100 อัศจรรย์ทาง โบราณคดี - National Geographic Thailand

100 อัศจรรย์ทาง โบราณคดี

ความเข้าใจในประวัติศาสตร์มนุษย์รุดหน้าไปมากในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา เมื่อการขุดสำรวจทาง โบราณคดี ในหกทวีปซึ่งได้แรงส่งจากความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีช่วยคลี่คลายเรื่องราวว่าด้วยบรรพบุรุษของเรา

การขุดหาสมบัติมีมาเนิ่นนานพอๆกับหลุมศพแห่งแรกที่ถูกปล้น แรงกระตุ้นให้ขุดหาของล้ำค่าที่ถูกฝัง คือความหมกมุ่นในใจนักแสวงโชคนับไม่ถ้วน ทำให้บางคนร่ำรวยขึ้นมาและอีกหลายคนเจียนบ้า

“มีคนจำนวนหนึ่งใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตค้นหา คานูซ หรือสมบัติที่ซ่อนเร้น” แมรี เอไลซา โรเจอร์ส นักเดินทางชาวอังกฤษ เขียนไว้หลังไปเยือนปาเลสไตน์ในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า “บางคนกลายเป็นคนสติเฟื่อง ละทิ้งครอบครัว และถึงแม้พวกเขามักตกยากเสียจนต้องเคาะประตูขอทานไปทีละบ้าน และจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้าน แต่พวกเขายังเชื่อว่าตัวเองร่ำรวย”

ใช่ว่านักแสวงโชคที่โรเจอร์สพบจะเป็นวณิพกพเนจรผู้สิ้นหวังไปเสียทั้งหมด เธอยังได้พบพาน ซาฮิรี ซึ่งแปลคร่าวๆได้ว่าผู้วิเศษ “ที่เชื่อในพลังแห่งการมองเห็นสิ่งของที่ฝังอยู่ใต้ดิน” ผู้มีญาณทิพย์ที่ได้รับความนับหน้าถือตาเหล่านี้มักเป็นสตรี พวกเธอใช้การเข้าฌาน ซึ่งโรเจอร์สบอกว่าทำให้พวกเธอบรรยายสถานที่ฝังสมบัติล้ำค่าได้ อย่างละเอียด

โบราณคดี, ฟาโรห์, ตุตันคามุน, อียิปต์
หลังจากนักโบราณคดี เฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ เปิดสุสานที่เต็มไปด้วยทรัพย์ศฤงคารของฟาโรห์ตุตันคามุนในอียิปต์ เมื่อปี 1922 ยุวกษัตริย์พระองค์นี้ก็โด่งดังไปทั่วโลก หน้ากากทองคำซึ่งเป็นดาวเด่นของพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร คือหนึ่งในศิลปวัตถุชื่อดังที่สุดที่เคยขุดพบ (ภาพถ่าย: เคนเน็ท แกร์เร็ตต์)

โบราณคดี เปลี่ยน “สิ่งของที่ฝังอยู่ใต้ดิน” เหล่านั้นจากสมบัติธรรมดาๆมาเป็นเครื่องมือทรงพลังที่เอื้อให้เรา ได้เห็นอดีตอันซ่อนเร้นแวบหนึ่ง

ในช่วงแรกๆ ศาสตร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยโรเจอร์สนี้แทบไม่ต่างอะไรจากการลักลอบขุดสมบัติแบบเดิม เมื่อชาวอาณานิคมจากยุโรปแข่งกันหาเครื่องเพชรและประติมากรรมโบราณจากดินแดนแสนไกลมาประดับตู้โชว์ แต่ศาสตร์ใหม่นี้ยังทำให้เกิดยุคแห่งการค้นพบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งพลิกความเข้าใจที่เรามีต่อความหลากหลายของเผ่าพันธุ์เรา รวมถึงความเป็นมนุษย์ร่วมกันของเราด้วย

หากนี่ฟังดูเหมือนการพูดเกินจริง ลองนึกภาพโลกที่ปราศจาก โบราณคดี ไม่มีเมืองหรูหราอย่างปอมเปอี ไม่มีเมืองของชาวมายาที่เฟื่องฟูกลางป่าชัฏ และกองทัพทหารดินเผาของจักรพรรดิจีนก็คงยังซ่อนอยู่ใต้ดินดำๆ กลางทุ่งนา

