เจาะประวัติศาสตร์ เกมแย่งชิงอำนาจแห่งจักรวรรดิลี้ลับ ราชันอสรพิษของชาวมายา

เจาะประวัติศาสตร์ เกมแย่งชิงอำนาจแห่งจักรวรรดิลี้ลับ ราชันอสรพิษของชาวมายา

ด้วยความฮึกเหิมทะเยอทะยาน  เหล่าราชันอสรพิษอาศัยแสนยานุภาพและการทูต สร้างพันธมิตรที่ทรงอำนาจที่สุดขึ้นในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชาวมายา

นครโบราณออลมุล (Holmul) หาใช่ซากปรักที่งดงามน่าชม  เมื่อมองเผินๆ เป็นเพียงหมู่เนินเขาสูงชัน ปกคลุมด้วยผืนป่า อยู่ท่ามกลาง ป่ารกชัฏทางตอนเหนือของประเทศกัวเตมาลา  ใกล้ชายแดนเม็กซิโก ป่าในแอ่งเปเตนแห่งนี้มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น  ร้อน แต่แห้งแล้งกว่าที่คุณคิด ทั่วทั้งป่าเงียบสงบ จะมีก็แต่เสียงจักจั่นและเสียงกู่ร้องของลิงเฮาเลอร์ดังมาเป็นครั้งคราว

แต่เมื่อพินิจพิจารณาดีๆ  คุณอาจสังเกตเห็นว่า  เนินเขาเหล่านี้ส่วนใหญ่เรียงตัวเป็นวงแหวนขนาดใหญ่  และถ้ามองให้ถี่ถ้วนยิ่งขึ้นจะเห็นว่า  บางส่วนของเนินเหล่านี้สร้างด้วยหินสกัด  เนินบางลูกยังมีอุโมงค์ที่เจาะเข้าไปตรงด้านข้าง  ซึ่งจริงๆแล้วนี่ไม่ใช่เนินเขา  หากเป็นพีระมิดโบราณที่ถูกทิ้งร้างหลังการล่มสลายของอารยธรรมมายาเมื่อหนึ่งพันปีมาแล้ว

แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เคยรุ่งเรืองในยุคคลาสสิกของชาวมายา [Classic Maya Period ระหว่าง ค.ศ. 250-900] ซึ่งเป็นช่วงที่การเขียนและวัฒนธรรมเฟื่องฟูไปทั่วบริเวณ ซึ่งปัจจุบันคืออเมริกากลางและตอนใต้ของเม็กซิโก  แต่ก็เป็นช่วงที่มีความวุ่นวายทางการเมืองด้วย  เพราะนครรัฐกระหายสงครามสองแห่งสู้รบแย่งชิงความเป็นใหญ่กันไม่ว่างเว้น  มีช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่งที่นครรัฐหนึ่งในสองแห่งนี้ได้ชัยและกลายเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่าจักรวรรดิมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวมายา  นครนี้ปกครองโดยเหล่าราชันอสรพิษ (Snake King) แห่งราชวงศ์คานุล  ซึ่งเมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครทราบแม้กระทั่งว่าเคยมีอยู่จริง  แต่จากแหล่งโบราณคดีรอบๆ นครรัฐแห่งนี้ รวมทั้งที่ออลมุลด้วย  ทำให้ขณะนี้นักโบราณคดีสามารถ ปะติดปะต่อเรื่องราวของเหล่าราชันอสรพิษได้

ออลมุลไม่ใช่แหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จักดีเหมือนติกาล (Tikal) ที่อยู่ใกล้เคียง  และยังถูกมองข้ามจากนักโบราณคดีส่วนใหญ่จนกระทั่งปี2000  เมื่อฟรันซิสโก เอสตราดา-เบยีมาถึง  ชายผู้นี้ไม่ได้มุ่งหวังอะไรเลิศลอยอย่างแผ่นจารึกยุคคลาสสิกหรือหลุมศพประดับประดาหรูหรา  แต่หวังแค่บางสิ่งที่จะทำให้เห็นถึงรากเหง้าของวัฒนธรรมชาวมายา  หนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่เขาพบคืออาคารหรือสิ่งปลูกสร้างแห่งหนึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร จากสถานที่ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหมู่พีระมิดกลางของออลมุล ภายในสิ่งปลูกสร้างแห่งนี้มีเศษซากของจิตรกรรมฝาผนังแสดงภาพทหารที่กำลังเดินทัพไปยังสถานที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง

อาณาจักรมายา, ชาวมายา
คาลักมุล ในศตวรรษที่เจ็ด  กษัตริย์ราชวงศ์อสรพิษครองนครหลวงแห่งนี้ซึ่งปัจจุบันคือพื้นที่ทางตอนใต้ของ เม็กซิโก  สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดของเมืองคือพีระมิดสูง 55 เมตร เหล่าราชันอสรพิษถักทอเครือข่ายพันธมิตรอันซับซ้อนจากคาลักมุล ภาพภ่ายโดย CONSEJO NACIONAL PARA LA CULTURA Y LAS ARTES (CONACULTA), INSTITUTO NACIONAL DE ANTROPOLOGÍA E HISTORIA (INAH), เม็กซิโก

น่าแปลกที่หลายส่วนของภาพนี้ถูกทำลาย  เห็นได้ชัดว่าเกิดจากนํ้ามือของชาวมายาเอง  ราวกับต้องการจะลบล้าง ประวัติศาสตร์ที่อยู่ในภาพ  เอสตราดา-เบยีขุดเข้าไปในพีระมิดหลายแห่งที่อยู่รอบๆ  ชาวเมโสอเมริกาโบราณสร้างพีระมิดเป็นชั้นๆ ทับลงไปบนชั้นก่อนหน้า  เหมือนตุ๊กตารัสเซีย  เมื่อชาวออลมุลสร้างพีระมิดชั้นใหม่  พวกเขาจะเก็บชั้นที่อยู่ข้างล่างไว้  ทำให้นักวิจัยสามารถขุดเข้าไปดู โครงสร้างเดิมซึ่งเกือบเหมือนกับตอนที่ถูกทิ้งไว้

เมื่อปี 2013  เอสตราดา-เบยีและทีมงานขุดสำรวจเข้าไปในพีระมิดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าพีระมิดอื่นๆ  โดยตามรอยบันไดโบราณไปสู่ทางเข้าอาคารประกอบพิธี  และเมื่อคลานขึ้นไปตามช่องบนพื้น  พวกเขาก็พบภาพปูนปั้นยาวแปดเมตรอยู่ในสภาพดีเยี่ยม  ประดับอยู่ด้านบนของประตูทางเข้าสุสานโบราณแห่งหนึ่ง

ภาพปูนปั้นเป็นของหายากและเสียหายง่ายมาก  ภาพนี้เป็นภาพของชายสามคน  หนึ่งในนั้นคือกษัตริย์แห่ง ออลมุล  ทั้งสามผงาดขึ้นจากปากอสูรร้ายรูปร่างประหลาด ขนาบข้างด้วยสัตว์จากปรโลก  และมีงูยักษ์ที่มีขนสองตัวกระหวัดรัดอยู่รอบภาพ  งานศิลปะชิ้นนี้ทั้งโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และมีชีวิตชีวาอย่างน่าทึ่ง

