ศรีลังกา : ดินแดนแห่งสันติภาพอันเปราะบางแห่งภูมิภาคเอเชียใต้

สันติภาพเปราะบาง

แม้สงครามกลางเมืองอันนองเลือดและยืดเยื้อยาวนานจะปิดฉากลง แต่ ศรีลังกา ยังมีบาดแผลต้องเยียวยา โดยเฉพาะผู้คนเรือนหมื่นที่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่และกลายเป็นบุคคลสาบสูญ

วันที่ 8 มกราคม ปี 2015 ศรีลังกา ทำให้โลกตกตะลึงด้วยการโค่นรัฐบาลเผด็จการของมหินทะ ราชปักษาในการเลือกตั้งที่พูดได้ว่าสงบและใสสะอาดเป็นส่วนใหญ่  ผู้นำใหม่ของประเทศมุ่งมั่นอยากแสดงให้โลกเห็นว่า ศรีลังกา ทำตัวเป็นประเทศประชาธิปไตยยุคใหม่ได้  รัฐบาลของประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนาเริ่มปฏิรูประบบตุลาการ ที่ฉ้อฉล แปรรูปหน่วยงานรัฐที่อุ้ยอ้ายเทอะทะ และแก้ปัญหาหนี้สินมหาศาล

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยที่นักท่องเที่ยวจะนั่งเครื่องบินไปลงโคลัมโบ สนุกกับกิจกรรมท่องเที่ยวสารพัดที่ศรีลังกาหยิบยื่นให้ ตั้งแต่การเยี่ยมชมวัดเก่าแก่ที่ดัมบุลลาและเมืองโบราณโปลอนนารุวะ ชมช้างและเสือดาวในอุทยานต่างๆ เที่ยวไร่ชาหรูหราอลังการ ไปจนถึงเล่นกระดานโต้คลื่นที่อ่าวอารูกัม ก่อนบินกลับบ้านโดยไม่ตระหนักเลยว่า ที่นี่คือศูนย์กลางของสงครามนองเลือดระหว่างชาติพันธุ์ที่ยาวนานถึง 26 ปี เหตุผลหรือตัวช่วยหนึ่งอาจมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ โคลัมโบตั้งอยู่ทางใต้ เป็นภูมิภาคที่ปกครองโดยชาวสิงหลซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 75 ของประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวหลักเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ทางใต้  ในทางกลับกัน จังหวัดนอร์เทิร์นไม่มีอะไรโดดเด่น  เป็นภูมิประเทศซึ่งส่วนใหญ่แห้งแล้งกันดารและราบเรียบ ที่นี่ยังเป็นบ้านเกิดของชาวทมิฬ ในศรีลังกาซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 11 ของประเทศ

ดินแดนทางเหนือและตะวันออกคือบริเวณที่กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam – อีแลมคือชื่อเรียกศรีลังกาในภาษาทมิฬ) สถาปนารัฐปกครองตนเองก่อนถูกปราบปรามในที่สุด

“นี่คือประวัติศาสตร์ของโอกาสที่หลุดลอยไปครับ” นายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงเห ผู้บริหารที่ทรงอำนาจอันดับสองของรัฐบาล ศรีลังกา บอก

ศรีลังกา
คนงานของกองทุนฮาโล องค์กรไม่แสวงกำไรในอังกฤษ เก็บกู้กับระเบิดที่เชยาปุรัม อดีตที่มั่นของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ ทางใต้ของคาบสมุทรจัฟฟ์นา

เขาหมายถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่ไม่สามารถดึงมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ศรีลังกาตั้งอยู่ในชุมทางการค้าอันจอแจระหว่างจีนกับอินเดีย มีที่ดินอุดมสมบูรณ์และประชากรมีการศึกษา ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศนี้พร้อมจะผงาดขึ้นเป็นคู่แข่งของสิงคโปร์เพื่อแทนที่ญี่ปุ่น ในช่วงที่การค้าและอุตสาหกรรมของประเทศหลังล้มพังพาบไปชั่วขณะ

