เหตุใด แอเรีย 51 จึงเชื่อกันว่าเป็นที่ซ่อนมนุษย์ต่างดาว - National Geographic Thailand

เหตุใด แอเรีย 51 จึงเชื่อกันว่าเป็นที่ซ่อนมนุษย์ต่างดาว

(ภาพปก) ภาพวัตถุคล้ายจานบิน บันทึกเอาไว้ที่เมืองอีทากา ในนิวยอร์ก ภาพถ่ายโดย Nadia Drake


เป็นที่ร่ำลือกันมานานว่า แอเรีย 51 สนามบินและฐานทัพของกองทัพสหรัฐอเมริกาได้กุมความลับของโลกเอาไว้มากมาย ซึ่งอาจรวมไปถึงเป็นสถานที่เก็บเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาว และยูเอฟโอ ข่าวลือนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

หรือ แอเรีย 51 จะเป็นที่ซ่อนของมนุษย์ต่างดาวบนโลก?

คงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากผู้คนบนโลกหลายคนตั้งข้อสงสัยเช่นนี้ เพราะแอเรีย 51 อันเป็นฐานทัพขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายของรัฐเนวาดา ได้รับการกล่าวถึงในสื่อภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวหลายเรื่องด้วยกัน โดยมีตัวอย่างที่โดดเด่นคือ ภาพยนตร์เรื่อง Independence Day (1996) ที่มีบทบาทให้กลุ่มตัวเอกนำมนุษย์ต่างดาวไปส่งที่แอเรีย 51 และพบว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีส่วนรู้เห็นในทฤษฎีสบคมคิดยูเอฟโอ หรือภาพยนตร์ชุด The X-file ที่มีการกล่าวถึงแอเรีย 51 ในฐานะสถานที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวเช่นกัน

แม้ว่าจะมีการพูดถึงเช่นไร แอเรีย 51 ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ ท่ามกลางความสงสัยว่า มีสิ่งใดหลบซ่อนอยู่ภายใน

แอเรีย 51
ภาพถ่ายทางอากาศของพื้นที่ แอเรีย 51 จาก google map

รู้จักกับ แอเรีย 51 ฐานทัพ-สนามบินสุดลึกลับแห่งสหรัฐอเมริกา

แท้จริงแล้วแอเรีย 51 เป็นชื่อที่เรียกกันอย่างลำลองของสนามบินโฮเมย์ (Homey Airport) หรือกรูมเลค (Groom Lake) ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายเนวาดา ห่างจากเมืองลาสเวกัส ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 134 กิโลเมตร โดยชื่อแอเรีย 51 เชื่อกันว่ามาจากตัวเลขกริด (Numbering Grid) ที่กำหนดโดยคณะกรรมการพลังงานอะตอม (Atomic Energy Commission) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งภารกิจหลักของแอเรีย 51 ตามที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ กล่าวอ้าง คือ การเป็นสถานที่ทดสอบอาวุธ และฝึกทหารแบบพิเศษของกองทัพ

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กิจกรรมต่างๆ ภายในสนามบินแห่งนี้ล้วนถูกจัดลำดับให้เป็นชั้นความลับขั้นสูง (เช่นเดียวกับฐานทัพอีกหลายแห่งของสหรัฐอเมริกา) และแน่นอนว่าจุดกำเนิดของแอเรีย 51 ล้วนเป็นความลับ แต่เชื่อกันว่า แอเรีย 51 เริ่มมีบทบาทในช่วงปี 1955 เนื่องจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ใช้พื้นที่นี้ทำการทดสอบเครื่องบินประเภท Lockheed U-2 ซึ่งเป็นเครื่องบินของกองทัพอากาศที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น และนอกจากเรื่องนี้ กิจการใดๆ ของแอเรีย 51 ล้วนถูกทางกองทัพฯ ปิดบังจากสาธารณชนมาโดยตลอด แม้กระทั่งการมีอยู่ของสถานที่นี้ก็เป็นข่าวลือมาตลอดเช่นกัน ซึ่งทางกองทัพฯ เพิ่งยอมรับการมีอยู่ของสถานที่นี้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา และสถานที่รอบๆ ก็กลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่สนใจใคร่รู้ในความลับนี้