ขณะที่เอสตราดา-เบยีพินิจพิเคราะห์ภาพอยู่นั้น  เขาสังเกตเห็นอักษรภาพแถวหนึ่งที่ด้านล่าง  ระบุรายพระนามกษัตริย์ของนครออลมุล  ใกล้กับตรงกลางเป็นอักษรภาพซึ่งทำให้เขาทราบทันทีว่า  นี่เป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดในอาชีพนักโบราณคดีของเขา  นั่นคือภาพงูแสยะยิ้ม

“ในบรรดาอักษรภาพเหล่านั้น  ผมเห็น [นาม] คานุล ครับ”  เขาเล่า  “จู่ๆ เราก็มาอยู่ท่ามกลางช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในประวัติศาสตร์ชาวมายาเลยละครับ”

เรื่องราวการค้นพบคานุลหรือราชวงศ์อสรพิษ  และความพยายามของกษัตริย์แห่งราชวงศ์นี้ที่จะสร้างจักรวรรดิมีจุดเริ่มต้นที่ติกาล  นครของศัตรูคู่แค้นที่สุดของพวกเขา ติกาลครองความยิ่งใหญ่เหนือดินแดนลุ่มตํ่าของชาวมายา มาหลายศตวรรษ  เช่นเดียวกับที่นครแห่งนี้เป็นจุดสนใจในแวดวงโบราณคดีมายามาตั้งแต่ทศวรรษ 1950  ครั้งหนึ่ง เมืองซึ่งมีอาณาเขตแผ่ไพศาลนี้เคยมีประชากรเกือบ 60,000 คน  และสิ่งก่อสร้างโอ่อ่างดงามของที่นี่คงสร้างความพิศวงให้แก่ผู้มาเยือนในปี750 เป็นแน่แท้  และนั่นก็คงไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวในปัจจุบันสักเท่าใด

เมืองนี้ยังมีหินสลักงดงามคล้ายหินหน้าหลุมฝังศพ เรียกว่า ศิลาจารึก (stelae)  ด้วยการอาศัยข้อความจารึกบนหินเหล่านี้  นักวิทยาศาสตร์สามารถปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ของติกาลได้จนกระทั่งถึงวาระล่มสลายในศตวรรษที่เก้า  แต่กลับมีช่องว่างที่น่าแปลกอยู่ช่วงหนึ่ง  นั่นคือราวปี 560 ถึง 690  ช่วงนี้ไม่ปรากฏว่ามีศิลาจารึก  มิหนำซํ้ายังแทบไม่มีการสร้างสิ่งอื่นใด  ด้วยความสับสนงุนงงในช่วงเวลาที่ขาดหายไป 130 ปีนี้  นักโบราณคดีจึงเรียกช่วงนี้ว่า “ช่องโหว่ติกาล”  และบันทึกไว้ว่า  เป็นปริศนาลี้ลับข้อหนึ่งของชาวมายาโบราณ

นักโบราณคดีเริ่มเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวในทศวรรษ 1960  หลังพวกเขาสังเกตเห็นอักษรภาพแปลกๆ ภาพหนึ่ง  กระจัดกระจายอยู่ตามแหล่งโบราณคดียุคคลาสสิกหลายแห่ง  เป็นภาพหัวงูแสยะยิ้มอย่างน่าขัน  ล้อมรอบด้วยเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์หรือราชวงศ์  กระทั่งถึง ปี1973  จอยซ์  มาร์คัส  นักโบราณคดี  จึงเห็นว่านี่เป็นตราสัญลักษณ์  โดยเป็นคำที่หมายถึงนครแห่งหนึ่งและนามของผู้ครองนครลักษณะคล้ายกับเป็นตราประจำราชวงศ์  เธอสงสัยว่า  ตรานี้จะเกี่ยวข้องกับช่องโหว่ติกาลหรือไม่  เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีนักรบที่ยังไม่เป็นที่รู้จักเข้ามายึดเมือง

ป่าในแอ่งเปเตนร้อนและแห้งผากในฤดูแล้ง  แต่พอถึงฤดูฝนกลับแทบเข้าไปไม่ได้  เป็นผืนป่าที่ชุกชุมไปด้วยพืชกับแมลงมีพิษ  และอันตรายจากกองกำลังติดอาวุธที่ค้ายาเสพติด แต่มาร์คัสก็ยังเข้าไปสำรวจอยู่หลายเดือน โดยตระเวนไปตามซากปรักและบันทึกภาพอักษรภาพต่างๆ  เธอเห็นอักษรภาพงูแสยะยิ้มในทุกที่ที่ไป  โดยเฉพาะรอบๆ นครโบราณคาลักมุลซึ่งปัจจุบันอยู่ใกล้แนวพรมแดนทางใต้ของเม็กซิโก

“พื้นที่บริวารเหล่านี้กล่าวถึงคาลักมุลว่าเป็นศูนย์กลาง เมืองนี้จึงน่าจะเป็นอะไรที่คล้ายหลุมดำ   กล่าวคือเป็นศูนย์รวมเครือข่ายของพื้นที่โดยรอบ  ซึ่งมีระยะห่างจากคาลักมุลเท่าๆ กัน”  มาร์คัสกล่าว

หน้ากาก, อาณาจักรมายา
หน้ากากจากหลุมศพที่คาลักมุลทำขึ้นเพื่อให้ชนชั้นสูงของราชวงศ์อสรพิษเดินทางสู่ปรโลกอย่างสะดวกสบาย  พระพักตร์ทำ จากหยกซึ่งสำหรับชาวมายาโบราณแล้วถือว่ามีค่ายิ่ง  เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งวัฏจักรทางการเกษตรในแต่ละปีและการเกิดใหม่ ภาพถ่ายโดย CONACULTA, INAH, NATIONAL PALACE, เม็กซิโกซิตี; MUSEO DE SITIO DE COMALCALCO, เม็กซิโก

เมื่อเธอไปถึงคาลักมุลซึ่งสามารถมองเห็นพีระมิดสองแห่งตรงกลางได้อย่างชัดเจนจากทางอากาศ  เธอตื่นใจกับขนาดของเมือง  ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีคนอาศัยอยู่ราว 50,000 คน  มีศิลาจารึกกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป  แต่ส่วนใหญ่ว่างเปล่า  หินปูนเนื้ออ่อนมากจนการกัดเซาะตลอดหลายศตวรรษลบอักษรภาพที่จารึกไว้ไปจนหมดสิ้น  มาร์คัสพบอักษรภาพงูเพียงสองภาพในเมืองนี้

ความลี้ลับของราชันอสรพิษทำให้นักวิจัยหนุ่มชาวอังกฤษ  ไซมอน  มาร์ติน  สนใจรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอักษรภาพงูจากคาลักมุลและแหล่งโบราณคดีขนาดเล็กกว่าอื่นๆ  ผนวกกับเค้าเงื่อนของสงครามและอุบายทางการเมืองจากที่ต่างๆ ในโลกของชาวมายา  แล้วนำมาสร้างเป็นภาพของเหล่าราชันอสรพิษและราชวงศ์ของพวกเขา

“เรารู้จักติกาลได้จริงๆ ก็จากติกาลเท่านั้น  แต่ในกรณีของคาลักมุล  เรารู้จักเมืองนี้ได้จากเมืองอื่นทุกเมืองครับ” มาร์ตินบอกและเสริมว่า  “เราเห็นความหมายของสิ่งที่กระจัดกระจายทั้งหมดนี้ได้ทีละน้อยว่า  เริ่มส่อหรือชี้ไปในทิศทางเดียวกัน”

