10 เรื่องน่ารู้ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

10 เรื่องน่ารู้ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

4.ข้อตกลงสงบศึกเมื่อปี 1953 ไม่ได้ยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่กำหนดเขตปลอดทหารหรือดีเอ็มซี (Demilitarized Zone: DMZ) ขึ้นบนพื้นที่กว้างสี่กิโลเมตรซึ่งภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาพาดข้ามคาบสมุทรเกาหลี ที่บริเวณใกล้เส้นขนานที่ 38 เพื่อเป็นเขตกันชนแยกกองทัพคู่อริออกจากกัน เขตกันชนนี้เป็นเขตต้องห้ามสำหรับกองทหารขนาดใหญ่และอาวุธหนักอย่างรถถังและปืนใหญ่

เกาหลีเหนือ
ระเบิดควัน เสียงปืนใหญ่และการซุ่มยิง คือบรรยากาศของการจำลองการสู้รบระหว่างการฝึกเคลื่อนย้ายทหาร ทหารสหรัฐฯ นายหนึ่งบอกว่า “เราซ้อมในพื้นที่ที่จะรบจริง และเมื่อถูกเรียกตัวก็ไม่มีเวลาเตรียมตัว ต้องพร้อมรบคืนนี้เลย”
ภาพถ่ายโดย ไมเคิล ยามาชิตะ

5.นอกจากกำหนดเขตปลอดทหารหรือดีเอ็มซีแล้ว ข้อตกลงสงบศึกยังได้กำหนดเส้นสมมุติแบ่งอาณาเขตเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ขึ้นตรงกึ่งกลางเขตกันชน เรียกว่า เส้นกำหนดเขตทหาร (Military Demarcation Line: MDL) ใครที่พยายามข้ามเส้นนี้ไปอาจถูกยิงได้  นับตั้งแต่การกำหนดเขตปลอดทหารขึ้นเมื่อปี 1953 เกิดเหตุกระทบกระทั่งกันประปราย โดยส่วนใหญ่มักสืบเนื่องจากทหารฝ่ายเกาหลีเหนือพยายามแปรพักตร์และลักลอบหนีเข้ามายังดินแดนเกาหลีใต้ ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีนับจากนั้นมีทหารฝ่ายเกาหลีใต้ (รวมทั้งทหารสหรัฐฯ) เสียชีวิตรวมกันกว่า 400 นาย ขณะที่ฝ่ายเกาหลีเหนือมีเกือบ 1,000 นาย

เกาหลีเหนือ
บรรยากาศภายในเขตปลอดทหารเมื่อมองจากฝั่งเกาหลีใต้ อาคารเบื้องหน้าคือ Panmun Hall ตั้งอยู่ในฝั่งเกาหลีเหนือ แนวปูนที่เห็นอยู่ตรงกลางของอาคารสีฟ้า คือเส้นกำหนดเขตทหาร (Military Demarcation Line หรือ MDL)

6.สงครามเกาหลี ทำให้ครอบครัวของประชาชนกว่า 7 ล้านคนต้องพลัดพรากจากกัน เมื่อผู้คนจำนวนมากพากันหนีภัยการปกครองของคอมมิวนิสต์ลงใต้ เกาหลีเหนือตัดขาดการสื่อสารทัังหมด ไม่ว่าจะเป็นไปรษณีย์ โทรศัพท์ หรือการเดินทางตั้งแต่ปี 1953 แต่หลังการประชุมสุดยอดของสองผู้นำเกาหลีเมื่อปี 2000 ได้มีการจัดให้ครอบครัวชาวเกาหลีทั้งสองฝั่งมาพบหน้ากันอีกครั้ง และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ลึกๆ แล้วชาวเกาหลีทั้งสองฟากฝั่งยังวาดหวังถึงการรวมชาติ (Korean Reunification) อันเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ยาวนาน 13 ศตวรรษของเกาหลี ก่อนที่ทุกอย่างจะขาดสะบั้นลงในปี 1945  การแบ่งแยกประเทศเกาหลีเป็นสองนี้อาจเป็นหนึ่งในมรดกสุดท้ายของยุคสงครามเย็น หลังกำแพงเบอร์ลินที่เคยแบ่งแยกเยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตกพังทลายลงเมื่อปี 1989

เกาหลีเหนือ
คัง โจ เคียง ซึ่งหนีมาจากเกาหลีเหนือเมื่อปี 1947 ร่ำไห้หาพ่อแม่และพี่น้องที่ไม่ได้พบกันหรือไม่ได้ข่าวอีกเลย เกาหลีเหนือปิดพรมแดนเมื่อปี 1953 ทำให้ครอบครัวต้องจากกัน คังชอบยืนใกล้เขตปลอดทหารเพื่อ “จะได้รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ครอบครัว” (ภาพถ่ายโดย ไมเคิล ยามาชิตะ)

7.ในเชิงการทหารและยุทธศาสตร์เชื่อว่า ฝ่ายเกาหลีใต้มีความเหนือกว่าในแง่เทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้รับการหนุนหลังอย่างเต็มที่จากสหรัฐฯ ขณะที่เกาหลีเหนือได้เปรียบในเชิงขนาดของกองทัพที่สามารถยาตราทัพถาโถมข้ามพรมแดนเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้อยู่ห่างออกไปจากเขตปลอดทหารเพียง 50 กิโลเมตร นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เกาหลีเหนือมุ่งมั่นพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อเป็นกำลังต่อรองโดยไม่เพียงพุ่งเป้าไปยังเกาหลีใต้ แต่ยังพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลที่อ้างว่าสามารถยิงไปถึงดินแดนสหรัฐอเมริกาได้

