเถื่อน

 

แหล่งข้อมูล

หนังสือ อเล็กซานเดอร์มหาราช โดย ดวงธิดา ราเมศวร์

Was the story of the movie 300 a real life story?  

ประวัติชาวสปาร์ตัน

เรื่องแนะนำ

79 ปี เขาดิน ในความทรงจำ

79 ปี เขาดิน ในความทรงจำ เรียบเรียงข้อมูลและภาพจาก หนังสือ 75 ปีสวนสัตว์ไทย องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากหนังสือ หนังสือ 75 ปีสวนสัตว์ไทย (75th Year of Thai Zoos) จัดทำโดยองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงประวัติของสวนสัตว์ดุสิต [เขาดิน] ว่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสวนพฤกษชาติขึ้นในเขตพระราชอุทยานสวนดุสิต พระนคร สำหรับเป็นที่เสด็จประพาสต้นและสำราญพระราชอิริยาบถ  ที่ได้ชื่อว่า “เขาดินวนา” ก็เพราะมีการนำดินมาถมสร้างเป็นเนินเขากลางน้ำ จนเป็นคำที่เรียกติดปากสืบมา  นับถึงวันนี้เขาดินฯ มีอายุ 79 ปี และกำลังย้ายไปสู่พื้นที่ใหม่ในช่วงเวลาอันใกล้ พร้อมขับเคลื่อนสู่ความเป็นสวนสัตว์สมัยใหม่ (modern zoo) เช่นเดียวกับนานาประเทศ  ในฐานะที่เป็นสถานที่สำคัญที่คนไทยผูกพันมาแสนนานตั้งแต่วัยเด็ก เขาดินผ่านการร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยดังประวัติย่อข้างล่างนี้   พ.ศ. 2444 วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2444 คราวที่พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสหมู่เกาะชวา “ฮิส […]

เหตุใด สงครามเกาหลี จึงยังไม่จบสิ้น

ทหารราบเกาหลีใต้รายหนึ่งกับการเดินทัพในแนวหน้าของ สงครามเกาหลี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1950 ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงต้นหน้าร้อนนั้นเมื่อเกาหลีเหนือบุกมาที่เกาหลีใต้ การต่อสู้กินเวลานานกว่า 3 ปี และไม่เคยมีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพแต่อย่างใด ภาพถ่ายโดย AP เมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้ว ได้เกิดความขัดแย้งว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือคาบสมุทรเกาหลี จนเกิดเป็น สงครามเกาหลี ความตึงเครียดยังคงเกิดขึ้น และได้เปลี่ยนมุมมองความสำคัญที่มีต่อสงคราม ในวันที่ 25 มิถุนายน 1950 การที่เกาหลีเหนือบุกโจมตีเกาหลีใต้อย่างไม่คาดคิดเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีนิยมในการควบคุมคาบสมุทรเกาหลี สงครามเกาหลีที่มีการต่อสู้ระหว่างปี 1950-1953 ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับล้าน ทั้งเกาหลีเหนือและใต้ได้มีการขีดเส้นแบ่งเขตแดนอย่างถาวร แม้จะได้ชื่อว่าเป็น ‘สงครามที่ถูกลืม’ ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่ได้รับความสนใจทั้งในช่วงระหว่างและหลังจากความขัดแย้งครั้งนี้ ประวัติศาสตร์สงครามเกาหลีก็ยังมีผลลึกซึ้ง ไม่เพียงแค่การสร้างรูปแบบการเมืองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งยังไม่สิ้นสุดในทางเทคนิค แต่สงครามครั้งนี้เป็นแบบอย่างให้กับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการทำสงครามโดยไม่ได้ผ่านการยินยอมจากสภาคองเกรส สงครามมีจุดเริ่มต้นมาจากการยึดครองเกาหลีของญี่ปุ่นในช่วงระหว่างปี 1910-1945 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รื้อถอนจักรวรรดิญี่ปุ่นจากเกาหลี ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต โดยทั้งสองประเทศที่เคยเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรร่วมกันมาทั้งคู่ต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในปี 1948 เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจของทั้งสองขั้ว จึงได้มีการขีดเส้นชายแดนแบ่งเกาหลีโดยใช้เส้นขนานที่ 38 เส้นละติจูดที่พาดผ่านคาบสมุทรแห่งนี้ โดยเกาหลีเหนือเป็นรัฐสังคมนิยมที่นำโดย คิม อิล-ซุง ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และเกาหลีใต้เป็นรัฐทุนนิยมซึ่งนำโดยนายรี ซึง-มัน ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา แม้จะมีความหวังว่าทั้ง […]