ประวัติของการกำเนิด อาวุธนิวเคลียร์ ยุทโธปกรณ์ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบจนทุกวันนี้

ประวัติกำเนิด อาวุธนิวเคลียร์ ยุทโธปกรณ์ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบจนทุกวันนี้

ทหารจากกองบินที่ 11 สหรัฐอเมริกา ดูการระเบิดของ อาวุธนิวเคลียร์ ในระยะใกล้ที่ทะเลทรายในลาส เวกัส เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1951 ภาพถ่ายโดย BETTMANN, GETTY


การกำเนิดของ อาวุธนิวเคลียร์ ได้เปลี่ยนกระแสประวัติศาสตร์โลกไปทั้งใบ ในภายหลังนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้แสดงความเสียใจที่พวกเขามีบทบาทในการสร้างอาวุธที่สามารถลบล้างทุกสิ่งและมนุษย์ทุกคนในรัศมีใกล้เคียงได้ในเวลาไม่กี่วินาที

เวลา 05:30 น. วันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ลำแสงที่แผดแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นเหนือรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา มันคือลูกไฟที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณใกล้เคียง และผลิตเมฆรูปเห็ดที่พุ่งขึ้นสูงมากกว่า 11 กิโลเมตร

หลังจากนั้น บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ได้สร้างการระเบิดนี้ขึ้นมาต่างหัวเราะและสัมผัสมือในระหว่างการดื่มฉลองความสำเร็จ พวกเขาเพิ่งสร้างการระเบิดนิวเคลียร์ครั้งเป็นแรกของโลก

การทดสอบที่มีชื่อว่า ‘ทรินีตี’ (Trinity) นั้นถือเป็นชัยชนะและเป็นการพิสูจน์ว่านักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมพลังจากการแตกตัวของพลูโตเนียม ทำให้โลกเข้าสู่ยุคอะตอม (atomic age) ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของการสงครามและความสัมพันธ์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปตลอดกาล และไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์สองลูกที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันสามารถลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนดินและคร่าชีวิตผู้คนมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

ระเบิดนิวเคลียร์, เมฆรูปเห็ด, ฮิโรชิมา
เมฆรูปเห็ดพุ่งขึ้นปกคลุมเหนือเมืองฮิโรชิมะ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 อันเป็นระเบิดปรมาณูลูกแรกที่ใช้ในสงคราม ภาพถ่ายโดย ARCHIVO GBB/CONTRASTO/REDUX

นักวิทยาศาสตร์พยายามไขคำตอบในเรื่องวิธีการผลิตการแตกตัวของนิวเคลียร์ (Nuclear Fission) หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่ออะตอมของนิวเคลียร์แตกตัวจนผลิตพลังได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีการค้นพบมาในช่วงทศวรรษ 1930 โดยพรรคนาซีของเยอรมนีพยายามทดลองทำอาวุธจากพลังงานชนิดนี้ก่อน และข้อมูลของความพยายามนี้ได้มีการรั่วไหลไปยังนอกประเทศพร้อมกับความไม่ลงรอยทางการเมืองและนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกเนรเทศจากเยอรมนี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิว

ในปี 1941 นักวิทยาศาสตร์ชาวยิวที่อพยพมาจากเยอรมนีอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ส่งคำเตือนไปยัง แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่าในขณะนั้นเยอรมนีอาจพยายามทดลองการพัฒนาระเบิดปรมาณู (fission bomb) ทำให้สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมการแข่งขันพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรก มีการเริ่มโครงการวิจัยด้านอะตอมแบบลับๆ ภายใต้รหัสที่ชื่อว่า โครงการแมนฮัตตัน ซึ่งนำเอานักฟิสิกส์ระดับแนวหน้าของประเทศรวมไปถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกพรรคนาซีขับไล่มาจากเยอรมนีและประเทศอื่นๆ มาทำงานร่วมกัน

โครงการนี้ ดำเนินไปในหลายสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองลอสอาลามอส รัฐนิวเม็กซิโก ไปจนถึงเมืองโอคริดจ์ รัฐเทนเนสซี แม้ว่าโครงการพัฒนานี้จะมีคนราว 600,000 คนที่ทำงานอยู่ แต่ก็เป็นโครงการลับจนหลายที่ทำงานอยู่ไม่รู้ว่าบทบาทหน้าที่ของตัวเองที่ทำอยู่สอดรับกับจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่แค่ไหน โดยบรรดานักวิจัยต่างทำงานในสองสิ่งที่เกี่ยวกับการคิดค้นอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ งานที่เกี่ยวข้องกับแร่ยูเรเนียม และอีกสิ่งคืองานซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่า นั่นคืองานที่เกี่ยวข้องกับแร่พลูโตเนียม