ถ้ำลาสโก, ฝรั่งเศส, ภาพวาดผนังถ้ำ, โบราณคดี
ถ้ำลาสโกทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสเก็บรักษางานศิลปะของจิตรกรยุคหินเก่า ซึ่งรังสรรค์สรรพสัตว์ที่ตนรู้จักไว้อย่างอลังการเมื่อเกือบ 20,000 ปีก่อน (ภาพถ่าย: ซิสซี บริมเบิร์ก)

หากไร้ซึ่ง โบราณคดี เราจะรู้จักอารยธรรมยุคแรกๆของโลกเพียงน้อยนิด ไม่มีศิลาจารึกโรเซตตา เราจะยังมืดแปดด้านกับสัญลักษณ์ปริศนาบนผนังสุสานและวิหารอียิปต์ สังคมเมืองที่รู้หนังสือแห่งแรกของโลกซึ่งเจริญรุ่งเรือง อยู่ในเมโสโปเตเมีย จะเป็นที่รู้จักเพียงรางๆจากพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้น อีกทั้งเมืองใหญ่ที่สุดและมีประชากร มากที่สุดของวัฒนธรรมยุคแรกเริ่มซึ่งกระจุกตัวอยู่รอบๆลุ่มน้ำสินธุในอนุทวีปอินเดีย จะไม่มีวันเผยโฉมออกมาให้ เราเห็นได้เลย

การขุดค้นในหกทวีปตลอดสองร้อยปีทำให้อดีตซึ่งก่อนหน้านี้นอนจมดินเป็นส่วนใหญ่ ได้เห็นแสงเดือน แสงตะวันอีกครั้ง บรรพบุรุษอันห่างไกล ซึ่งจำนวนมากเราไม่รู้ว่าเคยมีตัวตนอยู่ สามารถเล่าขานเรื่องราวของตน ผ่านแหล่ง โบราณคดี และสิ่งของที่เก็บกู้ได้

อย่างน้อยก็ย้อนกลับไปถึงกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งบาบิโลน หรือกว่า 2,500 ปีก่อน ผู้ปกครองและคนมั่งมีสะสม ของเก่าเพื่ออาบแสงแห่งความงามและความรุ่งเรืองของอดีตที่สะท้อนออกมา จักรพรรดิโรมันรับสั่งให้ขนเสาโอเบลิสก์ อย่างน้อยแปดต้นจากอียิปต์ ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาประดับกรุงโรม ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา หนึ่งในอนุสรณ์ ของวัฒนธรรมนอกรีตเหล่านี้ต้นหนึ่งตั้งประดับอยู่กลางจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์

ไททานิก, โบราณคดี
ลึกลงไปประมาณ 3.8 กิโลเมตรใต้มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ หัวเรือทะมึนของ ไททานิก ที่โผล่ออกมาจากความมืดประดับด้วย “สนิมย้อย” สีส้มที่เกิดจากแบคทีเรียกินเหล็ก (ภาพถ่าย: เอมอรี คริสตอฟ)

ในปี 1710 ชนชั้นสูงชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งจ้างคนงานขุดอุโมงค์ไปยังเฮอร์คิวลานีอุม เมืองใกล้ๆปอมเปอี ซึ่งแทบไม่มีใครเข้าไปตั้งแต่ภูเขาไฟเวซูเวียสระเบิดเมื่อ ค.ศ. 79 รูปสลักหินอ่อนที่ขุดได้จุดประกายความบ้าคลั่ง การขุดแหล่งโบราณคดีไปทั่วยุโรป