ในที่สุดมาร์ตินและนิโคไล  กรูเบอ  นักโบราณคดี  ก็ตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งออกมาชื่อ พงศาวดารกษัตริย์และราชินีชาวมายา (Chronicle of the Maya Kings and Queens)  ซึ่งบรรยายถึงประวัติศาสตร์ที่สอดประสานกันระหว่างอาณาจักรต่างๆ ในโลกของชาวมายาโบราณ ณ ศูนย์กลางของโลกที่ว่านั้นในช่วงเวลาหนึ่งศตวรรษอันรุ่งเรือง  ก็คือเหล่าราชันอสรพิษนั่นเอง  มาร์ตินพูดถึง อาณาจักรของราชันอสรพิษโดยใช้คำ พูดเปรียบเปรยทำนอง เดียวกับมาร์คัสว่า  คล้ายหลุมดำที่ดูดกลืนเมืองโดยรอบ และสร้างสิ่งที่อาจยิ่งใหญ่เทียบเท่าจักรวรรดิมายาขึ้น แต่แน่นอนว่ายังมีคำ ถามอีกมากเกี่ยวกับราชันอสรพิษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นอยู่  การปกครอง  และการสู้รบ และแม้กระทั่งว่าบางพระองค์ทรงมีตัวตนอยู่จริงหรือ

ปลายศตวรรษที่ห้า  ติกาลเป็นนครรัฐที่ทรงอำนาจที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค  นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า  เมืองนี้เรืองอำนาจขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือจากนครที่มีขนาดใหญ่ กว่ามากชื่อเตโอตีอัวกาน (Teotihuacan)  ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสูงห่างออกไปทางตะวันตก 1,000 กิโลเมตร  ใกล้กับกรุงเม็กซิโกซิตีในปัจจุบัน  นครทั้งสองมีอิทธิพลต่อจิตรกรรม  สถาปัตยกรรม  เครื่องปั้นดินเผา  อาวุธ  และการวางผังเมืองของชาวมายาอยู่นานหลายศตวรรษ  แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในศตวรรษที่หก  เมื่อเตโอตีอัวกานตัดขาดความสัมพันธ์กับดินแดนของชาวมายา  ปล่อยให้ติกาลป้องกันตัวเอง

และแล้วก็ถึงเวลาของราชันอสรพิษ  ซึ่งไม่มีใครทราบแน่ชัดว่ามาจากที่ใด  ไม่มีหลักฐานว่ากษัตริย์เหล่านี้ปกครองคาลักมุลก่อนปี 635  ผู้เชี่ยวชาญบางคนคิดว่า  น่าจะมีราชวงศ์นี้อยู่แล้วหลายร้อยปีก่อนยุคคลาสสิก  โดยโยกย้ายไปตามมหานครที่พวกเขาสร้างขึ้นแห่งแล้วแห่งเล่า  แต่นี่เป็นเพียงการคาดเดา  อักษรภาพงูที่ชัดเจนภาพแรกดูเหมือนจะอยู่ในนครซีบันเชทางตอนใต้ของเม็กซิโก  ห่างจากคาลักมุลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 125 กิโลเมตร

ไม่ว่าเหล่าราชันอสรพิษจะมีฐานที่มั่นอยู่ที่ใดก็ตาม  แต่เราทราบว่าตั้งแต่ต้นศตวรรษที่หก  ราชันอสรพิษสององค์ที่ครองราชย์ต่อเนื่องกันทรงเห็นว่าติกาลไม่มั่นคง  จึงทรงงัดอุบายและกลยุทธ์ที่ออกจะกล้าบ้าบิ่นเพื่อควบคุมทางการเมือง  กษัตริย์พระองค์แรกซึ่งมีพระนามว่า เสือจากัวร์หัตถ์ศิลา (Stone Hand Jaguar)  ทรงใช้เวลาหลายสิบปีออกเยี่ยมเยือนนครอื่นๆอย่างฉันมิตรทั่วดินแดนลุ่มตํ่าของชาวมายา

ปัจจุบัน  การเยี่ยมเยือนเช่นนี้อาจดูเหมือนเป็นการกระทำโดยบริสุทธิ์ใจไม่ว่าจะเป็นการจัดงานสมรส การเข้าร่วมแข่งขันเกมบอลของชาวมายาโบราณ  หรือบางครั้งอาจแค่แวะทักทายเท่านั้น  ทว่านี่คือกลยุทธ์หรือวิธีที่มักนำไปสู่การยึดครองในโลกของชาวมายา  โดยการให้เครื่องบรรณาการ การไปเยี่ยมเยือนฉันมิตร  และการสร้างพันธมิตรอย่างแนบแน่น  ดูเหมือนจะไม่มีใครทำได้ดีไปกว่าเหล่าราชันอสรพิษอีกแล้ว

ภาพสลักนูนตํ่าจากเมืองลาโกโรนา  ประเทศกัวเตมาลา ซึ่งครั้งหนึ่งคือเมืองโบราณชื่อซักนิกเต  แสดงภาพของ ยุกนูม  ชีน  ที่สอง  ผู้จะขึ้นเป็นกษัตริย์ราชวงศ์อสรพิษ ขณะทรงเล่นเกมบอลระหว่างเสด็จเยือนเมืองนี้  อักษรภาพระบุว่าเป็นวันที่11 กุมภาพันธ์ปี 635

ในไม่ช้าเมืองการากอล  พันธมิตรทางตะวันออกเฉียงใต้ของติกาล  ก็เริ่มมีใจฝักใฝ่มาทางราชันอสรพิษ  เช่นเดียวกับวากา  เมืองกระหายสงครามทางตะวันตก  ราชันอสรพิษค่อยๆ รวบรวมความภักดีของเมืองอื่นๆ ทั้งทางเหนือ ตะวันออก  และตะวันตกของติกาลอย่างอดทน  จนคล้ายเป็นคีมยักษ์ที่บีบรัดศัตรูไว้  ในที่สุด  กษัตริย์เสือจากัวร์ หัตถ์ศิลากับพันธมิตรก็พร้อมจะโจมตีนครติกาล  แต่พระองค์สิ้นพระชนม์เสียก่อนที่ความพยายามทางการเมืองจะประสบผล  การพิชิตติกาลจึงตกเป็นหน้าที่ของประจักษ์พยานแห่งฟากฟ้า (Sky Witness)  กษัตริย์พระองค์ต่อมา (และอาจเป็นพระโอรสของเสือจากัวร์หัตถ์ศิลา)  ราชันหนุ่มองค์นี้ทรงมีพระสรีระกำยำลํ่าสัน  และกะโหลกพระเศียรมีรอยถูกทุบจากการสู้รบนับครั้งไม่ถ้วน  ทิ้งรอยแผลเป็นตรงจุดเดิมซํ้าแล้วซํ้าเล่า

ตามจารึกบนแท่นบูชาแห่งหนึ่งในการากอล  กษัตริย์ประจักษ์พยานแห่งฟากฟ้าทรงปิดฉากการปกครองของ ราชวงศ์ติกาลเมื่อวันที่ 29 เมษายน ปี562  พระองค์ทรงรวบรวมพันธมิตรทั้งหมด  แล้วจึงโจมตี  ทรงนำกองทัพแห่งอสรพิษมาทางตะวันออกจากเมืองวากา  ขณะที่กองทัพจากการากอล  นครรัฐนารันโคที่อยู่ใกล้เคียง  และอาจรวมทั้งจากออลมุลด้วย  รุกเข้ามาทางตะวันตก

