ภารกิจสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวของยาน Voyager - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

ภารกิจสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวของยาน Voyager

ภาพที่ 6 “บอสตันจากแม่น้ำชาร์ลส์” (Boston from the Charles River) โดย เท็ด สปีเกล 

มนุษย์ต่างดาว

นี่เป็นภาพขอบฟ้าของนครสมัยใหม่ที่มีตึกระฟ้า ภาพหมู่เรือใบในฉากหน้าอาจบ่งบอกว่า เราชอบอาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำและชายฝั่ง และเราใช้เรือในฐานะการคมนาคมขนส่งรูปแบบหนึ่ง (ตอกย้ำความสำคัญของน้ำที่มีต่อโลกและวัฒนธรรมของเรา)

ภาพที่ 7 “พ่อ-ลูก” (Father and Child)  โดย เดวิด อลัน ฮาร์วีย์  

มนุษย์ต่างดาว

ในมุมมองของมนุษย์ ภาพนี้สื่อถึงความรักและความภาคภูมิของผู้เป็นพ่อแม่  เราเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในภาพนี้ ตั้งแต่เครื่องเคราบนใบหน้าของผู้เป็นพ่อ ไปจนถึงสรีระของเด็กน้อย (เด็กหญิง) ผู้เป็นพ่อจ้องมองลูกสาว ขณะที่ลูกสาวมองกล้อง นี่อาจให้เบาะแส (พิจารณาร่วมกับภาพถ่ายอื่นๆ) ว่า ดวงตาคืออวัยวะเพื่อการมองเห็น อากัปกิริยาและท่าทางของคนในภาพก็ชัดเจน อีกทั้งกล้ามเนื้อและผิวพรรณก็เห็นได้อย่างแจ่มชัด

ภาพที่ 8 “กล้องโทรทรรศน์วิทยุ” (Radio Telescope) โดย เจมส์ พี. แบลร์

มนุษย์ต่างดาว

เสาหรือจานส่งวิทยุเหล่านี้ทำงานร่วมกันเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุ กลุ่มคนขี่จักรยานในภาพกำลังเที่ยวเล่นหรือทัศนศึกษา รูปทรงของจานส่งสัญญาณบ่งบอกถึงหน้าที่และการใช้งาน  ซึ่งน่าจะเป็นที่รับรู้ได้ของนักดาราศาสตร์วิทยุจากอีกโลกหรืออีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง

ภาพที่ 9 “เนินทราย” (Sand Dunes) โดย จอร์จ เอฟ. ม็อบลีย์  

มนุษย์ต่างดาว

ภาพนี้ให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับลม และกลไกในการเคลื่อนย้ายฝุ่นหรือทรายในภูมิภาคร้อนแล้งของโลก ชายบนหลังม้าและสุนัขฝากรอยเท้าไว้บนผืนทราย นี่เป็นหนึ่งในสามภาพที่แสดงให้เห็นสุนัขติดสอยห้อยตามมนุษย์ เราคาดหวังว่ามนุษย์ต่างดาวผู้พบเห็นคงพอจะเดาได้ว่า พวกมันเป็นเพื่อนของเรา

ภาพที่ 10 “อาทิตย์อัสดง” (Sunset) โดย เดวิด อลัน ฮาร์วีย์

มนุษย์ต่างดาว

เรารู้สึกว่าควรจะมีอย่างน้อยสักหนึ่งภาพที่ได้รับการคัดเลือกเพียงเพราะความสวยงาม เพื่อสื่อสารว่าโลกนั้นสวยงามเพียงใด อาทิตย์อัสดงดูจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่อย่าเพิ่งคิดว่าภาพนี้มีเพียงแค่ความสวยงาม เพราะแสงที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อนั้นแฝงข้อมูลเกี่ยวกับบรรยากาศของโลก อีกทั้งเงาดำของนกที่โบยบินยังแสดงให้เห็นถึงกลไกการบินของนกอีกด้วย

 

อ่านเพิ่มเติม

พบแหล่งน้ำสำรองบนดาวอังคาร

เรื่องแนะนำ

ภาพถ่ายบุคคลแห่งความหวังและการฟื้นตัวหลังจากเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์

ภาพถ่ายบุคคลแห่งความหวังและการฟื้นตัวหลังจาก เฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ ทุกวันนี้ ผู้คนราว 40,000 คนอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงทั่วรัฐเทกซัส ลุยเซียนา และเทนเนสซี หลังจาก เฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ พัดถล่ม วิลเลียม วิดเมอร์ ช่างภาพ เดินทางไปยังศูนย์การประชุมจอร์จ อาร์. บราวน์ ในเมืองฮิวสตัน เพื่อบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นบางส่วนให้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก พายุลูกนี้พัดถล่มเมืองฮิวสตันและภูมิภาคโดยรอบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 60 ราย ตอนนี้นอกจากผู้คนหลายพันคนที่อยู่ในศูนย์พักพิง คนอีกมากยังต้องการความช่วยเหลือในการสร้างที่พักอาศัยขึ้นใหม่ หน่วยงาน Federal Emergency Management Agency กล่าวว่า ผู้คนกว่า 500,000 คนลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือด้านภัยพิบัติ ซึ่งรวมถึงการซ่อมแซมและการสูญเสียทรัพย์สิน ตอนที่วิดเมอร์มาถึง น้ำลดลงจากย่านใจกลางเมืองฮิวสตันแล้ว ผู้คนนับหมื่นส่วนใหญ่ซึ่งมาหลบภัยที่ศูนย์การประชุมในช่วงที่ภัยพิบัติรุนแรงที่สุดได้เริ่มย้ายออกไปแล้ว ส่วนคนที่ยังอยู่ล้วนมีความบอบช้ำในระดับต่างๆกัน ภาพถ่ายบุคคลของวิดเมอร์คือบทพิสูจน์ของประสบการณ์แห่งความโศกเศร้า ความสูญเสีย และความอยู่รอด ที่มนุษย์แบ่งปันกัน ภาพถ่าย วิลเลียม วิดเมอร์, National Geographic อ่านเพิ่มเติม : เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี […]

