การเคลื่อนย้าย มัมมี่ฟาโรห์ เกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมข่าวลือเรื่องคำสาปฟาโรห์

มัมมี่ราชวงศ์อียิปต์โบราณถูกเคลี่อนย้ายอีกครั้ง

มัมมี่ฟาโรห์ ที่เคยบินไปบูรณะที่ฝรั่งเศสเมื่อปี 1976 ได้ออกเดินทางในขบวนพาเหรดเฉลิมฉลองยุคทองของฟาโรห์ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ อีกครั้ง

มัมมี่ฟาโรห์ เซติที่ 1 ผู้ปกครองอียิปต์กว่าทศวรรษ เริ่มตั้งแต่ 1290 ปีก่อนคริสต์ศักราช คือหนึ่งในมัมมี่ที่จะเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์ใหม่ในกรุงไคโร

ขบวนพาเหรดเคลื่อนย้ายพระศพของราชวงศ์อียิปต์โบราณ เมื่อวันเสาร์ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ในกรุงไคโร เป็นมัมมี่ฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์กว่า 22 ศพ ขบวนเริ่มต้นจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์ไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอารยธรรมอียิปต์ (NMEC) และร่วมขบวนโดยดารา นักแสดง นักเต้นระบำ และเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัย

งานมหกรรมนี้ได้รับการขนานนามในโทรทัศน์ว่า “การเดินขบวนสีทองของฟาโรห์” ซึ่งจัดเส้นทางขบวนเลียบแม่น้ำไนล์ งานนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนานของอียิปต์ และดึงดูดนักท่องเที่ยวหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลให้การท่องเที่ยวทั่วโลกหยุดชะงัก

“งานครั้งนี้จะทำให้ชาวอียิปต์ภูมิใจในประเทศตัวเอง” ซาฮี ฮาวาสส์ นักโบราณคดี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณวัตถุแห่งชาติ กล่าวและเสริมว่า “ในช่วงเวลาโควิค -19 ระบาด ผู้คนต้องการที่จะมีความสุข ภูมิใจในประเทศ และภูมิใจในบรรพบุรุษของเขา พวกเขาจะรอต้อนรับกษัตริย์ของเขาบนถนน”

มัมมี่ส่วนใหญ่มาจากยุคทองของอียิปต์ หรือยุคอาณาจักรใหม่ (1539 – 1075 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ขบวนประกอบไปด้วยมัมมี่ฟาโรห์ 18 ศพ และมัมมี่เชื้อพระวงศ์ 4 ศพ โดยมีตั้งแต่มัมมี่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไปจนถึงมัมมี่ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก

ตัวอย่างมัมมี่ที่มีชื่อเสียงได้แก่ ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาราช และถูกกล่าวถึงในหนังสืออพยพ ในพระคัมภีร์ไบเบิล และฟาโรห์แฮตเชปซุต หนึ่งในฟาโรห์หญิงเพียงไม่กี่องค์ในยุคอียิปต์โบราณ ผู้ชำนาญการสร้างและผู้นำที่เข้มแข็ง

มัมมี่ฟาโรห์
ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ได้รับการจดจำในฐานะนักรบผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นผู้ปกครองอียิปต์กว่า 67 ปี ตั้งแต่ 1279 ถึง 1213 ปีก่อนคริสต์ศักราช ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ปรากฏอยู่ในหนังสืออพยพในพระคัมภีร์ไบเบิล ทำให้ได้รับความนิยมและมักจะปรากฏในภาพยนต์และหนังสือ
มัมมี่ฟาโรห์
พระราชินีแฮตเชปซุส หนึ่งในฟาโรห์หญิงเพียงไม่กี่องค์ ในช่วงเวลาที่ครองราชย์ 22 ปี เธอเป็นผู้นำการสร้างอนุสาวรีย์และศาสนสถานกว่า 100 แห่ง และยังเป็นผู้เริ่มการติดต่อค้าขายกำยานและน้ำมันมีค่ากับดินแดนพุนต์ ซึ่งตั้งอยู่ในเยเมนปัจจุบัน / ภาพถ่ายโดย เคนเน็ท แกร์เร็ตต์

