ประวัติของการกำเนิด อาวุธนิวเคลียร์ ยุทโธปกรณ์ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบจนทุกวันนี้

ประวัติกำเนิด อาวุธนิวเคลียร์ ยุทโธปกรณ์ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบจนทุกวันนี้

ทหารจากกองบินที่ 11 สหรัฐอเมริกา ดูการระเบิดของ อาวุธนิวเคลียร์ ในระยะใกล้ที่ทะเลทรายในลาส เวกัส เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1951 ภาพถ่ายโดย BETTMANN, GETTY


การกำเนิดของ อาวุธนิวเคลียร์ ได้เปลี่ยนกระแสประวัติศาสตร์โลกไปทั้งใบ ในภายหลังนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้แสดงความเสียใจที่พวกเขามีบทบาทในการสร้างอาวุธที่สามารถลบล้างทุกสิ่งและมนุษย์ทุกคนในรัศมีใกล้เคียงได้ในเวลาไม่กี่วินาที

เวลา 05:30 น. วันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ลำแสงที่แผดแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นเหนือรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา มันคือลูกไฟที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณใกล้เคียง และผลิตเมฆรูปเห็ดที่พุ่งขึ้นสูงมากกว่า 11 กิโลเมตร

หลังจากนั้น บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ได้สร้างการระเบิดนี้ขึ้นมาต่างหัวเราะและสัมผัสมือในระหว่างการดื่มฉลองความสำเร็จ พวกเขาเพิ่งสร้างการระเบิดนิวเคลียร์ครั้งเป็นแรกของโลก

การทดสอบที่มีชื่อว่า ‘ทรินีตี’ (Trinity) นั้นถือเป็นชัยชนะและเป็นการพิสูจน์ว่านักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมพลังจากการแตกตัวของพลูโตเนียม ทำให้โลกเข้าสู่ยุคอะตอม (atomic age) ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของการสงครามและความสัมพันธ์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปตลอดกาล และไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์สองลูกที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันสามารถลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนดินและคร่าชีวิตผู้คนมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

ระเบิดนิวเคลียร์, เมฆรูปเห็ด, ฮิโรชิมา
เมฆรูปเห็ดพุ่งขึ้นปกคลุมเหนือเมืองฮิโรชิมะ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 อันเป็นระเบิดปรมาณูลูกแรกที่ใช้ในสงคราม ภาพถ่ายโดย ARCHIVO GBB/CONTRASTO/REDUX

นักวิทยาศาสตร์พยายามไขคำตอบในเรื่องวิธีการผลิตการแตกตัวของนิวเคลียร์ (Nuclear Fission) หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่ออะตอมของนิวเคลียร์แตกตัวจนผลิตพลังได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีการค้นพบมาในช่วงทศวรรษ 1930 โดยพรรคนาซีของเยอรมนีพยายามทดลองทำอาวุธจากพลังงานชนิดนี้ก่อน และข้อมูลของความพยายามนี้ได้มีการรั่วไหลไปยังนอกประเทศพร้อมกับความไม่ลงรอยทางการเมืองและนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกเนรเทศจากเยอรมนี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิว

ในปี 1941 นักวิทยาศาสตร์ชาวยิวที่อพยพมาจากเยอรมนีอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ส่งคำเตือนไปยัง แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่าในขณะนั้นเยอรมนีอาจพยายามทดลองการพัฒนาระเบิดปรมาณู (fission bomb) ทำให้สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมการแข่งขันพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรก มีการเริ่มโครงการวิจัยด้านอะตอมแบบลับๆ ภายใต้รหัสที่ชื่อว่า โครงการแมนฮัตตัน ซึ่งนำเอานักฟิสิกส์ระดับแนวหน้าของประเทศรวมไปถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกพรรคนาซีขับไล่มาจากเยอรมนีและประเทศอื่นๆ มาทำงานร่วมกัน

โครงการนี้ ดำเนินไปในหลายสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองลอสอาลามอส รัฐนิวเม็กซิโก ไปจนถึงเมืองโอคริดจ์ รัฐเทนเนสซี แม้ว่าโครงการพัฒนานี้จะมีคนราว 600,000 คนที่ทำงานอยู่ แต่ก็เป็นโครงการลับจนหลายที่ทำงานอยู่ไม่รู้ว่าบทบาทหน้าที่ของตัวเองที่ทำอยู่สอดรับกับจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่แค่ไหน โดยบรรดานักวิจัยต่างทำงานในสองสิ่งที่เกี่ยวกับการคิดค้นอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ งานที่เกี่ยวข้องกับแร่ยูเรเนียม และอีกสิ่งคืองานซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่า นั่นคืองานที่เกี่ยวข้องกับแร่พลูโตเนียม

อาวุธนิวเคลียร์, สงครามโลกครั้งที่สอง, ฮิโรชิมา
เมื่อเดือนสิงหาคม 1945 สหรัฐอเมริกาตัดสินใจทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ที่เพิ่งผลิตขึ้นใหม่ใส่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ อันเป็นความพยายามที่จะยุติสงครามโลกครั้งที่สอง ในภาพนี้ ชายไม่ทราบชื่อยืนอยู่หน้าปล่แงไฟที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ที่ฮิโรชิมา ในวันที่ 7 กันยายน 1945 ภาพถ่ายโดย STANLEY TROUTMAN, AP

หลังจากทำการวิจัยมานานนับปี โครงการแมนฮัตตันก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ในปี 1945 เมื่อการผลิต ‘อุปกรณ์’ (the gadget) หรือหนึ่งในสามของระเบิดพลูโตเนียมที่ผลิตขึ้นก่อนการสิ้นสุดของสงครามประสบความสำเร็จ สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาระเบิดยูเรเนียมที่ไม่ได้มีการทดสอบ

แม้ว่าจะมีศักยภาพที่ชัดเจนที่อาวุธเหล่านี้จะสามารถยุติเส้นทางของสงครามโลกครั้งที่สองที่กำลังดำเนินอยู่ นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาระเบิดชนิดนี้ได้ปฏิเสธการใช้งานในสงคราม Leo Szilard นักฟิสิกส์ที่ค้นพบปฏิกิริยานิวเคลียร์ลูกโซ่ (Nuclear chain reaction) ได้ร้องขออำนาจสั่งการจากประธานาธิบดีแฮรรี เอส. ทรูแมน (ที่รับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีโรสเวลต์) ว่าไม่ให้ใช้มันในสงคราม แต่คำร้องขอของเขาที่มีการยื่นพร้อมลายเซ็นจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ในโครงการแมนฮัตตันนั้นไม่ถูกรับฟังแต่อย่างใด

วันที่ 6 สิงหาคม 1945 เครื่องบิน บี-29 ได้ทิ้งระเบิดยูเรเนียมที่เมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นอันเป็นความพยายามให้ญี่ปุ่นยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข และ 3 วันต่อมา สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดพลูโตเนียม ซึ่งเป็นระเบิดเช่นเดียวกับที่ใช้ในการทดสอบทรินิตี ลงที่เมืองนางาซากิ การโจมตีทั้งสองเมืองนี้ทำให้มีพลเมืองบาดเจ็บและล้มตายไปกว่า 200,000 คน

ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคม นักประวัติศาสตร์บางคนเสนอว่าการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ครั้งนี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ นั่นคือเพื่อข่มขวัญสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้นำโซเวียตอย่าง โจเซฟ สตาลิน ได้ให้ไฟเขียวโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 1943 และหนึ่งปีครึ่งหลังจากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่น โซเวียตประสบความสำเร็จในการทดลองปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์เป็นครั้งแรก และในปี 1949 โซเวียตได้ทดสอบการใช้งานอุปกรณ์นิวเคลียร์ (Nuclear Device) เป็นครั้งแรกในปี 1949

ระเบิดนิวเคลียร์, ฮิโรชิมา
ที่เมืองฮิโรชิมา รถรางยังคงให้บริการ ชาวเมืองจำนวนหนึ่งเดินไปตามซากปรักหักพังของเมือง

อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องตลกร้ายที่บรรดาผู้นำทางการเมืองในสหรัฐฯ กลับมองว่าการสร้างระเบิดนิวเคลียร์จะเป็นเครื่องมือในการยับยั้งและช่วยปกป้องโลกไม่ให้พบกับสงครามโลกครั้งที่สามโดยการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพในการบดขยี้สหภาพโซเวียต แต่ในปี 1961 โซเวียตก็ได้ทดลอง Tsar Bomba อาวุธร้ายแรงที่สามารถก่อให้เกิดพลังระเบิดเทียบเท่าระเบิด TNT ขนาด 50 เมกะตันและผลิตเมฆรูปเห็ดที่มีความสูงเท่าภูเขาเอเวอเรสต์

“แม้ว่าพวกเขาจะมีระเบิดมากเท่าใดหรือการระเบิดจะรุนแรงมากแค่ไหน พวกก็ต้องการระเบิดที่รุนแรงมากกว่าเดิมอยู่ดี” Craig Nelson นักประวัติศาสตร์กล่าวและเสริมว่า “มันไม่มีคำว่าพอหรอกครับ”

เนื่องจากมีประเทศอื่นๆ ได้พัฒนาความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองและคลื่นสงครามเย็นได้แผ่ขยายไปในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ไปต้นถึงต้นทศวรรษ 1960 ขบวนการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ก็ได้เติบโตขึ้นเพื่อตอบโต้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากอาวุธนิวเคลียร์และการทดสอบอาวุธที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์และสาธารณชนได้เริ่มการห้ามการทดสอบอาวุธไปจนถึงขอให้มีการปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยไอน์สไตน์ ผู้ที่เริ่มเตือนประธานาธิบดีโรสเวลต์ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ที่ดำเนินการต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และในปี 1955 ได้มีแถลงการณ์โดยกลุ่มนักฟิสิกส์และปัญญาชนร้องขอให้โลกยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์ “เราจะผลักให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ไปสู่จุดจบ หรืออยากให้มนุษยชาติละทิ้งการทำสงคราม”

ระเบิดนิวเคลียร์, ผู้ป่วย
นางาซากิ : เด็กน้อยผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมณูร้องไห้ขณะกำลังทำแผล ภายในโรงเรียนประถม Shin Kozen ที่ถูกเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลชั่วคราว ระเบิดปรมณูลูกแรกที่ทิ้งลงยังเมืองนางาซากิคร่าชีวิตชาวเมืองไป 40,000 คน

อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีคำตอบให้กับประเด็นนี้ จากนั้นในปี 1962 มีรายงานว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ของโซเวียตอยู่ในประเทศคิวบาซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missle Crisis) อันเป็นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ซึ่งอาจทำให้เกิดหายนะทางนิวเคลียร์ได้

เพื่อตอบสนองสิ่งที่นักรณรงค์ต่างกังวล ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต (ซึ่งต่อมาคือรัสเซีย) ได้ลงนามข้อตกลงในสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์บางส่วน (a partial test ban treaty) ในปี 1963 ตามมาด้วยสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons) ในปี 1968 และข้อตกลงอื่นๆ ที่ตามมาเพื่อจำกัดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์

แต่ในต้นปี 2020 มีการประมาณการว่ามีจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ 13,410 ลูกบนโลก ซึ่งลดลงจากจำนวนที่มากที่สุดคือ 70,300 ลูกในปี 1986 ตามข้อมูลจากสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน (FAS) โดย FAS รายงานว่าร้อยละ 91 ของหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอยู่บนโลกถูกครอบครองโดยสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆ เช่นฝรั่งเศส จีน สหราชอาณาจักร อิสราเอล ปากีสถาน อินเดีย และเกาหลีเหนือ และอิหร่านที่ต้องสงสัยว่าพยายามสร้างอาวุธนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง

แม้ว่าจะมีภัยอันตรายจากการแพร่หลายของอาวุธนิวเคลียร์ และมีระเบิดนิวเคลียร์เพียงสองลูกที่ถูกใช้งานจริงระหว่างสงครามในเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ แต่ก็มีข้อเขียนจากสำนักงานสหประชาชาติเพื่อการลดอาวุธ (United Nations Office for Disarmament Affairs) ว่า ‘อันตรายจากอาวุธชนิดนี้ยังเพิ่มขึ้นเนื่องจากการมีอยู่ของมัน’

