แลโลกจากห้วงอวกาศ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจ - National Geographic Thailand

แลโลกจากห้วงอวกาศ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจ

เทคโนโลยีดาวเทียมได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตยุคดิจิทัลเป็นอย่างมาก หลายภาคส่วนได้ประยุกต์ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ หรือประกอบการตัดสินใจที่แม่นยำมากขึ้น โดยข้อมูลส่วนใหญ่ที่นำไปใช้งานมักแสดงผลในรูปแบบ “ภาพถ่ายจากดาวเทียม”

ภาพถ่ายจากดาวเทียมเกิดจากการบันทึกภาพของดาวเทียมที่กำลังโคจรอยู่รอบโลก โดยมีศูนย์สั่งการอยู่ที่ภาคพื้นดินคอยควบคุมและกำหนดให้ดาวเทียมบันทึกภาพในพิกัดที่ต้องการ จากนั้นดาวเทียมจะส่งข้อมูลที่บันทึกได้กลับมายังพื้นโลกและดำเนินการผลิตข้อมูล เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ นำข้อมูลไปใช้ กระบวนการหนึ่งที่มีความสำคัญคือ การปรับข้อมูลให้มีความถูกต้องเชิงตำแหน่งก่อนนำไปเผยแพร่

ในประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า (GISTDA) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการให้บริการข้อมูล และให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศทั้งในประเทศและระดับสากล รวมไปถึงสนับสนุนข้อมูลด้านภูมิสารสนเทศแก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐเอกชนและสถาบันการศึกษา ตลอดจนประชาชน ในการแปลตีความต้องอาศัยความรู้จากหลายสาขามาประกอบกันเพื่อวินิจฉัย พิจารณารวมถึง ขนาด รูปร่าง รูปแบบ เงา ความเข้มของสี และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น การเป็นนักแปลตีความที่ดีจำเป็นต้องศึกษา ฝึกฝน และที่สำคัญคือประสบการณ์

“ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการประยุกต์ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมในหลายด้าน ทั้งเรื่องการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ ภัยพิบัติ การเกษตร การใช้ที่ดิน ธรณีวิทยา การจัดการทรัพยากรน้ำ สมุทรศาสตร์และทรัพยากรชายฝั่งผังเมือง และด้านความมั่งคง เป็นต้น” วีระวิทธ์ คำนวน หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ดาวเทียมเพิ่มค่า กล่าวและเสริมว่า “ภาพถ่ายดาวเทียมถือเป็นหนึ่งในข้อมูลที่มีมูลค่า สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ได้มากมาย โดยเฉพาะเรื่องที่คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่เกี่ยวข้อง อย่างเรื่องของเศรษฐกิจ”วีระวิทธ์ยกตัวอย่างว่า ภาพถ่ายจากดาวเทียมสามารถคาดการผลผลิตทางการเกษตรได้ เช่น ผลผลิตจากการปลูกข้าว ภาพถ่ายจากดาวเทียมเมื่อนำมาแปลตีความ สามารถคำนวณได้ว่าข้าวอยู่ในช่วงไหน กำลังเริ่มปลูก กำลังเจริญเติมโต หรือพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว โดยพิจารณาจากหลักการแปลตีความที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ผลของการวิเคราะห์จะทราบถึงผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาดมีปริมาณมากน้อยอย่างไร มีผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

“นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องการภาพถ่ายดาวเทียมไปใช้ในการปฏิบัติงานในองค์กรด้วย GISTDA มีการให้บริการข้อมูลดาวเทียมที่หลากหลายมากกว่า 25 ดวงที่โคจรอยู่รอบโลกและที่จัดเก็บอยู่ในคลังข้อมูล เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีความต้องการข้อมูลที่แตกต่างกัน” ราเชนทร์ สุขวงษ์ นักภูมิสารสนเทศ และผู้ที่รับผิดชอบในการปรับแก้ความคลาดเคลื่อนของภาพถ่ายดาวเทียมให้มีความถูกต้องเชิงตำแหน่งตรงกับพิกัดบนภูมิประเทศจริง อธิบายเพิ่มเติม

