เกิดอะไรขึ้นในหายนะนิวเคลียร์แห่ง เชอร์โนบิล - National Geographic Thailand

เกิดอะไรขึ้นในหายนะนิวเคลียร์แห่งเชอร์โนบิล

เหตุการณ์โรงงานนิวเคลียร์ระเบิดที่ เชอร์โนบิล ทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน อีกทั้งเปลี่ยนภูมิภาคนี้ไปตลอดกาล นอกจากนี้ ยังทิ้งคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอีกมากมาย

เมื่อวันที่ 25-26 เมษายน 1986 เกิดอุบัติเหตุเตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่เลวร้ายที่สุดในโลก ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือเมือง เชอร์โนบิล ซึ่งตั้งอยู่ ทางตอนเหนือของประเทศยูเครน โดยหลังจากผ่านมากว่า 30 ปี นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าพื้นที่รอบๆ โรงงานไม่สามารถอยู่อาศัยไปอีกราว 20,000 ปี

โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1977 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียต ได้ติดตั้งเตาปฏิกรณ์แบบแชนแนลแกรไฟต์ (graphite channel reactor) หรือ RBMK (reaktor bolshoy moshchnosti kanalniy) ไว้ที่โรงงานแห่งนี้

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 1986 ขณะเจ้าหน้าที่กำลังจัดการทดสอบเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ว่า ระบบหล่อเย็นยังคงทำงานได้ตามปกติหรือไม่ หากไม่มีพลังงานไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ระหว่างการทดสอบ เจ้าหน้าที่ได้ละเมิดเกณฑ์ความปลอดภัย และพลังงานในเตาปฏิกรณ์ได้พุ่งสูงขึ้น แม้จะพยายามปิดระบบเตาปฏิกรณ์ทั้งหมดแล้ว แต่พลังงานที่เพิ่มขึ่นก่อให้เกิดปฏิกริยาลูกโซ่ของการระเบิดภายใน ในที่สุด แกนหลักของนิวเคลียร์เกิดระเบิด และได้ปล่อยวัตถุกัมมันตรังสีสู่ชั้นบรรยากาศ

เชอร์โนบิล, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์,
ราว 2-3 เดือนหลังจากเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลได้ก่อให้เกิดประกายไฟพิษเมื่อปี 1986 เตาปฏิกรณ์นี้ก็ถูกหุ้มไว้ด้วย “โลงหิน” (sarcophagus) เพื่อกักเก็บวัตถุกัมมันตรังสีที่อยู่ภายใน โดยโครงสร้างเก่าแก่ที่เห็นอยู่นี้ถูกคลุมไว้ด้วยโครงสร้างครอบเตาปฏิกรณ์อันใหม่ เมื่อปี 2016 ภาพถ่ายโดย GERD LUDWIG, NAT GEO IMAGE COLLECTION

แม้จะเกิดระเบิดขึ้น และได้มีการส่งคนงาน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ปฏิบัติงานไปยังโรงพยาบาลแล้ว แต่ก็ไม่มีการอพยพผู้คนในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งรวมไปถึงเมือง Pripyat ที่สร้างขึ้นเมื่อทศวรรษ 1970 เพื่อให้เป็นที่พักคนงาน เป็นเวลาถึง 36 ชั่วโมงหลังจากหายนะครั้งนี้เกิดขึ้น

หลังเกิดเหตุ รัฐบาลโซเวียตได้ปิดข่าว จนกระทั่งวันที่ 28 เมษายน มีการแถลงข่าวเรื่องนี้สั้นๆ และคนทั้งโลกก็ได้เป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ แร่ยูเรเนียมราว 190 ตัน ซึ่งเป็นจำนวนร้อยละ 30 ที่มีอยู่ในโรงไฟฟ้าพลังงานเชอร์โนบิลได้ลอยสู่อากาศ รัฐบาลโซเวียตได้อพยพคนกว่า 335,000 คน และประกาศให้พื้นที่ 30 กิโลเมตรรอบเตาปฏิกรณ์ให้เป็นเขตห้ามเข้า