อาวุธนิวเคลียร์, สงครามโลกครั้งที่สอง, ฮิโรชิมา
เมื่อเดือนสิงหาคม 1945 สหรัฐอเมริกาตัดสินใจทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ที่เพิ่งผลิตขึ้นใหม่ใส่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ อันเป็นความพยายามที่จะยุติสงครามโลกครั้งที่สอง ในภาพนี้ ชายไม่ทราบชื่อยืนอยู่หน้าปล่แงไฟที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ที่ฮิโรชิมา ในวันที่ 7 กันยายน 1945 ภาพถ่ายโดย STANLEY TROUTMAN, AP

หลังจากทำการวิจัยมานานนับปี โครงการแมนฮัตตันก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ในปี 1945 เมื่อการผลิต ‘อุปกรณ์’ (the gadget) หรือหนึ่งในสามของระเบิดพลูโตเนียมที่ผลิตขึ้นก่อนการสิ้นสุดของสงครามประสบความสำเร็จ สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาระเบิดยูเรเนียมที่ไม่ได้มีการทดสอบ

แม้ว่าจะมีศักยภาพที่ชัดเจนที่อาวุธเหล่านี้จะสามารถยุติเส้นทางของสงครามโลกครั้งที่สองที่กำลังดำเนินอยู่ นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาระเบิดชนิดนี้ได้ปฏิเสธการใช้งานในสงคราม Leo Szilard นักฟิสิกส์ที่ค้นพบปฏิกิริยานิวเคลียร์ลูกโซ่ (Nuclear chain reaction) ได้ร้องขออำนาจสั่งการจากประธานาธิบดีแฮรรี เอส. ทรูแมน (ที่รับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีโรสเวลต์) ว่าไม่ให้ใช้มันในสงคราม แต่คำร้องขอของเขาที่มีการยื่นพร้อมลายเซ็นจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ในโครงการแมนฮัตตันนั้นไม่ถูกรับฟังแต่อย่างใด

วันที่ 6 สิงหาคม 1945 เครื่องบิน บี-29 ได้ทิ้งระเบิดยูเรเนียมที่เมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นอันเป็นความพยายามให้ญี่ปุ่นยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข และ 3 วันต่อมา สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดพลูโตเนียม ซึ่งเป็นระเบิดเช่นเดียวกับที่ใช้ในการทดสอบทรินิตี ลงที่เมืองนางาซากิ การโจมตีทั้งสองเมืองนี้ทำให้มีพลเมืองบาดเจ็บและล้มตายไปกว่า 200,000 คน

ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคม นักประวัติศาสตร์บางคนเสนอว่าการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ครั้งนี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ นั่นคือเพื่อข่มขวัญสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้นำโซเวียตอย่าง โจเซฟ สตาลิน ได้ให้ไฟเขียวโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 1943 และหนึ่งปีครึ่งหลังจากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่น โซเวียตประสบความสำเร็จในการทดลองปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์เป็นครั้งแรก และในปี 1949 โซเวียตได้ทดสอบการใช้งานอุปกรณ์นิวเคลียร์ (Nuclear Device) เป็นครั้งแรกในปี 1949

ระเบิดนิวเคลียร์, ฮิโรชิมา
ที่เมืองฮิโรชิมา รถรางยังคงให้บริการ ชาวเมืองจำนวนหนึ่งเดินไปตามซากปรักหักพังของเมือง

อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องตลกร้ายที่บรรดาผู้นำทางการเมืองในสหรัฐฯ กลับมองว่าการสร้างระเบิดนิวเคลียร์จะเป็นเครื่องมือในการยับยั้งและช่วยปกป้องโลกไม่ให้พบกับสงครามโลกครั้งที่สามโดยการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพในการบดขยี้สหภาพโซเวียต แต่ในปี 1961 โซเวียตก็ได้ทดลอง Tsar Bomba อาวุธร้ายแรงที่สามารถก่อให้เกิดพลังระเบิดเทียบเท่าระเบิด TNT ขนาด 50 เมกะตันและผลิตเมฆรูปเห็ดที่มีความสูงเท่าภูเขาเอเวอเรสต์

“แม้ว่าพวกเขาจะมีระเบิดมากเท่าใดหรือการระเบิดจะรุนแรงมากแค่ไหน พวกก็ต้องการระเบิดที่รุนแรงมากกว่าเดิมอยู่ดี” Craig Nelson นักประวัติศาสตร์กล่าวและเสริมว่า “มันไม่มีคำว่าพอหรอกครับ”

เนื่องจากมีประเทศอื่นๆ ได้พัฒนาความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองและคลื่นสงครามเย็นได้แผ่ขยายไปในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ไปต้นถึงต้นทศวรรษ 1960 ขบวนการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ก็ได้เติบโตขึ้นเพื่อตอบโต้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากอาวุธนิวเคลียร์และการทดสอบอาวุธที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์และสาธารณชนได้เริ่มการห้ามการทดสอบอาวุธไปจนถึงขอให้มีการปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยไอน์สไตน์ ผู้ที่เริ่มเตือนประธานาธิบดีโรสเวลต์ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ที่ดำเนินการต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และในปี 1955 ได้มีแถลงการณ์โดยกลุ่มนักฟิสิกส์และปัญญาชนร้องขอให้โลกยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์ “เราจะผลักให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ไปสู่จุดจบ หรืออยากให้มนุษยชาติละทิ้งการทำสงคราม”

ระเบิดนิวเคลียร์, ผู้ป่วย
นางาซากิ : เด็กน้อยผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมณูร้องไห้ขณะกำลังทำแผล ภายในโรงเรียนประถม Shin Kozen ที่ถูกเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลชั่วคราว ระเบิดปรมณูลูกแรกที่ทิ้งลงยังเมืองนางาซากิคร่าชีวิตชาวเมืองไป 40,000 คน

อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีคำตอบให้กับประเด็นนี้ จากนั้นในปี 1962 มีรายงานว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ของโซเวียตอยู่ในประเทศคิวบาซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missle Crisis) อันเป็นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ซึ่งอาจทำให้เกิดหายนะทางนิวเคลียร์ได้

เพื่อตอบสนองสิ่งที่นักรณรงค์ต่างกังวล ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต (ซึ่งต่อมาคือรัสเซีย) ได้ลงนามข้อตกลงในสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์บางส่วน (a partial test ban treaty) ในปี 1963 ตามมาด้วยสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons) ในปี 1968 และข้อตกลงอื่นๆ ที่ตามมาเพื่อจำกัดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์

แต่ในต้นปี 2020 มีการประมาณการว่ามีจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ 13,410 ลูกบนโลก ซึ่งลดลงจากจำนวนที่มากที่สุดคือ 70,300 ลูกในปี 1986 ตามข้อมูลจากสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน (FAS) โดย FAS รายงานว่าร้อยละ 91 ของหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอยู่บนโลกถูกครอบครองโดยสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆ เช่นฝรั่งเศส จีน สหราชอาณาจักร อิสราเอล ปากีสถาน อินเดีย และเกาหลีเหนือ และอิหร่านที่ต้องสงสัยว่าพยายามสร้างอาวุธนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง

แม้ว่าจะมีภัยอันตรายจากการแพร่หลายของอาวุธนิวเคลียร์ และมีระเบิดนิวเคลียร์เพียงสองลูกที่ถูกใช้งานจริงระหว่างสงครามในเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ แต่ก็มีข้อเขียนจากสำนักงานสหประชาชาติเพื่อการลดอาวุธ (United Nations Office for Disarmament Affairs) ว่า ‘อันตรายจากอาวุธชนิดนี้ยังเพิ่มขึ้นเนื่องจากการมีอยู่ของมัน’

75 ปีหลังจากการทดสอบทรินิตี มนุษยชาติได้รอดพ้นจากยุคนิวเคลียร์ แต่ในโลกที่มีอาวุธนิวเคลียร์นับหมื่น พันธมิตรทางการเมืองโลกที่เปลี่ยนหน้ากันอยู่ตลอดเวลา และการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ ความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากนักวิทยาศาสตร์ที่ให้กำเนิดเทคโนโลยีที่สามารถทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป

เรื่อง ERIN BLAKEMORE


อ่านเพิ่มเติม วันที่ฟ้าถล่ม: เหตุการณ์ระเบิดปรมาณูแห่งฮิโรชิมะ

ฮิโรชิมะ, ระเบิดนิวเคลียร์, ระเบิดปรมาณู, สงครามโลกครั้งที่สอง

เรื่องแนะนำ

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ราชาแห่งราชัน

รอบนักษัตรที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๔) ตลอดระยะเวลา ๖๕ ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัตินับแต่พระชนมายุ ๑๙ พรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทยอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย และเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พระราชกรณียกิจตลอดจนโครงการทั้งหลายทั้งปวงที่มีพระราชดำริให้จัดทำขึ้น และมีผู้นำไปสานต่อจนสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนั้น มีมากมายสุดจะพรรณนาได้หมดในที่นี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ หากจะจำแนกหมวดหมู่ออกเป็นสาขาใหญ่ ๆ ก็จะได้ดังนี้     พระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร     พระราชกรณียกิจด้านเกษตรกรรมและการพัฒนาชนบท     พระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข     พระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนาและศิลปวัฒนธรรม     พระราชกรณียกิจด้านเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรม     พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ      นอกจากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริอันเป็นหลักปรัชญาสำคัญที่เรียกว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักการดำรงชีวิตที่มีคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จึงมีผู้นำหลายชาติให้ความสนใจ และพิจารณานำไปเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนในชาติของตนประพฤติปฏิบัติตามหลักปรัชญาหรือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เริ่มต้นจากแนวทางพออยู่พอกินก่อน ซึ่งปรากฏครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ดังปรากฏในพระราชดำรัสพระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพูดกันถึงแนวความคิด ”พออยู่พอกิน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันอย่างกว้างขวาง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า แนวปรัชญาพออยู่พอกินของพระองค์ท่านนั้นลึกซึ้งเพียงไร นักปรัชญาและผู้รู้ต่างก็ตีความไปต่าง ๆ กัน จนเกิดความสับสนขึ้น ในปีรุ่งขึ้นและปีต่อ ๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถึงแนวพระราชดำริพอมีพอกินหรือเศรษฐกิจพอเพียงนี้ในอีกหลายโอกาส ทรงอธิบายจนเป็นที่เข้าใจกันได้ คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้ของเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน… “พอมีพอกิน” นี้ก็แปลว่า ”เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา ก็ได้ แต่ว่าพอแม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเขาว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้านหรือในท้องถิ่น… ถ้าพอมีพอกินคือพอมีพอกินของตัวเองนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ […]

ธงมนต์ จิตวิญญาณแห่งดินแดนหิมาลัย

ในดินแดนอันกว้างใหญ่และสงบบนเทือกเขาหิมาลัยที่ครอบคลุมหลายประเทศ เราพบจุดร่วมทางสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีร่วมกัน แม้แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้มีความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกัน ทั้งฮินดู ซิกข์ พุทธ สัญลักษณ์นั้นคือ ธงมนต์ ที่โบกสะบัดในทุกที่เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ ความเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และประกาศความศรัทธาให้ขยายออกไป ครั้งแรกที่ไปเยือนดินแดนแถบเทือกเขาหิมาลัยนั่นคือเมืองเลห์ แคว้นลาดัก ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ที่นี่ถูกขนานนามว่าทิเบตน้อย ธงมนต์ ถูกผูกตรึงอยู่ในหลายที่ พบได้ทั้งศาสนสถาน พื้นที่เปลี่ยวร้างบนภูเขาสูง เหนือแม่น้ำ บนต้นไม้ใหญ่ และบนสะพาน ธงมนต์สะบัดไหวไม่เคยหยุดนิ่งยกเว้นในช่วงฤดูกาลหนาวที่หิมะปกคลุม ช่วงนั้นผืนผ้าแห่งธงมนต์จะผูกนิ่งแต่ยังคงสีสันตัดกับหิมะสีขาวเฝ้ารอฤดูกาลใหม่ที่จะได้สะบัดปลิวอีกครั้ง เมื่อได้เห็นธงมนต์ในหลายสถานที่ก็อดไม่ได้ที่จะสอบถามคนท้องถิ่นถึงความเป็นมา และได้คำตอบว่านั่นคือธงมนต์ ธงมนตรา หรือธงมนตราธวัช ตัวแทนความศรัทธา ความหวัง และคำขอพรจากผู้ที่นำผ้าหลากสีไปผูกไว้ ทุกครั้งที่ธงมนต์สะบัดปลิว ผู้คนบนเทือกเขาหิมาลัยเชื่อว่า นั่นคือบทสวดมนต์ที่พวกเขาได้เขียนไว้บนผืนผ้า กำลังเปล่งบทสวดดังตามแรงปลิวของสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัย ในสมัยก่อนพุทธกาล ประวัติของธงมนต์ได้กำเนิดขึ้นแถบเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ในยุคนั้น ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีการสัญจรและการเข้าถึงสาธารณูปโภคอื่นใด เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ถูกกำหนดขึ้นโดยนักบวชในลัทธิบอน ที่ยังคงบูชาภูติผีวิญญาณ ธงมนต์ในยุคแรกถูกย้อมสีด้วยสีธรรมชาติกำหนดขึ้นจากธาตุทั้งห้า นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ เพื่อใช้เป็นเครื่องปัดเป่ายามเจ็บไข้ได้ป่วย ขอพรยามมีความสุข และเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อธรรมชาติ เพื่อให้ภูติผีวิญญาณคุ้มครอง ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่สิบสอง สมัยกษัตริย์ซงซัน […]