ก่อนที่จะนำข้อมูลภาพจากดาวเทียมต่างๆ ไปใช้งานจำเป็นต้องผ่านกระบวนการปรับแก้เชิงตำแหน่งให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และให้ได้มาตรฐานตลอดจนความเชื่อมั่นของการให้บริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ภาพถ่ายดาวเทียมจากสถานที่ต่างๆ

ที่ผ่านมา ภาพถ่ายจากดาวเทียมได้ถูกนำไปใช้ในการปฏิบัติงานต่างๆ มากมาย เช่น การสำรวจจุดความร้อนในสถานการณ์ไฟป่าภาคเหนือ การประเมินสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน และการสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในยุคปัจจุบันมีการใช้งานที่แพร่หลายมากขึ้น รวมถึงมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของเรา จิสด้าจึงมีโครงการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมและภูมิสารสนเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชนชาวไทย

ขอบคุณข้อมูลจาก วีระวิทธ์ คำนวน หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ดาวเทียมเพิ่มค่า และราเชนทร์ สุขวงษ์ นักภูมิสารสนเทศ จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)

ขอบคุณข้อมูลภาพดาวเทียมจาก : DigitalGlobe และจิสด้า

เรื่องแนะนำ

กระทรวงการต่างประเทศเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปถอดถวาย ณ วัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 นายธานี ทองภักดี รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ วัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย พร้อมด้วยนางณพนุช ทองภักดี ภริยา โดยมี ดร. พระสุเขโม มหาเถระ เจ้าอาวาสวัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีผู้แทนฝ่ายไทย ได้แก่ นายทรงพล สุขจันทร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา นางสาวภาสพร สังฆสุบรรณ์ เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน นายพิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งผู้แทนประเทศไทย ทั้งนี้ มีคณะทูต ผู้แทนภาคเอกชนไทยในอินโดนีเซีย พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวอินโดนีเซียเข้าร่วมพิธีกว่า 200 คน กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญผ้าพระกฐินพระราชทานมาทอดถวายที่สาธารณรัฐอินโดนีเซียเป็นครั้งที่ 7 ในปีนี้ และเป็นครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นที่วัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ ซึ่งเป็นวัดพุทธเถรวาทวัดแรกในประเทศ และมีองค์พระประธานในพระอุโบสถที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเททองหล่อ เมื่อปี พ.ศ. […]

