นาซีพบที่ซ่อน แอนน์ แฟรงค์ ในช่วงโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวได้อย่างไร

นาซีพบที่ซ่อน แอนน์ แฟรงค์ ในช่วงโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวได้อย่างไร

แม้การจับกุม แอนน์ แฟรงค์ จะผ่านมาแล้ว 77 ปี บรรดานักสืบสวนยังคงสืบหาว่า เจ้าหน้าที่นาซีพบที่ซ่อนของเด็กหญิงชาวดัตช์และครอบครัวได้อย่างไร

หลังจากต้องหลบซ่อน ในห้องบนโกดังของบิดามานานกว่าสองปี แอนน์ แฟรงค์ ผู้เขียนบันทึก บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์ อันลือลั่นและสมาชิกในครอบครัวอีก 7 คน ได้ถูกค้นพบโดยทหารนาซีเยอรมันและเจ้าหน้าที่ชาวดัตช์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 1944 การค้นหาว่าใคร หรืออะไร ที่ทำให้ที่หลบซ่อนของพวกเขาถูกเปิดเผยยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอด 77 ปี

ทุกวันนี้ บรรดานักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล แม้กระทั่งนักนิติวิทยาศาสตร์ยังคงใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อระบุตัวเปิดเผยที่อยู่ของแอนน์ แฟรงค์ รวมไปถึงอีกสมมติฐานหนึ่งว่า บางที แอนน์ แฟรงค์ อาจถูกพบเจอตัวโดยบังเอิญ

ไดอารี่ของแอนน์ หรือที่รู้จักกันในนาม บันทึกของแอนน์ แฟรงค์ ซึ่งเธอเขียนขึ้นเมื่อตอนอายุ 13-15 ปี เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่แพร่หลายไปทั่วโลก สำหรับชาวเนเธอร์แลนด์ เรื่องราวของเธอ ซึ่งเป็นประชาชนธรรมดาที่เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยผู้อื่นซึ่งกำลังเดือดร้อนได้กลายมาเป็นเรื่องราวอันโดดเด่นของชาวดัตช์ในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงการถูกยึดครองของเนเธอร์แลนด์ในสงครามโลกครั้งที่สอง

โดยในช่วงเวลานั้นมีการสังหารชาวดัตช์เชื้อสายยิวมากกว่าร้อยละ 80 สูงเป็นอันดับสองรองจากประเทศโปแลนด์

แอนน์ แฟรงค์
สมุดบันทึกเล่มแรกของแอนน์ แฟรงค์ เป็นสมุดลายตราหมากรุกสีแดงที่เธอเก็บรักษาเอาไว้ในระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน ถึง 5 ธันวาคม 1942 สมุดเล่มนี้บันทึกเรื่องราวการหลบซ่อนของครอบครัวเธอในช่วงเดือนแรก อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE

หลายปีผ่านไป มีผู้ต้องสงสัยราว 30 คนที่เชื่อว่าเป็นผู้ทรยศแอนน์ แฟรงค์ และครอบครัว

ข้อกล่าวหาได้รวมไปถึงลูกจ้างที่ช่างสงสัยเกินไป ซึ่งทำงานอยู่ใต้ที่ซ่อนตัวของแอนน์ แฟรงค์ มีการสืบสวน 2 กรณี คือในปี 1947 และในปี 1963 เพื่อสืบหาว่าผู้ร้ายคือใคร โดยคนแรกคือ Wilhelm Geradus van Maaren ซึ่งพ้นจากข้อกล่าวหาในภายหลังเนื่องจากไม่มีหลักฐาน

และผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งคือ Lena Hartog-van Bladeren ซึ่งเป็นคนที่จัดการเรื่องสัตว์รบกวนในโกดัง (ที่ครอบครัวของแอนน์ แฟรงก์หลบซ่อนอยู่) มีการพูดกันว่า Lena สงสัยว่ามีคนหลบซ่อนตัวอยู่ในโกดัง และได้เผยแพร่ข่าวลือนี้ออกไป แต่ภายหลัง ได้มีการสัมภาษณ์ Lena และเธอยืนยันว่าไม่ทราบเรื่องที่มีคนหลบซ่อนตัว ก่อนการบุกจับกุมแอนน์ แฟรงก์

