ชินชอร์โร มัมมี่ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก - National Geographic Thailand

ชินชอร์โร มัมมี่ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

กลางทะเลทรายในชิลี ซากศพมนุษย์ที่ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างพิถีพิถันเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่น แต่ภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงกำลังคุกคาม มัมมี่ เหล่านี้

เมื่อปี 1917 ขณะที่นักโบราณคดีชาวเยอรมัน แม็กซ์ อูห์เลอ กำลังสำรวจชายฝั่งอันร้อนระอุของทะเลทรายแห้งแล้งที่สุดในโลกอยู่นั้น เขาบังเอิญพบกับกลุ่มซากศพมนุษย์ที่ดูแปลกประหลาด ใต้ดินสีกากีที่ขุดลึกลงไป เขาพบซากศพที่ทำให้ผิดรูปผิดร่างด้วยกิ่งไม้และต้นกก ส่วนหัวของศพตกแต่งด้วยวิกอย่างประณีตและหน้ากากดินเหนียวสีดำแดงแปลกตา

“หลายศพมีร่องรอยของบาดแผลหลังการตาย เช่นการเอาหัวปลอมมาใส่แทนที่ รอยแตกบนศีรษะที่มีการซ่อมแซมและใส่แขนขาทำจากฟางแทนแขนขาจริง” แม็กซ์ อูห์เลอเขียนไว้

เหล่ามนุษย์โบราณที่ค้นพบในทะเลทรายอาตากามาของชิลี ใกล้กับเมืองอาริกานี้ กลายเป็นที่รู้จักในนาม “มัมมี่ชินชอร์โร” ศพของคนเก็บของป่าล่าสัตว์เหล่านี้มาจากกลุ่มประชากรที่เคยเร่ร่อนอยู่ตามชายฝั่งทะเลของชิลีตอนเหนือและเปรูตอนใต้ตั้งแต่ราว 7,000 ถึง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล จนเมื่อศพได้รับการขุดค้นขึ้นมาเพื่อทำการบันทึก แต่แล้วกลับถูกหลงลืมไปเป็นเวลากว่า 50 ปี

มัมมี่
พิพิธภัณฑ์ซาน มิเกล ดิ อาซาปา ในอาริกา ประเทศชิลี เป็นแหล่งอนุรักษ์และวิจัยมัมมี่ชินชอร์โร โดยมัมมี่ที่จัดแสดงเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น พิพิธภัณฑ์ใหม่กำลังสร้างขึ้นในบริเวณใกล้เคียง รูปภาพโดย IVAN ALVARADO, REUTERS/ALAMY

ชนพื้นเมืองผู้เสียชีวิตมาช้านานแล้วเหล่านี้กำลังเป็นจุดสนใจเมื่อยูเนสโกประกาศให้ทั้ง มัมมี่ และถิ่นฐานชินชอร์โรในประเทศชิลีปัจจุบันเป็นมรดกโลกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2021 พิพิธภัณฑ์ล้ำสมัยกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเพื่ออนุรักษ์และจัดแสดง มัมมี่ เหล่านี้ในเมืองอาริกา ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งเล็กๆที่ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งโต้คลื่น ท่ามกลางภัยคุกคามจากกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การได้รับสถานะมรดกโลกและการอนุรักษ์ อีกทั้งการท่องเที่ยวที่เป็นผลตามมาอาจช่วยกู้วิกฤติให้ มัมมี่ เหล่านี้ได้อย่างทันเวลา

