กว่าจะมาเป็นสุดยอดนักรบสปาร์ตัน - National Geographic Thailand

กว่าจะมาเป็นสุดยอดนักรบสปาร์ตัน

สงครามเพโลพอนนีเซียน หรือ สงครามเพโลพอนนีส เป็นสงครามระหว่างจักรวรรดิเอเธนส์กับสันนิบาตเพโลพอนนีเซียนที่นำโดยสปาร์ตา

ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://arrecaballo.es/edad-antigua/los-griegos/batalla-de-leuctra-371-ac/attachment/batalla-de-leuctra-371-ac-1/

กว่าจะมาเป็นสุดยอด นักรบสปาร์ตัน

หากผู้ใดชื่นชอบในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการทำสงคราม ต้องไม่พลาดหนังเรื่อง “300 ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก” ซึ่งเข้าฉายในช่วงปี 2006 ภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นอิงเหตุการณ์ในสมัยกรีกโบราณ ก่อนจะมาเป็นประเทศกรีซในปัจจุบัน จุดเด่นของเรื่องนี้ ไม่พ้นความน่าเกรงขาม ความฮึกเหิม และความดุดันของเหล่านักรบชาวสปาร์ตาจำนวน 300 นาย ที่สามารถเอาชนะกองทัพชาวเปอร์เซียจำนวนหลายแสนคนได้ จากเนื้อเรื่องจะเห็นว่า ชายที่สามารถเข้าร่วมทำศึกสงครามได้นั้น จะต้องถูกคัดเลือกและเข้าฝึกฝนตั้งแต่เยาว์วัย พบเจอบททดสอบเพื่อเป็นประตูสู่หนทางแห่งนักรบในภายภาคหน้า และที่สำคัญยังมีความลับเกี่ยวกับกองทัพชาวสปาร์ตาที่ไม่ได้เปิดเผยให้ผู้คนได้รับรู้ เพราะฉากเหล่านี้ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากภาพยนตร์เท่านั้น ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกมากมาย ที่พร้อมให้ผู้อ่านได้ร่วมศึกษาเรื่องราวอันน่าทึ่งไปด้วยกัน

ศพของหญิงสาวที่เสียชีวิตจากการคลอดบุตร จะถูกบรรจุในหีบศพเหมือนกับชายที่เสียชีวิตจากสนามรบ เพราะชาวกรีกมีความเชื่อที่ว่า บุตรที่คลอดออกมาจะต้องเป็นเด็กที่มีความแข็งแรงอย่างมาก

ย้อนกลับไปสมัยกรีกโบราณยุคริเริ่ม ช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล เผ่าพันธุ์ในยุคนั้นสืบเชื้อสายมาจาก 4 เชื้อสายหลัก คือ ชาวอาคีเอียน ชาวอีโอเลียน ชาวดอเรียน และชาวไอโอเนียน ชนเผ่าแรกที่เข้ามาปักหลักสร้างถิ่นฐานอยู่บริเวณช่วงปลายคาบสมุทรกรีก คือ ชาวอาคีเอียน ต่อมาชนเผ่าชาวอีโอเลียนได้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในบริเวณกรีกตอนกลาง จนเวลาล่วงเลยมาสักระยะ ชาวดอเรียนและไอโอเนียนก็เข้ามารุกรานเพื่อยึดครองพื้นที่ เป็นเหตุให้ชาวอาคีเอียน และอีโอเลียนผู้อยู่อาศัยเดิมต้องอพยพหลบหนีไป เมื่อการเข้าครอบครองดินแดนประสบผลสำเร็จ นักประวัติศาสตร์จึงถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของยุคสำริด และเข้าสู่ยุคเหล็กอย่างเต็มรูปแบบ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับยุคสำริดและยุคเหล็กได้ที่นี่) ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่หนังสือประวัติศาสตร์ได้ระบุข้อมูลว่าเป็น ยุคมืด เหตุเพราะมีชนเผ่ากลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่าเป็น “คนเถื่อน” ได้เข้ามามีอิทธิพล และช่ำชองในเรื่องสงครามเป็นหลัก แต่กลับไม่สันทัดในด้านศิลปวิทยาการอื่นๆ เลย จึงทำให้ยุคนี้พัฒนาไปอย่างเชื่องช้า และเป็นที่มาของชื่อ กรีกยุคมืด โดยเริ่มต้นขึ้นประมาณ 1,300 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาในช่วงราวๆ 800 ปีก่อนคริสตกาล แผ่นดินกรีกก็หลุดพ้นจากยุคมืด และกลับมามีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง โดยช่วงเวลานี้ได้เกิดการแบ่งรัฐออกเป็นหลายส่วน เช่น สปาร์ตา เอเธนส์ อาร์โกส และธีบิส และเมื่อเมืองเหล่านี้เริ่มมีอำนาจ ความต้องการเพื่อให้ได้มาซึ่งอิทธิพลที่เหนือกว่าจึงอุบัติขึ้น ส่งผลให้เกิดสงคราม และรบราฆ่าฟันกันเองอย่างต่อเนื่อง