แต่ประเทศที่ใช้ชื่อซีลอนจนถึงปี 1972 นี้ กลับทำลายโอกาสของตนเองด้วยฝีมือของรัฐบาลหลายรัฐบาลต่อเนื่องกัน รวมถึงการลองผิดลองถูกกับระบอบสังคมนิยมที่ล้มเหลวและระบอบเล่นพรรคเล่นพวกของราชปักษา ผู้ครองอำนาจ นานสิบปี นโยบายที่ใช้เกษตรกรรมเป็นฐานของเขาอวดอ้างว่า “ประโยชน์ตกถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง” วิกรมสิงเหบอก “แต่กลับไม่ได้ให้อะไรแก่ประชาชนอย่างแท้จริง และมุ่งสร้างฐานอำนาจให้ครอบครัวและพวกพ้องต่างหาก”

โอกาสที่หลุดลอยไปไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบายทางเศรษฐกิจเท่านั้น การแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ยังทำให้ความก้าวหน้าของประเทศชะงักงันครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอด 133 ปี เจ้าอาณานิคมอังกฤษมีแนวโน้มให้ชาวทมิฬทำงานรายได้สูงกว่า และจำกัดให้ชาวสิงหลทำงานกึ่งใช้แรงงาน เมื่อศรีลังกาได้รับเอกราชในปี 1948 ผู้นำใหม่ไม่ได้มุ่งส่งเสริมความสามัคคีของคนในชาติ  นักการเมืองชาวสิงหลบ่มเพาะความภาคภูมิแบบชาตินิยมของการเป็นคนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาถึงเกาะนี้เมื่อราว 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช และก่อตั้งดินแดนพุทธศาสนาที่ดำรงต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกมาจนถึงปัจจุบัน

รัฐบาลศรีลังกาเริ่มผลักไสชาวทมิฬให้เป็นคนชายขอบอย่างเป็นระบบ โดยตัดสิทธิการลงคะแนนเสียงของบุคคลที่บรรพบุรุษถูกนำเข้ามาทำงานในไร่ชาจากอินเดีย จัดสรรตำแหน่งงานในมหาวิทยาลัยให้นักวิชาการชาวสิงหล และค่อยๆกลืนกลายชาวทมิฬซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในจังหวัดอีสเทิร์นด้วยการยกที่ดินให้ชาวสิงหล เมื่อปี 1956 รัฐสภาที่เสียงส่วนใหญ่เป็นชาวสิงหลประกาศให้ภาษาสิงหลเป็นภาษาราชการ และในขณะที่ออกใบอนุญาตนำเข้าและส่งออกสินค้าให้นักธุรกิจชาวสิงหลจากทางใต้อย่างเลือกที่รักมักที่ชัง รัฐบาลก็แทบไม่สนใจพัฒนาจังหวัดนอร์เทิร์นเลย

ศรีลังกา, ชาซีลอน, ชาศรีลังกา
พวกผู้หญิงเก็บใบชาที่จังหวัดเซนทรัลใกล้น้ำตกเซนต์แคลร์ซึ่งเรียกกันว่า ลิตเทิลไนแอการาแห่งศรีลังกา การส่งออกชา เป็นสินค้าหลักนำรายได้จากต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ในทศวรรษ 1970 แนวคิดแบ่งแยกดินแดนเริ่มก่อตัวขึ้นทางเหนือ และกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬก็ถือกำเนิดขึ้น ในปี 1983 พยัคฆ์ทมิฬซุ่มโจมตีและสังหารทหาร 13 นาย นำไปสู่การตอบโต้ในรูปของการจลาจลทางชาติพันธุ์ที่ทำให้ชาวทมิฬหลายพันคนถูกสังหาร พยัคฆ์ทมิฬแก้แค้นด้วยระเบิดฆ่าตัวตายและการสังหารหมู่พลเรือน ศรีลังกาถอยหลังเข้าสู่สงครามกลางเมือง นักลงทุนต่างชาติหนีออกนอกประเทศ เช่นเดียวกับแรงงานฝีมือและกึ่งฝีมือชาวศรีลังการาว 750,000 คน

ราชปักษาผู้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2005 ยกระดับการทำสงครามต่อต้านพยัคฆ์ทมิฬ สี่ปีต่อมา กองทัพรัฐบาลต้อนนักรบกบฏและพลเรือนชาวทมิฬหลายหมื่นคนให้จนมุมในที่ดินผืนแคบๆใกล้ลากูนแห่งหนึ่ง พอถึงกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2009 พวกเขาสังหารพยัคฆ์ทมิฬกลุ่มสุดท้ายและพลเรือนหลายพันคนที่ติดร่างแหอยู่ที่นั่น สงครามปิดฉากลงโดยมีตัวเลขผู้เสียชีวิตที่อาจสูงถึง 100,000 คน

