106 ปี ไททานิก โศกนาฏกรรมโลกไม่ลืม - Page 2 of 4 - National Geographic Thailand

106 ปี ไททานิก โศกนาฏกรรมโลกไม่ลืม

ไททานิก
ท้ายเรือ ไททานิก ในสภาพที่หางเสือจมอยู่ ในทรายและใบจักรสองใบโผล่ ให้เห็นท่ามกลางความมืดมัว นอนสงบนิ่งอยู่บนที่ราบก้นสมุทร ห่างจากหัวเรือที่มีการถ่ายภาพไว้มากกว่าลงไปทางใต้ราว 600 เมตร ภาพโมเสกนี้ประกอบขึ้นจากภาพถ่ายความละเอียดสูง 300 ภาพที่ถ่ายไว้ระหว่างการสำรวจเมื่อปี 2010

สำหรับบางคน เสน่ห์ชวนดึงดูดของ ไททานิก อยู่ที่อวสานอันยิ่งใหญ่ของมันนั่นเอง นี่คือเรื่องราวของความเป็นที่สุด นั่นคือเรือเดินสมุทรที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ที่สุดอับปางลงในน่านน้ำสุดลึกล้ำและแสนเยียบเย็น แต่สำหรับอีกหลาย ๆ คน ความน่าหลงใหลของ ไททานิก เริ่มต้นและจบลงด้วยเรื่องราวผู้คนบนเรือ กว่าที่ ไททานิก จะจมลงสู่ก้นสมุทรก็กินเวลานานถึงสองชั่วโมงสี่สิบนาที เนิ่นนานพอที่จะทำให้เรื่องราวโศกนาฏกรรมขั้นมหากาพย์ 2,208 เรื่องได้โลดแล่นบนเวที เล่ากันว่าชายตาขาวคนหนึ่งถึงกับแต่งชุดสตรีพยายามแย่งลงเรือชูชีพ แต่คนส่วนใหญ่บนเรือมีศักดิ์ศรีและหลายคนหาญกล้า กัปตันปักหลักมั่นอยู่ที่สะพานเดินเรือ วงดนตรียังคงบรรเลงต่อไป พนักงานประจำวิทยุโทรเลขอยู่ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกระทั่งนาทีสุดท้าย ผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังรวมกลุ่มกันตามชนชั้นอันเป็นค่านิยมแห่งยุคสมัย นาทีสุดท้ายของชีวิตพวกเขาเป็นเช่นไร เป็นเรื่องที่คนทั้งโลกสงสัยใคร่รู้

แต่ยังมีบางสิ่งนอกเหนือจากชีวิตมนุษย์ที่จมลงพร้อมกับเรือ ไททานิก นั่นคือมายาภาพแห่งความเป็นระบบระเบียบ ศรัทธาต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมทั้งความฝันถึงอนาคตที่ดีขึ้น ขณะที่ยุโรปกำลังก้าวเข้าสู่ความขัดแย้งและสงครามเต็มรูปแบบ ทั้งหมดนี้ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวและความพรั่นพรึงอย่างที่พวกเราในยุคปัจจุบันเคยคุ้น ”อวสานของเรือ ไททานิก ทำให้ภาพฝันสลายไปครับ” เจมส์ แคเมรอน บอกกับผม ”ในช่วงสิบปีแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ ผู้คนรู้สึกถึงความเจริญก้าวหน้ามากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นลิฟต์ รถยนต์ เครื่องบิน วิทยุโทรเลข ทุกอย่างช่างดูมหัศจรรย์ ราวกับมีแต่จะพุ่งสูงขึ้นไม่สิ้นสุด แต่แล้วทุกอย่างก็พังครืนลง”

 

มารดาแห่งเรืออับปางทั้งปวงมีที่พำนักหลายแห่ง ทั้งสถานที่จริง ในทางกฎหมาย และในเชิงอุปมา แต่คงไม่มีแห่งไหนที่ดูเหลือเชื่อยิ่งกว่าโรงแรมลักซอร์ในลาสเวกัส ที่นั่นมีนิทรรศการจัดแสดงศิลปวัตถุจากเรือ ไททานิก ซึ่งกู้ขึ้นมาโดยบริษัทอาร์เอ็มเอสไททานิกอิงค์หรืออาร์เอ็มเอสที  (RMST) ผู้มีสิทธิกู้ศิลปวัตถุจากซากเรือ ไททานิก อย่างถูกต้องตามกฎหมายแต่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่ปี 1994 นิทรรศการดังกล่าว ตลอดจนงานแสดงทำนองเดียวกันนี้ของบริษัทอาร์เอ็มเอสทีใน 20 ประเทศทั่วโลกมีผู้เข้าชมมากกว่า 25 ล้านคน

ผมใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ ที่โรงแรมลักซอร์เพื่อเดินชมข้าวของจากเรือ ไททานิก ซึ่งมีอาทิหมวกพ่อครัวใบหนึ่ง มีดโกนเล่มหนึ่ง ถ่านหินหลายก้อน ถ้วยชามในสภาพสมบูรณ์หนึ่งชุด รองเท้านับคู่ไม่ถ้วน ขวดน้ำหอม กระเป๋าหนังใบหนึ่ง แชมเปญขวดหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นข้าวของธรรมดาทั่วไปที่กลายเป็นของไม่ธรรมดาหลังการเดินทางอันเลวร้ายและยาวนานนำพาพวกมันมาอยู่ในตู้โชว์ผมเดินผ่านห้องโถงมืดสลัวที่รักษาอุณหภูมิให้เย็นจัดราวกับตู้แช่เนื้อ ภายในมี ”ภูเขาน้ำแข็ง” หล่อเลี้ยงด้วยสารฟรีออน (สารทำความเย็น) และผู้เยี่ยมชมสามารถสัมผัสได้ แต่ของชิ้นเด่นที่สุดของนิทรรศการคือชิ้นส่วนตัวเรือ ไททานิกชิ้นมหึมาที่รู้จักกันในชื่อ ”เหล็กชิ้นยักษ์” หนัก 15 ตันที่ยกขึ้นจากก้นทะเลด้วยปั้นจั่นเมื่อปี 1998

ไททานิก
เครื่องยนต์สองเครื่องของ ไททานิก อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าในภาพตัดขวางช่วงหนึ่งของท้ายเรือที่ทะลุโหว่ โครงสร้างที่ปกคลุมด้วย “สนิมย้อย” สีส้มซึ่งแบคทีเรียกินสนิมสร้างขึ้นนี้ มีขนาดใหญ่โตมหึมาสูงเท่าตึกสี่ชั้น และเคยขับเคลื่อนวัตถุชิ้นใหญ่ที่สุดในโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น

นิทรรศการของบริษัทอาร์เอ็มเอสทีถือว่าจัดได้ดี แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักโบราณคดีใต้น้ำจำนวนมากพูดถึงบริษัทนี้ด้วยถ้อยคำรุนแรง ก่นด่าว่าเป็นโจรปล้นสุสานบ้าง นักล่าสมบัติบ้าง และอย่างอื่นที่แย่กว่านี้ โรเบิร์ต บัลลาร์ดเองคัดค้านมาตลอดว่า ซากเรือและข้าวของทั้งหมดของ ไททานิก ควรเก็บรักษาไว้ในสภาพอย่างที่เป็นอยู่ ณ ก้นสมุทร เมื่อพูดถึงระเบียบวิธีที่อาร์เอ็มเอสทีใช้ เขากล่าวว่า ”ไม่มีใครไปชมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์แล้วใช้นิ้วจิ้มรูปโมนาลิซากันหรอกครับ คนพวกนี้ทำได้ทุกอย่างเพราะความโลภ ไปดูได้เลยจากประวัติเหลวแหลกของบริษัทนี้”

แต่หลายปีหลังมานี้ บริษัทอาร์เอ็มเอสทีได้ผู้บริหารชุดใหม่ และตั้งเป้าหมายต่างไปจากเดิม โดยเบนเข็มจากการกู้ข้าวของเพียงอย่างเดียวมาเป็นแผนระยะยาวในการปฏิบัติต่อซากเรือในฐานะแหล่งโบราณคดี ขณะเดียวกันก็ทำงานร่วมกับองค์กรวิทยาศาสตร์และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับเรือ ไททานิก อันที่จริงแล้ว การสำรวจในปี 2010 ที่ทำให้สามารถถ่ายภาพจุดอับปางทั้งบริเวณได้เป็นครั้งแรก ก็ได้บริษัทอาร์เอ็มเอสทีเป็นทั้งผู้จัด ผู้นำการสำรวจและผู้ออกทุน อาร์เอ็มเอสทียังกลับลำหันมาสนับสนุนข้อเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายคุ้มครองซากเรือ ไททานิกและจุดอับปางในฐานะอนุสรณ์สถานทางทะเล ล่าสุดเมื่อปลายปี 2011 อาร์เอ็มเอสทีได้ประกาศแผนที่จะนำศิลปวัตถุจากเรือ ไททานิก ที่อยู่ในความครอบครองทั้งหมดซึ่งมีมูลค่า 189 ล้านดอลลาร์สหรัฐมาขายทอดตลาด พร้อมทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทันวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีแห่งโศกนาฏกรรม ไททานิก แต่มีข้อแม้ว่าผู้ประมูลต้องยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขอันเข้มงวดของศาลสหรัฐฯ ซึ่งข้อหนึ่งระบุว่า ผู้ครอบครองไม่สามารถจำหน่าย จ่าย โอน โบราณวัตถุส่วนหนึ่งส่วนใดได้ และต้องเก็บรักษาไว้ด้วยกันทั้งหมด