แอเรีย 51
แบบจำลองของเครื่องบินรุ่น A-12 กำลังถูกทดสอบเรดาร์บนเสานำร่องสำหรับเครื่องบิน (pylon) ที่พื้นที่ฐานทัพลับแอเรีย 51 ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ภาพถ่ายโดย ROADRUNNERS INTERNATIONALE VIA PANGLOSS FILMS

จุดเริ่มต้นทฤษฎีสบคบคิด “ที่เก็บซ่อนมนุษย์ต่างดาว”

เนื่องจากสภาวะและท่าทีอันลึกลับของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่มีต่อแอเรีย 51 จึงทำให้มี “ข่าวลือ” ในบรรดาอเมริกันชน รวมไปถึงคนจากประเทศอื่นๆ ที่รับรู้ข่าวลือนี้ผ่านทางสื่อของสหรัฐฯ ว่า สถานที่นี้เป็นแหล่งเก็บซากวัตถุบินกำหนดเอกลักษณ์ไม่ได้ หรือยูเอฟโอ (unidentified flying object – UFO) ซึ่งตกลงมายังพื้นโลก ในขณะที่บางคนกล่าวว่าเป็นสถานที่เก็บร่างของมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลก หรือแม้กระทั่ง เป็นสถานที่ที่เก็บอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอันเป็นความลับสุดยอด ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เท่านั้น เช่นเครื่องมือที่สามารถท่องไปในกาลเวลา (ไทม์แมชชีน) เป็นต้น

ข่าวลือเช่นนี้มีความชัดเจนมากขึ้น ในปี 1989 เมื่อชายคนหนึ่ง นามว่า บ็อบ ลาซาร์ (Bob Lazar) ให้สัมภาษณ์กับ ยูเอสทีวี ว่าตัวเขาเป็นนักฟิสิกส์ที่เคยทำงานในแอเรีย 51 โดยบ็อบกล่าวว่า เขาได้เป็นส่วนหนึ่งในคณะทำงานเรื่องยูเอฟโอของแอเรีย 51 และได้อ่านเอกสารของรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่มายังพื้นโลก

อย่างไรก็ตาม บ็อบไม่ได้มีหลักฐานที่รองรับเรื่องที่เขากล่าวอ้างอย่างชัดเจน รวมไปถึงประวัติการศึกษาด้านฟิสิกส์ที่เขากล่าวอ้างด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เขาได้มีส่วนในการเติมเชื้อไฟแห่งความสงสัยให้กับชาวโลกในเรื่องแอเรีย 51 มากยิ่งขึ้น

แอเรีย 51
ป้ายเตือนที่มีเนื้อหาว่า ห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปยังพื้นที่ แอเรีย 51 ขอบคุณภาพถ่ายจาก https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Wfm_x51_area51_warningsign.jpg

มุมมองของสหรัฐอเมริกา ที่มีต่อยูเอฟโอ

จนถึงทุกวันนี้ เรื่องราวความลับของแอเรีย 51 ยังถูกปิดบังเป็นความลับเสมอมา และเรื่องของมนุษย์ต่างดาวมาเยือนที่ยังคงมีหลายทฤษฎีที่เป็นการคาดเดาหรือสมคบคิด ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานใดกล้า หรือยอมรับเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ของสหรัฐอเมริกาได้รายงานว่า สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาได้รับรายงานจากกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา (US Navy) ว่านักบินของพวกเขาพบเห็นสิ่งที่คล้ายยูเอฟโอ หลายครั้ง ในช่วงการฝึกบินระหว่างปี 2014-2015 ในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา นักบินกล่าวว่า สิ่งที่พวกเขาพบคือ วัตถุทรงกลมที่หมุนได้ และสามารถบินต้านลมที่มีความแรงราว 222 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (120 น็อต)