Jurassic Plastic : ไดโนเสาร์จากของเล่นพลาสติก

บนข้อเท็จจริงที่ว่า พลาสติก ผลิตมาจากกระบวนการปิโตรเลียม ซึ่งนักเคมีค้นพบว่า น้ำมันเหลือทิ้งจากโรงกลั่นสามารถนำมาผลิตเป็นมอนอเมอร์ (monomer) เพื่อสร้างพอลิเมอร์ใหม่ๆ ทดแทนพอลิเมอร์จากธรรมชาติอย่างยางพารา ผลิตได้ง่ายกว่า ในต้นทุนราคาที่ต่ำกว่า ทำให้ในระยะเวลาเพียงร้อยกว่าปี พลาสติก กลายเป็นวัสดุที่ครองโลกได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นขยะในช่วงเวลาเพียงพริบตา บนข้อเท็จจริงที่ว่า น้ำมันดิบ ต้นเรื่องของพลาสติก เกิดจากเศษซากของไดโนเสาร์ที่เคยยิ่งใหญ่และครองโลกในยุคดึกดำบรรพ์มานั้น แม้วันนี้จะสูญพันธุ์ไปสิ้น แต่เศษซากที่กลายเป็นพลังงานธรรมชาติให้โลกนั้นยังคงอยู่ เพียงแต่เศษซากส่วนหนึ่งของไดโนเสาร์ที่กลับมาครองโลกอีกครั้งเป็นรูปแบบพลาสติก พร้อมกับพลังทำลายล้างที่ต้องรอวันย่อยสลายถึง 450 ปี วันที่ไดโนเสาร์กลับมาครองโลกอีกครั้ง วันนี้ พลาสติกที่ผลิตขึ้นชิ้นแรกของโลกยังไม่ย่อยสลาย ความตระหนัก บวกกับความกังวลใจในข้อเท็จจริงดังกล่าว เกิดเป็นคำถามที่คละด้วยความวิตกของ ฮิโรชิ ฟูจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่น ที่โลกผลิตพลาสติกออกมาอย่างมหาศาล เพียงช่วงเวลา 100 กว่าปี สิ่งของทุกอย่างทำมาจากพลาสติก และมนุษย์ต่างใช้พลาสติกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ศิลปินกล่าวว่า ในปีที่เขาเกิดคือปี 1960 เป็นยุคที่เขายังไม่ได้รู้จักกับพลาสติก แต่พอเขาโตขึ้น ทุกคนก็หันมาใช้กันอย่างมากมาย ทำให้เกิดข้อคำถามที่ว่า หากเขาหยุดใช้พลาสติกจะเป็นอย่างไร คำถามเชิงทดลองเริ่มที่ครอบครัวของเขา ก่อนจะค้นพบว่ามันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อทุกคนบนโลกยังคงใช้กันอยู่ เช่นเดียวกับ “ของเล่น” ที่อยู่ในความทรงจำของเด็กๆ พลาสติกที่เคยเป็นที่รัก แต่มีอายุอันสั้นเพราะความเบื่อหน่าย หรือชำรุดตามสภาพ ฟูจิและภรรยาของเขาจึงเริ่มก่อตั้งตลาดแลกเปลี่ยนของเล่นขึ้นชื่อว่า คาเอโกะ บาซาร์ เริ่มต้นในปี […]

จาก ตชด. สู่ครูใหญ่ผู้พัฒนาพื้นที่ชายขอบในจังหวัดเชียงราย

ในยุคที่ใครๆ ต่างวิ่งเข้าหาความทันสมัยของโลกที่หมุนเร็วด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ยังมีอีกหนึ่งคนที่มีความสุขกับการทำงานในพื้นที่อันห่างไกลความเจริญอย่างบ้านห้วยส้าน อ.เมือง จ.เชียงราย จากจุดเริ่มต้นในการรับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนที่จังหวัดสุรินทร์ ร.ต.อ.ครรชิต พูนวิเชียร ได้เลือกที่จะไปทำหน้าที่ครูให้กับเด็กนักเรียนชาวลีซอและอาข่าในพื้นที่ชายขอบของจังหวัดเชียงรายมาจนถึงปัจจุบัน ในฐานะครูใหญ่ของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเทคนิคดุสิต จ.เชียงราย ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับทุกคนในพื้นที่ ร.ต.อ.ครรชิต จึงไม่ได้เป็นเพียงครูใหญ่ แต่เขาได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทุกครัวเรือน ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เริ่มจากนักเรียนที่เปรียบได้กับลูกหลาน นอกจากจะให้ความรู้ทางด้านวิชาการอย่างเต็มที่ เด็กทุกคนยังจะต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง ปัจจัยหลักคือเรื่องอาหารที่ต้องเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นโชคดีของเด็กๆ ที่พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดีที่มอบทุนอาหารกลางวันให้กับทางโรงเรียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่สำคัญไม่แพ้กันคือทักษะด้านวิชาชีพ นักเรียนทุกคนได้ร่วมกิจกรรมการเกษตรในโรงเรียน ซึ่งองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นได้ขยายไปถึงผู้ปกครองและคนในพื้นที่ด้วย ชุมชนจึงสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน…ณ จุดเริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้ ครูใหญ่ของเราต้องผ่านอะไรมามากมาย และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่พร้อมจะสร้างแรงบันดาลใจจาก ร.ต.อ.ครรชิต พูนวิเชียร ชีวิตก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร และอะไรที่ทำให้ตัดสินใจมาเป็นครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ตามพื้นถิ่นแล้วผมเป็นคนบุรีรัมย์ เข้ารับข้าราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ครั้งแรกเลยคือเป็นตำรวจสนามที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ แต่พอปฏิบัติหน้าที่ไปได้สักระยะ ทาง กก.ตชด.๒๑ ก็มีนโยบายจะสร้างโรงเรียน ตชด. ในหมู่บ้านที่เป็นจุดบอดโรงเรียนใน 2 อำเภอ และมีหนังสือเวียนไปตามกองร้อยสนามต่างๆ ในความรับผิดชอบว่าต้องการรับสมัครกำลังพลที่มีวุฒิทางการศึกษาและสมัครใจไปทำหน้าที่ครู เพื่อร่วมกันสร้างโรงเรียน ทำหน้าที่ครูผู้สอน พัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพิ่มโอกาสทางการศึกษา […]

