เมื่อคลื่นลมพัดพาขยะขึ้นฝั่ง ความร่วมมือจึงเกิดขึ้น - National Geographic Thailand

เมื่อคลื่นลมพัดพาขยะขึ้นฝั่ง ความร่วมมือจึงเกิดขึ้น

การเดินทางลงใต้ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสเยือนจังหวัดตรัง ฉันไม่มีภาพในมโนสำนึกเลยว่า จังหวัดตรังหน้าตาเป็นอย่างไร

ในขณะที่เครื่องบินเคลื่อนผ่านเข้าสู่น่านฟ้าของภาคใต้ ฉันรับรู้ได้ทันทีถึงสภาพอากาศแปรปรวน พนักงานบริการบนเครื่องประกาศให้ผู้โดยสารกลับไปนั่งประจำที่และรัดเข็มขัดนิรภัย เครื่องบินตกหลุมอากาศสองครั้ง เหมือนเรากำลังนั่งรถผ่านทางขรุขระ ผ่านไปครู่ใหญ่เราพ้นออกจากสภาพอากาศแปรปรวน ภาพเบื้องล่างเผยให้เห็นพื้นที่ป่าเขียวครึ้มบริเวณปากแม่น้ำที่เปิดออกสู่ทะเล

สายฝนยังรินลงมาเบาๆ ขณะที่เราเดินออกจากอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานจังหวัดตรัง ปลายทางของฉันคือ การเดินทางไปดูความร่วมมือในชุมชนเพื่อจัดการกับปัญหาขยะที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ไปทั่วโลก

บรรยากาศหลังฝนซาท้องฟ้ายังครึ้มเทา แสงแดดพยายามส่องผ่านก้อนเมฆหนาลงมายังพื้น แต่ก็ทำได้ไม่มากนัก ฉันมาถึงบ้านมดตะนอย ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง และพบเจอกับคนในชุมชนหลายคนที่มารอต้อนรับ ชาวบ้านแลดูดีใจเมื่อมีผู้มาเยือน ที่นี่ ชาวบ้านพึ่งพาการประมงพื้นบ้านเป็นหลัก ด้านหนึ่งของหมู่บ้านเป็นพื้นที่ติดกับหาดมดตะนอยยาวหลายกิโลเมตร

จุดทิ้งขยะริมชายหาดมดตะนอยที่จัดแยกประเภทของขยะทะเล

ตามแนวชายหาด ฉันเห็นถังขยะที่สร้างขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ทั้งเศษไม้ เศษอวน และพลาสติก แต่ละจุดแบ่งแยกประเภทขยะอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นขยะที่พบมากที่สุดตามแนวชายหาด ได้แก่ รองเท้าแตะ ขวดพลาสติก โฟม และไฟแช็ก แต่เมื่อก่อน ที่นี่ก็เคยได้รับผลกระทบจากขยะไม่ต่างจากชุมชนอื่น

เมื่อรับรู้ถึงผลกระทบจากขยะในพื้นที่ คนในชุมชนรวมถึงเจ้าหน้าที่ จึงทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากชาวบ้านมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้โฟมบรรจุอาหาร เนื่องจากได้รับข้อมูลว่า การรับประทานอาหารบรรจุกล่องโฟมสร้างความเสี่ยงโรคมะเร็ง จึงตั้งใจให้ชุมชนบ้านมดตะนอยเป็นชุมชนปลอดโฟม โดยทุกคนเห็นพ้องต้องกัน และตั้งกติกาชุมชนว่า ไม่สนับสนุนร้านค้าที่ใช้โฟมบรรจุอาหาร ซึ่งมีผลให้ผู้ค้าในชุมชนต้องปรับตัวตามกติกาที่ตั้งขึ้นมานี้

รองเท้าแตะเป็นหนึ่งในขยะทะเลที่ชาวบ้านเก็บได้จำนวนมากที่สุด

“ชาวบ้านที่นี่ตั้งใจอยากรักษาทรัพยากรรอบหมู่บ้านเอาไว้ และอยากมีส่วนช่วยให้ทรัพยากรยังคงอยู่ต่อไป” พี่โชค – สมโชค สกุลส่องบุญศิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมดตะนอย กล่าวและเสริมว่า “แต่ชาวบ้านไม่รู้วิธีการบริหารจัดการขยะที่ถูกต้อง เราจึงติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังองค์กรภายนอก” ในส่วนนี้ SCG จึงเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนองค์ความรู้เรื่องการจัดการขยะให้กับชุมชนบ้านมดตะนอย โดยทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่คอยแนะนำแนวทางการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน

แนวความคิดของชาวบ้านที่นำขยะมาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง

แนวคิด SCG Circular Way ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หรือการหมุนเวียนทรัพยากรให้เกิดมูลค่าสูงสุด เช่น เศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือนสามารถนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ การบริโภคให้คุ้มค่าที่สุดก่อนกลายเป็นขยะ หรือแม้แต่การแยกขยะก็เป็นหนึ่งวิธีการของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน องค์ความรู้เรื่องการจัดการขยะได้รับการถ่ายทอดไปยังชุมชนบ้านมดตะนอย และมีการวางแนวทางร่วมกันระหว่างผู้นำระดับจังหวัด ผู้นำชุมชน และชาวบ้านทุกคน และแม้ว่าในอนาคต หากเจ้าหน้าที่จาก SCG ออกจากพื้นที่แล้ว องค์ความรู้เหล่านี้จะยังคงอยู่กับชาวบ้าน และชาวบ้านจะรู้จักการบริหารจัดการตามแนวทางของตนเอง

พี่โชค – สมโชค สกุลส่องบุญศิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมดตะนอย

“ลำคลองในหมู่บ้านมีการวางแพดักขยะก่อนไหลออกทะเล” พี่โชคเล่า “ถ้าหมู่บ้านไหนทิ้งขยะลงคลองเยอะๆ ส่วนนี้ก็เป็นภาพฟ้องที่ชัดเจน และชุมชนก็เกิดการแข่งขันกันเอง เพื่อให้มีขยะไปติดแพน้อยที่สุด” ส่วนสำคัญคือการร่วมมือกันของทุกคน ที่เริ่มจากการเก็บขยะในพื้นที่บ้านของตัวเอง และเจ้าหน้าที่ในตำบลก็มีส่วนช่วยเรื่องการหาแหล่งส่งต่อขยะเหล่านี้ เพื่อการจัดการอย่างถูกวิธี เช่น รองเท้าแตะที่ไม่ใช้แล้วส่งให้กับทางกลุ่ม Trash Hero ที่นำไปแปรสภาพให้กลับมาเป็นรองเท้าแตะคู่ใหม่

นอกจากผู้ใหญ่ในชุมชนที่ร่วมกันจัดการเรื่องขยะอย่างจริงจังแล้ว กลุ่มสตรีในหมู่บ้านยังรวมตัวกันเพื่อถ่ายทอดเรื่องการบริหารจัดการขยะให้กับเหล่าเยาวชนตัวเล็กๆในหมู่บ้านด้วย โดยจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก เช่น การวาดภาพที่ให้เด็กๆถ่ายทอดภาพท้องทะเลที่ตัวเองปรารถนา และงานศิลปะจากเศษขยะที่เก็บได้จากชายหาด โดยมีอาสาสมัครในหมู่บ้านคอยเป็นพี่เลี้ยงในการจัดกิจกรรมให้เด็กๆ นับว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ และช่วยให้เยาวชนมีความตระหนักเรื่องการอนุรักษ์ตั้งแต่เยาว์วัย

ภาพวาดของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เธอสื่อสารเกี่ยวกับท้องทะเลในจินตนาการของเธอ

การเดินทางครั้งนี้ ฉันได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนสถานที่เลี้ยงมาเรียม พะยูนน้อยหลงฝูง ที่กลายเป็นขวัญใจของชาวไทยเมื่อช่วงที่ผ่านมา อ่าวที่เคยเป็นบ้านมาเรียมอยู่บนเกาะลิบง เรานั่งเรือออกจากฝั่งไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เดินทางมาถึงเกาะเล็กๆที่พึ่งพาการทำประมงพื้นบ้านและยางพารา

ท่าเรือเกาะลิบงสร้างขึ้นง่ายๆ จากวัสดุที่หาได้บนเกาะ

ชาวบ้านบนเกาะรอต้อนรับพวกเราด้วยความอบอุ่น บังจ้อน – สุวิทย์ สารสิทธิ์ เป็นอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบง ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เคยเลี้ยงมาเรียม เขาเล่าถึงความเป็นมาของมาเรียมตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ที่นี่จนถึงวันสุดท้าย แววตาที่ยังดูผูกพันและคิดถึงสัตว์ทะเลตัวน้อยยังปรากฏอยู่บนใบหน้าขณะที่เขาเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง “ชาวบ้านบนเกาะรู้สึกตกเป็นจำเลยสังคม ว่าเป็นผู้สร้างขยะ และเป็นเหตุให้พบขยะในท้องของมาเรียม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชาวบ้านช่วยกันอย่างมากในเรื่องการจัดการขยะ” บังจ้อนเล่าและเสริมว่า “เรือที่ออกทะเลมักจะมีถุงเก็บขยะติดไปด้วยเสมอ เพื่อเก็บขยะที่อยู่ในทะเลหรือบนบก แต่ละหลังคาเรือนทิ้งขยะในที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ และชาวบ้านก็รวมตัวกันเดือนละครั้งเพื่อเก็บขยะในชุมชนและชายหาด”

