สหรัฐฯ กับการ ยิงนักศึกษา ประท้วงต้านสงครามจนเสียชีวิต ช่วงสงครามเวียดนาม

สหรัฐฯ กับการยิงนักศึกษาประท้วงต้านสงครามจนเสียชีวิต ช่วงสงครามเวียดนาม

กองกำลังรักษาดินแดนแห่งรัฐโอไฮโอรุกคืบเข้าหาผู้ประท้วง และ ยิงนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตทในวันที่ 4 พฤษภาคม 1970 นักศึกษา 4 คนถูกยิงเสียชีวิต และ 9 คนได้รับบาดเจ็บ ภาพถ่ายโดย AP


การ ยิงนักศึกษา 4 คนเสียชีวิตโดยหน่วยติดอาวุธป้องกัน (Armed Guardsmen) ในปี 1970 คือหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่เหตุการณ์สงครามกลางเมืองเป็นต้นมา

เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 1970 กองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติ รัฐโอไฮโอ ยิงปืนเข้าใส่บรรดานักศึกษาที่ชุมนุมต่อต้านสงครามเวียดนามในมหาวิทยาลัยเคนท์สเตท (Kent State University) ภายใน 13 วินาที นักศึกษา 4 คนเสียชีวิต และอีก 9 คนได้รับบาดเจ็บ การยิงปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นการมองว่าสหรัฐฯ ได้หันหลังให้กับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ถือว่าเป็นอนาคตของประเทศ

โดย 5 วันก่อนหน้านั้น วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 1970 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งในปี 1968 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากคำสัญญาที่จะยุติสงครามเวียดนาม ได้ประกาศว่าสหรัฐฯ จะบุกเข้ากัมพูชาเพื่อทำลายกองบัญชาการใหญ่ของทหารเวียดกง

การประกาศในครั้งนี้ได้กระตุ้นให้เกิดความวุ่นวายในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศในบรรดานักศึกษาที่ต่อต้านสงคราม โดยที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตท มหาวิทยาลัยรัฐในรัฐโอไฮโอ นักศึกษาต่างทุบกระจกและขว้างขวดใส่รถตำรวจ และในคืนวันศุกร์ อาคารของศูนย์ฝึกกองกำลังรักษาดินแดนก็ตกอยู่ในกองเพลิง

วันถัดมา ผู้ว่าการรัฐจากพรรคริพับลิกัน เจมส์ โรดส์ ได้เรียกกองกำลังรักษาดินแดนแห่งรัฐโอไฮโอมาช่วยยับยั้งการประท้วงของนักศึกษา เจ้าหน้าที่กองกำลังเกือบ 1,000 คน ถูกส่งไปที่มหาวิทยาลัยเคนท์ฯ ซึ่งในตอนนี้ เหล่านักศึกษาที่กำลังโกรธแค้นต่างกำลังต่อต้านในสองเรื่อง ทั้งสงครามเวียดนามและการใช้กองกำลังติดอาวุธในสถานศึกษา

ยิงนักศึกษา, สลายการชุมนุม
นักศึกษามหาวิทยาลัยเคนท์สเตทสลายการชุมนุมเนื่องจากกองกำลังรักษาดินแดน (ด้านหลัง) วิ่งไล่ตามในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 1970 ภาพถ่ายโดย BETTMANN/ GETTY

ในวันที่ 3 ของการปรากฏตัวของกองกำลังฯ ในมหาวิทยาลัย หรือวันที่ 4 พฤษภาคม มีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น นักศึกษานับพันรวมตัวกันใกล้พื้นที่กลางของมหาวิทยาลัยที่จัดไว้สำหรับการชุมนุมในตอนเที่ยง กองกำลังฯ สั่งให้นักศึกษาสลายตัว แต่นักศึกษานั้นต่อต้าน กองกำลังฯ จึงยิงแก๊สน้ำตาเข้าที่ฝูงชน และในเวลา 12:24 น. อันเป็นช่วงแห่งความโกลาหล เจ้าหน้าที่กองกำลังได้ยิงกระสุนปืน 67 นัด จากปืน ไรเฟิล เอ็ม-1 เข้าใส่ฝูงชนนักศึกษา