ความเหี้ยมโหดหาได้จำกัดอยู่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พยัคฆ์ทมิฬก็มีชื่อฉาวเรื่องขับไล่ประชากรมุสลิมกว่า 70,000 คนออกจากจังหวัดนอร์เทิร์นเมื่อปี 1990 พวกเขาใช้กำลังเกณฑ์เยาวชนชาวทมิฬหลายพันคนมาเข้าร่วม ก่อเหตุระเบิดวัดวาอาราม รถไฟ รถประจำทาง และเครื่องบิน ซึ่งล้วนเข้าข่ายการก่อการร้ายอย่างชัดเจน หลังปราบกบฏจนราบคาบแล้ว รัฐบาลของราชปักษาผู้มีชัยก็เดินหน้าบีฑาชาวทมิฬต่อ

เดือนกันยายน ปี 2015 องค์การสหประชาชาติออกรายงานการประเมินอาชญากรรมสงครามในศรีลังกาอย่างละเอียด โดยพูดถึง “ช่วงเวลาหลายปีของการปฏิเสธและปิดบัง” ของรัฐบาลราชปักษา การไม่ออกมาประท้วงหรือโต้แย้งข้อค้นพบเหล่านั้นเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณเป็นนัยว่า รัฐบาลใหม่ของศรีลังกาพร้อมเผชิญหน้าความจริง

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์
ภาพถ่าย เอมี ไวทาเล


อ่านเพิ่มเติม หากสองเกาหลีรวมกันอีกครั้ง 

เรื่องแนะนำ

พระเจ้าอโศก เป็นใคร

พระเจ้าอโศกได้รับการยกย่องในฐานะผู้น้อมรับพุทธศาสนา และเปลี่ยนแปลงราชวงศ์เมารยะจากเครื่องจักรสงครามไปเป็นสังคมแห่งความอดกลั้นและสันติ ภาพวาดจาก PRIVATE COLLECTION/DINODIA/BRIDGEMAN IMAGES พระเจ้าอโศก แห่งอินเดีย ทรงโศกเศร้าจากการพิชิตดินแดนต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ชีวิตเรือนแสนต้องจบลง สิ่งนี้ทำให้พระองค์น้อมรับพุทธศาสนาและปฏิบัติต่อราษฎรอย่างเป็นธรรม พระเจ้าอโศก ผู้เป็นหลานชายของพระเจ้าจันทรคุปต์ เมารยะ (Chandragupta Maurya) มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 304 ถึง 233 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ทรงนำจักรวรรดิเมารยะ (Mauryan) ไปสู่ยุคที่มีอาณาเขตกว้างขวางและเรืองอำนาจมากที่สุด กระนั้น การเปลี่ยนแปลงราชอาณาจักรของพระองค์มิได้มาจากการใช้ความรุนแรงอันดุเดือดเหมือนเมื่อครั้งต้นรัชสมัย ตรงกันข้าม มันเป็นผลจากการน้อมรับพุทธศาสนา และสารแห่งขันติธรรมและสันติวิธีที่พระองค์เผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวรรดิอันกว้างขวาง แปดปีหลังการยึดอำนาจในช่วง 270 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าอโศกได้นำกองทัพเข้าพิชิตราชอาณาจักรกลิงคะ (Kalinga) ในบริเวณชายฝั่งในภาคตะวันออก-กลางของอินเดีย และยังส่งผลให้พระองค์สามารถขยายอาณาจักรให้กว้างใหญ่กว่ากษัตริย์องค์ก่อนหน้าทุกองค์ มีการบันทึกไว้ว่า ผู้คนกว่า 100,000 ถึง 300,000 คนเสียชีวิตระหว่างการศึกครั้งนี้ ความสูญเสียดังกล่าวส่งผลต่อสภาพจิตใจของพระเจ้าอโศกอย่างรุนแรง พระองค์ได้บันทึกไว้ว่า “การฆ่าฟัน ความตาย และการเนรเทศที่เกิดขึ้นเมื่อดินแดนที่ไม่เคยถูกพิชิตกลับถูกพิชิตลง ได้ยังความเจ็บปวดอย่างหนักหนา [ต่อตัวเรา]” หลังจากนั้น พระเจ้าอโศกทรงละทิ้งทั้งการใช้กำลังทหารพิชิตผู้อื่น และความรุนแรงในรูปแบบอื่น รวมถึงการทารุณสัตว์ พระองค์กลายเป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา ซึ่งสิ่งนี้ได้ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาดังกล่าวในทั่วทั้งอินเดีย […]