 

อ่านเพิ่มเติม

ธรรมชาติกลางความขัดแย้งของสองเกาหลี

 

เรื่องแนะนำ

9 มัมมี่ที่ไม่ธรรมดา

วัฒนธรรมการทำมัมมี่หาใช่เกิดขึ้นแค่ในอียิปต์ และเหล่านี้คือตัวอย่างของมัมมี่อันโดดเด่นจากหลายประเทศทั่วโลก

มารู้จักกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล มนุษย์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับอากาศ

มารู้จักกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล มนุษย์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับอากาศ มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล มักจะถูกเข้าใจว่าเป็น มนุษถ้ำที่ป่าเถื่อนไร้อารยธรรม แต่นักวิทยาศาสตร์กลับบอกว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล เป็นมนุษย์ที่มีความฉลาดและมีขนาดของสมองใกล้เคียงกับมนุษย์ในยุคปัจจุบัน มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณสี่แสน ถึงสี่หมื่นปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ในพื้นที่แถบชายฝั่งตะวันตกของยุโรปแอตแลนติก และบริเวณเอเชียกลาง ทั้งยังพบว่าเป็นมนุษย์ยุคแรกที่สามารถอาศัยอยู่ในสภาพอากาศหนาวที่เป็นน้ำแข็งได้ พวกเขามีหน้าอกกว้าง และมีกล้ามเป็นมัดๆ บริเวณแขน ซึ่งร่างกายแบบนี้จะช่วยกักเก็บความร้อนในร่างกายได้ดี ทั้งยังมีความสามารถในการปรับตัวเป็นเลิศซึ่งช่วยให้มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลสามารถทนต่ออากาศที่หนาวเหน็บได้ ความสามารถของพวกเขายังรวมถึงการสร้างที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องมือ นอกจากนั้น มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ยังถูกเชื่อว่าเป็นมนุษย์สายพันธุ์แรกที่สร้างศิลปะถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่สเปนอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม เด็กของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเติบโตไม่ต่างจากเรา

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งเสี่ยงต่อเหตุร้ายแบบเดียวกับ นอเทรอดาม

นักดับเพลิงดับไฟที่กำลังลุกไหม้ในวิหารนอเทรอดาม ในปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2019 ภาพถ่ายโดย BENOIT TESSIER, REUTERS บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สถานที่ทางวัฒนธรรมหลายร้อยแห่งอันเป็นที่รักทั่วโลก ไม่เคยเตรียมรับมือกับเหตุเพลิงไหม้และอุบัติเหตุอย่างเดียวกับที่ นอเทรอดาม ประสบ ในขณะที่อาสนวิหารชื่อดังที่สุดของฝรั่งเศสเกิดไฟไหม้ ผู้คนรอบโลกนิ่งตะลึงด้วยความสะเทือนขวัญต่อภาพเพลิงไหม้ครั้งหายนะ ขณะนี้ ทุกคนโล่งอกหลังรู้ว่าว่าบรรดานักดับเพลิงสามารถรักษาส่วนใหญ่ของ นอเทรอดาม เอาไว้ได้ไม่น้อย แต่เพลิงครั้งนี้ได้จุดประกายการถกเถียงที่มีมาอย่างยาวนาน ถึงวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องแหล่งมรดกวัฒนธรรม ที่มักขาดการป้องกันจากหายนะหลายประเภท “แหล่งมรดกโลกหลายแห่งไม่มีนโยบาย แผน หรือกระบวนการเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ” เอกสารของ UNESCO กล่าว “สิ่งนี้ทำให้แหล่งทางมรดกหลายร้อยแห่งเผชิญกับความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก” ภัยพิบัติเหล่านั้น ซึ่งมีตั้งแต่เพลิงไหม้และน้ำท่วม ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและความขัดแย้ง ได้ทำลายสมบัติทางวัฒนธรรมหลายแห่งของโลกในช่วงหลายปีมานี้ เมื่อปีที่แล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของบราซิลถูกเพลิงไหม้จนวอดวาย และส่งผลให้วัตถุต่างๆ เช่นโบราณวัตถุด้านอิยิปต์วิทยา (Egyptology) ซึ่งถูกรวบรวมไว้ และบันทึกเสียงภาษาพื้นเมืองที่สาบสูญไปแล้ว กลายเป็นเถ้าถ่าน เมื่อปี 2016 กองกำลังรัฐอิสลามได้ทำลายประตู Mashki และ Adad ในโบราณสถานในบริเวณนิเนเวห์ (Nineveh) ในอิรัก และเมื่อปี 2015 […]

ค้นพบดีเอ็นเอของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน

จีโนมของมนุษย์โบราณนี้เป็นรูปแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน เชื่อกันว่าพวกเขาแยกสายวิวัฒนาการออกมาจากชนพื้นเมืองในอเมริกาเผ่าอื่นๆ เมื่อราว 10,000 ปีก่อน