ผมพบกับคริส ดาวีโน ประธานของอาร์เอ็มเอสทีที่โกดังเก็บศิลปวัตถุของบริษัทในแอตแลนตา ลึกเข้าไปภายในอาคารควบคุมสภาพอากาศ รถยกคันหนึ่งค่อย ๆ วิ่งไปตามทางเดินยาวระหว่างชั้นวางที่มีลังซ้อนกันอยู่เป็นตั้ง ๆ ทุกลังมีป้ายระบุอย่างชัดเจน ภายในบรรจุศิลปวัตถุและข้าวของนานาชนิด อาทิ จานชาม เสื้อผ้า จดหมาย ขวด ชิ้นส่วนท่อประปา หน้าต่างกลมข้างเรือ ซึ่งเก็บกู้ขึ้นมาจากบริเวณที่ ไททานิก อับปางตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ดาวีโนซึ่งเข้ามากุมบังเหียนของอาร์เอ็มเอสทีตั้งแต่ปี 2009 อธิบายทิศทางใหม่ของบริษัทให้ผมฟังว่า  ”รู้ ๆ กันอยู่ครับว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ประชาคม ไททานิก เห็นพ้องต้องกันคือความรังเกียจเดียดฉันท์ที่มีต่อเรา ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทบทวนทุกอย่าง เราต้องทำอะไรสักอย่างนอกเหนือจากการกู้ข้าวของขึ้นมา เราต้องเลิกทะเลาะกับผู้เชี่ยวชาญ และหันมาทำงานร่วมกับพวกเขาแทน”

สถานการณ์เป็นเช่นนั้นจริง หน่วยงานภาครัฐอย่างโนอา ซึ่งเคยมีคดีพิพาทกับอาร์เอ็มเอสทีและบริษัทแม่คือ พรีเมียร์เอ็กซีบิชันส์อิงค์ ปัจจุบันกลับทำงานร่วมกับอาร์เอ็มเอสทีโดยตรง โดยดำเนินโครงการทางวิทยาศาสตร์ด้วยกันหลายโครงการเพื่ออนุรักษ์พื้นที่บริเวณจุดอับปาง เดฟ คอนลิน หัวหน้านักโบราณคดีใต้น้ำสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ยอมรับว่า ”ไม่ใช่เรื่องง่ายครับที่จะหาจุดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการทำกำไร อาร์เอ็มเอสทีควรถูกประณามจริงเมื่อหลายปีก่อนโน้น แต่ก็สมควรได้รับคำชมด้วยที่กลับตัวกลับใจหันมายึดแนวทางใหม่ครับ” เมื่อไม่นานมานี้ นักวิชาการพากันชื่นชมอาร์เอ็มเอสที  หลังจากบริษัทได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ ไททานิก ระดับหัวกะทิคนหนึ่งของโลกให้มาวิเคราะห์ภาพถ่ายจากการสำรวจปี 2010 และเริ่มต้นระบุเศษซากปริศนาบนพื้นสมุทรจำนวนมาก บิล ซอเดอร์ คือชายผู้นั้น นามบัตรที่ระบุตำแหน่งว่า ”ผู้อำนวยการการศึกษาวิจัยเรือ ไททานิก” ไม่อาจบรรยายสรรพคุณความรอบรู้ระดับสารานุกรมของเขาในสาขาเรือเดินสมุทรตระกูล ไททานิก ได้

 

เรื่องแนะนำ

ภารกิจตามหาญาติของมนุษย์ฮอบบิท

บรรดาชนเผ่าปิ๊กมี่ (pygmies) ที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะฟลอเรส พวกเขามีร่างกายเล็กแคระไม่ต่างจากมนุษย์โฮโม ฟลอเรเสียนซิส หรือมนุษย์ฮออบบิทที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อหลายหมื่นปีก่อน และขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ต้องการทราบว่าพวกเขามีสายสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกันหรือไม่?

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี ซิซิลี – ณ วัดของบาทหลวงคณะกาปูชินในเมืองปาแลร์โม เมืองหลวงของแคว้น ซิซิลี ซึ่งตั้งอยู่ ณ จัตุรัสอันเงียบสงัดใกล้กับสุสาน หากเดินลงบันไดผ่านรูปสลักไม้ของแม่พระมหาทุกข์ เราจะพบประตูที่นำไปสู่ห้องเก็บศพใต้ดิน ห้องนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร พร้อมเพดานโค้งและทางเดินที่ทอดยาวไปทางมุมด้านขวา อากาศภายในห้องเย็นเยียบ อับชื้น และเหม็นเปรี้ยวจากกลิ่นฝุ่นและเสื้อผ้าที่เปื่อยยุ่ย ตามหิ้งบนผนังมีศพร่วม 2,000 ศพตั้งเรียงรายอยู่ในหีบที่ผุพัง พวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดหรือเครื่องแบบชุดเก่งราวกับจะแต่งตัวไปอวดใคร เรื่อง        เอ. เอ. กิลล์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี ในยุโรป การผึ่งศพให้แห้งและการรักษาสภาพศพเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของซิซิลี แม้จะพบในพื้นที่อื่นๆของอิตาลีบ้างก็ตาม แต่ส่วนใหญ่อยู่ในซิซิลีที่ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามว่า พวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร และเพราะเหตุใดจึงนำซากศพเหล่านี้มาจัดแสดง ร่างไร้วิญญาณเหล่านี้อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆที่บ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน ขากรรไกรของพวกเขาอ้าค้างราวกับกำลังกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ฟันที่ผุกร่อนแสยะยิ้มคุกคาม เบ้าตาจ้องมองออกมาอย่างสิ้นหวัง ผิวหนังหยาบกร้านหุ้มกระดูกแก้มที่แห้งตอบและข้อนิ้วที่หลุดลุ่ย ซากศพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของคนร่างเล็ก แขนทั้งสองข้างอยู่ในท่ากอดอก ขณะที่ลำตัวถูกรั้งให้ตั้งตรงด้วยลวดและตะปู ศีรษะตกพับอยู่บนไหล่ ร่างกายค่อยๆเสื่อมสภาพลงพร้อมๆกับท่วงท่าฝืนสังขารลอกเลียนคนเป็น คูหาเก็บศพเหล่านี้แบ่งแยกชัดเจนระหว่างนักบวชกับฆราวาส ด้านหนึ่งเราจึงพบบรรดาแพทย์ ทนาย และตำรวจในเครื่องแบบ แล้วยังมีคูหาสำหรับสตรีที่มัคคุเทศก์บอกว่า เราสามารถชื่นชมแฟชั่นของวันวานได้ แต่ซากศพเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ขะมุกขะมอม […]

ชาวมายาคือใคร?

ชาวมายาคือใคร? อาณาจักรมายา คืออารยธรรมที่ถูกพิจารณาว่ารุ่งโรจน์ที่สุดในทวีปอเมริกา ก่อนการมาเยือนของชาวสเปน ย้อนกลับไปราว 1,800 ปีก่อนคริสต์กาล อารยธรรมมายาเริ่มต้นตั้งถิ่นฐานขึ้นในดินแดนที่กลายมาเป็นอเมริกากลาง และเม็กซิโกในปัจจุบัน ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของอารยธรรมเกิดขึ้นช่วงคริสต์ศักราชที่ 250 – 900 ในเวลานั้นอาณาจักรมายาประกอบด้วยเมืองน้อยใหญ่มากมายกว่า 40 เมือง และมีประชากรมากกว่า 50,000 คน หลักฐานความรุ่งเรืองของอาณาจักรมายายังคงพบเห็นได้ในปัจจุบันจากพีรามิด และร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจากก้อนหิน ทว่าจุดสำคัญที่ทำให้อาณาจักรนี้ประสบความสำเร็จหาใช่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือการเกษตรที่มีประสิทธิภาพต่างหาก มันคือไร่ข้าวโพดที่เป็นอาหารหลักของผู้คนในยุคโบราณ ชาวมายาเคารพและนับถือธรรมชาติมาก พวกเขามีความเชื่อว่าตนเกิดจากเทพที่สร้างชาวมายา ตลอดจนธรรมชาติต่างๆ รอบตัว การเรียนรู้เกี่ยวกับอารยธรรมโบราณแห่งนี้ทำให้นักโบราณคดีพบว่าชาวมายามีความเก่งกาจด้านคณิตศาสตร์ และการคำนวณเป็นอย่างมาก พวกเขามีปฏิฑินเป็นของตนเอง ทั้งยังสามารถคำนวณการโคจรของดวงดาวได้อีกด้วย ทว่าหลังคริสต์ศักราชที่ 900 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่นี้ก็ล่มสลายลง มีทฤษฎีที่เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้อารยธรรมของชาวมายาต้องถึงจุดจบอาจมาจากการระเบิดของภูเขาไฟ ไม่ก็ภัยแล้ง ทุกวันนี้ลูกหลานของชาวมายากระจัดกระจายไปตั่งถิ่นฐานตามประเทศต่างๆ ของอเมริกากลาง เชื่อกันว่าปัจจุบันน่าจะมีผู้สืบเชื้อสายจากชาวมายาราว 7 ล้านคน และพวกเขายังคงรักษาขนบธรรมเนียมความเชื่อบางอย่างไว้   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบอาณาจักรมายาซ่อนตัวใต้ผืนป่ากัวเตมาลา

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.