ทำไมมัมมี่เก่าแก่ที่สุดในโลกถึงอยู่ในชิลี

แม้วัฒนธรรมการเก็บรักษาศพจะพบแพร่หลายตั้งแต่แถบแอฟริกาจนถึงเอเชีย แต่มัมมี่ชินชอร์โรซึ่งถือเป็นมัมมีเก่าแก่ที่สุดที่จงใจสร้างขึ้นนั้นนับว่าเก่าแก่ยิ่งกว่าธรรมเนียมการห่อพระศพฟาโรห์ในอียิปต์ไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี อย่างไรก็ตาม มัมมี่เหล่านี้ไม่เป็นที่รู้จักเพราะไม่ได้ถูกฝังอยู่ในพีระมิดขนาดมหึมา หรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่สร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่และมีความทะเยอทะยานอันสูงส่ง ตรงกันข้าม ชาวชินชอร์โรห่อหุ้มศพคนทุกชนชั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะชนชั้นสูงด้วยเสื่อกก ก่อนนำไปฝังตื้นๆในพื้นดินอันแห้งแล้งด้วยความนอบน้อม

“สถานที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกเท่าที่เรารู้จักมักเป็นสิ่งก่อสร้างระดับอภิมหาโครงการอย่างมาชูปิกชู” เบอร์นาร์โด อาร์เรียซา นักมานุษยวิทยาสังกัดมหาวิทยาลัยตาราปากา ซึ่งเป็นหัวหอกในการเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมกดกโลกของยูเนสโก กล่าว “ศพคนเก็บของป่าล่าสัตว์ไม่ได้อยู่ในที่ที่ผู้คนจะพบเห็น และแหล่งโบราณคดีเองก็ไม่มีอะไรเป็นที่สังเกต ไม่ได้โดดเด่นหรือใหญ่โตอะไร เลยไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรือเป็นที่รู้จัก”

แม่น้ำคามาโรเนส, ทะเลทรายอาตากามา, ชิลี
แม่น้ำคามาโรเนสตัดผ่านกลางทะเลทรายอาตากามาในชิลี ภูมิภาคแห้งแล้งแห่งนี้คือที่ที่มัมมี่ชินชอร์โรถูกค้นพบครั้งแรกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 รูปภาพโดย DE AGOSTINI, GETTY IMAGES

ชาวชินชอร์โรเริ่มทำมัมมี่ผู้วายชนม์มาตั้งแต่ 7,000 ปีก่อน ใกล้ๆกับหมู่บ้านคาเลตาคามาโรเนส ซึ่งเป็นหมู่บ้านประมงเล็กๆ อยู่ห่างจากเมืองอาริกาไปทางใต้ 100 กิโลเมตร หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในหุบเขา มีแม่น้ำคามาโรเนสไหลผ่านลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณนี้มีความเขียวขจีอย่างน่าประหลาดท่ามกลางภูมิประเทศสีจืดชืดของทะเลทรายอาตากามา ภายในเมืองมีหาดทะเลสีทอง ร้านอาหารพื้นเมือง และสุสานชาวชินชอร์โร

บนถนนเข้าสู่หุบเขาคามาโรเนสความยาว 32 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวจะได้พบกับสัญลักษณ์อันน่าตื่นตาของวัฒนธรรมในพื้นที่ นั่นคือประติมากรรมร่วมสมัยขนาดใหญ่หกรูป บางรูปสูงถึง 4 เมตร ประติมากรรมเหล่านี้มีไว้เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถจินตนาการภาพของมัมมี่ที่ยังถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินสีน้ำตาลนั้นเอง

ในภูมิภาคแถบนี้เมื่อราว 5,050 ปีก่อนคริสตกาล ชาวชินชอร์โรได้พัฒนาเทคนิคการทำมัมมี่ที่นับว่าเก่าแก่ที่สุด ผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนทะเลทรายอาตากามาเหล่านี้จะถลกหนังของคนตายออก เอากล้ามเนื้อและอวัยวะภายในต่างๆออกไป ก่อนจะเปลี่ยนรูปทรงศพด้วยกิ่งไม้ หญ้ากก และดินเหนียว อาร์เรียซาให้เหตุผลว่า นี่เป็นการเพิ่มปริมาตรหรือเนื้อหนังมังสาให้โครงกระดูก ก่อนที่ช่างทำศพจะเย็บทุกอย่างเข้าด้วยกันโดยใช้หนังมนุษย์หรือหนังสิงโตทะเล