มัมมี่ของผู้ปกครองที่เคราะห์ร้ายมีอยู่ในขบวนด้วยเช่นกัน เช่น ฟาโรห์อังก์เอนเร ซิปตาห์ ที่เสียชีวิตในช่วงวัยรุ่นด้วยโรคโปลิโอ และฟาโรห์เซเคเนนเร ทา ผู้มีบาดแผลจากขวาน มีดสั้น กระบอง และหอก ตามผลซีทีสแกนโดยนักวิชาการ

มัมมี่ฟาโรห์อื่นๆ ก็มีความน่าหลงใหลเฉพาะตัวเช่นกัน “ฟาโรห์เซติที่ 1 คงจะเป็นฟาโรห์โปรดของฉัน” ซาลิมา อิกราม (Salima Ikram) นักอียิปต์วิทยา มหาวิทยาลัยอเมริกันในไคโร กล่าวและเสริมว่า “พระองค์มีรสนิยม และพระองค์มีรูปโฉมที่งดงาม”

ขบวนพาเหรดเริ่มต้นขึ้นหลังเวลาพระอาทิตย์ตก ประกอบไปด้วยการยิงสลุต 21 นัด ขณะเดินทางไปยังจัตุรัสทาห์รีร์ มัมมี่ทั้งหมดเคลื่อนผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของฟาโรห์ บนทางเลียบแม่น้ำไนล์ยาว 8 กิโลเมตร โดยมีฉากหลังเป็นดอกไม้ไฟ และการจัดแสดงแสงสีเสียง

“มัมมี่จะถูกขนส่งในกล่องกันกระแทกซ้อนกัน คล้ายกับโลงพระศพโบราณหรือกล่องจีน” อิกราม (Ikram) ผู้เชี่ยวชาญด้านมัมมี่และการทำมัมมี่ ที่ปรึกษาของงานเคลื่อนย้ายพระศพ กล่าวและเสริมว่า “มัมมี่ควรเดินทางอย่างปลอดภัยที่สุด”

กล่องควบคุมสภาพอากาศที่ปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนาถูกนำไปวางไว้บนรถบรรทุกทหารพื้นเรียบ ที่ตกแต่งให้เหมือนราชรถบรรทุกศพในสมัยโบราณ อับดุล ฟัตตาห์ อัสซีซี (Abdel Fattah el-Sisi) นายกรัฐมนตรีอียิปต์ และคณะผู้ทรงเกียรติ ออกมารอต้อนรับขบวน เมื่อขบวนมาถึงพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอารยธรรมอียิปต์

การเคลื่อนย้ายมัมมี่

นี่ไม่ใช่การเคลื่อนย้ายมัมมี่ครั้งแรก เมื่อ 3000 ปีก่อน มัมมี่ส่วนมากถูกเคลื่อนย้าย หลังจากประดิษฐานอยู่ในสุสานที่หรูหราของหุบเขากษัตริย์ ใกล้เมืองลักซอร์ เพื่อป้องกันไม่ไห้โจรเข้ามาขโมยมัมมี่ โลงศพถูกค้นพบอีกครั้งในช่วงปลายศรรตวรรษที่ 19 บางโลงค้นพบด้วยความช่วยเหลือจากโจรปล้นสุสานในพื้นที่ มัมมี่ทั้งหมดถูกลำเลียงไปตามแม่น้ำไนล์บนเรือกลไฟ เพื่อนำไว้เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์ไคโร

ในปี 1881 นักข่าวบันทึกการเดินทางของมัมมี่บนเรือว่า มีคนท้องถิ่นออกมาไว้อาลัยการจากไปของมัมมี่ที่มีชื่อเสียง “ผู้หญิงจะปล่อยผมยุ่งเหยิง ร้องเสียงหลงคร่ำครวญถึงความตาย ส่วนผู้ชายจะอยู่ในความเงียบด้วยท่าทางขึงขัง และยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อรับเสร็จมัมมี่ฟาโรห์” (เมื่อถึงกรุงไคโร มัมมี่ต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่เนื่องจาก “มัมมี่” ไม่ได้อยู่ในรายการสิ่งของที่ศุลกากรอนุญาตให้ผ่านเข้าไป ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่เปลี่ยนชื่อของจาก “มัมมี่” เป็น “ปลาเค็ม” จึงให้ผ่านเข้าเมืองได้)