นักศึกษา 4 คน เจฟฟรีย์ มิลเลอร์, อัลลิสัน เคราส์, วิลเลียม ชรูเดอร์ และ ซานดรา ชูเออร์ เสียชีวิต อีก 9 คนได้รับบาดเจ็บ

ยิงนักศึกษา, ประท้วง, สลายการชุมนุม, สหรัฐ
เจฟฟรีย์ มิลเลอร์, อัลลิสัน เคราส์, วิลเลียม ชรูเดอร์ และ ซานดรา ลี ชูเออร์ เสียชีวิตจากการยิงของกองกำลังฯ ใส่กลุ่มนักศึกษา ภาพถ่ายโดย BETTMANN/ GETTY

ความโกรธแค้นทั่วประเทศ

การยิงภายในมหาวิทยาลันเคนท์ได้รับความสนใจจากสื่อเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งที่ตามมาคือความเกรี้ยวกราดจากทั้งประเทศ

ในวันที่ 15 พฤษภาคม 1970 มีการเสียชีวิตของนักศึกษาเพิ่มขึ้นเนื่องจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย 40 คน ยิงกระสุน 150 นัดไปยังหอพักนักศึกษาที่วิทยาลัยแจ็กสันสเตท (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยแจ็กสันสเตท) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับคนผิวสี ได้มีการจัดประท้วงเพื่อต่อต้านการเหยียดผิวโดยกลุ่มคนขาวบนถนน Lynch ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมต่อจากมหาวิทยาลัยไปยังพื้นที่ใจกลางเมือง

นักศึกษาแห่งวิทยาลัยแจ็กสัน คนหนุ่มสาวท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ปะทะกันเนื่องจากมีข่าวลืออันเป็นเท็จว่ากลุ่มนักสิทธิมนุษยชนท้องถิ่นถูกลอบสังหาร ในช่วงเวลาการยิง 30 วินาที ฟิลิปป์ กิบบส์ นักศึกษาของวิทยาลัย และเจมส์ เอิร์ล กรีน นักเรียนมัธยมปลายถูกยิงเสียชีวิต อีก 12 คนได้รับบาดเจ็บ

โดยโศกนาฏกรรมที่วิทยาลัยแจ็กสันนั้นเป็นที่รู้จักน้อยกว่าเหตุการณ์วันที่ 4 พฤษภาคม แต่ทั้งสองเหตุการณ์นั้นเกิดจากความรุนแรงโดยรัฐที่มีต่อนักศึกษาซึ่งสะท้อนความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐบาล และประชาชนซึ่งได้รับคำมั่นว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้อง โดยการประท้วงของนักศึกษาเหล่านี้ทำให้มีการปิดสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งในสหรัฐ บางแห่งปิดเพียงไม่กี่วัน และมีบางแห่งที่ปิดไปตลอดปีการศึกษา

ในงานครบรอบเหตุการณ์ 30 ปี แคลลี คอร์เบ็ต ยืน ณ จุดวางเทียนรำลึกของอัลลิสัน เคราส์ หนึ่งในนักศึกษาที่เสียชีวิต ภาพถ่ายโดย RON SCHWANE, REUTERS

หลังจากเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตท นักศึกษา 25 คนถูกฟ้องในความผิด 43 ข้อหา ข้อหาหนึ่งคือการขัดขวางสัญญาณเตือนไฟไหม้ นักศึกษาสองคนรับสารภาพ คนหนึ่งถูกตัดสินให้พ้นโทษ ส่วนที่เหลือได้รับการยกฟ้องเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

ในเดือนมิถุนายน คณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีนิกสันได้ตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ โดยคณะกรรมการได้เขียนในรานงานว่า “การกระทำของนักศึกษาบางคนนั้นรุนแรงและเป็นอาชญากรรม ในขณะที่บางคนนั้นทำพฤติกรรมอันตราย ไม่ยั้งคิด และขาดความรับผิดชอบ” แต่ก็ได้ประณามการยิงปราบปรามของเจ้าหน้าที่ว่า “การยิงปืนอย่างขาดการพิจารณาไปยังกลุ่มนักศึกษา และการเสียชีวิตที่ตามมานั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น ไม่มีเหตุผล และไม่อาจแก้ตัวได้” คณะกรรมการฯ เขียน

