เปิดลายมือคุณพี่หมื่นตัวจริง จากเอกสาร “ต้นทางฝรั่งเศส” - National Geographic Thailand

เปิดลายมือคุณพี่หมื่นตัวจริง จากเอกสาร “ต้นทางฝรั่งเศส”

เปิดลายมือคุณพี่หมื่นตัวจริง จากเอกสาร “ต้นทางฝรั่งเศส”

กระแส “คุณพี่หมื่น” จากละครบุพเพสันนิวาสมาแรงฉุดไม่อยู่จริงๆ หากนาทีนี้ไม่เอ่ย “ออเจ้า” กับเขาบ้างก็คงเชยน่าดู ว่าแต่แฟนละครทราบกันหรือไม่ว่าคุณพี่หรือ “หมื่นสุนทรเทวา” ตัวละครหลักจากบุพพสันนิวาสนี้หาใช่ตัวละครสมมุติแต่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์และมีความสำคัญในฐานะราชทูตไทยที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรียังประเทสฝรั่งเศส ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์เลยทีเดียว

หมื่นสุนทรเทวาเป็นบุตรชายของ พระโหราธิบดี มีอาชีพรับราชการให้แผ่นดินอยุธยา ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็น “ขุนศรีวิสารวาจา” และได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสามของราชทูตไทยคนสำคัญที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรียังประเทศฝรั่งเศส โดยมี “ออกพระวิสุทธสุนทร” หรือโกษาปาน เป็นราชทูต “ออกหลวงกัลยาราชไมตรี” เป็นอุปทูต และ “ออกขุนศรีวิสารวาจา” เป็นตรีทูต โดยท่านเป็นทูตที่มีอายุน้อยที่สุดในการเดินทางครั้งนี้  ซึ่งก่อนหน้านี้ท่านเองก็เคยเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับจักรวรรดิโมกุล (อนุทวีปอินเดียในปัจจุบัน) มาแล้ว แต่ภายหลังกลับจากฝรั่งเศสไม่ปรากฏหลักฐานอื่นใดว่าได้เดินทางไปยังประเทศอื่นอีกหรือไม่ จึงคาดว่าออกขุนศรีวิสารวาจาน่าจะยังคงรับราชการตามเดิม

คุณพี่หมื่น
ตัวอย่างเอกสารจาก “ต้นทางฝรั่งเศส” หน้า 1 บันทึกเกี่ยวกับการขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทวดาให้ช่วยอวยพรให้การเดินทางครั้งนี้ปลอดภัยพ้นจากอันตราย

สำหรับเอกสารเก่าชุดนี้ต้องขอขอบคุณ นายปรีดี พิศภูมิวิถี นักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต สาขาฝรั่งเศสศึกษา จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้พบต้นฉบับของเอกสารภายในแผนกภาษาตะวันออก ของหอสมุดแห่งชาติ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้คัดลอก รวมถึงขอถ่ายภาพจากต้นฉบับไมโครฟิล์มส่งกลับมาให้แก่กรมศิลปากร ประเทศไทย

ต้นฉบับของเอกสารนี้เป็นสมุดไทยดำ เขียนด้วยดินสอสีขาว บอกชื่อเรื่องในหน้าแรกว่า “ต้นทางฝรงงเสษ” ภายในเขียนด้วยลายมือหวัดแกมบรรจง รูปตัวอักษรเป็นแบบที่นิยมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเขียนขึ้นในสมัยนั้น สำหรับเนื้อความบรรยายไปตามขนบของนิราศ คือการบอกเล่าสิ่งต่างๆ ที่พบเห็นระหว่างทาง และพรรณาถึงหญิงที่รัก แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทกาพย์ทั้งหมด

คุณพี่หมื่น
ตัวอย่างเอกสารจาก “ต้นทางฝรั่งเศส” หน้า 2 บันทึกเกี่ยวกับการเดินทางมุ่งหน้าลงใต้ ผ่านเกาะมากมายไม่ว่าจะเป็นเกาะสีชัง เกาะมัน เกาะไผ่

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชื่อว่าเอกสารชุดนี้ถูกเขียนโดย ออกขุนศรีวิสารวาจา เนื่องจากภายในนิราศบรรยายถึงที่ตั้งของเกาะและทิศทางได้อย่างถูกต้อง แสดงว่าผู้เขียนต้องเคยมีประสบการณ์เดินทางผ่านเส้นทางนี้มาก่อน ซึ่งออกขุนศรีวิสารวาจาเองเคยเดินทางไปยังอาณาจักรโมกุลด้วยเส้นทางนี้มาแล้ว นอกจากนั้นอีกหนึ่งหลักฐานยืนยันก็คือ ในบางบทของนิราศบรรยายว่าผู้เขียนเป็นผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ เช่น เมื่อตอนที่คณะราชทูตเดินทางถึงเมืองแบรสต์แล้ว ได้เข้าพักยังตึกใหญ่ที่มีการตกแต่งประดับประดาอย่างวิจิตร ดังนั้นแล้วผู้เขียนจะต้องเป็นหนึ่งในราชทูตคนสำคัญอย่างแน่นอน

คุณพี่หมื่น
ภาพเขียนของออกขุนศรีวิสารวาจา หรือหมื่นสุนทรเทวา

คณะราชทูตไทยเริ่มออกเดินทางเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ปี 2228 โดยล่องเรือลงใต้ไปยังหมู่เกาะชวา จากนั้นเดินทางไปทางทิศตะวันตกจนถึงแหลมกู๊ดโฮป และล่องขึ้นเหนือผ่านภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกจนไปถึงยังเมืองแบรสต์ เมืองท่าทางตะวันตกของฝรั่งเศสในวันที่ 15 มิถุนายน 2229 รวมระยะเวลาการเดินทางราว 5 เดือนกว่า