อารยธรรมอียิปต์โบราณโด่งดังเรื่องพีรามิด ฟาโรห์ มัมมี่ และหลุมศพ เจริญรุ่งเรื่องมาหลายพันปี แต่เราได้รับอิทธิพลอะไรจากอารยธรรมเหล่านั้น เรียนรู้เกี่ยวกับอารยธรรมอียิปต์ว่ามีส่วนในการพัฒนาทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านภาษาและคณิตศาสตร์อย่างไร

นับตั้งแต่การขนย้ายมัมมี่ในปี 1881 มัมมี่ 22 ศพ ได้กระจายไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ 4 แห่ง บางศพจัดแสดงในตู้กระจก ส่วนที่เหลือถูกจัดเก็บในห้องนิรภัย พ้นจากสายตาของสาธารณชน อีกทั้งในปี 1976 มัมมี่ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังกรุงปารีสเพื่อการบูรณะ

การเดินทางของมัมมี่ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ครั้งนั้น เป็นแรงบันดาลใจแก่ คาเลด เอล อนานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณวัตถุแห่งชาติคนปัจจุบัน เมื่อครั้งอัล อนานี ยังเป็นเด็กในโรงเรียนภาษาฝรั่งเศสในกรุงไคโร เขาได้ดูภาพยนตร์เกี่ยวกับมัมมี่ฟาโรห์รามเสสที่ 2 เดินทางไปฝรั่งเศส

“ผมประหลาดใจเมื่อเห็นกลุ่มนักข่าวและช่างภาพจำนวนมากมาคอยต้อนรับฟาโรห์รามเสสที่สนามบิน ราวกับว่าเขาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือกษัตริย์” เอล อนานี กล่าว และเมื่อเขาได้เป็นรัฐมนตรี เขาจึง “ทำการใหญ่ จัดงานเดินขบวนขนาดใหญ่เพื่อแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ ในฐานะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ”

คำสาปมัมมี่ในยุคใหม่

ชาวอียิปต์จำนวนมากรอชื่นชมขบวนดังกล่าวราวกับเป็นเทศกาลท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แต่ชาวอียิปต์อีกกลุ่มหนึ่งกังวลว่าการเคลื่อนย้ายมัมมี่นำมาซึ่งโชคร้าย

ในช่วงการเตรียมจัดงาน ประชาชนบางส่วนเชื่อว่าอุบัติเหตุรถไฟตกรางในอียิปต์กลาง ตึกถล่มในกรุงไคโร และเรือเกยตื้นขวางทางสัญจรในคลองสุเอซ เป็นผลของคำสาปมัมมี่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเคลื่อนย้ายพระศพ ฮาวาสส์ นักโบราณคดี กล่าวว่า “คำสาปไม่มีอยู่จริง” เขาหัวเราะ “มีเพียงคนที่งมงายเท่านั้น”

อย่างไรก็ตาม ขบวนดังกล่าวกลายเป็นที่ถกเถียงระดับโลก ในด้านจริยธรรมเกี่ยวกับการจัดแสดงศพมนุษย์ ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์หลายแห่งกำลังผลักดันให้งดจัดแสดงมัมมี่หรือศพมนุษย์ทั้งหมด

เจ้าหน้าที่ชาวอียิปต์ได้ถกประเด็นดังกล่าวมาหลายสิบปี ในปี 1974 ขณะที่ ฮาวาสส์เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อียิปต์ ร่วมกับเจ้าหญิงมาร์กาเร็ต (Margaret) น้องสาวของพระราชินีเอลิซาเบธ เธอสะดุ้งและปิดปากเมื่อเห็นรามเสสที่ 2 ที่แห้งและน่ากลัว “ราวกับเธอกำลังคิดว่า ‘ทำไมคุณถึงทำอะไรแบบนี้’ ฉันไม่สามารถมองหน้ามนุษย์ในสภาพแบบนี้ได้” ฮาวาสส์นึกขึ้นได้