Activity สุดมันส์ ต้องมาสักครั้งในชีวิต ที่หาดป่าตอง!

National Geographic จะพาไปพักผ่อนหย่อนกายเที่ยวให้สนุกทำกิจกรรมกันที่ภูเก็ต! อีกหนึ่งหาดที่มาถึงภูเก็ตแล้วไม่มาถือว่ามาไม่ถึง นั่นก็คือ หาดป่าตอง หาดชื่อดังสุดครึกครื้นแทบจะ 24 ชั่วโมงของเมืองภูเก็ต นอกจากเป็นแหล่งเดินเที่ยวยามค่ำคืน และบีชบาร์ให้มาพักผ่อนแล้ว ยังมีกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีมให้นักท่องเที่ยวได้มาปล่อยความสนุกกันแบบมันส์สุดๆ หนึ่งในนั้นก็คือ  PARACHUTE หรือ PASASAILING กิจกรรมยอดฮิตที่จะทำให้คุณได้ขึ้นไปลอยบนอากาศ โดยการ “โดดร่มริมชายหาด” บนความสูงเกินตึก 5 ชั้น แต่ถ้าใครหวั่นใจ ลังเล หรือไม่กล้า ก็ไม่ต้องพะวงไป เพราะว่าในการเล่นทุกครั้งจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลความปลอดภัยเสมอ ในการขึ้นแต่ละครั้งสามารถขึ้นได้มากสุดสองคน แต่ทั้งนี้ก็ต้องประเมินน้ำหนักตามความเหมาะสมด้วย เมื่อขึ้นไปด้านบนแล้วจะได้เห็นวิวบรรยากาศของทะเลทั้งหมด เป็นภาพที่น่าประทับใจทีเดียว สำหรับราคาการขึ้นต่อคนอยู่ที่ครั้งละ 1,500 บาท เท่านั้น ถ้าเทียบกับประสบการณ์ที่ท้าทาย ถือว่าคุ้มค่ามากๆ หรือถ้าใครอยากสัมผัสน้ำทะเล กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดอีกอย่าง นั่นคือการเล่น SURFBOARD ที่หาดป่าตองตลอดทั้งชายหาดจะมี Surfboard ให้เช่า และมีบริการพร้อมสอนไปในตัว คลื่นจะมีความสูงไม่มากนัก ซึ่งผู้ดูแลจะสอนในระดับ Begining เท่านั้น ส่วนราคาแล้วแต่เจ้า โดยส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่300บาท หรือหากใครอยากมานั่งชิล ดื่มด่ำกับพระอาทิตย์ท่ามกลางเสียงคลื่นแบบสไตล์ Beach Bar […]