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า

รอบนักษัตรที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๙๔ – ๒๕๐๖) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในชนบทเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่บ้านปากทวาร ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรทุกภูมิภาคของประเทศมิได้ว่างเว้น จนกล่าวได้ว่า ไม่มีที่แห่งใดบนผืนแผ่นดินไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปไม่ถึง การที่ราษฎรได้เฝ้าฯรับเสด็จอย่างใกล้ชิด ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับรู้ถึงปัญหาและความทุกข์ยากต่าง ๆ ของพสกนิกรโดยตรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานโครงการด้านการแพทย์และการเกษตรหลายโครงการเช่น จัดตั้งกองทุนโปลิโอสงเคราะห์ และจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานหน่วยแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้น โครงการพัฒนาทางการเกษตรและชลประทานต่าง ๆ รวมทั้งโครงการปลูกหญ้าแฝกป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน และโครงการปรับปรุงดินที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ในเรื่องน้ำนั้น มีพระราชดำริเรื่องโครงการฝนเทียมเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยทรงมอบหมายให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้ดำเนินการจนกลายมาเป็นโครงการฝนหลวงพระราชทานในทุกวันนี้ ปีเดียวกันนี้ มีพระราชดำริเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้นของดิน และในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้เสด็จฯไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท เป็นต้น ในด้านการศึกษานั้น ทรงริเริ่มให้มีโรงเรียนในชนบทขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ทรงจัดตั้งโรงเรียนจิตรลดาขึ้นในเขตพระราชฐาน และทรงตั้งทุนอานันทมหิดลขึ้นเพื่อให้นักศึกษาไทยมีโอกาสไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในราชอาณาจักรไทย เสด็จออกผนวชตามประเพณีของชาวพุทธ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา ๑๕ วัน ระหว่างนั้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในเวลาต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นอกจากพระราชกรณียกิจในการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศแล้ว ช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒–๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระประมุขของประเทศด้วยการเสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการถึง ๒๘ ประเทศ ซึ่งไม่เพียงเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงได้รับการยกย่องในพระอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆ นับเป็นการสร้างชื่อเสียงและนำคุณประโยชน์มาสู่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก   อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ยุวกษัตริย์, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ปวงประชามหาปีติ

งูเหลือมกลืนเหยื่อตัวใหญ่กว่ามันได้หลายเท่า

งูเหลือมกลืนเหยื่อตัวใหญ่กว่ามันได้หลายเท่า งูเหลือม คือ สัตว์ที่เชื่อกันว่า มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์ตระกูลจิ้งจก และ ตุ๊กแก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยล้านปีมาแล้ว และยังถือว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ที่อันตรายและมีลำตัวยาวที่สุดในโลก โดยเฉพาะงูเหลือมในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบันสามารถวัดความยาวสูงสุดได้ยี่สิบห้าฟุต หากถามว่าทำไมงูเหลือมถึงกลายเป็นหนึ่งในสัตว์ที่อันตรายที่สุดในโลก นั่นเป็นเพราะ งูเหลือมมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงซึ่งสามารถรัดเหยื่อ จนเลือดในตัวเหยื่อหยุดไหลเวียนได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในทุกๆ ครั้งที่เหยื่อพยายามจะหายใจ มันจะรัดเหยื่อแน่นขึ้นอีก จนขาดอากาศหายใจในที่สุด นอกจากกล้ามเนื้อที่แข็งแรงแล้ว ขากรรไกรของงูเหลือมก็สามารถทำงานได้ดีด้วยเช่นกัน งูเหลือมสามารถกินเหยื่อตัวใหญ่ได้ เพราะขากรรไกรของมันมีความยืดหยุ่นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ฟันแถวล่างของมัน ยังยืดออกจากกันและขยับได้อย่างอิสระคล้ายกับปีกของนก ซึ่งช่วยให้มันสามารถอ้าปากได้กว้างและกลืนเหยื่อลงไปในคอได้ ฟันของงูเหลือมยังมีลักษณะที่แหลมคม โค้งไปด้านใน ซึ่งมีข้อดีอย่างมากในการจับ และล็อคเหยื่อให้แน่นทำให้เหยื่อไม่สามารถดิ้นหลุดออกจากปาก จากนั้นจึงค่อยๆ ดันเหยื่อเข้าไปในคอของมัน   อ่านเพิ่มเติม ความกลัวงูและแมงมุมติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดหรือไม่?