นักรบสปาร์ตัน
แผนที่แสดงที่ตั้งของรัฐต่างๆ ซึ่งทรงอิทธิพลในสมัยกรีกโบราณ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://me.me/i/cor-ancient-greece-thrace-illy-ria-abdera-donla-black-nasos-12325014

 

สงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซีย นับเป็นหนึ่งในศึกที่รุนแรงต่อประวัติศาสตร์โลก

สงครามระหว่างกรีกและเปอร์เซีย เกิดขึ้นครั้งแรกช่วง 492 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์ดาริอุสที่ 1 ทรงส่งกองกำลังทหารบุกเข้าโจมตีกรีกทางน่านน้ำ แต่เหล่าทหารกลับประสบปัญหาจากพายุใหญ่จนเรือรบอับปาง ทำให้การรุกรานในครั้งนั้นเป็นอันต้องยกเลิก ต่อมากษัตริย์ดาริอุสยังคงไม่ยอมแพ้ พระองค์ทรงส่งราชทูตไปตามรัฐต่างๆ ในกรีกเพื่อให้ยอมจำนน แต่กรุงเอเธนส์กับสปาร์ตาไม่ยอมศิโรราบให้กับเปอร์เซียเสียที พระองค์จึงตัดสินพระทัยและส่งกองกำลังทหารจำนวนกว่า 2 แสนคนเพื่อเข้าโจมตีกรีกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อชาวกรีกรู้ข่าวคราว พวกเขาจึงรวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐ และเตรียมตัวสำหรับศึกในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าชาวกรีกจะมีจำนวนทหารที่น้อยกว่า แต่ยุทธวิธีนั้นหลักแหลมกว่าฝ่ายตรงข้ามอยู่มาก ส่งผลให้ศึกในครั้งนี้ กรีกเป็นฝ่ายเอาชนะเปอร์เซียได้

นักรบสปาร์ตันสวมเสื้อคลุมสีแดง เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นเลือดจากบาดแผล และเป็นการแสดงความน่ายำเกรง