มันมี่เด็กชายวางบนเสื่อกกที่ใช้ในการประกอบพิธีฝังศพ
มัมมี่
ชาวชินชอร์โรใช้หน้ากากดินเหนียวและเศษไม้ในการประดับตกแต่งมัมมี่ รูปภาพโดย MARTHA SAXTON, NATIONAL GEOGRAPHIC IMAGE COLLECTION

จะไปดูมัมมี่ได้ที่ไหน

ถ้าอยากไปชมมัมมี่แห่งชินชอร์โร แนะนำให้ไปที่พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุซาน มิเกล ดิ อาซาปา ในเมืองอาริกาซึ่งอยู่ทางเหนือของทะเลทรายอาตากามา เมื่องนี้มีเสน่ห์ดึงดูดนักเล่นกระดานโต้คลื่นมายังชายหาดสีน้ำตาลแดง คนที่ชอบประวัติศาสตร์ ที่นี่รุ่มรวยไปด้วยเรื่องราวของสมรภูมิรบแปซิฟิกสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนคนที่ชอบธรรมชาติ การเดินป่าในอุทยานที่มองเห็นภูเขาไฟน่าจะเป็นกิจกรรมที่ถูกใจ นับจากทศวรรษ 1980 อาริกายังเป็นบริเวณที่ค้นพบมัมมี่ชินชอร์โรจากยุคที่วัฒนธรรมมีความก้าวหน้าที่สุด (และใหม่ที่สุด) มัมมี่ส่วนใหญ่ได้รับการขุดค้นจากเนินเขาสีสนิมมอร์โร ดิ อาริกา ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าด้วยความสูง 138 เมตรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก จากมัมมี่ทั้งหมดที่ขุดพบ มี 48 ร่างที่ถูกจัดแสดง ณ ตำแหน่งที่ขุดพบโดยสามารถชมผ่านพื้นกระจกของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโคลอน 10

คู่รักกำลังชมวิวมหาสมุทรแปซิฟิกจากเนินมอร์โร ดิ อาริกา มัมมี่ชินชอร์โรหลายร่างค้นพบใกล้เนินเขาเตี้ยๆ แห่งนี้
รูปภายโดย OLIVER BOLCH, ANZENBERGER/REDUX

พิพิธภัณฑ์อาซาปาซึ่งเปิดมาตั้งแต่ ค.ศ. 1967 เป็นที่เก็บรักษามัมมี่ชินชอร์โรจำนวนมากที่สุดในโลก ศพถูกเก็บไว้ในตู้กรอบสีขาวคล้ายโลงศพฝาแก้ว บางศพมีขนาดเล็ก และตกแต่งจนคล้ายกับตุ๊กตา หลายศพดูไม่ต่างไปจากหุ่นไล่กาฮาโลวีนที่มีแขนเป็นกิ่งไม้กับหน้ากากชวนขนลุก

คอลเลคชั่นของพิพิธภัณฑ์มีมัมมี่อยู่ราว 300 ร่าง แต่ร้อยละ 90 อยู่ในพื้้นที่จัดเก็บเฉพาะที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือระบบควบคุมความชื้น พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและติดตั้งระบบควบคุมความชื้นที่เหมาะสมกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยมีกำหนดเปิดในปี 2024

ทำไมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถึงเป็นอันตรายต่อมัมมี่
สภาพอากาศที่แห้งแล้งของอาตากามาช่วยถนอมรักษามัมมี่ชินชอร์โรมานับพันปี แต่บางศพผุพังอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยผิวหนังเริ่มย่อยสลายกลายเป็นเขม่าสีดำสีดำ นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้จุลินทรีย์เข้าทำลายคอลลาเจนของมัมมี่

ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงขึ้นทำให้ความชื้นในภูมิภาคเพื่มขึ้น ส่งผลอันตรายต่อมัมมี่ทั้งที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์และที่ยังอยู่ในทะเลทราย ชาวบ้านทางตอนใต้ของคาเลตา คามาโรเนสมักพบเห็นเศษเส้นใย กระดูก และเศษซากอื่นๆจากมัมมี่หลุดร่วงลงมาจากเนินเขาสีน้ำตาลอ่อนอยู่เสมอ นักโบราณคดีที่แหล่งขุดค้นชินชอร์โร แจนนินา แคมปอสกล่าวว่า “ทุกครั้งที่ฝนตก กระดูกดูราวกับสะพรั่งบานออกมาจากทะเลทราย ว่ากันว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทุกๆ 100 ปี แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน จึงเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นทุกครั้ง”

ทุกครั้งที่ฝนตก แคมปอสจะทำระเบียนและบันทึกตำแหน่งที่พบมัมมี่ แล้วฝังร่างกลับลงในดินที่แห้งแล้ง แทนที่จะเคลื่อนย้าย “ทันทีที่คุณเอาวัตถุทางวัฒนธรรมนี้ออกมาจากพื้นดิน มันจะเริ่มเสื่อมสภาพ” เธอกล่าวและเสริมว่า จนกว่าพิพิธภัณฑ์ใหม่จะสร้างเสร็จเราก็ไม่มีที่ที่จะนำชิ้นส่วนไปเก็บรักษาไว้อยู่ดี

“พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่มีสภาพแวดล้อมสมดุลจะส่งผลดีต่อการรักษาสภาพมัมมี่อย่างมากค่ะ” มารีเอลา ซานโตส ผู้รับผิดชอบงานด้านการอนุรักษ์และพิพิธภัณฑ์แห่งมหาวิทยาลัยทาราปากากล่าว เธอหวังว่าการรับรองของยูเนสโกจะช่วยเปลี่ยนดินแดนทางเหนือสุดของชิลีทั้งอาริกาและปารินาโคตาให้เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมแห่งใหม่

ผู้เขียน Mark Johanson นักข่าวผู้มีถิ่นพำนักในชิลีและรายงานเรื่องการท่องเที่ยว อาหารและวัฒนธรรม

ติดตามเขาได้ทาง Instagram และ Twitter

แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง


อ่านเพิ่มเติม 100 อัศจรรย์ทาง โบราณคดี

โบราณคดี

เรื่องแนะนำ

นอเทรอดาม รำลึกอาสนวิหารอันเป็นที่รักของชาวปารีส

หลังเปลวเพลิงที่เผาผลาญอาสนวิหารนอเทรอดามอายุ 850 ปี ซึ่งเปรียบได้กับศูนย์รวมจิตใจของปารีสสงบลง ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ออกมาประกาศให้ความเชื่อมั่นแก่ชาวปารีสว่า "เราจะสร้างอาสนวิหารแห่งนี้ขึ้นใหม่ร่วมกัน เพราะประวัติศาสตร์ของเราคู่ควรกับสิ่งนี้" เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ถ่ายภาพอาสนวิหารนอเทรอดามมาตั้งแต่ปี 1915 และต่อไปนี้คือภาพถ่ายแห่งความทรงจำบางส่วน