นักล่าน้ำผึ้ง คนสุดท้าย

เมาลิ ธัน ห้อยต่องแต่งอยู่กลางเวหาสูง 90 เมตรบนบันไดเชือกไม้ไผ่ พลางสำรวจผาหินแกรนิตช่วงที่เขาต้องปีนเพื่อไปยังจุดหมาย นั่นคือรังผึ้งหลวงหิมาลัยใต้หินแกรนิตที่ยื่นออกมา ผึ้งเหล่านี้คอยเฝ้ารักษาน้ำผึ้งเมา (mad honey) ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนสารก่อประสาทหลอน และขายในตลาดมืดเอเชียได้ราคากิโลกรัมละ 30 ถึง 40 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวหกเท่าของราคาน้ำผึ้งทั่วไปที่ขายในท้องตลาดเนปาล สำหรับเมาลิแล้ว การเก็บน้ำผึ้งเป็นเพียงวิธีเดียวในการหาเงินซึ่งเขาจำเป็นต้องใช้ซื้อหาอาหารและสิ่งของจำเป็นบางอย่างที่ทำเองไม่ได้ ซึ่งรวมถึงเกลือและน้ำมันประกอบอาหาร แต่ไม่ว่าเงินจะสำคัญสำหรับเขาและคนอื่นๆในหมู่บ้านของเขาที่อยู่ไกลออกไปเบื้องล่างมากเพียงใดก็ตาม เมาลิคิดว่าถึงเวลาที่จะเลิกทำงานนี้แล้ว ด้วยวัย 57 ปี เขาแก่เกินกว่าจะเสี่ยงกับการเก็บน้ำผึ้งตามฤดูกาลที่อันตรายนี้ หลายศตวรรษมาแล้วที่ชาวกูลุงอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก เพราะบ้านของพวกเขาอยู่ท่ามกลางป่าทึบภายในโกรกธารลึกซึ่งเกิดจากฝีมือสลักเสลาของแม่น้ำหองคู แม้เมานต์เอเวอเรสต์จะอยู่ห่างออกไปทางเหนือเพียงหุบเขาเดียวจากบริเวณเชิงเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ ทว่าที่นี่ก็ยังคงโดดเดี่ยวและห่างไกล ทว่าในแต่ละปีโลกภายนอกคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที มีถนนดินสายหนึ่งที่ย่นเวลาเดินเท้ามาสู่หมู่บ้านสัททีของเมาลิ ได้ภายในสองวัน และกำลังเริ่มทำเส้นทางเดินป่าของนักท่องเที่ยวซึ่งจะเข้าไปลึกถึงตอนบนของหุบเขา เส้นทางนี้จะเชื่อมหมู่บ้านสัททีและหมู่บ้านข้างเคียงอื่นๆกับเส้นทางเดินป่ายอดนิยม สี่สิบสองปีมาแล้วนับตั้งแต่เมาลิฝันเห็นสิ่งที่นำเขามาสู่เส้นทางสายนี้ ตอนนั้นเขาอายุ 15 ปี เป็นคืนหลังจากที่เขาช่วยพ่อเก็บรวงผึ้งครั้งแรก “ผมเห็นผู้หญิงสวยสองคนครับ” เขาเล่า “ทันใดนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองติดอยู่ในใยแมงมุมข้างหน้าผาแห่งหนึ่ง ผมพยายามดิ้นให้หลุด ตอนที่เห็นลิงสีขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่งอยู่ข้างบน มันหย่อนหางลงมา หญิงสองคนนั้นช่วยผมคว้าหางไว้ได้ ลิงดึงผมขึ้นไป แล้วผมก็หลุดออกมาครับ” เหล่าผู้อาวุโสซึ่งหนึ่งในนั้นคือพ่อของเขาเองบอกเขาว่า ลิงนั้นคือรังเกมิ วิญญาณที่คอยเฝ้าปกปักฝูงผึ้งและลิง บางครั้งก็เป็นพลังงานอันกราดเกรี้ยวที่สิงสถิตอยู่ตามสถานที่อันตรายต่างๆซึ่งน้อยคนจะกล้าย่างกรายเข้าไป พวกผู้อาวุโสพูดให้เขาเชื่อมั่นว่า เขาได้รับการรับรองแล้วว่าจะปีนป่ายหน้าผาไปได้อย่างปลอดภัย […]