หลังจากสูญเสียชัยชนะไปถึง 2 ครั้ง กษัตริย์เซอร์ซิส อันเป็นประมุขแห่งอาณาจักรเปอร์เซียพระองค์ต่อมา ต้องการโจมตีดินแดนของชาวกรีกอีกครั้ง ท่านได้ทำการวางแผนและสะสมทรัพย์สมบัติเป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อลงทุนซื้ออาวุธ สร้างเรือรบพร้อมรวบรวมกำลังทหารให้มีจำนวนมากที่สุด โดยกษัตริย์ได้ทำการส่งกองทัพเข้ารุกรานทั้งทางบก และทางน้ำ  ซึ่งเป็นช่วงประจวบเหมาะพอดีกับที่ชาวกรีกให้ความสำคัญกับยุทธภูมิทางเรือ กองทัพนักรบสปาร์ตันที่นำทัพโดย ‘เลโอนิดาส’ กษัตริย์แห่งกรุงสปาร์ตา พร้อมกำลังทหารเพียง 300 นายเท่านั้น เข้าต่อสู้กับกองพลทหารของเปอร์เซียที่มีจำนวนราวๆ หลายแสนคน โดยศึกในครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 3 วันกว่าจะสิ้นสุด กษัตริย์เซอร์ซิสจึงสามารถโอบล้อมกรุงเอเธนส์ได้เพียงแค่ส่วนเดียว แต่สุดท้ายแล้วเปอร์เซียก็ยังคงพ่ายแพ้ต่อชาวสปาร์ตาอยู่วันยังค่ำ สมรภูมิในครั้งนี้จึงเป็นที่มาของตำนาน 300 ดั่งที่เล่าขานกันมาหลายศตวรรษ

นักรบสปาร์ตัน
กษัตริย์เลโอนิดาส พร้อมนักรบสปาร์ตันจำนวน 300 นาย ดักรอทัพเปอร์เซีย ณ ช่องเขาเธอร์โมไพลี
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.thoughtco.com/king-leonidas-of-sparta-battle-thermopylae-112481

ในยุคของสปาร์ตาที่รุ่งโรจน์สุดขีดนั้น กรีกแทบไม่ต้องการกำแพงล้อมรอบเมืองหรือเครื่องป้องกันอื่นเลย เพราะประชาชนคิดว่าขอแค่มีเหล่านักรบสปาร์ตันก็เพียงพอต่อการขับไล่ผู้รุกรานได้แล้ว ชาวกรีกจึงมักพูดกันว่า “นักรบสปาร์ตันหนึ่งคนมีค่าเท่ากับนักรบเผ่าอื่นๆ หลายคนรวมกัน”

 

นักรบสปาร์ตัน
หญิงสาวชาวสปาร์ตามีสิทธิ์เทียบเท่าเพศชาย สามารถนุ่งผ้า เปลือยอกเหมือนกับบุรุษในช่วงเวลาซ้อมกีฬา และชาวสปาร์ตาเชื่อว่า หากหมั่นเล่นกีฬาอยู่บ่อยครั้ง จะส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรงและพร้อมมีบุตรได้
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.historyly.com/greek-history/surprising-facts-about-spartans/

 

หากอยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ นี่คือสิ่งที่คุณต้องพบเจอ