กองทัพของราชันอสรพิษและพันธมิตรบดขยี้ติกาลได้อย่างรวดเร็ว  ทั้งปล้นสะดม  และน่าจะสังเวยกษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรด้วยคมมีดที่ทำด้วยหินบนแท่นบูชาของพระองค์เอง  และอาจเป็นช่วงนี้เองที่ชาวเมืองออลมุลเกือบจะทำลายจิตรกรรมฝาผนังสดุดีพันธมิตรระหว่างติกาลกับเตโอตีอัวกานที่เอสตราดา-เบยีไปพบในอีกกว่า 1,400 ปีต่อมา  การกระทำนี้เป็นเครื่องแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อราชันอสรพิษ  ในฐานะผู้ปกครององค์ใหม่  รัชสมัยของราชันอสรพิษได้เปิดฉากขึ้นแล้ว

ประวัติศาสตร์มายาในช่วง 30 ปีต่อมาค่อนข้างคลุมเครือแต่เพราะนักโบราณคดีชาวเม็กซิกันสองคนคือ  เอนริเก นัลดา  และซานดรา  บาลันซาเรียว  ทำให้เราทราบว่ากษัตริย์ประจักษ์พยานแห่งฟากฟ้าสิ้นพระชนม์หลังจากทรงได้ชัยแล้ว 10 ปี  ขณะมีพระชนมายุ 30 พรรษาต้นๆ  เมื่อปี2004  ทั้งสองค้นพบหลุมศพจำนวนหนึ่งในพีระมิดที่ซีบันเช  ที่นั่นพวกเขาพบเข็มทำจากกระดูกสำหรับใช้ในพิธีสังเวยเลือดอยู่ท่ามกลางหน้ากากหยก  หินออบซิเดียนและไข่มุก  ด้านหนึ่งของเข็มจารึกไว้ว่า “นี่คือเครื่องสังเวยเลือดของประจักษ์พยานแห่งฟากฟ้า”  ในบรรดาราชันอสรพิษทั้งแปดองค์ที่ปกครองในช่วงช่องโหว่ติกาล  พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในกษัตริย์เพียงสองพระองค์ที่มีผู้พบพระศพ

หลักฐานทางโบราณคดีอีกชิ้นที่ยืนยันถึงการมีอยู่จริง ของเหล่าราชันอสรพิษปรากฏที่เมืองปาเลงเก (Palenque) อันมั่งคั่งซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตก  นครแห่งนี้ เจริญรุ่งเรืองและมีวัฒนธรรมซับซ้อน  พีระมิดและหอคอย ประดับประดาด้วยภาพปูนปั้นงดงามกระจุกตัวอยู่ตรงเชิงเขาที่เปิดสู่อ่าวเม็กซิโกและพื้นที่สูงตอนกลาง

ปาเลงเกไม่ใช่เมืองใหญ่  อาจมีพลเมืองราว 10,000 คน แต่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและประตูการค้าสู่ตะวันตก จึงเป็นเป้าหมายหลักของราชวงศ์ใหม่ที่ทะเยอทะยาน  ในขณะนั้นกษัตริย์ของราชวงศ์อสรพิษมีพระนามว่า พญางูขด (Scroll Serpent)  พระองค์ทรงใช้อุบายยืมกำลังของพันธมิตรเข้าโจมตีปาเลงเกเช่นเดียวกับกษัตริย์องค์ก่อนๆ ราชินีของปาเลงเกผู้มีพระนามว่า ดวงใจแห่งดินแดนวายุ (Heart of the Windy Place)  ทรงปักหลักต่อสู้ป้องกันเมืองจากการจู่โจมอย่างหนักของราชันอสรพิษ  แต่สุดท้ายก็จำต้องยอมแพ้เมื่อวันที่ 21 เมษายน ปี599

ความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการขยายดินแดนเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพบเห็นในอาณาจักรมายายุคคลาสสิกซึ่งมักถูกกล่าวขวัญถึงบ่อยๆ ว่าเป็นพวกนิยมการทะเลาะวิวาทและแตกแยก  สนใจแต่เฉพาะดินแดนของตนโดยไม่มีความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น  แต่ราชันอสรพิษกลับต่างออกไป “การรุกรานอาณาจักรปาเลงเกเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ ที่ใหญ่กว่านั้นครับ”  กีเยร์โม  เบร์นัล  นักถอดความศิลาจารึกจากมหาวิทยาลัยอิสระแห่งชาติเม็กซิโก  กล่าว  “ผมไม่คิดว่าเหตุผลจะมาจากเรื่องความมั่งคั่ง  แต่เป็นเรื่องของแนวคิดหรืออุดมคติครับ  ราชวงศ์คานุลวาดภาพการสร้างจักรวรรดิขึ้นมา”

การฝังพระศพที่จำลองขึ้นของกษัตริย์ราชวงศ์อสรพิษซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นกษัตริย์พระนามว่ากรงเล็บอัคนีผู้สิ้นพระชนม์เมื่อปี697  ประกอบด้วยเครื่องประดับหยกและลูกปัดเปลือกหอยวางบนผ้าห่อพระศพ  พร้อมด้วยเครื่องปั้นดินเผาที่ฝังพร้อมกับพระศพในคาลักมุล

แนวคิดเรื่องการสร้างจักรวรรดิเป็นสิ่งที่นักโบราณคดีด้านมายายังถกเถียงกันอยู่  หลายคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์  แต่เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เหล่าราชันอสรพิษทำ   ก็ยากที่จะมองข้ามรูปแบบของการขยายดินแดน  พวกเขาสร้างพันธมิตรกับบรรดาเมืองใหญ่ที่สุดทางตะวันออก  พิชิตเมืองน้อยใหญ่ทางใต้  ติดต่อค้าขายกับผู้คนทางเหนือ  ส่วนปาเลงเกนั้นเป็นตัวแทนของดินแดนสุดขอบโลกของชาวมายาทางฝั่งตะวันตก  กระนั้น หากปราศจากม้าและกำลังทหารที่พร้อมรบ  กษัตริย์เหล่านี้จะรักษาอำนาจไว้ได้อย่างไร

การจะมีอิทธิพลเหนือภูมิภาคอันห่างไกลซึ่งอาจมีขนาดใหญ่ถึงราว 100 ตารางกิโลเมตร  ต้องมีการจัดรูปแบบการปกครองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในหมู่ชาวมายา  รวมทั้งต้องมีศูนย์รวมอำนาจแห่งใหม่ที่ใกล้กับบรรดาเมืองทางใต้ซึ่งอุดมไปด้วยหยก  ไม่ปรากฏหลักฐานหรือบันทึกว่ามีการย้ายไปยังคาลักมุลซึ่งเป็นเมืองหลวงใหม่  แต่ในปี635 ราชวงศ์อสรพิษสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นที่นี่เพื่อประกาศถึงการครอบครองนครแห่งนี้  แทนที่ราชวงศ์เดิมที่รู้จักกันในนามราชวงศ์ค้างคาว