การเขียนรายชื่อผู้ต้องสงสัยยังคงดำเนินต่อไป และยังคงไม่มีหลักฐานมายืนยัน หรือพิสูจน์หักล้างความเชื่อมโยงใดๆ ที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ Gertjan Broek หัวหน้านักวิจัยของ บ้านแอนน์ แฟรงค์ (ANNE FRANK HOUSE) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม เชื่อว่า การพุ่งเป้าไปที่การค้นหาผู้ส่งข่าวที่อยู่ของแอนน์ แฟรงค์ อาจทำให้บรรดานักวิจัยไม่สามารถค้นพบสาเหตุที่แท้จริง

แอนน์ แฟรงค์
นี่คือภาพบุคคลของแอนน์ แฟรงค์ในหนังสือเดินทางเมื่อปี 1939 ซึ่งถ่ายขึ้นก่อนที่เธอและครอบครัวจำเป็นต้องหลบซ่อนตัว โดยครอบครัวตระกูลแฟรงค์พยายามยื่นคำขออพยพไปที่สหรัฐอเมริกา 2 ครั้ง แต่เนื่องด้วยความเข้มงวดของข้อบังคับการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลานั้นทำให้ครอบครัวของแอนน์ แฟรงค์ต้องอาศัยอยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE

“การถามว่า ‘ใครทรยศ แอนน์ แฟรงค์’ นั่นหมายความว่าคุณมีสมมติฐานในใจเรียบร้อยแล้ว และทิ้งความเป็นไปได้อื่นๆ ไป” Gertjan กล่าว

เป็นไปได้ว่า ครอบครัวตระกูลแฟรงค์ไม่ได้ถูกทรยศแต่อย่างใด แต่พวกเขาอาจถูกพบเจอโดยบังเอิญ ซึ่งมีโอกาสว่าครอบครัวแฟรงค์ที่ซ่อนอยู่ถูกพบเจอในช่วงของการค้นหาผู้ฉ้อโกงคูปองปันส่วนอาหาร Gertjan กล่าวเสริม

มีข้อเท็จจริง 2-3 ข้อ ที่สนับสนุนสมมติฐานนี้

ข้อแรก เจ้าหน้าที่ชาวเยอรมันและชาวดัตช์ไม่ได้เตรียมยานพาหนะขนส่งในช่วงที่พวกเขามาถึงตัวแอนน์ แฟรงค์ อาจเป็เพราะพวกเขาไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน

ข้อสอง หนึ่งในสามเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในการจับกุมเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเรื่องอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

และข้อสุดท้าย ชายสองคนที่จัดหาที่หลบซ่อนและคูปองปันส่วนอาหารในตลาดมืดได้ถูกจับกุมเช่นกัน แต่หนึ่งในสองคนนี้ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นไปได้ว่าหนึ่งในสองคนนี้มีข้อตกลงพิเศษกับเจ้าหน้าที่ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเรื่องคูปองปันส่วนอาหารอยู่ในการบุกเข้าจับกุมตัว แอนน์ แฟรงก์ ด้วยเช่นกัน

แอนน์ แฟรงค์
ภาพบรรยากาศจากตึกที่แอนน์ แฟรงค์ และสมาชิกครอบครัวอีก 7 คน รวมไปถึงครอบครัว van Pel และ Fritz Pfeffer ใช้หลบซ่อน จะทำให้ทราบได้ว่าทั้งเสียงและแสงจากห้องนี้ได้เปิดเผยที่ซ่อนของพวกเขาไปยังเพื่อนบ้านช่างสงสัยได้อย่างไร ภาพถ่ายโดย ULLSTEIN PICTURES DTL, GETTY

แม้ว่าจะเป็นไปได้ที่สมาชิกครอบครัว 8 คนที่หลบซ่อนอยู่จะถูกค้นพบโดยบังเอิญ แต่ Gertjan ยังคงหาหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานนี้ไม่ได้ “โชคร้ายที่ยังไม่มีหลักฐานที่นำไปสู่ข้อสรุป แต่ยิ่งคุณมีธงปักไว้ในการสืบหามากเท่าไหร่ คุณยิ่งสามารถจำกัดวงแคบของการสืบหาได้มากขึ้นเท่านั้น” เขากล่าวเสริม

นักสืบสวนอีกกลุ่มหนึ่งที่ประกอบไปด้วยนักนิติวิทยาศาสตร์ นักอาชญาวิทยา และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หวังว่าจะสามารถจำกัดการค้นหาผู้ร้ายให้เหลือเพียงคนเดียว

ทีมสืบสวนซึ่งนำโดยอดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่เกษียณอายุแล้วอย่าง Vincent Pankoke ได้สืบสวนโดยใช้วิธีการสมัยใหม่ ทั้งการใช้แหล่งข้อมูลในอดีต สัมภาษณ์แหล่งข้อมูลจากทั่วโลก และใช้เทคโนโลยีสืบสวนจากศตวรรษที่ 21 เช่นการใช้เครื่องสแกน 3 มิติ กับห้องที่แอนน์ แฟรงค์ใช้หลบซ่อนเพื่อให้ทราบว่าเสียงจากห้องสามารถทะลุผ่านไปยังอาคารข้างเคียงได้อย่างไร

 

 

แอนน์ แฟรงค์
Edith Frank แม่ของแอนน์ เสียชีวิตในวันที่ 6 มกราคม 1945 ที่ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ 3 สัปดาห์ก่อนการปลดปล่อยค่ายนี้ อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE
แอนน์ แฟรงค์
Otto Frank พ่อของแอนน์ เป็นผู้รอดชีวิตคนเดียว หลังเหตุการณ์สงบ เขาย้ายไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์และเสียชีวิตในปี 1980 อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE

ในบรรดาครอบครัวของแอนน์ แฟรงค์ที่ถูกจับกุม มีเพียงอ็อตโต บิดาของแอนน์ที่รอดชีวิตในสงครามมาได้ อาจจะสายเกินไปที่จะค้นหาผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม การค้นหาความจริงในครั้งนี้ก็ยังมีประโยชน์ต่อคนอีกหลายคน

“ถ้าเราเข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น เราก็จะเรียนรู้ว่า ผู้คนปฏิบัติต่อกันอย่างไร และเพื่อเป็นการเตรียมตัวสู่อนาคต” Emile Schrijver ผู้อำนวยการทั่วไปของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาวยิวและย่านประวัติศาสตร์ชาวยิวในกรุงอัมสเตอร์ดัม กล่าว

เรื่อง SYDNEY COMBS


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ชัยชนะของโซเวียตในสมรภูมิเบอร์ลิน – จุดจบของ นาซีเยอรมนี

นาซีเยอรมนี

 

เรื่องแนะนำ

ไนเจอร์ : ชาติบนปากเหวในภูมิภาคระส่ำระสาย

แม้จะตั้งอยู่ในภูมิภาคที่ขึ้นชื่อว่าระสํ่าระสายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถูกรุมเร้าจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และการคุกคามจากกลุ่มก่อการร้ายอย่างอัลกออิดะห์และไอเอส กระนั้น ไนเจอร์ก็ยังคงมีเสถียรภาพ แต่จะอีกนานเพียงใด