มัมมี่ราชวงศ์อียิปต์จะได้รับการเก็บรักษาอย่างเหมาะสมในพิพิธภัณฑ์ใหม่ที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอารยธรรมอียิปต์ รัฐมนตรีอัล อนานี กล่าว

“คุณจะเดินลงทางลาดราวกับว่าคุณกำลังไปโลกหลังความตาย กำแพงเป็นสีดำ ไฟสลัว ทุกห้องจะคล้ายกับห้องฝังศพที่มีโลงมัมมี่ รายล้อมไปด้วยสิ่งของเครื่องใช้ในหลุมศพ”

“ผู้ปกครองปรารถนาที่จะถูกจดจำ เพื่อที่ชื่อเขาจะคงอยู่ตลอดไป” เกรกอรี มัมฟอร์ด  รองศาสตราจารย์ด้านโบราณคดี ของมหาวิทยาลัยอะแลบามา ในเบอร์มิงแฮม กล่าวและเสริมว่า “การจัดแสดงชื่อและการปกครองให้เป็นที่รับรู้แก่สาธารณะคงจะเป็นที่พึงพอใจแก่พวกเขา”

แปลและเรียบเรียงโดย ไท พฤฒิธาดา
โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษไทย


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ตำนาน คำสาปฟาโรห์ มีอยู่จริงหรือไม่

คำสาปฟาโรห์

เรื่องแนะนำ

กลับไปเยือนฟุกุชิมะ

กลับไปเยือน ฟุกุชิมะ หลายปีผ่านไปหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์ในจังหวัด ฟุกุชิมะ ระดับของกัมมันตรังสียังคงสูงและอันตรายเกินกว่าที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้ ขณะนี้บริเวณรอบๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดภัยพิบัติกลายสภาพมาเป็นเมืองร้าง ร่วมเดินทางกลับไปยังเมือง Futaba ที่ตั้งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าราว 2.5 ไมล์ พร้อมกับชายผู้เคยอาศัยอยู่ที่นี่ ออกสำรวจเมืองอันเงียบเหงาและบ้านของเขาที่ร่องรอยของการมีชีวิตอยู่ยังคงปรากฏให้เห็น พร้อมรับฟังว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปอย่างไรบ้าง ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นใช้เงินจำนวนหลายพันล้านดอลล่าร์ในการทำความสะอาดพื้นที่รอบๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ซึ่งทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาปริมาณรังสีที่ตกค้างลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตามคาดกันว่าบริเวณที่ใกล้กับศูนย์กลางภัยพิบัตินั้นอาจไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ให้กลับมาอยู่อาศัยได้อีก   อ่านเพิ่มเติม นี่คือสิ่งที่อาวุธนิวเคลียร์ทิ้งเอาไว้

เผยโฉมใบหน้า ราชินีอาณาจักรโบราณ

เผยโฉมใบหน้า ราชินีอาณาจักรโบราณ เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ช่วยเผยโฉมใบหน้าของผู้คนที่เคยมีชีวิตอยู่ในอดีต ใบหน้าที่เห็นในวิดีโอนี้เป็นแบบจำลองของ ราชินีอาณาจักรโบราณ แห่งชนเผ่า Wari อาณาจักรโบราณในเปรู ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 1,200 ปีก่อน โดยอาศัยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติช่วยหล่อกระโหลกศีรษะของเธอขึ้นมาใหม่ จากนั้นแต่เติมกล้ามเนื้อ ผิว และเส้นผมด้วยมือ ร่างของราชินีถูกพบเมื่อปี 2012 ภายในหลุมฝังศพ ที่ฝังร่วมกับหญิงชนชั้นสูงในอดีตอีก 57 หลุม ราชินีผู้นี้ถูกฝังอยู่ในท่วงท่าที่งดงามรอบ ๆ ศพของเธอล้อมรอบไปด้วยเครื่องเพชรพลอยและข้าวของมีค่าต่างๆ เช่น ตุ้มหูทองคำ ตุ้มหูเงิน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้ร่วมมือกันสร้างโฉมหน้าราชินีขึ้นมาใหม่ เพื่อพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตในอดีตของชนเผ่าดังกล่าว   อ่านเพิ่มเติม : หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน, สาสน์ลับ ภายในหุ่นไม้พระเยซู

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]