มีผู้เสียชีวิต 28 คน และผู้บาดเจ็บมากกว่า 100 คน คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในเรื่องผลกระทบจากรังสีปรมาณูขององค์การสหประชาชาติ (The United Nation Scientific Committee on the Effects of Atomic Radiation) ได้รายงานว่ามีเด็ก และวัยรุ่นกว่า 6,000 คน มีอาการของมะเร็งต่อมไทรอยด์หลังได้รับสารกัมมันตรังสีจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น แต่ก็ยังคงมีข้อถกเถียงในเรื่องนี้ในกลุ่มนักวิชาการ

นักวิจัยจากทั่วโลกได้คาดการณ์ว่า คนราว 4,000 คนที่ได้รับรังสีในระดับสูงนั้นอาจเป็นมะเร็งซึ่งเกี่ยวข้องกับกัมมันตรังสี ในขณะที่คนราวอีก 5,000 คนที่ได้รับกัมมันตรังสีในระดับต่ำกว่านั้นอาจจะต้องพบเจอกับชะตากรรมเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ และผลกระทบต่อจิตใจที่ส่งผ่านมาแม้กระทั่งคนรุ่นต่อมาก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในเตาปฏิกรณ์คือโครงสร้างโลหะขนาดใหญ่ซึ่งถูกเคลื่อนย้ายไปเมื่อปี 2016 และคาดการณ์ว่าความพยายามควบคุม สังเกตการณ์ และการทำความสะอาดเชอร์โนบิล ยังคงอยู่ต่อไปจนถึงปี 2065

เชอร์โนบิล, กัมมันตรังสี, อัลตราซาวด์
เด็กคนนี้มีอายุแค่เพียง 1 ขวบ ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์หายนะแห่งเชอร์โนบิล เขากำลังได้รับการอัลตราซาวด์เพื่อตรวจหาผลกระทบที่เกิดจากการได้รับกัมมันตรังสีในระยะยาว ภาพถ่ายโดย GERD LUDWIG, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ผลกระทบระยะยาว

ยังคงมีการวิจัยในเรื่องผลกระทบจากหายนะครั้งนี้ที่มีต่อพื้นที่ป่าและบรรดาสัตว์ป่ารอบๆ โดยหลังจากเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้น พื้นที่รอบๆ ในรัศมี 6.5 กิโลเมตรกลายเป็นพื้นที่ “ป่าแดง” (Red Forest) เนื่องจากมีต้นไม้มากมายเปลี่ยนเป็นสีแดง-น้ำตาล และตายไปหลังจากดูดซึมกัมมันตรังสีในระดับสูง

ทุกวันนี้ ในพื้นที่ต้องห้ามยังคงเงียบอย่างน่าขนลุก โดยหลังจากห้ามมิให้ผู้คนเข้าไปในพื้นที่ต้องห้าม จำนวนของสายพันธุ์สัตว์ป่าก็เพิ่มมากขึ้น เมื่อปี 2015 นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่ามีหมาป่าเพิ่มขึ้นในพื้นที่ต้องห้ามมากถึง 7 เท่า เมื่อเทียบกับพื้นที่อนุรักษ์ที่อยู่ใกล้เคียง เนื่องจากการหายไปของมนุษย์

เชอร์โนบิล, Pripyat
เมือง Pripyat ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่พักของคนงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อช่วงทศวรรษ 1970 แต่ได้ถูกทิ้งร้างไปหลังจากเหตุการณ์หายนะแห่งเชอร์โนบิล ตอนนี้เมืองแห่งนี้ถูกใช้งานเป็นห้องทดลองเพื่อศึกษาผลกระทบที่ตามมาจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ภาพถ่ายโดย GERD LUDWIG, NAT GEO IMAGE COLLECTION

หายนะเชอร์โนเบิลได้มีผลกระทบอื่นตามมา นั่นคือผลทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีส่วนเร่งให้สหภาพโซเวียตต้องล่มสลาย และก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในการต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ในระดับโลก เหตุการณ์ในครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่า 235 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และที่ดินในประเทศเบรารุสที่อยู่ใกล้เคียงราวร้อยละ 23 ปนเปื้อนกัมมันตรังสีโดยบังเอิญ ทำให้สูญเสียพื้นที่การเกษตรราวหนึ่งในห้า เมื่อปี 1991 เบรารุสต้องใช้งบประมาณแผ่นดึงถึงร้อยละ 22 เพื่อจัดการปัญหาที่เกิดจากหายนะเชอร์โนบิล

ในทุกวันนี้ พื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลเป็นพื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจประวัติศาสตร์และความอันตรายที่เกิดขึ้นในที่แห่งนี้ ถึงแม้ว่าเชอร์โนบิลจะเป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้างของพลังงานนิวเคลียร์ ก็ดูเหมือนรัสเซียไม่ได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์หรือพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มเติม เพราะแม้กระทั่งในปี 2019 ยังคงมีเตาปฏิกรณ์แบบแชนแนลแกรไฟต์ จำนวน 11 เตาที่กำลังทำงานอยู่ในรัสเซีย

เรื่องโดย ERIN BLAKEMORE


อ่านเพิ่มเติม หมาป่าจากเชอร์โนบิลอาจกำลังแพร่ยีนกลายพันธุ์

เรื่องแนะนำ

ค้นพบเครื่องดนตรีอายุ 1,700 ปี ยังคงเล่นได้

ฮาร์ปชิ้นนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นยุคสมัยที่ชาวฮั่นครอบครองดินแดนของภูมิภาคเอเชียกลาง น่าทึ่งที่แม้จะผ่านมาแล้วเป็นพันปี แต่มันยังคงเล่นได้

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

ภูมิศาสตร์เมืองญี่ปุ่น

เรื่องของแดนซากุระที่เลื่องชื่อ รายงานโดยวอลเตอร์ เวสทัน ตีพิมพ์ในฉบับ กรกฎาคม ค.ศ. 1921 เมื่อราว 82 ปีก่อน สาวญี่ปุ่นล้างมือก่อนไหว้เจ้าที่ศาลกิโยมิตซึ เกียวโต ศาลแห่งนี้เป็นที่สถิตของเทพซึ่งมี 1,000 กร และ 11 เศียร ศาลเจ้าหลังเดิมไฟไหม้เสียหายไปเมื่อหลายทศวรรษก่อน เหลือเพียงรูปเทพศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ “ประตูราตรีจรดอรุณ” ที่วัดอิเอยาซุ เมืองนิกโก ปิแยร์ โลติ เคยเขียนบรรยายไว้ดังนี้ “ใต้เงื่อมเงาของนิกโกขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์ หมู่ไม้ในป่าสนซีดาร์รายรอบคายไอหมอกปกคลุมทั่วทั้งอารามอยู่เป็นนิจ อารามแห่งนี้บรรเจิดด้วยสำริด ไม้ชักน้ำมันเป็นเงางาม และหลังคาทองคำ” ชาวญี่ปุ่นเองกฌมีคำกล่าวว่า “ผู้ใดไม่เคยพบนิกโก ผู้นั้นยังไม่พานพบความงดงาม” เดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งดอกไอริส สวนดอกไอริสอันมีชื่อเสียงแห่งนี้อยู่ที่โฮริคิริ  หญิงเกอิชาภาพนี้งามพร้อมด้วยองค์ประกอบนานา ไม่ว่าจะเป็นโคมศิลา ดอกไม้ผลิบาน หรือโฉมสราญทั้งสาม เกียวโต เมืองเอกอันดับสาม มีชื่อเรื่องหญิงเกอิชา และขบวนแห่ซึ่งประดับประดาอย่างสวยงาม ผู้คนที่มาชมขบวนมิได้โห่ร้องรับรถแห่อย่างอึงคะนึง หากซึมซาบความงามของขบวนแห่โดยสงบ หญิงเร่ขายดอกไม้ ชาวญี่ปุ่นนิยมชมชอบดอกไม้ยิ่งนัก ถึงกับใช้ชนิดของดอกที่กำลังผลิบานบ่งบอกฤดูกาล เช่นในฤดูใบไม้ผลิซึ่งตรงกับช่วงตรุษญี่ปุ่น เป็นฤดูดอกท้อบาน ถัดมาก็เป็นหน้าดอกซากุระบาน เช่นนี้มาตามลำดับ (อ่านต่อหน้า […]

ภารกิจสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวของยาน Voyager

เป็นคุณจะใช้ภาพถ่ายใดในการสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว ชมภาพถ่ายที่เดินทางไปกับยานอวกาศฝาแฝด Voyager 1 และ Voyager 2 ในภารกิจสำรวจอวกาศ เมื่อปี ค.ศ. 1977