  1. กระบวนการคัดเลือกแต่เยาว์วัย เด็กแรกเกิดทุกคนเมื่อคลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนคัดเลือกโดยผู้อาวุโสชาวสปาร์ตาในทันที หากเด็กคนใดมีร่างกายไม่แข็งแรง หรือไม่สมประกอบ ทารกเหล่านี้จะถูกทิ้งให้อดอาหารและเสียชีวิตไปในที่สุด เพราะชาวสปาร์ตาเชื่อว่าคนที่เหมาะสมนั้นต้องมีสุขภาพดีเป็นอันดับแรก
  2. ห่างไกลจากพ่อแม่ แม้อายุเพียง 7 ขวบ เด็กชายชาวสปาร์ตาเมื่อมีอายุครบ 7 ปี ต้องถูกส่งตัวเพื่อไปฝึกฝนวิชาต่างๆ ในโรงฝึก ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของผู้คุม ชาวสปาร์ตายึดมั่นในความเชื่อที่ว่า การฝึกซ้อมตั้งแต่เนิ่น สามารถช่วยสร้างทหารให้กล้าแกร่งและพร้อมออกรบได้หากถึงเวลาเหมาะสม
  3. ไร้อาหารและเสื้อผ้าปกคลุมกาย เด็กทุกคนที่เข้ารับการฝึกฝน จะไม่ได้รับอาหารมากพอเพื่อประทังชีวิต พวกเขาได้ทานอาหารแค่น้อยนิด หรือบางครั้งต้องอดอาหารเป็นเวลาหลายวัน และสวมใส่ได้แค่กางเกงตัวเดียว ไม่มีแม้เสื้อหรือรองเท้าใดๆ ซึ่งความทรหดเหล่านี้จะทำให้พวกเขาปรับตัวได้กับทุกสถานที่ในทุกสภาพอากาศ
  4. อย่าให้ความหิวโหยทำให้เราโรยรา ในอดีตกาล ชาวสปาร์ตาจะมีเทศกาลประจำปีเกิดขึ้น โดยให้เหล่าเด็กชายซึ่งต่างอ่อนล้าเพราะความหิว วิ่งไปแย่งเนยแข็งที่ตั้งอยู่บนแท่นบูชาเทพเจ้าอาทีมิสให้ได้จำนวนมากที่สุด ทุกคนจึงต้องต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหาร ถึงแม้จะต้องแลกกับความเจ็บปวด และบางคนอาจถึงขั้นถูกเฆี่ยนจนเสียชีวิตในช่วงระหว่างพิธีกรรมนั้น
  5. ควบคุมร่างกายด้วยจังหวะการรำ เด็กๆ ชาวสปาร์ตา ไม่ว่าเป็นชายหรือหญิง จะได้รับการศึกษาให้ฝึกอ่าน เขียน และเต้นรำ ซึ่งเป็นหลักสูตรให้พวกเขาสามารถควบคุมจังหวะได้อย่างสวยงามยามใช้อาวุธ และถือเป็นสิ่งที่ชายทุกคนควรฝึกฝนอย่างหนัก เพราะไม่เพียงมุ่งเน้นในเรื่องของการใช้กำลังอย่างเดียว ส่วนของท่วงท่าก็มีความสำคัญเช่นกัน
  6. ไหวพริบนั้นสำคัญไฉน ในทุกๆ วัน เมื่อผู้เข้ารับการฝึกทุกคนทานอาหารค่ำเสร็จเรียบร้อย ผู้ช่วยครูฝึกจะเรียกทุกคนมารวมตัวกัน และถามคำถามทั่วไปเพื่อทดสอบปฏิภาณไหวพริบ ซึ่งคำตอบนั้นต้องมีเหตุผลมาสนับสนุนด้วย แต่ถ้าหากใครตอบคำถามแบบไร้ความเฉลียวฉลาด ผู้นั้นจะถูกลงโทษโดยโดนกัดที่นิ้วหัวแม่มือ
  7. หล่อหลอมวิชาเป็นเวลา 13 ปี การฝึกฝนต่างๆ ที่ทั้งเข้มงวด ทรหด และสาหัส มีระยะเวลารวมทั้งสิ้น 13 ปี หากคนใดสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ จึงถือว่าผ่านบททดสอบ และจะถูกคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพนักรบสปาร์ตันได้อย่างเต็มตัว
  8. หีบศพบรรจุผู้ตายจากสนามรบเท่านั้น การสละชีพเพื่อชาติบ้านเมือง ถือว่าเป็นภาระหน้าที่อันสมบูรณ์ในฐานะของนักรบสปาร์ตัน และร่างของชายที่เสียชีวิตในสงครามเท่านั้นจะได้ถูกบรรจุในหีบศพอย่างสมเกียรติ
นักรบสปาร์ตัน
ภาพนี้วาดขึ้นโดยจิตรกรชาวอิตาลี นามว่า Luigi Mussini รูปนี้บ่งบอกถึงการศึกษาที่เด็กชายชาวสปาร์ตาได้รับ ซึ่งชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนพื้นกำลังสอนถึงปฏิกิริยาหลังดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเด็กชายได้เห็น
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.histclo.com/chron/ancient/gre/ed/ge-spar.html

(แอนิเมชั่นแสดงถึงวิถีชีวิตของชาวสปาร์ตา)

 

กองทัพชาวสปาร์ตาในประวัติศาสตร์ และจากภาพยนตร์มีความแตกต่างกันหรือไม่?