ความรักหรือฆ่าเพื่อบูชาทวยเทพ? ค้นพบซากมัมมี่สัตว์เลี้ยงนับล้านตัวที่อียิปต์

ซากสัตว์อายุ 2,500 ปี ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมัมมี่สัตว์ราวแปดล้านตัวที่พบกระจัดกระจายอยู่ตามอุโมงค์ใต้ดินภายในสุสานสุนัข (Dog Catacomb) ของอียิปต์ยุคโบราณ

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระบารมีแผ่ไพศาล

รอบนักษัตรที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๓๐) หากนับจากปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมราษฎรครั้งแรกที่บ้านหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  และต่อมาได้เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ โดยเริ่มจากจังหวัดในภาคกลางและภาคเหนือ ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ขึ้นบนดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เพื่อทรงใช้เป็นที่ประทับพักแรมระหว่างเสด็จฯเยี่ยมราษฎรชาวเขาและพสกนิกรในจังหวัดทางภาคเหนือ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ขึ้นบนเขาตันหยง อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ สำหรับเป็นที่ประทับระหว่างเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ สำหรับการเสด็จฯไปทรงงานในภาคอีสานนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ขึ้นบนเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร ในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกพื้นที่ด้วยพระองค์เองด้วยมีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูสภาพป่าในบริเวณเทือกเขาภูพานที่ถูกบุกรุกจนแห้งแล้ง ต่อมาได้ขยายพื้นที่โครงการพระราชดำริออกไปจนครอบคลุมพื้นที่ ๑,๙๕๐ ไร่ โครงการนี้ช่วยพลิกฟื้นคืนชีวิตให้แก่ป่าต้นน้ำลำธารของเทือกเขาภูพานการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นต่าง ๆ ทำให้ได้ทอดพระเนตรสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรและสภาพพื้นที่ที่แท้จริง เมื่อทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่าราษฎรกำลังประสบปัญหาความทุกข์ยาก ทั้งเรื่องพื้นที่ทำกินและชีวิตความเป็นอยู่ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎรในพื้นที่เหล่านั้นโดยทั่วกัน พื้นที่ทางภาคเหนือซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงนั้น เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ เดิมชนกลุ่มน้อยเหล่านี้หาเลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย จึงทำให้ต้องตัดไม้ทำลายป่า พืชไร่ที่เพาะปลูกก็มีทั้งพืชอาหารและพืชที่เป็นต้นทางของยาเสพติดคือฝิ่น ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงปัญหาและความจำเป็นของราษฎรเหล่านี้ จึงพระราชทานโครงการช่วยเหลือด้วยการส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขาเปลี่ยนจากการทำไร่เลื่อนลอยมาเป็นการเพาะปลูกพืชไร่ ทั้งจำพวกพืชผักที่เป็นไม้ล้มลุกและไม้ยืนต้น มีการนำพันธุ์ผักผลไม้เมืองหนาวไปแจกและสอนวิธีเพาะปลูก เมื่อได้ผลผลิตมาก็ให้ความช่วยเหลือในการจัดจำหน่ายตามราคาที่เป็นธรรม ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นอย่างมาก และเลิกอาชีพการทำไร่ฝิ่นอย่างเด็ดขาดในที่สุด นี่คือปฐมบทของโครงการหลวงที่ดำเนินงานสืบเนื่องมากว่าสี่ทศวรรษในปัจจุบัน พื้นที่ทางภาคอีสานนั้นมีปัญหาเรื่องความแห้งแล้ง ขาดน้ำ และคุณภาพของดินที่เป็นปัญหาในการทำเกษตรกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานโครงการเกษตรชลประทานในรูปแบบต่าง ๆ จนปัจจุบันพื้นที่ทางภาคอีสานสามารถทำการเกษตรได้หลายรูปแบบ แม้กระทั่งสวนยางพาราคุณภาพดีที่ให้ผลผลิตสูงไม่ด้อยกว่าสวนยางพาราในภาคใต้ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยอาณาประชาราษฎร์ พสกนิกรในทุกภูมิภาคของประเทศต่างเทิดทูนพระองค์ไว้เหนือสิ่งอื่นใด และพร้อมใจกันเรียกขานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพวกเขาว่า “พ่อหลวง”   อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร