๖๐ ปี พระไพศาล วิสาโล - นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

๖๐ ปี พระไพศาล วิสาโล

เหมือนกับหลักสูตร “เผชิญความตายอย่างสงบ” ที่พระไพศาลและทีมงานเสนอให้สังคมไทยรู้จักมานานกว่า 10 ปี ก็เริ่มต้นจากหลักการและแนวคิดของพุทธทิเบตในหนังสือที่ท่านแปล และอาศัยการลองผิดลองถูกจนกลายเป็นกระบวนการ เริ่มจากการทบทวนความตายว่าทำไมคนถึงกลัว การตายดีเป็นอย่างไร ฝึกเจริญมรณสติ โดยเลือกใช้เทคนิคบางอย่างของวัชรยานที่ไม่มีในเถรวาทเข้ามาผสมผสานประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์  อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยที่ตื่นตัวยอมรับและเริ่มต้นพูดถึงความตายอย่างเปิดเผยเป็นธรรมดากว่าเดิม ส่วนหนึ่งก็มาจากการทำงานของพระไพศาลและ “ทีมความตาย” อย่างแข็งขันต่อเนื่อง  แม้แต่งานแซยิด 60 ปีของท่านก็ยังถือเป็นโอกาสจัดงาน Happy Death Day และยังมีการเปิดพินัยกรรมของพระไพศาลเป็นตัวอย่างของการจัดการร่างกายเมื่อเจ็บป่วยขั้นสุดท้ายและหลังจากมรณภาพแล้วด้วย

ภายในวัดป่าสุคะโต นอกจากความเงียบสงบแล้ว ยังเต็มไปด้วยต้นยางนาร่มรื่นเต็มพื้นที่ 500 ไร่ ยังประโยชน์แก่ผู้ใฝ่ใจปฏิบัติธรรม ในขณะเดียวกันชาวบ้านก็ได้อาศัยเก็บเห็ดระโงกที่พบมากในป่ายางนาซึ่งถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญของชุมชนด้วย

ด้วยพื้นเพมาจากครอบครัวชนชั้นกลางที่เห็นความสำคัญของการศึกษา พระไพศาลสมัยเป็น “เด็กเนิร์ด” ชั้น ม.ศ. 3 ที่อัสสัมชัญเริ่มอ่านหนังสือที่สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เขียนและวารสารที่เป็นบรรณาธิการ จากนักเรียนที่เคยอ่านแต่หนังสือ สารคดี ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็ได้อ่าน “งานเขียนที่วิจารณ์บ้านเมืองที่ตนอาศัยอยู่อย่างตรงไปตรงมา ไม่เฉพาะเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ หากยังคลุมไปถึงเรื่องการศึกษา วรรณกรรม ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา และคณะสงฆ์ ก็ช่วยให้หูตากว้างขึ้น และเห็นถึงปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม” เกิดความสำนึกในสังคมพร้อมกับความนึกคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งยังได้รู้จักและอ่านงานของนิโคลัส เบนเนตต์ ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติและที่ปรึกษาของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งนอกจากจะเป็นผู้มีส่วนกระตุ้นให้ไทยมีการปฏิรูปการศึกษาแล้ว ยังเป็นนักยุทธวิธีด้านสันติวิธี เป็นพุทธศาสนิกชน และเป็นครูด้านสันติวิธีที่พระไพศาลเรียนรู้เมื่อทำงานด้วยกันในเวลาต่อมาว่า วิธีการกับเป้าหมายต้องไปด้วยกัน และสันติสุขต้องเกิดจากสันติวิธีเท่านั้น  แต่เด็กเนิร์ดไม่ได้อ่านแค่หนังสือ แต่เริ่มทำงานด้านสังคมสงเคราะห์กับกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนาและยังสนใจเรื่องบทบาทของเยาวชนต่อการพัฒนาสังคมด้วย

ปีถัดมาเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ไพศาลอายุ 16 ปี เริ่มสนใจเช เกวารา ฟิเดล คาสโตร และจิตร ภูมิศักดิ์ ในบทความ “สองทศวรรษกับ ส. ศิวรักษ์” ที่ท่านเขียน พระไพศาลเล่าว่าช่วงนั้น “หลายคนพูดถึงการปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธ และการยึดอำนาจรัฐมาเป็นของประชาชน โค่นล้มนายทุนขุนศึกศักดินาให้สิ้นซาก ข้าพเจ้าเองก็พลอยได้รับอิทธิพลกระแสนี้ไปด้วย” กระนั้นก็มองเห็นถึงปัญหาที่เกิดจากขบวนการฝ่ายซ้าย ตั้งคำถามกับความรุนแรง และเริ่มเรียนรู้สันติวิธี ซึ่งสมัยนั้นใช้คำว่า “อหิงสา” อันเป็นแนวทางที่อาจารย์สุลักษณ์และกลุ่มเพื่อนๆ สนใจ  มีหัวข้อในวงสนทนาว่าด้วยพุทธศาสนา เต๋า และชีวิตภายใน

เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ ไพศาลได้รับทุนภูมิพล แต่ก็สนใจงานกิจกรรมมากกว่า และคลุกคลีในหมู่เพื่อนที่กำลังแปลหนังสือปรัชญาศาสนากันอย่างคึกคัก  ในปีแรกของการเรียนมหาวิทยาลัย ท่านรับหน้าที่สาราณียกรของ ปาจารยสาร ซึ่งเปลี่ยนแนวทางจากที่เคยมุ่งเน้นด้านการศึกษามาเป็นอหิงสาสายพุทธศาสนาเพื่อสังคม  “เราก็เห็นว่าการปฏิวัติด้วยอาวุธนี่ก่อความเสียหายเยอะ ใจก็เลยเอียงมาทางสันติวิธี”  ขณะอายุ 18 ปี ไพศาลตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ทำร้ายใคร และถึงแม้มีโอกาสก็จะไม่ทำ  ถ้าจะตายก็ขอให้ได้ตายแบบไม่ทำร้ายหรือผูกใจเจ็บใครเลย  ความตั้งใจดังกล่าวเป็นจริงในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ขณะที่ท่านและเพื่อนชุมนุมศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณีกำลังอดอาหารคัดค้านกรณีสามเณรถนอมอุปสมบทถูกจับกุม  สามวันหลังนั้น ท่านและเพื่อนนักศึกษาได้รับการปล่อยตัว และฟื้นฟูกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) สร้างเครือข่ายและผลักดันให้เกิดกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักโทษเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ในอีกสองปีถัดมา  ชีวิตในมหาวิทยาลัยของพระไพศาลกินเวลาสี่ปีครึ่ง ซึ่ง “มีสมุดจดคำบรรยายเพียงเล่มเดียวเท่านั้นสำหรับทุกวิชาที่เข้าเรียน การเรียนรู้ที่สำคัญส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกรั้วมหาวิทยาลัย”

เรื่องแนะนำ

Gen Love – รักเข้มข้น

“ยากกว่าการหาคนรักคือการรักษาคนรักไว้” เนื่องในวันแห่งความรักนี้ มาร่วมหาคำตอบว่าอะไรคือเคล็ดลับของการมีความรักที่ยืนยาว? ผ่านเรื่องราวของคู่รักหลายคู่ที่อยู่ร่วมกันมากว่า 50 ปี