ภายในหนึ่งปี  กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์อสรพิษหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นกษัตริย์มายาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ ขึ้นครองบัลลังก์  พระองค์มีพระนามว่า ยุกนูม  ชีน  ที่สอง  หรือบางครั้งรู้จักกันในพระสมัญญาว่า ผู้สั่นคลอนเมือง (Shaker of Cities)  ประจักษ์พยานแห่งฟากฟ้ากับพญางูขดเป็นกษัตริย์ผู้พิชิตที่เก่งกล้า  แต่ยุกนูม  ชีน  ทรงเป็นกษัตริย์ที่แท้จริง  พระองค์ทรงใช้กุศโลบายอันแยบคายยุแหย่ให้แต่ละเมืองประหัตประหารกัน  ไม่ต่างจากกษัตริย์ไซรัสแห่งเปอร์เซียหรือจักรพรรดิเอากุสตุสแห่งโรม  ด้วยการติดสินบนบ้าง  ขู่กรรโชกบ้าง  ขณะเดียวกันก็ทรงกระชับพระราชอำนาจเหนือดินแดนที่ราบลุ่มของชาวมายาแบบที่ไม่เคยมีกษัตริย์มายาพระองค์ไหนไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเคยทำ   พระองค์ทรงรักษาสมดุลแห่งอำนาจทางการเมืองเช่นนี้อยู่นานถึง 50 ปี

วิธีดีที่สุดที่จะเข้าใจกษัตริย์พระองค์หนึ่งน่าจะเป็นการรู้จักกับมหาดเล็กของพระองค์  ในทำนองเดียวกัน  การจะเข้าใจจักรวรรดิแห่งหนึ่งได้ดีที่สุดมักต้องดูเมืองบริวาร  และเมืองบริวารของราชวงศ์อสรพิษที่น่าสนใจที่สุดน่าจะเป็นเมืองเล็กๆ ชื่อซักนิกเต  ซึ่งหากไม่ใช่เมืองบริวารของราชวงศ์อสรพิษแล้วไซร้  เมืองนี้จะไม่มีอะไรน่าสนใจเลย

ย้อนหลังไปตอนต้นทศวรรษ 1970  นักโบราณคดีบังเอิญพบแผ่นศิลาชุดหนึ่งแกะสลักเป็นตัวอักษรลวดลายงดงามซื้อขายเปลี่ยนมืออยู่ในตลาดมืด  แผ่นศิลาเหล่านี้ถูกขโมยมาและลักลอบส่งขายออกนอกประเทศ  โดยไม่มีหนทางสืบรู้แหล่งที่มาได้เลย  บนแผ่นศิลามีอักษรภาพงูแสยะยิ้มอยู่ทั่วไป  นักโบราณคดีตั้งชื่อสถานที่ซึ่งพวกเขา ไม่รู้จักและพวกโจรขุดสมบัติไปพบแผ่นศิลาเหล่านี้ว่า แหล่งโบราณคดีคิว (Site Q)

ซักนิกเตซึ่งเป็นชื่อภาษามายาดูจะมีสถานะพิเศษในอาณาจักรอสรพิษ  เจ้าชายหลายพระองค์ของเมืองนี้เสด็จไปศึกษาที่คาลักมุล  และสามองค์ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงราชวงศ์อสรพิษ  เมืองซักนิกเตไม่ได้ทำศึกสงครามมากนัก  ต่างจากเมืองกระหายสงครามอย่างวากาที่อยู่ห่างออกไปทางใต้  กษัตริย์ของเมืองนี้มีพระนามที่บ่งบอกถึงสันติภาพแปลคร่าวๆ ได้  เช่น  สุนัขร่าเริง (Sunny Dog)  หนอนขาว (White Worm)  และไก่งวงแดง (Red Turkey)  แผ่นหินสลักบอกเล่าถึงชนชั้นสูงที่ชื่นชอบการรํ่าสุราและเป่าขลุ่ย

ภาพปูนปั้นยาวแปดเมตรในนครรัฐออลมุลถ่ายทอดฉากอันซับซ้อนในตำนานและสื่อถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์อสรพิษ  รูปคนตรงกลางคือกษัตริย์แห่งออลมุล ผู้สิ้นพระชนม์เมื่อราวปี590  และพระศพฝังอยู่ในสุสานที่ประดับด้วยภาพปูนปั้นชิ้นน

ตามหลักฐานที่ปรากฏบนแผ่นหินสลัก  กษัตริย์ยุกนูม ชีน เสด็จมาเยือนเมืองนี้ไม่นานก่อนที่เมืองหลวงของราชวงศ์อสรพิษจะย้ายไปยังคาลักมุลอย่างเป็นทางการ  ภาพสลักอันงดงามวิจิตรนี้เป็นภาพกษัตริย์ยุกนูม  ชีน ประทับในอิริยาบถผ่อนคลาย

พระนามของกษัตริย์ยุกนูม  ชีน ปรากฏอยู่ทั่วดินแดนของชาวมายา  พระองค์ทรงส่งพระธิดานามว่า หัตถ์แห่งดอกบัว (Water Lily Hand)  ไปเสกสมรสกับเจ้าชายเมืองวากา  และในเวลาต่อมาทรงกลายเป็นราชินีนักรบผู้ทรงอำนาจ  พระองค์ยังทรงตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ให้ปกครองเมืองกันกวนซึ่งอยู่ทางใต้  และเมืองโมรัล-เรฟอร์มาที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเกือบ 160 กิโลเมตร  ส่วนที่เมืองดอสปีลัส พระองค์ทรงปราบพระอนุชาของกษัตริย์องค์ใหม่แห่งติกาลและเปลี่ยนให้เป็นข้าศักดินาผู้จงรักภักดีของพระองค์

กษัตริย์ยุกนูม  ชีน ยังทรงสร้างเส้นทางการค้าสายใหม่ทางฝั่งตะวันตกของอาณาจักรเชื่อมโยงกับพันธมิตรหลายเมือง  ผู้เชี่ยวชาญสังเกตเห็นความผิดปกติของเมืองบริวารเหล่านี้  ดูเหมือนว่าเมืองพันธมิตรที่ใกล้ชิดบางเมืองไม่มีอักษรภาพแสดงสัญลักษณ์ประจำเมืองเป็นของตนเอง  และกษัตริย์ของเมืองเหล่านี้  แม้จะแต่งพระองค์อย่างโอ่อ่าหรูหรา  แต่กลับไม่ได้ใช้พระนามเยี่ยงกษัตริย์  เมื่อสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์อสรพิษแล้ว

ขณะเดียวกัน  บรรดาราชันอสรพิษแห่งคาลักมุลกลับเฉลิมพระนามที่มีความหมายยิ่งใหญ่ขึ้นว่า คาลูมเต  หรือราชาแห่งราชัน

“ผมคิดว่าราชวงศ์อสรพิษเปลี่ยนแปลงวิถีทางทางการเมืองของมายาไป  พวกเขาสร้างบางอย่างที่ค่อนข้างใหม่ครับ”  โตมัส  บาร์เรียนตอส  นักโบราณคดีชาวกัวเตมาลา ผู้ร่วมดูแลแหล่งโบราณคดีซักนิกเต  บอก  “โดยส่วนตัวแล้ว  ผมเห็นว่านี่เป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของชาวมายาเลยละครับ”

เหล่าราชันอสรพิษยังคงจับตาดูศัตรูคู่แค้นเก่าคือติกาลที่พยายามลุกขึ้นสู้และแก้แค้นครั้งแล้วครั้งเล่า  ในปี 657 หลังจากรวบรวมพันธมิตรแล้ว  กษัตริย์ยุกนูม  ชีน และกษัตริย์หุ่นเชิดที่ครองเมืองใกล้เคียงพระนามว่า เทพเจ้าผู้ทุบแผ่นฟ้า (God That Hammers the Sky)  ก็เข้าโจมตีติกาล  ยี่สิบปีต่อมา  ติกาลลุกขึ้นกระด้างกระเดื่องอีกครั้ง  และราชันอสรพิษก็ทรงร่วมกับพันธมิตรสยบนครแห่งนี้ได้อีก  และคราวนี้สังหารกษัตริย์แห่งติกาลไปด้วย

นครติกาลยังสามารถคุกคามราชวงศ์อสรพิษที่ดูจะเรืองอำนาจยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างไร  ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า  กษัตริย์มายาต้องระแวดระวังในการรักษาพันธมิตร  และมักไว้ชีวิตกษัตริย์ของฝ่ายพ่ายแพ้  อาจเป็นไปได้ว่า  สงครามของชาวมายาในยุคคลาสสิกส่วนใหญ่ไม่ได้รบกันอย่างดุเดือด  หรืออาจเป็นเพราะพันธมิตรของฝ่ายแพ้ร้องขอความเมตตาจากผู้ชนะ  หรือกษัตริย์มายาในยุคนั้นมีกองทัพไม่ใหญ่พอที่จะกวาดล้างอริราชศัตรูให้หมดสิ้นทั้งเมืองก็เป็นได้

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด  กษัตริย์ยุกนูม  ชีน ทรงเลือกดำเนินเกมการเมืองอันอ่อนไหว  กล่าวคือแทนที่จะยกติกาลให้กษัตริย์เทพเจ้าผู้ทุบแผ่นฟ้าซึ่งเป็นพันธมิตร พระองค์กลับทรงจัดประชุมสุดยอดสันติภาพกับกษัตริย์องค์ใหม่ของติกาล  และในเวลานั้นทรงแนะนำผู้จะสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์ (ซึ่งน่าจะเป็นพระโอรส) พระนามว่า กรงเล็บอัคนี (Claw of Fire)  รัชทายาทซึ่งวันหนึ่งจะได้ครองราชย์ต่อมา  และนำพาอาณาจักรนี้ ไปสู่อวสานตลอดกาล

กษัตริย์ยุกนูม  ชีน สิ้นพระชนม์ในวัยชรา  คือ 86 พรรษา  ชาวคาลักมุลส่วนใหญ่หากมีอายุยืนได้ถึงครึ่งหนึ่ง ของพระองค์ก็นับว่าโชคดีแล้ว  แต่เนื่องจากกษัตริย์ของพวกเขาได้รับการปรนเปรออย่างดี  เสวยแต่ตามาเล (แผ่นแป้งข้าวโพดห่อไส้) เนื้อนุ่ม  ด้วยเหตุนี้  แม้แต่พระทนต์ก็ยังดูดีอย่างผิดวิสัย  ภาวะทุพโภชนาการพบได้ดาษดื่นในชนชั้นยากจน  แต่พวกชนชั้นสูงอาจมีนํ้าหนักตัวเกิน  และบางคนอาจเป็นโรคเบาหวานด้วยซํ้า

นักโบราณคดีบางคนสันนิษฐานว่า  กษัตริย์กรงเล็บอัคนีทรงมีนํ้าหนักตัวเกินและอาจเป็นโรคเบาหวาน  พระองค์น่าจะทรงปกครองอาณาจักรเนิ่นนานก่อนหน้าพระบิดาจะสิ้นพระชนม์  ทว่าทรงไม่มีบุญบารมีหรือพระปรีชาสามารถเทียบเท่าพระบิดา  เฉกเช่นพระโอรสของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อีกหลายพระองค์  ในปี695  อาณาจักรติกาลยังลุกขึ้นก่อกบฏอีกครั้ง  แม้จะปราชัยมาหลายต่อหลายครั้งแล้วก็ตาม  คราวนี้นำโดยกษัตริย์หนุ่มผู้มีพระนามน่าประทับใจว่า เทพเจ้าผู้ล้างแผ่นฟ้า (God That Clears the Sky) กษัตริย์กรงเล็บอัคนีต้องทรงรวบรวมกองทัพอสรพิษอีกครั้งเพื่อปราบติกาล

เราไม่ทราบแน่ชัดว่า  เกิดอะไรขึ้นในวันนั้นของเดือนสิงหาคม  ผู้เชี่ยวชาญบางคนคิดว่า  เทพเจ้าผู้ทุบแผ่นฟ้า ทรงหักหลังราชันอสรพิษผู้เป็นพันธมิตรในสนามรบ  เพราะทรงขมขื่นที่ถูกดูแคลนหลายครั้ง  บางคนบอกว่า  กษัตริย์กรงเล็บอัคนีผู้ทรงอยู่ในวัยกลางคนและประชวรด้วยโรคเกี่ยวกับพระปิฐิกัณฐกัฐิ(กระดูกสันหลัง)  ไม่อาจปลุกขวัญกำลังใจของกองทัพได้  หรืออาจเป็นเพราะฟ้าไม่เข้าข้างพระองค์ก็เป็นได้

ราชันอสรพิษจึงปราชัย  ไม่กี่ปีต่อมา  อำนาจของพระองค์ก็สั่นคลอน  กษัตริย์กรงเล็บอัคนีสิ้นพระชนม์พร้อมกับนำความฝันถึงจักรวรรดิอสรพิษไปสู่ปรโลกกับพระองค์ด้วย  นักโบราณคดีส่วนใหญ่เห็นว่า  ราชวงศ์อสรพิษไม่เคยกลับมายิ่งใหญ่อีกเลย  แต่ยังคงมีอิทธิพลอยู่

พอถึงกลางศตวรรษ  ราชวงศ์อสรพิษก็ไร้พิษสง  แม้แต่นครเพื่อนบ้านแห่งหนึ่งของคาลักมุลยังสร้างศิลาจารึกเพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของกษัตริย์ราชวงศ์ค้างคาว  โดยสลักเป็นรูปนักรบกำลังกระทืบงู  ในช่วงศตวรรษต่อมา อาณาจักรติกาลสำ เร็จโทษนครรัฐที่เคยช่วยเหลือราชวงศ์ อสรพิษ  ได้แก่  วากา  การากอล  นารันโค  และออลมุล

แต่ถึงอย่างไร  อาณาจักรติกาลก็ไม่เคยมีอำนาจบารมีเทียบเท่าราชวงศ์อสรพิษ  และพอถึงกลางศตวรรษที่เก้า มายายุคคลาสสิกก็ถึงแก่กาลล่มสลาย  อาจเป็นเพราะประชากรล้น  การขาดเสถียรภาพทางการเมือง  หรือภัยแล้งยาวนานก็เป็นได้  เมืองต่างๆ ในยุคคลาสสิกจึงเกิดความระสํ่าระสายทั่วทุกหย่อมหญ้า  และในที่สุดก็ถูกทิ้งร้างไป

เหล่าราชันอสรพิษจะปกป้องการล่มสลายนี้ได้หรือไม่ จะเกิดอะไรขึ้นหากกษัตริย์กรงเล็บอัคนีสามารถพิชิตติกาล ได้เมื่อปี 695