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ชัยชนะของการพัฒนา

รอบนักษัตรที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๔๒) “การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ ก็คือการควบคุมน้ำให้ได้ดังประสงค์ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อน้ำมีปริมาณมากเกินไปก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลน ก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค ปัญหาอยู่ที่ว่าการพัฒนาแหล่งน้ำอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ถ้าไม่มีการควบคุมน้ำที่ดีพอแล้ว เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนสูญเสีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งส่งผลกระทบกระเทือนแก่สิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง” –พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความห่วงใยในสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่พสกนิกรต้องเผชิญ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระอัจฉริยภาพอันเป็นที่ประจักษ์ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ ดังจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการที่ได้พระราชทาน โครงการเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของหลายฝ่าย มุ่งแก้ปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติและที่สำคัญที่สุดคือความผาสุกของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” ขึ้นโดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งหากทำตามระเบียบราชการอาจเกิดความไม่สะดวก ไม่ทันท่วงที ทั้งนี้มุ่งที่ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง มูลนิธิชัยพัฒนาได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๑ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ที่มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งขึ้นและให้การสนับสนุนการดำเนินงานกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โครงการสำคัญ ๆ มีอาทิ แนวคิดและทฤษฎีในการพัฒนาแหล่งน้ำและปรับปรุงดิน โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย โครงการฝนหลวง โครงการเครื่องดักหมอก (เป็นการพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ) การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โครงการพัฒนาสังคมและการส่งเสริมคุณธรรม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  และการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ เป็นต้น โครงการเส้นทางเกลือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นที่มีปัญหาขาดแคลนสารไอโอดีน อันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหลักสังคมวิทยาการแพทย์ (Medical Sociology) ทรงกำหนดให้ใช้พื้นที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นแบบในการศึกษาแก้ไขปัญหา ค้นหาเส้นทางเกลือตั้งแต่แหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภค โครงการบำบัดน้ำเสียด้วยพืชน้ำ โครงการพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองของเกษตรกร และโครงการทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีใหม่ (New Theory) นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบากในการเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้ำฝน แล้วเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากความแปรปรวนของสภาวะดินฟ้าอากาศ ซึ่งแม้จะมีการขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ ก็ยังไม่เพียงพอ จึงเสนอแนวทางจัดการที่ดินและน้ำเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ที่เรียกว่า ทฤษฎีใหม่ก็เพราะมีพระราชดำริให้มีการบริหารและจัดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเป็นสัดส่วนและยั่งยืน เช่น ขุดสระน้ำ ทำนาข้าว ปลูกไม้ผลยืนต้น และสร้างที่อยู่อาศัย เป็นแนวทางที่ไม่เคยมีผู้ใดคิดและทำมาก่อน ประการต่อมาคือมีการคำนวณโดยหลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้เพียงพอตลอดฤดูเพาะปลูกทั้งปี และสุดท้ายคือมีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย ทั้งหมดนี้เป็นทฤษฎีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสในโอกาสที่คณะบุคคลต่าง ๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๔ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ความตอนหนึ่งว่า “ชัยชนะของประเทศนี้โดยงานของมูลนิธิชัยพัฒนานั้นก็คือ ความสงบ… เป็นเมืองไทยที่มีความเจริญก้าวหน้า จนเป็นชัยชนะของการพัฒนาตามที่ได้ตั้งชื่อ มูลนิธิชัยพัฒนา ชัยของการพัฒนานี้มีจุดประสงค์คือ ความสงบ ความเจริญ ความอยู่ดีกินดี”     อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระบารมีแผ่ไพศาล

กำแพงเบอร์ลิน สัญลักษณ์แห่งสงครามเย็น ถูกสร้างขึ้นและพังทลายลงได้อย่างไร

สัญลักษณ์ที่น่ารังเกียจของสงครามเย็นถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเยอรมันตะวันออกหลบหนีไปยังเยอรมันตะวันตก การต่อสู้เพื่อปลดแอกที่กินเวลานานหลายทศวรรษทำให้ กำแพงเบอร์ลิน ล่มสลายลงในที่สุด เป็นเวลาเกือบ 30 ปีที่เบอร์ลินถูกแบ่งแยก มิใช่เพียงอุดมการณ์เท่านั้น แต่ด้วยกำแพงคอนกรีตที่แผ่ขยายไปทั่วเมือง มันทำหน้าที่เสมือนเป็นสัญลักษณ์อันอัปลักษณ์ของสงครามเย็น กำแพงเบอร์ลิน ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งรีบ และถูกทำลายลงโดยน้ำมือของผู้ประท้วง มีความยาวกว่า 43 กิโลเมตร ได้รับการปกป้องด้วยลวดหนาม สุนัขจู่โจม และทุ่นระเบิดกว่า 55,000 ลูก ถึงแม้ว่ากำแพงจะสามารถยืนหยัดได้ในระหว่างปี 1961 ถึงปี 1989 ทว่า มันกลับไม่สามารถเอาตัวรอดจากการขบวนการประชาธิปไตยครั้งใหญ่ ที่ลงเอยด้วยการโค่นล้มสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (German Democratic Republic – GDR) และนำมาสู่การสิ้นสุดสงครามเย็น กำแพงเบอร์ลิน มีต้นกำเนิดในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเยอรมนีถูกแบ่งแยกเป็นสี่ส่วนและถูกครอบครองโดยมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตร ถึงแม้เบอร์ลินจะตั้งอยู่ห่างจากพรมแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (GDR) และเยอรมนีตะวันตก กว่า 144 กิโลเมตร ซึ่งในตอนนั้นถูกล้อมด้วยเขตของโซเวียตทั้งหมด แต่เดิมเมืองนี้ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน แต่ในปี 1947 ก็ได้ถูกรวมเป็นโซนตะวันออกและตะวันตก ในปี 1949 ได้มีการตั้งสองเยอรมนีอย่างเป็นทางการ สังคมนิยมเยอรมนีตะวันออกประสบกับความยากจน การหยุดงานประท้วงของคนงานเพื่อตอบโต้ต่อระบบการเมืองและเศรษฐกิจใหม่ ภาวะสมองเสื่อมและการขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้เยอรมนีตะวันออกปิดกั้นพรมแดนที่ติดกับเยอรมนีตะวันตกในปี […]