พิธีกรรมของเหล่าขบถ ผู้เปียมพลังชีวิต

ระหว่างเดินทางไปเฮติเมื่อสองสามปีก่อน ฉันออกนอกเส้นทางท่องเที่ยวไปยังแจ็กเมลเมืองท่าทางตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีงาน คาร์นิวัล (Carnival) หรือ “คานาวัล” (Kanaval) ในภาษาครีโอลของเฮติ ได้รับการเฉลิมฉลองก่อนงานคาร์นิวัลแห่งชาติในกรุงปอร์โตแปรงซ์หนึ่งสัปดาห์ ท่วงทำนองของงาน คาร์นิวัล ที่แจ็กเมลเรียบง่ายกว่าการเฉลิมฉลองในถิ่นอื่น ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ดนตรีและการเต้น เมแร็ง อย่างที่เรียกขานกันในชาติที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสแห่งนี้ ตั้งแต่บรรดาเด็กชายที่ทาเนื้อตัวด้วยเขม่าสีดำ ไปจนถึงเสียงของ รารา หรือจังหวะแบบวูดูที่ถือเป็นแกนหลักของการเฉลิมฉลอง คาร์นิวัล ในเฮติ ไปจนถึงบรรดานักดนตรีที่ตีกลองหรือเป่าทรัมเป็ตทำจากโลหะรีไซเคิลและแตรไม้ไผ่ ซึ่งทุกจังหวะเล่าเรื่องราวของตัวเองพอ ๆ กับที่พาให้เรานึกอยากเต้นระบำ เรื่อง แจกเกอลีน ชาร์ลส์ ภาพถ่าย ชาร์ลส์ เฟรเช สำหรับบางคน ฤดูกาลคาร์นิวัลโดยเฉพาะงานมาร์ดิกราส์ในนิวออร์ลีนส์ หมายถึงการเผยเนื้อหนังมังสาจนเกินพอดี งานปาร์ตี้สนุกสุดเหวี่ยงมีทั้งการดื่มกินและคาวโลกีย์ แต่ในหลายพื้นที่แถบแคริบเบียน คาร์นิวัลหรือที่รู้จักกันในชื่อ “คาร์นาวัล” ในบราซิล เป็นมากกว่าความสำราญเละเทะดึงดูดนักท่องเที่ยวทว่าเป็นพื้นที่แห่งศิลปะ กระบอกเสียงสาธารณะ การแสดงออกอย่างไม่ขวยเขินของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความเป็นตัวของตัวเอง โดยลูกหลานชาวแอฟริกันผู้ถูกจับเป็นทาส เมื่อถูกห้ามจากการบูชาเทพเจ้าของตนเองหรือห้ามเข้าร่วมงานเต้นรำสวมหน้ากากของเจ้านายชาวฝรั่งเศสและอังกฤษที่จัดก่อนเทศกาลมหาพรตในศตวรรษที่สิบแปด ทาสทั้งหลายก็หลอมรวมประเพณีของแอฟริกันกับวิถีชาวบ้านเข้ากับพิธีกรรมของเจ้าอาณานิคมเพื่อสร้างเทศกาลฉลองของตน ทุกวันนี้ งานเฉลิมฉลองอย่างวันสมโภชพระวรกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้า วันกษัตริย์สามองค์ และวันแห่งผู้วายชนม์ มีรูปแบบแตกต่างกันในหมู่ชาวแอฟริกันพลัดถิ่น และอาจจัดในช่วงเวลาแตกต่างกันในรอบปี ทว่าเทศกาลเหล่านั้นล้วนมีองค์ประกอบร่วมอย่างเดียวกัน นั่นคือตัวละครที่แต่งตัวดิบเถื่อนเฉิดฉันผสมผสานกับคริสต์ศาสนา ความเชื่อแบบชาวบ้านและมุมมองอย่างชนพื้นเมืองในพิธีกรรมของขบถผู้เปี่ยมพลังชีวิต เบื้องหลังหน้ากากที่ถูกประดิดประดอยเพื่อพรางอัตลักษณ์ ผู้ร่วมฉลองได้บอกเล่าเรื่องราว ปลดปล่อยความคับแค้นใจ และในที่อย่างเฮติ ความปั่นป่วนจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมก็ขับเน้นกับฉากหลังของพิธีแห่แหน “นี่คือขบถหรือการขัดขืนทางวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่ง” เฮนรี […]

ตามรอยอาณานิคมที่สาบสูญแห่งโรอาโนก

พวกเขาเปรียบได้กับนักบินอวกาศ ในยุคเอลิซาเบทของอังกฤษ และผู้ล่าอาณานิคมแห่งโลกใหม่ ก่อนจะสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยหลังละทิ้งถิ่นฐานบนเกาะโรอาโนก

ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่

(ซ้าย) ภาพจำลองโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ขอบคุณภาพจาก Facebook: Chao Phraya for All (ขวา) รองศาสตราจารย์ ดร.พนิต ภู่จินดา ‘โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา’ หรือโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโครงการที่กรุงเทพมหานครตั้งเป้าจะสร้างเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่ยังมีประเด็นที่น่ากังวลและเสียงคัดค้านมากมายจากหลายฝ่าย โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ “โครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา” เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ของกรุงเทพมหานครที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 มีจุดประสงค์ของโครงการว่า เพื่อพัฒนาพื้นที่ริมน้ำให้ชาวกรุงเทพมหานครได้เข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเท่าเทียมกัน เพิ่มพื้นที่ทำกิจกรรมของสาธารณะ เพิ่มทางสัญจรริมน้ำ เช่น ทางเดินเท้า ทางจักรยานที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ รวมไปถึงพัฒนาทัศนียภาพให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ รายละเอียดการก่อสร้างทางเลียบแม่น้ำดังกล่าวมีระยะทางเส้นทางทั้งสองฝั่งอยู่ที่ 12.45 กิโลเมตร (จากแผนเดิม 14 กิโลเมตร เนื่องจากต้องการหลบหลีกพื้นที่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์) โดยเส้นทางจะเริ่มจากช่วงที่ 1. ช่วงสะพานพระราม 7 ถึงกรมชลประทานในฝั่งพระนคร 2. จากสะพานพระราม 7 ถึงคลองบางพลัดในฝั่งธนบุรี 3. ช่วงจากกรมชลประทานถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าในฝั่งพระนคร และ 4. จากคลองบางพลัดถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าในฝั่งธนบุรี โดยทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาเป็น 1 ใน 12 แผนงานใหญ่ของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในชื่อ […]