พอถึงยุคของแมรี เอไลซา โรเจอร์ส นักล่าสมบัติชาวยุโรปก็กระจายไปทั่วโลก ในจำนวนนี้น้อยคนเป็นนักวิชาการผู้อุทิศตน ส่วนใหญ่เป็นนักการทูต ทหาร สายลับ หรือกระทั่งนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง (และส่วนใหญ่เป็นชายโดย มีข้อยกเว้นน้อยมาก) ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการขยายอาณานิคม พวกเขาใช้อิทธิพลและอำนาจในต่างแดน เพื่อการศึกษาและขโมย ด้านหนึ่งก็จดบันทึก อีกด้านก็ขนมัมมี่จากอียิปต์ รูปสลักจากอัสซีเรีย และบัวหัวเสาจากกรีก ส่งไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในประเทศของตนหรือคลังสะสมส่วนตัว

มาชูปิกชู, โบราณคดี
การได้เห็นมาชูปิกชู “ทำให้ผมลืมหายใจเลยทีเดียว” บิงแฮมเท้าความหลัง งานของเขาดึงความสนใจจากทั่วโลกมายังซากปรักแห่งนี้เมื่อปี 1913 พระตำหนักแปรพระราชฐานซึ่งสร้างด้วยหินที่ตัดอย่างแม่นยำและมีที่ราบขั้นบันไดลดหลั่นจัดวางอย่างสมบูรณ์แบบ คือหลักฐานแสดงทักษะการก่อสร้างชั้นครูของชาวอินคา (ภาพถ่าย: ไฮแรม บิงแฮม)

ตัดเวลาข้ามมาถึงทศวรรษ 1920 ซึ่งเป็นยุคแห่งความเจริญ เครื่องประดับวิจิตรที่พบในสุสานฟาโรห์ตุตันคามุนจากอียิปต์และสุสานหลวงเมืองเออร์ก็เป็นข่าวใหญ่ที่พลิกทิศทางของศิลปะ สถาปัตยกรรม และแฟชั่น อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนั้น นักโบราณคดีผู้มีการศึกษาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดจากการขุดสำรวจใดๆไม่ใช่ทอง แต่เป็นข้อมูล ที่ซ่อนอยู่ในเครื่องปั้นดินเผาแตกหักและกระดูกที่ถูกทิ้งขว้างต่างหาก

แนวทางใหม่ๆในการบันทึกชั้นดินละเอียดทำให้เกิดวิธีใหม่ๆในการจำลองภาพชีวิตประจำวันขึ้นอีกครั้ง และนับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 การวัดปริมาณการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีในอินทรียวัตถุก็ทำให้นักวิจัยระบุอายุ ของศิลปวัตถุที่เชื่อถือได้เป็นครั้งแรก

มายา, ภาพสลักหิน, โบราณคดี
ภาพสลักหินเก่าแก่ผุพังของกษัตริย์มายาที่รู้จักกันในชื่อกระต่ายสิบแปดตัวให้ที่ทำรังแก่นกคิสกาดีใหญ่ รัชสมัยของราชาทรงอำนาจพระองค์นี้ในศตวรรษที่แปด คือช่วงเวลาที่มหานครโคปันรุ่งเรืองถึงขีดสุด (ภาพถ่าย: เคนเน็ท แกร์เร็ตต์)

ในศตวรรษปัจจุบัน งานโบราณคดีอยู่ในห้องปฏิบัติการ แทนที่จะอยู่ในภาคสนามมากขึ้นทุกที สิ่งที่เคยมีค่า น้อยนิด เช่น เมล็ดพันธุ์ไหม้เกรียม สิ่งที่มนุษย์ขับถ่าย ตะกอนก้นหม้อ คือขุมทรัพย์ใหม่ ด้วยการวิเคราะห์ อย่างละเอียดถี่ถ้วน เศษซากเหล่านี้บอกให้เรารู้ว่า ผู้คนในอดีตกินอะไร แลกเปลี่ยนค้าขายกับใคร และกระทั่งเติบโต ขึ้นที่ใด