ตลอดช่วงเวลาของการเดินทางนั้น ภายในเอกสาร “ต้นทางฝรั่งเศส” ได้บันทึกวิถีชีวิต ตลอดจนสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองที่คณะทูตไทยพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นผู้คนต่างชาติพันธุ์ สัตว์หรือพืชต่างถิ่น ทั้งยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมหาอำนาจของฮอลันดาในช่วงเวลานั้น เมื่อหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่คณะทูตไทยเดินทางผ่านล้วนเป็นของฮอลันดาทั้งสิ้น นอกจากนั้นยังสะท้อนความคิดและความเชื่อของคนไทยในสมัยนั้น ดังเช่นตอนหนึ่ง ที่เรือเผชิญเข้ากับพายุและน้ำวน แต่ด้วยเวทมนต์คาถาของพระอาจารย์ที่เดินทางไปด้วย จึงช่วยให้ทั้งคณะรอดชีวิตมาได้ หรือตอนที่คณะทูตไทยพบเข้ากับชาวพื้นเมืองแอฟริกัน ซึ่งบรรยายไว้ว่า “เป็นพวกหัวพริก” เนื่องจากเส้นผมหยิกหยอยและสีผิวดำ ดูแล้วไม่สะอาดตา เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก หนังสือ ย้อนรอยโกษาปาน “ต้นทางฝรั่งเศส” นิราศสยามต่างแดนเล่มแรก

คุณพี่หมื่น
ตัวอย่างเอกสารจาก “ต้นทางฝรั่งเศส” หน้า 4 เดินทางถึงช่องแคบปังกา ต้องใช้ระยะเวลาห้าวันกว่าจะผ่านไปได้
คุณพี่หมื่น
ตัวอย่างเอกสารจาก “ต้นทางฝรั่งเศส” หน้า 5 เดินทางถึงบริเวณหมู่เกาะชวา ตื่นตาตื่นใจกับทัศนียภาพอันงดงามและเกาะแก่งจำนวนมากมาย

 

อ่านเพิ่มเติม

รวมแผนที่เก่าของคาบสมุทรเกาหลี

 

แปลเอกสารคลิกที่นี่ 

เรื่องแนะนำ

ลายเส้นขยุกขยิกอายุ 73,000 ปี ศิลปะเก่าแก่ที่สุด?

มนุษย์โบราณคนหนึ่งหยิบเอาดินเหลืองขึ้นมาขูดขีดลงบนหิน ต่อมาอีก 73,000 ปี ทีมนักโบราณคดีค้นพบผลงานของเขาปะปนอยู่กับข้าวของอื่นๆ ในถ้ำของแอฟริกาใต้

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

ชมกระบวนการทำกระดาษแบบโบราณ

ชมกระบวนการ ทำกระดาษแบบโบราณ Gangolf Ulbricht คือช่างทำกระดาษด้วยมือคนสุดท้ายในยุโรป ที่ยังคงสร้างสรรค์กระดาษด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ โดยตัวเขาใช้วัตถุดิบอย่าง เศษผ้าฝ้าย, ผ้าป่าน หรือใยป่านสับปะรด ในการผลิตกระดาษ มาชมกระบวนการผลิตกระดาษในสตูดิโอของเขาที่เบอร์ลิน ผ่านภาพยนตร์สั้นเรื่อง Kings & Kongs กัน ทั้งนี้ประวัติศาสตร์ของกระดาษมีมาอย่างยาวนาน เชื่อกันว่าจุดเริ่มต้นมาจากชาวอียิปต์ และชาวจีน โดยกระดาษของชาวอียิปต์โบราณนั้นถูกผลิตจากหญ้าปาปิรุส โดยสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการจารึกบทสวด และคำสาบานต่างๆ เพื่อเก็บไว้ในพีรามิด ด้านชาวจีนเอง กระดาษในยุคเริ่มต้นของพวกเขานั้นถูกผลิตจากเปลือกไม้นำมาต้มจนได้เยื่อกระดาษ และมาเกลี่ยบนตระแกรง และปล่อยให้แห้ง จากนั้นภูมิปัญญาการประดิษฐ์กระดาษก็แพร่หลายเข้าสู่โลกมุสลิม โดยชาวมุสลิมนำนวัตกรรมดังกล่าวมาปรับใช้ด้วยการนำเศษผ้าลินินมาต้ม และใช้ค้อนตอกให้เป็นเยื่อกระดาษแผ่นๆ ในส่วนของไทยเอง ประวัติศาสตร์ของกระดาษมีหลักฐานผ่าน “สมุดไทย” ซึ่งผลิตจากเยื่อไม้ทุบละเอียด ต้มจนเปื่อย และใส่แป้งเพื่อให้เนื้อเหนียวขึ้น และนำไปกรองไว้จนแห้ง จากนั้นจึงลอกออกมาเป็นแผ่น ใช้ในการบันทึก จดข้อความ หรือเขียนเรื่องไตรภูมิในศาสนาพุทธ   อ่านเพิ่มเติม ภาพวาดอันน่าทึ่งจากศิลปินออทิสติก

โครงกระดูกมอดไหม้ หลักฐานการรุกรานของชาวกอท

โครงกระดูกของเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในบัลแกเรีย เป็นร่องรอยสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้เคยถูกชนเผ่าเจอร์มานิกรุกรานเมื่อ 1,700 ปีก่อน