โฉมหน้าแท้จริงของ แกลดิเอเตอร์

อุโมงค์ใต้อัฒจันทร์ครึ่งวงกลมยุคโรมันในเมืองอาร์ล ประเทศฝรั่งเศส มืดและเย็น ร่มเงานั้นชวนให้ผ่อนคลายจากแสงแดดจ้าซึ่งแผดเผาลานประลองของเหล่า แกลดิเอเตอร์ ที่ปกคลุมไปด้วยทรายในอัฒจันทร์แห่งนี้ แต่หมวกของ แกลดิเอเตอร์ หรือนักดาบโรมันที่ผมเพิ่งใส่นั้นชวนอึดอัด เครื่องปกป้องศีรษะจำลองนี้คือสิ่งที่ แกลดิเอเตอร์สวมเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน เป็นหมวกโลหะบุบๆที่มีริ้วรอย หนักราวหกกิโลกรัม มันมีกลิ่นโลหะฉุนๆเหมือนผมจุ่มศีรษะลงในถุงใส่เหรียญเงินเหม็นๆ ผมมองทะลุช่องกรุของแผ่นสำริดออกไป เห็นชายสวมผ้าเตี่ยวสองคนอบอุ่นร่างกายเพื่อให้พร้อมต่อสู้ ปลอกแขนโลหะของพวกเขาส่งเสียงกระทบกันขณะที่ชายคนหนึ่งขยับเท้าไปมา มือที่ใส่ถุงมือหนังกำดาบโค้งสั้นๆเล่มหนึ่งไว้ ขณะที่ผมขยับตัวอย่างอึดอัด คู่หูของเขาก็ชูดาบขึ้นและฟาดใส่ศีรษะผม ราวกับจะทดสอบความแข็งแรงของหมวก ผมยักไหล่ นึกในใจว่ายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้งานชิ้นนี้ แต่บรีซ โลเปซ ครูฝึกของพวกเขา ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส ร่างผอม ผิวสีน้ำตาลเข้ม ขัดขึ้นเสียก่อน “เขาไม่ได้ฝึกมา” โลเปซพูดเสียงเฉียบขาด “เขาไม่มีแรง เดี๋ยวนายทำคอเขาหัก” อดีตตำรวจฝรั่งเศสและครูฝึกการต่อสู้ที่ได้ยูยิตสูสายดำอย่างโลเปซรู้ว่า การต่อสู้จริงๆเป็นอย่างไร เมื่อยี่สิบเจ็ด ปีก่อน เขาหันไปเรียนการต่อสู้แบบโบราณด้วยความสนใจ หลังจากได้อาวุธและชุดเกราะจำลองของแกลดิเอเตอร์ ที่สั่งทำขึ้น เขาก็ใช้เวลาหลายปีขบคิดว่า ของเหล่านี้นำไปใช้ในการต่อสู้ห้ำหั่นถึงชีวิต เช่นที่นำเสนอในหนังสือและภาพยนตร์เกี่ยวกับแกลดิเอเตอร์ได้อย่างไร แต่ยิ่งศึกษาอาวุธและชุดเกราะของแกลดิเอเตอร์มากเท่าไร เขาก็ยิ่งพบความไม่สมเหตุผลมากเท่านั้น ทั้งชุดเกราะ ปลอกแขนปลอกขาโลหะ และหมวกสำริดเทอะทะที่ครอบทั้งศีรษะ ทำให้ แกลดิเอเตอร์ หลายคนสวมอุปกรณ์ป้องกันลงสนามประลองมากพอๆกับที่ทหารโรมันสวมยามออกรบ แต่ดาบที่พวกเขาใช้ตามปกติกลับมีความยาวราว […]

เราได้อะไรจากการเรียนประวัติศาสตร์?

เราได้อะไรจากการเรียนประวัติศาสตร์? เห็นมุมมองของเด็กๆ เหล่านี้แล้วมันชื่นใจ เมื่อถามเด็กๆ ว่า “เราได้อะไรจากการเรียนประวัติศาสตร์?” หนูน้อย Raphael วัย 9 ขวบตอบว่า “เราเรียนประวัติศาสตร์ก็เพื่อที่เราจะได้ไม่ทำผิดซ้ำเหมือนเช่นที่ผู้คนในอดีตทำ” ส่วน EJ วัย 10 ขวบให้คำตอบว่า “บางครั้งประวัติศาสตร์ก็ให้บทเรียนแก่เรา เช่นที่อับราฮัม ลินคอล์นประกาศเลิกทาส” และเมื่อเราถามต่อไปว่า “สีผิวทำให้ผู้คนแตกต่างกันหรือไม่?” เด็กหญิง Brooklynne วัย 9 ขวบกล่าวว่า “คนเราไม่ควรถูกตัดสินจากสีผิว” ด้าน Gwen วัย 9 ขวบเช่นกันกล่าวเสริมว่า “ไม่ว่าคนเราจะมีสีผิวใดก็ตาม ไม่อาจบอกได้ว่าข้างในเขาเป็นคนเช่นไร” และนี่คือส่วนหนึ่งจากมุมมองทั้งหมดที่เด็กๆ สมัยใหม่มีต่อโลกและอเมริกา ร่วมเปิดมุมมองไปกับหนูน้อยเหล่านี้ได้ที่รายการ Little Kids, Big Questions ติดตามได้ที่แชนแนลของ National Geographic ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมายให้ได้ชมกัน   อ่านเพิ่มเติม วงล้อสีผิวมนุษย์

ค้นพบเครื่องดนตรีอายุ 1,700 ปี ยังคงเล่นได้

ฮาร์ปชิ้นนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นยุคสมัยที่ชาวฮั่นครอบครองดินแดนของภูมิภาคเอเชียกลาง น่าทึ่งที่แม้จะผ่านมาแล้วเป็นพันปี แต่มันยังคงเล่นได้