เทคนิคอันก้าวล้ำระบุได้กระทั่งอายุของศิลปะบนแผ่นหิน ทำให้เราเข้าใจวัฒนธรรมต่างๆ เช่น วัฒนธรรมของ ชนเผ่าอะบอริจินของออสเตรเลียยุคแรกๆ ผู้ทิ้งหลักฐานอันคงทนถาวรไว้น้อยนิด และท้องทะเลก็หาได้เป็นอุปสรรค ที่ไม่อาจฝ่าข้ามเช่นในอดีตอีกต่อไป เมื่อนักดำน้ำเข้าถึงซากเรืออับปางต่างๆ ตั้งแต่เรือสินค้ายุคสำริดไปจนถึงเรือ ที่เป็นตำนานแห่งภัยพิบัติกลางสมุทรอันโด่งดังที่สุดอย่าง ไททานิก

อูฐ, อียิปต์
คนขี่อูฐชาวซูดานผ่านสุสานฝังพระศพเหล่ากษัตริย์นูเบียกับราชินีที่เจเบลบาร์คาล ซึ่งมีอายุ 2,000 ปี ฟาโรห์นูเบีย ปกครองอียิปต์โบราณอยู่ราว 75 ปี ทำให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นและสร้างจักรวรรดิ (ภาพถ่าย: เอนรีโก เฟโรเรลลี)

พัฒนาการที่ถือเป็นเรื่องปฏิวัติวงการที่สุดอย่างเดียวในช่วงหลายสิบปีนี้คือ ความสามารถในการสกัด สารพันธุกรรมจากกระดูกโบราณ ดีเอ็นเอบรรพกาลทำให้เราพบเงื่อนงำว่า บรรพบุรุษของเรามีปฏิสัมพันธ์อย่างไร กับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล และนำไปสู่การค้นพบเครือญาติที่สาบสูญไปนานอย่างมนุษย์เดนีโซแวน รวมทั้งมนุษย์ ตัวจิ๋วจากเกาะฟลอเรสของอินโดนีเซียด้วย

พลังที่แท้จริงของโบราณคดีหยั่งรากอยู่ในความสามารถในการไปได้ไกลเกินกว่าสติปัญญาและความเชื่อของ ยุคสมัย การค้นพบสิ่งที่ซ่อนเร้นมายาวนานเชื่อมเรากับบรรพบุรุษที่จากไปทั้งกายและใจ ชั่วขณะที่นักขุดสำรวจปัดฝุ่นจากเหรียญโบราณ หรือค่อยๆย้ายก้อนดินออกจากใบหน้าที่สลักเสลาอย่างประณีตของประติมากรรมแห่งศรัทธา ระยะห่างอันไพศาลของกาลเวลา วัฒนธรรม ภาษา และความเชื่อ อาจมลายหายไปได้

งานของนักโบราณคดีไม่ใช่การหาสมบัติที่ถูกฝัง หากเป็นการคืนชีวิตให้ผู้ที่ตายจากไปเนิ่นนาน ให้พวกเขากลับมาเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ดิ้นรนและรัก สร้างสรรค์และทำลาย และท้ายที่สุดก็ทิ้งอะไรบางอย่างของตนไว้เบื้องหลัง ไม่ต่างจากเรา

เรื่อง แอนดรูว์ ลอว์เลอร์

สามารถติดตามสารคดี 100 อัศจรรย์ทางโบราณคดี ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนพฤศจิกายน 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/534541


อ่านเพิ่มเติม 13 ภาพน่าทึ่งทางโบราณคดี

เรื่องแนะนำ

กำแพงเบอร์ลิน สัญลักษณ์แห่งสงครามเย็น ถูกสร้างขึ้นและพังทลายลงได้อย่างไร

สัญลักษณ์ที่น่ารังเกียจของสงครามเย็นถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเยอรมันตะวันออกหลบหนีไปยังเยอรมันตะวันตก การต่อสู้เพื่อปลดแอกที่กินเวลานานหลายทศวรรษทำให้ กำแพงเบอร์ลิน ล่มสลายลงในที่สุด เป็นเวลาเกือบ 30 ปีที่เบอร์ลินถูกแบ่งแยก มิใช่เพียงอุดมการณ์เท่านั้น แต่ด้วยกำแพงคอนกรีตที่แผ่ขยายไปทั่วเมือง มันทำหน้าที่เสมือนเป็นสัญลักษณ์อันอัปลักษณ์ของสงครามเย็น กำแพงเบอร์ลิน ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งรีบ และถูกทำลายลงโดยน้ำมือของผู้ประท้วง มีความยาวกว่า 43 กิโลเมตร ได้รับการปกป้องด้วยลวดหนาม สุนัขจู่โจม และทุ่นระเบิดกว่า 55,000 ลูก ถึงแม้ว่ากำแพงจะสามารถยืนหยัดได้ในระหว่างปี 1961 ถึงปี 1989 ทว่า มันกลับไม่สามารถเอาตัวรอดจากการขบวนการประชาธิปไตยครั้งใหญ่ ที่ลงเอยด้วยการโค่นล้มสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (German Democratic Republic – GDR) และนำมาสู่การสิ้นสุดสงครามเย็น กำแพงเบอร์ลิน มีต้นกำเนิดในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเยอรมนีถูกแบ่งแยกเป็นสี่ส่วนและถูกครอบครองโดยมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตร ถึงแม้เบอร์ลินจะตั้งอยู่ห่างจากพรมแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (GDR) และเยอรมนีตะวันตก กว่า 144 กิโลเมตร ซึ่งในตอนนั้นถูกล้อมด้วยเขตของโซเวียตทั้งหมด แต่เดิมเมืองนี้ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน แต่ในปี 1947 ก็ได้ถูกรวมเป็นโซนตะวันออกและตะวันตก ในปี 1949 ได้มีการตั้งสองเยอรมนีอย่างเป็นทางการ สังคมนิยมเยอรมนีตะวันออกประสบกับความยากจน การหยุดงานประท้วงของคนงานเพื่อตอบโต้ต่อระบบการเมืองและเศรษฐกิจใหม่ ภาวะสมองเสื่อมและการขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้เยอรมนีตะวันออกปิดกั้นพรมแดนที่ติดกับเยอรมนีตะวันตกในปี […]

กู้มรดกแดนน้ำแข็ง

เรื่อง เอ. อาร์. วิลเลียมส์ ภาพถ่าย เอริกา ลาร์เซน แหล่งโบราณคดีนูนัลเลก (Nunalleq) บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอะแลสกาเก็บรักษาช่วงเวลาแห่งหายนะ โดยแช่แข็งเอาไว้ในกาลเวลา ผืนดินโคลนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเกลื่อนกล่นไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ประจำวันซึ่งชนพื้นเมืองเผ่ายูปิก (Yupik) เคยใช้ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ในสภาพเดิม ขณะเกิดการบุกโจมตีอย่างดุเดือดเมื่อเกือบสี่ศตวรรษมาแล้ว รอบอาณาบริเวณของสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วยดินและหญ้าหรือบ้านดิน (sod house) ขนาดใหญ่ ปรากฏร่องรอยของไฟที่จุดรมผู้อยู่อาศัยราว 50 คนให้ออกมา คนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่เมื่อไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ ตกปลา หรือเก็บพืชผลดูเหมือนไม่มีใครรอดชีวิต โครงกระดูกของผู้หญิง เด็ก และคนชราพบอยู่รวมกัน ทุกคนคว่ำหน้าอยู่ในโคลน บ่งบอกว่าคงถูก จับและสังหาร โศกนาฏกรรมจากอดีตอันไกลโพ้นกลายเป็นคุณูปการต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังเช่นที่มักเกิดกับแวดวงโบราณคดี ที่นูนัลเลก นักโบราณคดีขุดพบศิลปวัตถุกว่า 2,500 ชิ้นในสภาพที่ไม่บุบสลาย ตั้งแต่เครื่องใช้ในการกินไปจนถึงข้าวของชิ้นพิเศษอย่างหน้ากากไม้ที่ใช้ในพิธีกรรม เข็มสักทำจากงาช้าง และเข็มขัดที่ร้อยจากฟันของกวางคาริบู สิ่งของเหล่านี้ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างดีจนน่าแปลกใจ จากการถูกแช่แข็งอยู่ในพื้นดินมาตั้งแต่ราวปี 1660 เศษตะกร้าและเสื่อยังคงรักษาลวดลายสานอันละเอียดลออไว้ได้ และเมื่อแหวกมัดหญ้าเปื้อนโคลนออก คุณจะเห็นใบหญ้าเรียวสีเขียวสดถูกเก็บรักษาไว้ข้างใน “หญ้าพวกนี้ตัดมาตั้งแต่สมัยเชกสเปียร์ยังมีชีวิตเชียวนะครับ” ริก คเนกต์ หัวหน้านักโบราณคดี พูดอย่างตื่นเต้น คเนกต์ทำงานประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ เขามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายล้างที่นูนัลเลกกับนิทานเก่าแก่ซึ่งชาวยูปิกในปัจจุบันยังจำกันได้ มุขปาฐะเป็นขนบที่เก็บรักษาความทรงจำของช่วงเวลาที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า […]