บังจ้อน – สุวิทย์ สารสิทธิ์ อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบง

เมื่อปี 2017 ชาวบ้านร่วมกันเก็บขยะรอบเกาะลิบงทั้งบนบกและชายฝั่งได้กว่า 420 กิโลกรัม และชาวประมงบนเกาะรู้จักพื้นที่ของตนเองดีว่า เป็นแหล่งหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จึงเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ของพะยูนกว่า 180 ตัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทะเลรอบๆเกาะลิบง “ในระบบนิเวศหญ้าทะเล พะยูนคือผู้บริโภคขั้นสุดท้าย การกินหญ้าทะเลของพะยูนเป็นลักษณะของการซุยหน้าดิน เพราะฉะนั้น เศษขยะที่ทับถมอยู่บนตะกอนหน้าดินอาจติดเข้าไปในทางเดินอาหารของพะยูนได้” บังจ้อนอธิบายให้เราเห็นภาพมากขึ้น

นอกจากประมงพื้นบ้านที่สร้างรายได้ให้กับคนบนเกาะลิบง ยางพาราก็เป็นพืชเศรษฐกิจทางหนึ่งที่คนบนเกาะพึ่งพา

อย่างไรก็ตาม แม้ชาวบ้านบนเกาะลิบงจะช่วยกันเก็บขยะทั้งบนบกและชายฝั่งอยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังมีขยะที่ชายหาดให้เห็นทุกวันเช่นกัน “ขยะบางชิ้นเป็นซองบรรจุภัณฑ์ที่มีฉลากบ่งชี้ว่าผลิตในประเทศมาเลเซีย” บังจ้อนยกตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่า ขยะที่รอบเกาะลิบงไม่ได้มีต้นกำเนิดจากบนเกาะทั้งหมด บางชิ้นหรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ถูกพัดพามากับกระแสน้ำทะเล และคลื่นลมก็พัดขึ้นมาเกยที่ชายหาด และอาจมีบางส่วนที่ถูกดินตะกอนทับถมอยู่ในแนวหญ้าทะเล

จุดทิ้งขยะบนเกาะลิบงที่มีการคัดแยกประเภทของขยะ

“เราเป็นชาวบ้านที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรจากทะเล เราไม่อยากให้อู่ข้าวอู่น้ำของเราพังไปหรอก” หญิงอาสาสมัครหมู่บ้านคนหนึ่งพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงชาวใต้ “เราตื่นตัวกับเรื่องขยะมานานมากแล้ว แต่เก็บขยะเท่าไร มันก็ไม่หมดไปเสียที” เสียงของชาวบ้านสะท้อนบางอย่างว่า หากหวังแต่พึ่งพาคนที่อยู่กับทะเล ปัญหาขยะทะเลคงไม่บรรเทาลง เราทุกคนมีส่วนในการสร้างขยะ เพราะปลายทางของขยะคือทะเล แม้เราจะทิ้งอยู่บนบกที่อยู่ห่างไกลทะเลเพียงใด แต่ขยะเพียงชิ้นเดียวก็อาจไหลลงสู่ทะเลได้ในวันหนึ่ง การแก้ปัญหาขยะทะเลให้ยั่งยืนจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะมีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะที่ไปปนเปื้อนอยู่ในธรรมชาติ และใส่ใจเรื่องพฤติกรรมการบริโภคให้มากขึ้น

บริเวณอ่าวบนเกาะลิบงที่เคยเป็นแหล่งอนุบาลมาเรียม

เช่นเดียวกับชุมชนมดตะนอย ผู้ใหญ่ที่อยู่บนเกาะปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักทรัพยากรทางทะเลตั้งแต่เด็กๆ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากคุณครูและผู้นำศาสนาคอยสอนเรื่องวิถีชีวิตที่ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ในโรงเรียนมีการจัดการเรียนการสอนให้เด็กรู้จักกับหญ้าทะเล ให้นักเรียนนำหญ้าทะเลมาทดลองเพาะปลูกในตู้ และวางแผนการทดลองด้วยตนเองตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ โดยมีคุณครูเป็นที่ปรึกษา และตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มเยาวชนปริศนาหญ้าทะเล”

“การใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าสูงสุดก่อนกลายเป็นขยะ เป็นหนึ่งในวิธีการที่ช่วยให้ปริมาณขยะลดลงได้” ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว ขยะทั้งหลายในทะเลส่วนใหญ่มาจากบนบก เพราะฉะนั้น เราสามารถเริ่มได้จากตัวเราทุกคน เพราะตราบใดที่เราเป็นหนึ่งในผู้บริโภค เราทุกคนต่างมีส่วนรับผิดชอบต่อขยะที่เกิดขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาจเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่สุด หมุนเวียนวัสดุต่างๆ ที่เราบริโภคให้เกิดมูลค่ามากที่สุดก่อนที่เราจะทิ้งไป รู้จักแยกขยะอย่างถูกวิธี และบริโภคอย่างรู้คุณค่า เพียงเท่านี้เราก็สามารถช่วยลดปริมาณขยะที่จะปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้

เรื่องแนะนำ

กระทรวงการต่างประเทศเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปถอดถวาย ณ วัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 นายธานี ทองภักดี รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ วัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย พร้อมด้วยนางณพนุช ทองภักดี ภริยา โดยมี ดร. พระสุเขโม มหาเถระ เจ้าอาวาสวัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีผู้แทนฝ่ายไทย ได้แก่ นายทรงพล สุขจันทร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา นางสาวภาสพร สังฆสุบรรณ์ เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน นายพิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งผู้แทนประเทศไทย ทั้งนี้ มีคณะทูต ผู้แทนภาคเอกชนไทยในอินโดนีเซีย พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวอินโดนีเซียเข้าร่วมพิธีกว่า 200 คน กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญผ้าพระกฐินพระราชทานมาทอดถวายที่สาธารณรัฐอินโดนีเซียเป็นครั้งที่ 7 ในปีนี้ และเป็นครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นที่วัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ ซึ่งเป็นวัดพุทธเถรวาทวัดแรกในประเทศ และมีองค์พระประธานในพระอุโบสถที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเททองหล่อ เมื่อปี พ.ศ. […]

Gastronomy : การท่องเที่ยวเชิงอาหาร

ท่องไปในเส้นทางสายอาหารและการกินแห่งดินแดนอาเซียนผ่าน การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การส่งผ่านวัฒนธรรมการกิน ถือเป็นเครื่องมือของการพัฒนาระบบอาหารท้องถิ่นของภูมิภาคและโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญต่ออนาคตของมนุษยชาติ เพราะปฏิบัติการทางอาหารจะนำไปสู่การแสวงหาทางออกใหม่ให้กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยทำให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น และยังเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี ครั้งนี้ ประเทศไทยรับบทบาทเป็นผู้ประสานงานหลักในการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงอาหารแห่งอาเซียน เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมการประกอบอาชีพของชุมชนท้องถิ่น อันนำไปสู่การสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเชิงอาหารในแนวทางแห่งความยั่งยืนสืบไป Gastronomy tourism goes far beyond just what is “on the plate” การท่องเที่ยวเชิงอาหารคืออะไร ความหมายของการท่องเที่ยวเชิงอาหารมีคุณค่ามากกว่าแค่การดื่มกินอาหารเด็ดเมนูดังตามแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังครอบคลุมไปถึงการผลิต (เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เยี่ยมชมแหล่งผลิตแบบพื้นถิ่น) ไปจนถึงขั้นหลังการบริโภค (เช่น การผลิตสินค้าที่ระลึกเพิ่มมูลค่า หรือแม้แต่การจัดการเศษอาหารเหลือทิ้ง) ด้วยความต่อเนื่องนี้จะเป็นโอกาสอันดีให้นักท่องเที่ยวได้เติมเต็มประสบการณ์และสัมผัสกิจกรรมท่องเที่ยวอันหลากหลายที่เกี่ยวเนื่องมาจากอาหาร ซึ่งจะยังประโยชน์ให้เกิดกับสังคมเศรษฐกิจของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 4 เสาหลักของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร Farming System การเดินทางเริ่มต้นจากแหล่งกำเนิดอาหาร แปลงผัก สวนผลไม้ บ้านไร่ หรือท้องนา ในแนวทางเกษตรปลอดภัย สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของอาหารต่อสุขภาพและการกินดีมีสุข Story of Food คุณค่าของเรื่องราวเบื้องหลังที่ทำให้คุณค่าของอาหารแต่ละจานโดดเด่นและเป็นที่จดจำ อาหารหนึ่งจานรวบรวมเรื่องราวมรดกภูมิปัญญา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมการกิน […]