“ผมคิดว่าน่าจะหลีกเลี่ยงการล่มสลายนี้ได้นะครับ” เดวิด  ฟรีเดล  นักโบราณคดีมายา  บอก  “ความล้มเหลวในการรวบรวมอาณาจักรน้อยใหญ่ ณ ดินแดนใจกลางของโลกมายาไว้ภายใต้ผู้ปกครองหนึ่งเดียว  เป็นสาเหตุหลักของความเสื่อมถอยที่นำไปสู่ภาวะอนาธิปไตย  สงครามที่ลุกลามไปทั่ว  และความเปราะบางต่อภัยแล้ง”

สักวันหนึ่งเราอาจมีคำตอบ  ย้อนหลังไป 40 ปีก่อน ราชันอสรพิษยังเป็นเพียงคำเล่าลือ  และกระทั่งเมื่อ 20 ปีที่แล้วเรายังมองว่าพวกเขาเป็นเพียงผู้ปกครองคาลักมุล ทุกวันนี้  เราทราบว่าพวกเขาเป็นกษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่และทรงอำนาจที่สุดของชาวมายา

นี่คือความเชื่องช้าราวเต่าคลานของงานโบราณคดี ผู้เชี่ยวชาญพยายามปะติดปะต่อภาพในอดีตที่สอดประสานกันอย่างลงตัว  โดยอาศัยหลักฐานชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เก็บมาได้ในแต่ละครั้ง

และบ่อยครั้งที่ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นไม่ตรงกัน  รามอน การ์รัสโก  นักโบราณคดีผู้ดูแลแหล่งโบราณคดีคาลักมุล กล่าวว่า  ราชวงศ์อสรพิษไม่เคยอยู่ที่เมืองซีบันเช  และอำนาจของราชวงศ์นี้ไม่เคยเสื่อมถอย  เขาทำงานร่วมกับ ไซมอน  มาร์ติน  และนักวิจัยคนอื่นๆ  และได้เห็นหลักฐานเดียวกัน  แต่กลับได้ข้อสรุปต่างออกไป

ดังนั้น  นักโบราณคดีจึงยังคงเสาะหาเงื่อนงำต่อไป เมื่อปี1996  ขณะที่การ์รัสโกกำลังขุดสำรวจสิ่งก่อสร้าง ขนาดใหญ่ที่สุดของคาลักมุล  ซึ่งเป็นพีระมิดงดงามที่มีอายุย้อนกลับไปถึงก่อน 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช  ตรงใกล้ยอดพีระมิด  ขณะที่เขาทำความสะอาดและดึงก้อนหินออกมาอย่างระมัดระวัง  เขาพบซากที่หลงเหลือของมนุษย์ร่างหนึ่ง และข้างใต้นั้นมีคูหาแห่งหนึ่ง

“เรายกฝาปิดขึ้นเพื่อจะได้มองลงไปข้างล่างครับ” การ์รัสโกเล่า  “เราเห็นกระดูกและเครื่องสังเวยกับฝุ่นหนา เตอะราวกับกำลังมองฝุ่นของกาลเวลาอยู่เลยครับ”

พวกเขาใช้เวลาเก้าเดือนในการขุดเข้าไปและทำการขุดค้นสุสานแห่งนั้น  เมื่อเข้าไปได้  การ์รัสโกจึงทราบว่าเขาพบกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจพระองค์หนึ่งเข้าแล้ว  ร่างของพระองค์ได้รับการห่อหุ้มด้วยผ้าเนื้อละเอียด  และมีลูกปัดวางทับข้างบน  กษัตริย์พระองค์นี้ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว  ยังมีสตรีสาวและเด็กอีกคนหนึ่งถูกสังเวยไปด้วย  ร่างของทั้งสองวางอยู่ในคูหาใกล้ๆ นั่นเอง

การ์รัสโกเล่าว่า  ร่างของกษัตริย์ “มีแต่โคลนกับฝุ่น พอจะมองเห็นลูกปัดหยกได้บ้างครับ  แต่ไม่เห็นหน้ากาก” ดังนั้นเขาจึงเอาแปรงออกมาและเริ่มทำความสะอาดอย่างเบามือ  “สิ่งแรกที่ผมเห็นคือดวงตาข้างหนึ่ง  จ้องมองผมออกมาจากอดีตไกลโพ้น”

ดวงตาข้างนั้นมาจากหน้ากากหยกอันงดงามซึ่งสวมไว้เพื่อถวายพระเกียรติแด่กษัตริย์ในปรโลก  การวิเคราะห์ในภายหลังแสดงให้เห็นว่า  กษัตริย์พระองค์นี้ทรงมีพระวรกายท้วมใหญ่  หรืออาจจะอ้วนด้วยซํ้า  และมีพระนหารุ (เอ็น) แข็งในพระปิฐิกัณฐกัฐิ(กระดูกสันหลัง)  สุสานของพระองค์ได้รับการประดับตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา

ใกล้ๆ กันนั้นเป็นเครื่องประดับพระเศียรทำด้วยหยก ซึ่งครั้งหนึ่งตรงกลางเคยประดับด้วยอุ้งเท้าเสือจากัวร์  ถัด ไปเป็นจานเซรามิกมีลวดลายรูปหัวงูแสยะยิ้ม  และจารึกอักษรว่า “จานของกรงเล็บอัคนี”

เรื่อง เอริก แวนซ์
ภาพถ่าย เดวิด โคเวนทรี

เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2559


อ่านเพิ่มเติม 100 อัศจรรย์ทาง โบราณคดี

โบราณคดี

เรื่องแนะนำ

ครั้งหนึ่ง สหรัฐอเมริกาเคยทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในอวกาศ เพราะเหตุใด?

ผลจากโครงการทดลอง Starfish Prime ในปี 1962 ของสหรัฐอเมริกา คือคำเตือนของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหากสนามแม่เหล็กโลกระเบิดอีกครั้งเนื่องจากปริมาณของกัมมันตภาพรังสีที่มากเกินไป มันเป็นบรรยากาศที่มืดครึ้มเมื่อพ่อของ Greg Spriggs พาครอบครัวของเขาไปที่จุดสูงสุดบนหมู่เกาะมิดเวย์อะทอลล์  (Midway Atoll) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1962 ในคืนนั้นไกลไปอีกพันกิโลเมตร กองทัพสหรัฐฯ ได้กำหนดวันที่ในการปล่อยจรวดสู่อวกาศเพื่อทดสอบการการระเบิดของระเบิดปรมาณู (Fusion bomb) ผู้ชมที่กำลังเฝ้ามองการระเบิดในฮาวายต่างหาตำแหน่งถ่ายภาพที่ดีที่สุดหลังจากได้รับฟังการนับถอยหลังที่ออกอากาศทางวิทยุคลื่นสั้น ช่างภาพเล็งเลนส์กล้องไปที่ขอบฟ้าและอภิปรายถึงการตั้งค่ากล้องที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพการระเบิดของเทอร์โมนิวเคลียร์ในอวกาศ ปรากฎว่าระเบิดซึ่งเป็นระเบิดขนาด 1.4 เมกะตัน ซึ่งทรงพลังกว่าระเบิดที่ฮิโรชิมาถึง 500 เท่า ได้เกิดระเบิดขึ้น “เมื่ออาวุธนิวเคลียร์นั้นดับลง ท้องฟ้าทั้งขอบฟ้าที่ดูมืดมิดก็สว่างไสวไปทุกทิศทุกทาง ดูเหมือนตอนเที่ยงเลยครับ” Spriggs กล่าว การทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ โครงการ Starfish Prime ทำให้เกิดระเบิดที่ระดับความสูงราว 402 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับระดับความสูงที่สถานีอวกาศนานาชาติโคจรอยู่ในปัจจุบัน กินเวลานานถึง 15 นาทีหลังจากการระเบิดครั้งแรก อนุภาคที่มีประจุจากการระเบิดชนกับโมเลกุลในชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดแสงออโรราเทียมที่สามารถมองเห็นได้ไกลถึงนิวซีแลนด์ ช่วงสงครามเย็นที่กำลังเดือดระอุ หนึ่งปีก่อน หรือในปี 1961 สถานการณ์การเจรจาระหว่างประเทศเพื่อห้ามการทดสอบนิวเคลียร์นั้นย่ำแย่ หลังจากไม่มีการทดสอบมาเป็นเวลาสามปี […]