ไขปริศนาเลือดข้นคนจาง “ยาจีน” ลึกลับในถ้วยคือ?

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้คนในหลายวัฒนธรรมรู้จักนำประโยชน์ของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับเลือด หรือฤทธิ์ระบาย มาใช้เพื่อกำจัดเด็กที่พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดมา

หน้ากากจงอยในช่วงการระบาดของ กาฬโรค

ในศตวรรษที่สิบเจ็ด ระหว่างการระบาดของ กาฬโรค ผู้คนต่างเชื่อว่าชุดแต่งกายนี้สามารถฟอกอากาศให้บริสุทธ์ได้ แต่พวกเขาคิดผิด ครั้งหนึ่ง กาฬโรค เคยเป็นโรคระบาดที่น่ากลัวที่สุดในโลก ด้วยจำนวนผู้คนที่ล้มหายตายจากไปกว่าร้อยล้านคน ดูเหมือนกับว่ามันระบาดไปทั่วโลกอย่างไม่มีอะไรมาหยุดยั้ง ผู้ป่วยต่างเจ็บปวดจากอาการของโรค ทั้งต่อมน้ำเหลืองบวม ผิวหนังมีสีคล้ำ และอาการทุกข์ทรมานอื่นๆ ช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ดในยุโรป ทีมแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยกาฬโรคสวมเครื่องแต่งกายที่ตั้งแต่นั้นมาดูเหมือนชุดที่นำมาซึ่งลางร้าย พวกเขาสวมผ้าคลุมยาวตั้งแต่หัวถึงปลายเท้า และสวมหน้ากากที่ดูคล้ายจงอยปากนกยื่นยาว เหตุผลเบื้องหลังหน้ากากป้องกันกาฬโรคเป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรงเกี่ยวกับธรรมชาติการระบาดของโรคสุดแสนอันตรายนี้ ระหว่างการระบาดของกาฬโรค ซึ่งเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุโรปยาวนานร่วมศตวรรษ เมืองที่ปกคุลมไปด้วยโรคระบาดได้จ้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกาฬโรค ผู้มีประสบการณ์การรักษาโรคมาแล้วทั้งคนรวยและคนจน ทีมแพทย์เหล่านี้ใช้ทุกความเชื่อที่มีในขณะนั้นเกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาด ทั้งการไม่สัมผัสผู้ป่วย การใช้ยาถอนพิษกาฬโรค และหนึ่งในนั้นคือสวมหน้ากากจงอย เครื่องแต่งกายนี้ออกแบบโดย Charles de Lorme ซึ่งเป็นบุคคลที่ราชวงศ์ยุโรปต้องการตัวมารักษาโรคในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ด รวมถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และ Gaston d’Orléans บุตรแห่ง Marie de Médici เขาอธิบายว่า ในชุดประกอบด้วยเสื้อคลุมยาวเคลือบแว็กซ์ รองเท้าบู้ท เสื้อเชิ้ตที่สวมทับด้านใน หมวกและถุงมือที่ทำมาจากหนังแกะ แพทย์เหล่านี้มักถือไม้เท้าเพื่อใช้จิ้มไปยังตัวของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ส่วนศรีษะในชุดเป็นส่วนที่ดูแปลกประหลาด: ทีมแพทย์สวมเครื่องแต่งกายที่เป็นปรากฏการณ์ de Lorme อธิบายต่อ และสวมหน้ากากรูปทรงจงอย “ขนาด 15 […]