ก่อนการครบรอบ 40 ปี มีการใช้แสงไฟประดับเพื่อระบุจุดที่นักศึกษาทั้ง 4 ถูกยิง ภาพถ่ายโดย AMY SANCETTA, AP

มรดกที่หลงเหลือจากการล้อมยิง

โศกนาฏกกรมที่เคนท์ได้กระตุ้นให้มีการต่อสู้ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 26 ที่ให้ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 21 ปี เป็น 18 ปี โดยเหล่านักศึกษาเป็นผู้เสนอ พร้อมกล่าวว่าถ้าพวกเขามีอายุมากพอที่จะเลือกตั้ง พวกเขาจะลงคะแนนให้คนที่สามารถยุติสงครามได้ การแก้ไข้ได้รับอนุมัติในเดือนมีนาคม ปี 1971 หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งปี

ในปีนับตั้งแต่มีการประท้วงของนักศึกษา มหาวิทยาลันเคนท์สเตทได้มีการมอบทุนรำลึกเหตุการณ์ 4 พฤษภาคม ให้กับนักศึกษาวิชาเอกสันติภาพและความขัดแย้งศึกษา, เปิดศูนย์เหตุการณ์ 4 พฤษภาคม และจัดงานรำลึกประจำปี ซึ่งรวมไปถึงการกล่าวปาฐกถา การแสดงดนตรี การฉายภาพยนตร์สารคดีที่รำลึกถึงเหตุการณ์ การแสดงภาพถ่าย และการจุดเทียนรำลึก

อย่างไรก็ตาม ในการจัดงานครบรอบ 50 ปีของเหตุการณ์ ได้มีการยกเลิกไปเนื่องจากการระบาดของไวรัส COVID-19 และมีแผนที่จะจัดรำลึกทางออนไลน์แทนต่อไป

เรื่อง JONATHAN X. SIMMONS


อ่านเพิ่มเติม พลังหนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงโลก

พลังหนุ่มสาว

เรื่องแนะนำ

หมาขนเกรียนเม็กซิกันนี้มีประวัติอันยาวนาน

หมาขนเกรียนเม็กซิกันนี้มีประวัติอันยาวนาน สำหรับชนชาติโบราณอย่างชาวแอซเท็กและชาวมายาแล้ว เพื่อนที่ดีที่สุดของพวกเขาคือผู้ติดตามที่ไร้ขนอย่างหมาขนเกรียนเม็กซิกัน พวกมันคอยช่วยเสาะหาอาหารและนำทางพวกเขาไปยังโลกหลังความตาย เพื่อนผู้นี้เป็นที่รู้จักดีในชื่อ สุนัขขนเกรียนเม็กซิกัน หรือ Xoloitzcuintli (อ่านออกเสียงว่า show-low-itz-QUEENT-ly) คำๆ นี้มาจากสองคำรวมกันในภาษาแอซเท็ก คือ Xolotl หมายถึงเทพแห่งแสงสว่างและความตาย ส่วน itzcuintli มีความหมายว่าสุนัข ตามความเชื่อของชาวแอซเท็ก สุนัขสายพันธุ์นี้ถูกสร้างขึ้นโดยเทพเจ้าเพื่อปกป้องและนำทางดวงวิญญาณของมนุษย์ไปยังโลกหลังความตาย Xoloitzcuintli คือหนึ่งในสายพันธู์สุนัขที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกา นักวิจัยเชื่อว่าบรรพบรุษของพวกมันอพยพมาจากเอเชียและพัฒนาจนเป็นสายพันธุ์ดังกล่าวเมื่อราว 3,500 ปีก่อน สุนัขพันธุ์นี้มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นคือไร้ขน (บางชนิดมีขนอยู่หย่อมหนึ่งที่บนหัวและหาง) อันเป็นผลจากวิวัฒนาการซึ่งรวมไปถึงการปราศจากฟันกรามน้อย ลักษณะที่โดดเด่นของฟันนี้ช่วยให้การระบุตัวตนของมันในทางโบราณคดีเป็นไปได้ง่ายดายขึ้น เจ้าสุนัข Xolos ปรากฏตัวบ่อยครั้งผ่านงานศิลปะในยุคเมโซอเมริกัน ด้วยลักษณะที่โดดเด่นคือหูแหลมตั้งและผิวหนังอันไร้ขนของพวกมัน ชิ้นงานที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือรูปปั้นเซรามิกขนาดเล็กที่มีชื่อว่า Colima Dogs ที่ถูกพบทางตะวันตกของเม็กซิโก นักโบราณคดีประเมินว่าในสมัย 300 ปีก่อนคริสต์กาลจนถึงคริสต์กาลที่ 300 กว่า 75% ของการทำพิธีศพจะบรรจุหุ่นจำลองของสุนัขพันธุ์นี้ลงไปด้วย เพื่อช่วยนำทางดวงวิญญาณไปยังโลกหลังความตาย สุนัขสายพันธุ์นี้กลายเป็นที่สนใจเมื่อคณะเดินทางจากยุโรปมาถึงทวีปอเมริกา ในจำนวนนี้รวมไปถึงคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสและคณะนักบวชชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีบันทึกเรื่องราวของสุนัขเหล่านี้ไว้ว่า ชาวแอซเท็กโบราณห่มผ้าให้พวกมันในตอนกลางคืนเพื่อช่วยให้มันอุ่น นอกจากนั้นการที่มันปราศจากขนส่งผลให้ร่างกายของมันเป็นตัวนำความร้อนชั้นดี พวกเขาใช้มันเปรียบเสมือนขวดน้ำร้อนแก่บรรดาผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ “สุนัขรู้ดีว่าคุณกำลังป่วยอยู่” Kay […]

รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา

รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของ เจ้าหญิงไดอานา The People’s Princess หรือ “เจ้าหญิงของปวงชน” คือฉายาที่พระองค์ทรงได้รับ ทว่าตลอดพระชนม์ชีพที่สั้นเพียง 36 ปี เจ้าหญิงไดอานาหาได้ทรงมีชีวิตชวนฝันแบบเจ้าหญิงในเทพนิยาย พระองค์ทรงผ่านประสบการณ์เลวร้ายมากมาย ทรงทำผิดพลาดหลายอย่างเฉกเช่นสามัญชนทั่วไป ทว่าท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวมากมายที่เกี่ยวข้องกับพระองค์  โลกจะจดจำเจ้าหญิงไดอานาในฐานะพระมารดาผู้อุทิศตนให้รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อังกฤษถึงสองพระองค์  และเจ้าหญิงผู้ทรงงานการกุศลเพื่อผู้ด้อยโอกาสในสังคม เช่น เด็กกำพร้า เหยื่อกับระเบิดในโลกที่สาม และผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นต้น เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขอร่วมรำลึกวาระครบ 20 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1997 ด้วยภาพยนตร์สารคดี Diana: In Her Own Words ย้อนหลังไปเมื่อปี 1991 ณ พระราชวังเคนซิงตัน ในกรุงลอนดอน เจ้าหญิงไดอานา ทรงบันทึกเทปสัมภาษณ์ลับชุดหนึ่ง พระองค์ตรัสถึงหลายเรื่องที่ทำให้เราเห็นภาพชีวิตที่หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของพระองค์ เช่น เมื่อผู้สัมภาษณ์กราบทูลให้ทรงเล่าถึงชีวิตวัยเด็ก พระองค์ทรงตอบว่า “เป็นชีวิตวัยเด็กที่ไม่มีความสุข ข้าพเจ้าจำตอนที่พ่อตบหน้าแม่ ข้าพเจ้าซ่อนอยู่หลังประตู แม่ร้องไห้” การสัมภาษณ์ทำโดยพระสหายสนิทคนหนึ่งในนามของผู้สื่อข่าว […]

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]

อารยธรรมโบราณ : เมื่อเด็กตกเป็นเหยื่อบูชายัญ

การบูชายัญอันสูงสุด : นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานอันน่าพรั่นพรึงของการบูชายัญเด็กนับร้อยชีวิตในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศเปรู อะไรคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความพยายามอันสิ้นหวังในการอ้อนวอนต่อทวยเทพ และการยอมสังเวยชีวิตอันมีค่าของเด็กๆ ซึ่งหมายถึงอนาคตของอารยธรรมนั้นเอง