ค้นพบ โรงกษาปณ์ ที่คาดว่าเก่าแก่ที่สุดในโลกที่จีน มีอายุกว่า 2,600 ปี

หากได้รับการยืนยัน โรงกษาปณ์ อายุ 2,600 ปีนี้จะเป็นสิ่งที่เขียนประวัติศาสตร์ของเงินตราขึ้นมาใหม่ นักโบราณคดีขุดค้นซากปรักหักพังในกวนชวง (Guanzhuang) เมืองโบราณในทางตะวันออกของมณฑลเหอหนาน พวกเขาค้นพบสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเหรียญกษาปณ์ที่มีขนาดเล็ก เป็นเหรียญสัมฤทธิ์ รูปร่างเหมือนพลั่วซึ่งมีการผลิตเป็นจำนวนมากเมื่อ 2600 ปีที่แล้ว ผลิตใน โรงกษาปณ์ ของเมืองโบราณแห่งนี้ งานวิจัยของเขาที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Antiquity ได้ให้น้ำหนักกับความที่ว่าเหรียญชนิดแรกของโลกไม่ได้ผลิตขึ้นในตุรกีหรือกรีซดังที่เชื่อมาอย่างยาวนาน แต่เป็นที่จีน เมืองที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงและคูเมืองอย่างกวนชวงนั้นก่อตั้งในช่วง 899 ปีก่อนคริสตกาล และโรงหล่อของเมือง สถานที่ที่โลหะสัมฤทธิ์นั้นถูกหลอมและตีเป็นภาชนะ อาวุธ และเครื่องมือต่างๆ เปิดทำการในช่วง 770 ปีก่อนคริสตกาล ตามคำกล่าวของ Hao Zhao นักโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยเจิ้งโจว และผู้นำในงานศึกษาวิจัยนี้ แต่ยังไม่ใช่สถานที่ที่คนงานเริ่มผลิตเหรียญกษาปณ์ที่บริเวณนอกประตูเมืองชั้นในในปี 150 ปีถัดมา จากการตรวจสอบอายุด้วยการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี (Radiocarbon dating) ทีมงานศึกษาพบว่าโรงกษาปณ์นั้นเริ่มดำเนินงานในช่วง 640 และไม่เกินช่วง 550 ก่อนคริสตกาล ในขณะที่งานวิจัยอื่นๆ ได้ระบุอายุของเหรียญจากอาณาจักรลีเดีย ซึ่งปัจจุบันคือประเทศตุรกีอยู่ที่ต้น 630 ปีก่อนคริสตกาล Zhao ระบุว่าโรงกษาปณ์ที่เก่าแก่ผลิตเหรียญในอาณาจักรลีเดียนั้นมีอายุอยู่ในช่วง 575 – 550 […]

สหรัฐฯ กับการยิงนักศึกษาประท้วงต้านสงครามจนเสียชีวิต ช่วงสงครามเวียดนาม

กองกำลังรักษาดินแดนแห่งรัฐโอไฮโอรุกคืบเข้าหาผู้ประท้วง และ ยิงนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตทในวันที่ 4 พฤษภาคม 1970 นักศึกษา 4 คนถูกยิงเสียชีวิต และ 9 คนได้รับบาดเจ็บ ภาพถ่ายโดย AP การ ยิงนักศึกษา 4 คนเสียชีวิตโดยหน่วยติดอาวุธป้องกัน (Armed Guardsmen) ในปี 1970 คือหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่เหตุการณ์สงครามกลางเมืองเป็นต้นมา เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 1970 กองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติ รัฐโอไฮโอ ยิงปืนเข้าใส่บรรดานักศึกษาที่ชุมนุมต่อต้านสงครามเวียดนามในมหาวิทยาลัยเคนท์สเตท (Kent State University) ภายใน 13 วินาที นักศึกษา 4 คนเสียชีวิต และอีก 9 คนได้รับบาดเจ็บ การยิงปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นการมองว่าสหรัฐฯ ได้หันหลังให้กับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ถือว่าเป็นอนาคตของประเทศ โดย 5 วันก่อนหน้านั้น วันพฤหัสบดีที่ 30 […]

เรื่องสุดโหดของ โอลิมปิก ประชาชนปี 1936 การคว่ำบาตรลัทธิฟาสซิสต์ และฮิตเลอร์

นักกีฬาจับอาวุธขึ้นสู้เมื่องานแข่งขันกีฬาทางเลือกที่ใช้ต่อต้านการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก ในนาซีเยอรมนีถูกแทนที่ด้วยสงคราม เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1936 หนึ่งเดือนก่อนการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก นาซีในกรุงเบอร์ลิน นักกีฬาชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งได้ขึ้นเรือที่มุ่งหน้าไปยังยุโรป ทีมจากสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยนักวิ่งผิวดำจากย่านฮาร์เล็มในนิวยอร์ก นักยิมนาสติกชาวยิวจากแมนฮัตตัน และนักมวยลูกครึ่งพิตต์สเบิร์ก โค้ชของพวกเขาคือ อับราฮัม อัลเฟร็ด “ชิค” ชาคิน (Abraham Alfred “Chick” Chakin) ซึ่งเป็นผู้อพยพ เนื่องจากครอบครัวของเขาหลบหนีการสังหารหมู่ในรัสเซีย ชาคินที่เกษียณจากวงการมวยปล้ำแล้ว ได้กลับมาอีกครั้งเพื่อชี้นำนักกีฬาคนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ไปเข้าร่วมในเกมส์โอลิมปิกอย่างเป็นทางการของเยอรมนี พวกเขากลับมุ่งหน้าไปยังสเปนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนครั้งแรก ซึ่งสัญญาไว้ว่าจะเป็น “ปรากฏการณ์ต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา” ในขณะที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1936 ถูกจดจำไว้ว่าเป็นโอลิมปิกที่นักวิ่งผิวดำชาวอเมริกัน เจสซี โอเวนส์ (Jesse Owens) ทำลายอุดมการณ์แบ่งแยกเชื้อชาติของนาซีด้วยการคว้าเหรียญทองไว้ได้มากที่สุด ด้านนักกีฬาของโอลิมปิกประชาชน (Popular Olympics) ก็หวังว่าเกมการเเข่งขันของพวกเขาจะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของขบวนการต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ พวกเขาค้นพบอย่างรวดเร็วว่าการแข่งขันต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์จะรุนแรงกว่าที่พวกเขาคาดไว้มาก การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1936 เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อคว่ำบาตรการแข่งขันในเยอรมนี […]