         นักวิจารณ์หนังจากต่างประเทศหลายต่อหลายคน ต่างแสดงความเห็นว่า ‘300 ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก’ เป็นภาพยนตร์ที่อิงประวัติศาสตร์ในช่วง 480 ปีก่อนคริสตกาลได้อย่างสมจริง ทั้งในเรื่องบทบาทของตัวละคร สถานการณ์ หรือแม้แต่บรรยากาศในช่วงสงครามของยุคสมัยนั้น ซึ่งถือว่าผู้กำกับเก็บรายละเอียดและศึกษาเรื่องราวมาเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบางส่วนที่ถูกสร้างเสริมเติมแต่งลงไปในเนื้อหาของภาพยนตร์อยู่บ้าง เพื่อให้หนังเรื่องนี้ไม่ดูน่าเบื่อหรือเน้นในเชิงประวัติศาสตร์มากจนเกินไป และเหตุการณ์เหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้กำกับเพิ่มเข้าไป เพื่อสร้างสีสันให้กับหนังเรื่องนี้

  1. รูปร่างของกษัตริย์เซอร์ซิสที่มีความสูงถึง 200 เซนติเมตร และสวมใส่เครื่องประดับอยู่ตามร่างกายมากมายจากในภาพยนตร์นั้น ตรงข้ามกับความเป็นจริงในประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งบันทึกได้ระบุไว้ว่า กษัตริย์เซอร์ซิสมีความสูงตามระดับมาตรฐานของชายทั่วไปและได้รับการศึกษาที่ดี และเป็นโอรสของกษัตริย์ ดาริอุสที่ 1
  2. กษัตริย์เลโอนิดาสเสียชีวิตในวันสุดท้ายของการทำศึกสงคราม ซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ที่พระองค์เสียชีวิตในสนามรบตั้งแต่วันที่ 2 โดยชาวเปอร์เซียนำศพของเขากลับไปที่เมืองด้วย และ 40 ปีต่อมา ร่างของเขาจึงได้กลับคืนสู่รัฐสปาร์ตา เพื่อทำพิธีตามวัฒนธรรม ซึ่งศพของเขาถูกบรรจุในหีบศพอย่างสมเกียรติ เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับชาวกรีกต่อไป
  3. อีฟิอัลทิส ผู้เป็นไส้ศึกให้กับชาวเปอร์เซียที่มีรูปร่างเหมือนกับสัตว์ประหลาด แท้จริงแล้วเขาเป็นเพียงคนธรรมดา แต่บันทึกในประวัติศาสตร์กลับไม่มีข้อมูลอันชัดเจนเกี่ยวกับชายนิรนามผู้นี้เลย มีเพียงบางส่วนที่กล่าวว่าเขาคือสายสืบให้กับฝ่ายเปอร์เซียเพียงน้อยนิดเท่านั้น

เทศกาล ‘คาร์เนี่ยน’ จัดขึ้นในสปาร์ตายุคโบราณเพื่อบูชาเทพเจ้าอะพอลโล่ และในช่วงเวลานี้ห้ามมีการเกิดสงคราม และนักรบจะต้องเก็บตัวอยู่แต่ภายในบ้านเท่านั้น

เหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวกรีกในยุคสมัยอดีตกาล ซึ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และการสูญเสีย แต่หากลองมองอีกแง่มุมหนึ่ง ความกล้าแกร่งของนักรบสปาร์ตันนั้นก็ให้ข้อคิดกับชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นความหวงแหนแผ่นดินเกิดประดุจดั่งชีวิต ศักดิ์ศรีของชาวสปาร์ตาที่พร้อมสู้ศึกเคียงบ่าเคียงไหล่กันจนวินาทีสุดท้าย สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงหล่อหลอมให้ชาวกรีกสำนึกรักในบ้านเกิดเมืองนอนกันสืบมา

***แปลและเรียบเรียงโดย กุลธิดา ปัญญาเชษฐานนท์
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม

โครงกระดูกโบราณ ฉายพิธีกรรมหลังต่อสู้ของ คนเถื่อน

 

แหล่งข้อมูล

หนังสือ อเล็กซานเดอร์มหาราช โดย ดวงธิดา ราเมศวร์

Was the story of the movie 300 a real life story?  

ประวัติชาวสปาร์ตัน

เรื่องแนะนำ

๖๐ ปี พระไพศาล วิสาโล

อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้พระไพศาล วิสาโล ได้รับความเคารพรักและศรัทธามากมาย? เพราะความสมถะเรียบง่าย เพราะพระธรรมเทศนาที่เข้าถึงคนทั่วไป หรือเพราะท่านเป็นพระนักกิจกรรม คำตอบอาจเริ่มต้นจากการมองช่วงชีวิต 60 ปีที่ผ่านมา

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

พระผู้เป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ

เรื่อง ศิริโชค เลิศยะโส ภาพถ่าย ไกรพิทย์ พันธุ์วุฒิ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”  นับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ นับจนถึงพุทธศักราช 2549 ในปัจจุบัน รวมระยะเวลา 60 ปีพอดีตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมาย ด้วยพระอัจฉริยภาพอันสูงส่ง พระราชวิริยะอุตสาหะและพระปรีชาสามารถของพระองค์เอง ทรงนำพาประเทศชาติผ่านวิกฤติและอุปสรรคนานัปการไปได้อย่างสง่างามและน่าภูมิใจยิ่ง นับเป็นบุญของชาวไทยที่ได้มีพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณดั่งนี้ “ถ้าประชาชนไม่ละทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะละทิ้งประชาชนได้อย่างไร” นี่คือถ้อยคำที่พระองค์ตรัสตอบในพระราชหฤทัย เมื่อทรงได้ยินเสียงตะโกนที่แทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงโห่ร้องถวายพระพรจากกลุ่มพสกนิกรผู้มารอรับเสด็จขณะทรงนิวัติจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า “ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติตามที่ทรงนึกตรัสตอบในพระราชหฤทัยด้วยการปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเข้มแข็งโดยมิทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แต่ละหยดเหงื่อที่หยาดรดลงผืนดินยังความชุ่มชื่นแก่ปวงประชาทั่วแผ่นดินไทย ก้าวย่างแต่ละก้าวได้นำพาความเจริญทั้งทางด้านจิตใจและวัตถุ ให้ก่อเกิด ณ ที่นั้นๆ คงไม่ผิดไปนักหากจะยกย่องพระองค์ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก   ทรงเป็นนักสำรวจและพัฒนา ในการประกอบพระราชกรณียกิจในระยะแรกๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำเนินบุกป่าฝ่าดงโดยมิได้ทรงย่อท้อแม้ในภูมิประเทศอันทุรกันดารยิ่ง และโครงการในพระราชดำริในด้านต่างๆที่ทรงจัดทำขึ้นก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อขจัดความทุกข์ยากและส่งเสริมความเป็นอยู่ของปวงราษฎร์ ทั้งบนยอดดอยทางภาคเหนือ พื้นที่แห้งแล้งทางภาคอีสาน และพื้นที่ชื้นแฉะทางภาคใต้ บ่อยครั้งรถพระที่นั่งตกหล่ม ก็ทรงคุมงานซ่อมถนนด้วยพระองค์เองเป็นระยะ หาไม่ก็ทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาท โดยมิเห็นแก่ความยากลำบาก เพียงเพื่อให้ได้เข้าถึงประชาชน   ทรงเป็นนักคิด […]

ค้นพบดีเอ็นเอของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน

จีโนมของมนุษย์โบราณนี้เป็นรูปแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน เชื่อกันว่าพวกเขาแยกสายวิวัฒนาการออกมาจากชนพื้นเมืองในอเมริกาเผ่าอื่นๆ เมื่อราว 10,000 ปีก่อน