แคมเปญรณรงค์ลดวิกฤติมลภาวะขยะพลาสติกในมหาสมุทร

ปัจจุบัน ปัญหามลพิษในท้องทะเลเป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจจากประชากรโลก จากการนำเสนอของสื่อต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงผู้รับสารได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น ทำให้เราได้เห็นถึงผลกระทบของขยะพลาสติกที่มีต่อท้องทะเล หลายภาคส่วนได้ตระหนักถึงความร่วมมือในการอนุรักษ์ท้องทะเล เพื่อให้ความสวยงามของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งยังอยู่คู่กับเราอย่างยั่งยืน โทรคาเดโร ไทม์ (Trocadero Time) บริษัทธุรกิจนำเข้านาฬิกาโอริส (Oris) ที่ตระหนักในเรื่องสภาพแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง เปิดตัวแคมเปญ “Clean Ocean Thailand” ที่มีจุดประสงค์ในการสร้างความตระหนักรู้ถึงมลพิษของขยะพลาสติกในมหาสมุทร และกระตุ้นจิตสำนึกในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ในแนวทางสู่ความยั่งยืน และยังมุ่งหวังให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในการช่วยลดการใช้พลาสติก กิจกรรมครั้งนี้ เลือกสถานที่ ณ เกาะสาก จังหวัดชลบุรี เพื่อช่วยดูแลความสะอาดของท้องทะเลเมืองไทยและเพื่อเป็นการสนับสนุนความร่วมมือระดับโลกระหว่างนาฬิกาโอริส และ Pacific Garbage Screening องค์กรผู้บุกเบิกในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยกักเก็บขยะพลาสติกก่อนที่จะลงมหาสมุทร โดยโอริสจัดทำนาฬิการุ่นพิเศษ “Oris Clean Ocean Limited Edition” ซึ่งฝาหลังทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล เพื่อนำรายได้ร่วมสมทบทุนงานวิจัยขององค์กรฯ คุณเตย มหาดำรงค์กุล แห่ง โทรคาเดโร ไทม์ ร่วมกับ ดร. เวย์น ฟิลลิปส์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) นำเหล่าพนักงาน นักศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์ทางทะเล ลงพื้นที่เกาะสากซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศวิทยาแนวปะการัง […]

เป้ อารักษ์ ส่งต่อแรงบันดาลใจในการอ่านหนังสือให้กับน้องๆ โรงเรียนวัดเทพนิมิตร

ใครจะคิดว่าศิลปินมาดเซอร์อย่างหนุ่ม เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ ที่เก่งทั้งเรื่องแต่งเพลง ร้องเพลง รวมถึงเล่นเครื่องดนตรีได้อย่างหลากหลาย ก็มีมุมรักการอ่านจนถึงขั้นติดหนังสือกับเขาเหมือนกัน โดยเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมหนุ่มเป้ได้มาแชร์ประสบการณ์ดีๆ และส่งต่อแรงบันดาลใจในการอ่านหนังสือให้กับน้องๆ โรงเรียนวัดเทพนิมัตร จังหวัดภูเก็ต ในโครงการ The Happy Read ส่งความรู้สร้างความสุข โครงการดีๆ จากทางบริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด มหาชน และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ครั้งนี้สุดฯ ขอพาทุกคนล่องใต้ไปจังหวัดภูเก็ตกัน เพราะทางโครงการ The Happy Read มีกิจกรรมดีๆ ที่ช่วยส่งเสริมการอ่านให้กับน้องๆ นักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตรเพียบ เริ่มต้นความสนุกด้วยเสียงกีต้าร์ที่บรรเลงโดยศิลปินมากความสามารถอย่างหนุ่มเป้ อารักษ์ อีกทั้งยังได้ผู้ฟังเป็นน้องๆ นักเรียนที่น่ารักช่วยกันร้อง ช่วยกันปรบมือ เรียกว่าแฮปปี้ทั้งคนเล่นคนฟังเลยทีเดียว หลังจากที่ฟังเพลงกันพอหอมปากหอมคอแล้ว น้องๆ ก็เป็นฝ่ายพาหนุ่มเป้ไปเยี่ยมชมห้องสมุดของโรงเรียนเทพนิมิตรบ้าง เมื่อเดินมาถึงห้องสมุดน้องๆ ที่นั่งรออยู่ในห้องต่างพากันตื่นเต้น ขอเก็บภาพหนุ่มเป้เป็นที่ระลึกกันไปหลายช็อต จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่ช่วงพูดคุยถึงแรงบันดาลใจในการอ่านหนังสือ ซึ่งใครจะไปรู้ว่าหนุ่มเป้ ที่ภายนอกดูเป็นหนุ่มเซอร์ นิสัยติสท์ จริงๆ […]