จากอินโดจีนสู่ CLMV บนรอยทางแห่งความเปลี่ยนแปลง

เรื่อง วนิดา ทูลภิรมย์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง รถทัวร์ปรับอากาศสองชั้น ด้านหน้ามีรูปธงชาติไทยและกัมพูชาติดไว้คู่กัน พร้อมตัวอักษรสีขาวเขียนเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่า “รถโดยสารระหว่างประเทศ กรุงเทพฯ – เสียมเรียบ” พาฉันเดินทางจากกรุงเทพฯ มายังด่านปอยเปต ด่านพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ด้วยระยะเวลาเพียง 4 ชั่วโมง โดยมีเมืองเสียมเรียบ เมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของกัมพูชา เป็นจุดหมายปลายทาง  ทันทีที่รถเข้าเขตด่านปอยเปต ความอึกทึก ไอร้อนและเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มมาจากรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่และรถทัวร์นักท่องเที่ยวที่ต่อแถวยาวเหยียดร่วม 3 กิโลเมตรเพื่อรอผ่านด่านพรมแดนปอยเปต คือสิ่งที่เข้ามาต้อนรับฉัน ภาพที่ฉันเห็นอยู่ตรงหน้าคือรถสินค้านับร้อยคัน ห้างสรรพสินค้า โรงแรมขนาดใหญ่ นักเสี่ยงโชคที่เดินออกจากกาสิโนนั้นเข้ากาสิโนนี้ พ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชามารอเวลาด่านเปิดแต่เช้าเพื่อรีบไปเปิดร้านที่ตลาดโรงเกลือแหล่งการค้าสำคัญและตลาดสำหรับแรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามาทำงานรับจ้างในฝั่งไทย ฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ซึ่งเล่าให้ฟังว่า ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศในแถบอินโดจีนต่างทยอยได้รับเอกราชจากประเทศเจ้าอาณานิคม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอีกระลอกหนึ่งหลังจากนั้นคือสงครามอินโดจีนและสงครามเย็น การต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันระหว่างเสรีนิยมที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำกับระบอบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตและจีนหนุนหลัง  ซึ่งดำเนินมาอย่างยืดเยื้อยาวนาน และจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในเวียดนามและลาว แต่ภาวะอึมครึมของสงครามเย็นก็ยังคงเกาะกุมอินโดจีนอยู่เพราะความแตกต่างทางอุดมการณ์ทางการเมือง ช่วงสงครามเย็นมีการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน จึงทำให้รัฐสมาชิกอาเซียนทั้งไทย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รวมตัวกันในปี ค.ศ.1967 เพื่อสร้างความเหนียวแน่นทางการเมืองให้กับกลุ่มอาเซียน […]