ทางด้านกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาให้ความเห็นว่า ทางกองทัพฯ กำลังตรวจสอบเรื่องยูเอฟโอนี้ แต่พวกเขายังไม่เชื่อว่าวัตถุดังกล่าวเป็นอากาศยานของมนุษย์ต่างดาว แต่กำลังสอบสวนเพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าวัตถุนี้คือสิ่งใด

ซึ่งการออกมาให้ข่าวในเรื่องของยูเอฟโอต่อสาธารณชนแสดงให้เห็นว่า ทางรัฐบาลสหรัฐฯ เอง ก็ได้มีการดำเนินงานในเรื่องของยูเอฟโอเช่นเดียวกัน เพียงแต่รายละเอียดจะเป็นเช่นไรนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่คลุมเครืออยู่

แม้เราไม่อาจทราบได้ว่า เหตุผลของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่ออกมาเตือนด้วยท่าทีแข็งกร้าวต่อผู้ที่ต้องบุกแอเรีย 51 ว่าจะต่อต้านและปกป้องสถานที่นั้นอย่างเต็มที่นั้นคืออะไร ยิ่งทำให้ทฤษฎีสมคบคิดและข่าวลือต่างๆ ดังที่กล่าวไปนั้นดูชัดเจนขึ้น ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนออกมา การคาดเดาไปต่างๆ นานา เช่นนี้ ก็จะยังดำเนินอยู่ต่อไป

แหล่งอ้างอิง

STORM AREA 51: ARE ALIEN-HUNTERS REALLY PLANNING TO ‘RAID’ THE SECRET US MILITARY BASE?

Storm Area 51: US Air Force warns over Facebook event

Feds warn UFO enthusiasts against storming Area 51: The military ‘stands ready’

What Hillary Clinton Says About Aliens Is Totally Misguided


อ่านเพิ่มเติม สิ่งมีชีวิตนอกโลก : มีใครอยู่ข้างนอกนั่นไหม

เรื่องแนะนำ

กลับไปเยือนฟุกุชิมะ

กลับไปเยือน ฟุกุชิมะ หลายปีผ่านไปหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์ในจังหวัด ฟุกุชิมะ ระดับของกัมมันตรังสียังคงสูงและอันตรายเกินกว่าที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้ ขณะนี้บริเวณรอบๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดภัยพิบัติกลายสภาพมาเป็นเมืองร้าง ร่วมเดินทางกลับไปยังเมือง Futaba ที่ตั้งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าราว 2.5 ไมล์ พร้อมกับชายผู้เคยอาศัยอยู่ที่นี่ ออกสำรวจเมืองอันเงียบเหงาและบ้านของเขาที่ร่องรอยของการมีชีวิตอยู่ยังคงปรากฏให้เห็น พร้อมรับฟังว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปอย่างไรบ้าง ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นใช้เงินจำนวนหลายพันล้านดอลล่าร์ในการทำความสะอาดพื้นที่รอบๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ซึ่งทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาปริมาณรังสีที่ตกค้างลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตามคาดกันว่าบริเวณที่ใกล้กับศูนย์กลางภัยพิบัตินั้นอาจไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ให้กลับมาอยู่อาศัยได้อีก   อ่านเพิ่มเติม นี่คือสิ่งที่อาวุธนิวเคลียร์ทิ้งเอาไว้

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง โดย คริสตินา นูเนช ภาพวาดด้วยดินสอที่เป็นที่รู้จักในฐานะ “ภาพเปลือยของโมนาลิซา” ถูกเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่าเป็นผลงานของหนึ่งในลูกศิษย์ของ ลีโอนาร์โด ดา วินซี แต่ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีสชี้ว่าผลงานชิ้นนี้อาจเป็นผลงานของดา วินชีเอง เป็นการยากที่จะมองข้ามจุดคล้ายคลึงกันของผู้หญิงที่โด่งดังที่สุดในผลงานของดา วินชี เมื่อศตวรรษที่ 16 กับผู้หญิงในภาพเขียน “โมนนา แวนนา” (Monna Vanna) ภาพสเก๊ตช์ที่ถูกเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Condé ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ตั้งแต่ปี 1862 รอยยิ้มไม่เต็มที่เหนือคางที่ได้รูป ตลอดจนองศาของการวางมือก็เหมือนกันพอดิบพอดี ความคล้ายคลึงดังกล่าวดึงดูดความสนใจของบรรดานักวิจัยในการหาคำตอบของผลงานชิ้นนี้ ที่มีแผนจะจัดแสดงภายในนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ Condé ในปี 2019 นี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปี นับตั้งแต่ศิลปินเอกชาวอิตาลีแห่งยุคเรเนซองส์เสียชีวิตลง ภาพเขียนถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ “โมนาลิซา” ในช่วงที่ดา วินชี ยังมีชีวิต และตัวกระดาษเองก็ถูกผลิตขึ้นในอิตาลี รายงานจาก Mathieu Deldicque รองผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ Condé ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 […]

ชาวมายาคือใคร?

ชาวมายาคือใคร? อาณาจักรมายา คืออารยธรรมที่ถูกพิจารณาว่ารุ่งโรจน์ที่สุดในทวีปอเมริกา ก่อนการมาเยือนของชาวสเปน ย้อนกลับไปราว 1,800 ปีก่อนคริสต์กาล อารยธรรมมายาเริ่มต้นตั้งถิ่นฐานขึ้นในดินแดนที่กลายมาเป็นอเมริกากลาง และเม็กซิโกในปัจจุบัน ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของอารยธรรมเกิดขึ้นช่วงคริสต์ศักราชที่ 250 – 900 ในเวลานั้นอาณาจักรมายาประกอบด้วยเมืองน้อยใหญ่มากมายกว่า 40 เมือง และมีประชากรมากกว่า 50,000 คน หลักฐานความรุ่งเรืองของอาณาจักรมายายังคงพบเห็นได้ในปัจจุบันจากพีรามิด และร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจากก้อนหิน ทว่าจุดสำคัญที่ทำให้อาณาจักรนี้ประสบความสำเร็จหาใช่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือการเกษตรที่มีประสิทธิภาพต่างหาก มันคือไร่ข้าวโพดที่เป็นอาหารหลักของผู้คนในยุคโบราณ ชาวมายาเคารพและนับถือธรรมชาติมาก พวกเขามีความเชื่อว่าตนเกิดจากเทพที่สร้างชาวมายา ตลอดจนธรรมชาติต่างๆ รอบตัว การเรียนรู้เกี่ยวกับอารยธรรมโบราณแห่งนี้ทำให้นักโบราณคดีพบว่าชาวมายามีความเก่งกาจด้านคณิตศาสตร์ และการคำนวณเป็นอย่างมาก พวกเขามีปฏิฑินเป็นของตนเอง ทั้งยังสามารถคำนวณการโคจรของดวงดาวได้อีกด้วย ทว่าหลังคริสต์ศักราชที่ 900 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่นี้ก็ล่มสลายลง มีทฤษฎีที่เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้อารยธรรมของชาวมายาต้องถึงจุดจบอาจมาจากการระเบิดของภูเขาไฟ ไม่ก็ภัยแล้ง ทุกวันนี้ลูกหลานของชาวมายากระจัดกระจายไปตั่งถิ่นฐานตามประเทศต่างๆ ของอเมริกากลาง เชื่อกันว่าปัจจุบันน่าจะมีผู้สืบเชื้อสายจากชาวมายาราว 7 ล้านคน และพวกเขายังคงรักษาขนบธรรมเนียมความเชื่อบางอย่างไว้   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบอาณาจักรมายาซ่อนตัวใต้ผืนป่ากัวเตมาลา