75 ปีหลังจากการทดสอบทรินิตี มนุษยชาติได้รอดพ้นจากยุคนิวเคลียร์ แต่ในโลกที่มีอาวุธนิวเคลียร์นับหมื่น พันธมิตรทางการเมืองโลกที่เปลี่ยนหน้ากันอยู่ตลอดเวลา และการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ ความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากนักวิทยาศาสตร์ที่ให้กำเนิดเทคโนโลยีที่สามารถทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป

เรื่อง ERIN BLAKEMORE


อ่านเพิ่มเติม วันที่ฟ้าถล่ม: เหตุการณ์ระเบิดปรมาณูแห่งฮิโรชิมะ

ฮิโรชิมะ, ระเบิดนิวเคลียร์, ระเบิดปรมาณู, สงครามโลกครั้งที่สอง

เรื่องแนะนำ

ยูเครน และรัสเซีย : ประวัติศาสตร์พันปีแห่งความผูกพันและความขัดแย้ง

ความเปลี่ยนแปลงมากมายหลายศตวรรษทำให้ ยูเครน อยู่ในจุดที่ต้องเลือกระหว่างความเป็น “ยุโรป “และความเป็น “รัสเซีย”  ความตึงเครียดของสถานการณ์ระหว่าง ยูเครน และรัสเซียในปัจจุบัน อาจเป็นโอกาสในการมองย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ที่เป็นทั้งความผูกพันและความแตกแยกระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นชนวนเหตุที่นำมาสู่เหตุการณ์ ณ ปัจจุบัน ยูเครน และรัสเซียมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมานับพันปีตั้งแต่อาณาจักรเคียฟรุส (Kyivan Rus) ซึ่งเป็นรัฐแห่งแรกของชาวสลาฟและเรียกได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของทั้งประเทศยูเครนและรัสเซีย ซึ่งเคียฟ (Kiev) เมืองหลวงของยูเครนในปัจจุบันเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเคียฟรุส ในปี ค.ศ. 988 เจ้าชายวลาดิเมียร์ที่ 1 (Vladimir I) ผู้เป็นเจ้าเหนือชาวรุสทั้งปวงซึ่งรวมถึงแคว้นนอฟโกรอด (Novgorod) หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของรัสเซียในปัจจุบัน ทรงเข้าพิธีรับศีลล้างบาปและเปลี่ยนชาวรุสให้เป็นคริสตชน ซึ่งประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินกล่าวถึงอาณาจักรเคียฟรุสว่า ”ทั้งชาวรัสเซียและยูเครนต่างเป็นหนึ่งเดียวกัน” นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดินแดนใน ยูเครน เป็นที่แย่งชิงของหลากหลายมหาอำนาจในหลายศตวรรษต่อมา อาณาจักรเคียพรุสล่มสลายจากการบุกรุกของกองทัพมองโกลในคริสต์ศตวรรษที่ 13 มีการบุกรุกดินแดนจากทางตะวันตกโดยอาณาจักรโปแลนด์และลิทัวเนียในคริสต์ศตวรรษที่ 16 จนในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีการต่อสู้แย่งดินแดนระหว่างเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย (Polish-Lithuanian Commonwealth) และอาณาจักรซาร์รัสเซีย (Tsardom of Russia) อันเป็นจุดสิ้นสุดในการแบ่งแยกดินยูเครนออกเป็นสองฝั่งซึ่งกินเวลานานกว่าร้อยปี โดยฝั่งทิศตะวันตกเป็นของเครือจักรภพและทิศตะวันออกเป็นของอาณาจักรซาร์รัสเซีย มีแม่น้ำนีเปอร์ […]

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน ชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และผลจากการใช้แรงงานหนักในสังคมเกษตรกรรมส่งผลให้บรรดาผู้หญิงในยุคนั้นมีร่างกายที่แข็งแรง หลักฐานยืนยันทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในโครงกระดูก ทีมนักวิจัยที่นำโดย Alison Macintosh จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกของผู้หญิงในยุคโบราณกับโครงกระดูกของผู้หญิงสมัยใหม่  ซึ่งรวมไปถึงนักกีฬาพายเรือ ผลการศึกษาพวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสตกาลมีช่วงแขนที่แข็งแรงกว่านักกีฬาหญิงในปัจจุบันเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่าในยุคเกษตรกรรมผู้หญิงเหล่านี้ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงตลอดเวลา จึงทำให้พวกเธอมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง ผลการศึกษานี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงในช่วงเวลานั้น ว่าพวกเธอมีความเป็นอยู่กันอย่างไร (เชิญรับชมวิดีโอ เหตุใดผู้หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์จึงมีกระดูกที่แข็งแรงอย่างยิ่ง ได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร

รอบนักษัตรที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๑๘) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในจิตรกรรมและดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งประทับอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้นเสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๑๐ ทรงงานจิตรกรรมอย่างต่อเนื่องโดยทรงอาศัยเวลาในช่วงค่ำที่ว่างจากพระราชกิจต่าง ๆ ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีนับร้อยองค์ ซึ่งอาจจำแนกได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ ภาพเหมือนจริงหรือแนวสัจนิยม ภาพที่สร้างสรรค์ตามคตินิยมแบบเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ และภาพแนวนามธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชื่นชมผลงานของศิลปินท่านอื่น ๆ และทรงค้นคว้าสร้างสรรค์งานศิลปะรูปแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาจิตรกรรมแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางด้านดนตรีนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้รวมทั้งสิ้น ๔๘ เพลง ส่วนใหญ่จะทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นก่อน แล้วทรงมอบให้ผู้อื่นนิพนธ์หรือประพันธ์คำร้อง มีเพียงเพลง ”รัก” และเพลง ”เมนูไข่” ที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นโดยมีบทประพันธ์คำร้องอยู่ก่อน เพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เพลงแสงเทียน และเพลงพระราชนิพนธ์หลังสุดคือ เพลงเมนูไข่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงแสงเทียนเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ แต่ทรงแก้ไขปรับปรุงและนำออกบรรเลงในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เพลงพระราชนิพนธ์ที่นำออกบรรเลงเป็นเพลงแรกคือ เพลงยามเย็น เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เพลงพระราชนิพนธ์เพลงที่สามแต่ทรงนำออกบรรเลงเป็นเพลงที่สอง ในวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ และได้รับความนิยมสูงสุด คือ เพลงสายฝน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริทรงนิพนธ์คำร้อง และได้รับเกียรติจากองค์การยูเนสโกประกาศให้ใช้เป็นเพลงตัวแทนที่แสดงถึงชนชาติในเอเชียเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งถึงเพลงสายฝนว่า มีเรื่องที่เป็นความลับของเพลงนี้ว่า ”เมื่อแต่งเป็นเวลา ๖ เดือน หม่อมเจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริได้เขียนจดหมายถึง บอกว่า มีความปลาบปลื้มอย่างหนึ่ง เพราะไปเชียงใหม่ เดินไปตามถนน ได้ยินเสียงคนผิวปากเพลงสายฝน ก็เดินตามเสียงเขาไปในตรอกซอยแห่งหนึ่ง ก็เห็นคนกำลังซักผ้าแล้วก็มีความร่าเริงใจ ผิวปากเพลงสายฝนและก็ซักผ้าไปด้วย ก็นับว่าสายฝนนี้มีประสิทธิภาพสูง ซักผ้าได้สะอาด…” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงประจำมหาวิทยาลัย ๓ เพลง คือ เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๑ เพลงมหาจุฬาลงกรณ์ พระราชทานเป็นเพลงประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๓๖ เพลงยูงทอง พระราชทานเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๔๒ เพลงเกษตรศาสตร์ พระราชทานเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา ”อัครศิลปิน” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระปรีชาสามารถด้านวรรณกรรม ทรงพระราชนิพนธ์ผลงานไว้หลายองค์ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ทรงแปลบทความจากข่าวไว้ ๙ เรื่อง และในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ อีก ๑ เรื่อง ส่วนหนังสือพระราชนิพนธ์ที่จัดพิมพ์เป็นเล่มนั้น เรื่องแรกทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ คือเรื่อง เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิสแลนด์, ๒๔๘๙ เรื่องต่อมาเป็นบทพระราชนิพนธ์แปล นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ ทรงเริ่มแปลเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐ สำเร็จในวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ บทพระราชนิพนธ์แปลอีกเรื่องหนึ่งคือ ติโต ตามมาด้วยพระราชนิพนธ์ เรื่อง ทองแดง และ เรื่อง ทองแดง ฉบับการ์ตูน ทรงเล่าถึงสุนัขทรงเลี้ยงที่ชื่อ ”ทองแดง” หนังสือพระราชนิพนธ์สำคัญที่ทรงพระราชนิพนธ์ และโปรดเกล้าฯให้เหล่าศิลปินมีชื่อ ๘ ท่าน เขียนภาพจิตรกรรมประกอบคือ เรื่อง พระมหาชนก ที่โปรดเกล้าฯให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าเฝ้าฯรับฟังพระราชดำรัสเรื่องพระราชนิพนธ์นี้ ในวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ นอกจากบทพระราชนิพนธ์และภาพจิตรกรรมอันทรงคุณค่ารวมทั้งการจัดพิมพ์อย่างประณีตสวยงามที่สุดแล้ว พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกยังแสดงถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านอักษรศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และโหราศาสตร์ไทย ต่อมาพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกนี้ยังได้รับการจัดพิมพ์เป็น พระมหาชนก ฉบับการ์ตูน ด้วย พระอัจฉริยภาพด้านการกีฬาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นไม่ด้อยไปกว่าด้านอื่น ๆ เลย กีฬาที่ทรงสนพระราชหฤทัยและมีความเชี่ยวชาญคือ เรือใบ แบดมินตัน เทนนิส และยิงปืน โดยเฉพาะกีฬาเรือใบนั้นทรงแสดงให้ปรากฏถึงพระอัจฉริยภาพอันสูงยิ่งเมื่อคราวมหกรรมกีฬาแหลมทองหรือ SEAP ames ครั้งที่ ๔ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในปีพ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อทรงได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนักกีฬาไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ ทรงปฏิบัติพระองค์เสมือนนักกีฬาทีมชาติอย่างเคร่งครัดทรงเข้าค่ายฝึกซ้อมและรับเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาเช่นเดียวกับนักกีฬาไทยคนอื่น ๆ ซึ่งผลการแข่งขันก็ปรากฏว่าพระองค์ทรงชนะการแข่งขันได้รับรางวัลเหรียญทอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ ”เรือใบมด” ขึ้นและทรงจดสิทธิบัตรเป็นสากลที่ประเทศอังกฤษ ในประเภทเรือ International Moth Class คำว่า ”มด” ทรงแปลงจากคำว่า ”ม็อธ-Moth” ส่วนเหตุที่ใช้ชื่อมด ทรงมีรับสั่งว่า “ที่ชื่อมดนั้น เพราะมันกัดเจ็บ ๆ คัน ๆ ดี” เรือใบมดมีขนาดความยาว ๑๑ ฟุตกว้าง ๔ ฟุต ๑๑ นิ้ว เนื้อที่ใบเรือ ๗๒ ตารางฟุต เคยทรงนำลงแข่งทดลองที่ประเทศอังกฤษ และได้อันดับที่ ๑ ในบรรดาเรือขนาดเดียวกัน ต่อมาทรงประดิษฐ์ในรุ่นซูเปอร์มดและไมโครมด เพิ่มขึ้นมา มีการจัดแข่งขันเรือใบมดในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติอีกหลายครั้ง รวมทั้งกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๒๘ จากการที่ทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแหลมทองและทรงได้รับรางวัลเหรียญทอง โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นประธานในพิธีทูลเกล้าฯถวายเหรียญรางวัล ในวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ การกีฬาแห่งประเทศไทยจึงกำหนดเอาวันที่ ๑๖ ธันวาคม เป็น “วันกีฬาแห่งชาติ”     อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ปวงประชามหาปีติ, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า

เปิดโลกนักล่าคัมภีร์ ไบเบิล

ในโลก "ลับ ลวง พราง" ที่ศาสนามาบรรจบกับโบราณคดี นักวิทยาศาสตร์ นักสะสม และมิจฉาชีพ ต่างช่วงชิงค้นหาพระคัมภีร์ไบเบิลอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตน