แนวคิดวัดสมัยใหม่ของ 'วัดจากแดง' ศูนย์กลางศาสนาและศูนย์จัดการขยะครบวงจร

แนวคิดวัดสมัยใหม่ของ ‘วัดจากแดง’ ศูนย์กลางศาสนาและศูนย์จัดการขยะครบวงจร

วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ วัดสมัยใหม่ที่สอนชาวบ้านให้มีความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และพัฒนาจนเป็นศูนย์การเรียนรู้และจัดการขยะชุมชนอย่างครบวงจร

เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว พระมหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร เจ้าอาวาสวัดจากแดง จ.สมุทรปราการ ได้ริเริ่มความคิดที่จะเปลี่ยนวัดจากแดงให้เป็นศูนย์กลางการจัดการสิ่งแวดล้อมจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ อย่างการลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา “ขยะไม่มีชีวิต” และ “ขยะมีชีวิต” ที่อยู่ภายในวัด

พระมหาประนอมเล่าว่า “‘ขยะไม่มีชีวิต’ หมายถึงขยะที่ถูกน้ำพัดเข้ามาไหลกองรวมกันอยู่ด้านหลังวัดเป็นจำนวนมาก ส่วน ‘ขยะมีชีวิต’ คือเหล่าสุนัขจรจัดจำนวน 300 กว่าตัว ที่ชาวบ้านนำมาปล่อยทิ้งไว้ในวัด ทำให้เกิดปัญหาตามมา อย่างปัญหาอุจจาระสุนัขส่งกลิ่นเหม็น ปัญหาสุนัขกัดรองเท้าของชาวบ้านที่มาวัด และปัญหาวัดไม่มีงบประมาณและไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการขยะ”

ด้วยปัญหาและผลกระทบที่ตามมามากมายทำให้พระมหาประนอมเกิดคำถามว่า “แล้วเราจะแก้ปัญหาที่มาจากขยะทุกทิศทางนี้อย่างไร”

ท่านจึงเริ่มจากการแก้ไขปัญหา “ขยะมีชีวิต” ก่อน โดยเริ่มจากการตั้งศูนย์ในวัด เอาสุนัขไปไว้รวมกันที่เดียว แต่พอเอาไปไว้รวมกัน กลับเกิดปัญหาสุนัขส่งเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็น เลยต้องปล่อยสุนัขออกมาเหมือนเดิม และได้ลองหาศูนย์รับเลี้ยงสุนัขเพื่อนำสุนัขไปฝากเลี้ยงแทน แต่ทุกศูนย์กลับเต็มหมด ไม่สามารถรับสุนัขไปเลี้ยงได้

เมื่อการตั้งศูนย์ในวัดไม่ประสบความสำเร็จประกอบกับวัดมีพื้นที่แคบ เลยคิดหาทางออกใหม่ด้วยการหาพื้นที่โล่ง ๆ ที่มีคนช่วยดูแลสุนัขแทน “สุดท้ายเจอสถานที่หนึ่งที่เหมาะสมจึงได้ส่งสุนัขจรจัดทั้งหมดไปที่นั่น ทางศูนย์ใหม่ช่วยดูแลเรื่องการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า ทำหมัน และฝึกสุนัขให้เชื่อง ส่วนทางวัดมีหน้าที่จัดหาอาหารเม็ดส่งไปให้ ทำให้สุนัขที่อยู่ในศูนย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปราศจากเชื้อโรค และหายจากการเป็นโรคเรื้อน

“ทางวัดแก้ปัญหาเรื่องสุนัขจรจัดอย่างเดียวเป็นเวลา 2 ปีเต็ม ๆ ใช้ทั้งงบประมาณ ใช้การต่อสู้ ใช้เวลา และความอดทน จนสามารถเปลี่ยนจากสุนัขจรจัดที่ไม่มีใครเหลียวแลกลายเป็นสุนัขแสนรู้ที่ชาวบ้านอยากนำไปเลี้ยง จนปัจจุบันจากสุนัขที่เคยมีถึง 300 ตัว ลดลงเหลือเพียง 100 กว่าตัว และทางวัดได้กลายเป็นที่ปรึกษาให้พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องสุนัขอีกด้วย”

จัดการปัญหา “ขยะไม่มีชีวิต”

“ขยะไม่มีชีวิต ยังแบ่งออกเป็นขยะบนบก ขยะในน้ำ และขยะในอากาศ” พระมหาประนอมกล่าว “อย่างขยะบนบก มีทั้งขยะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นพวกกิ่งไม้ที่หักร่วง และขยะที่มนุษย์สร้างขึ้น”

ทางวัดหาหนทางแก้ไขปัญหาเรื่องกิ่งไม้ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นตามลานวัดก่อน โดยกวาดใบไม้ไปกองรวมกันไว้ที่หนึ่งแล้วนาน ๆ ทีค่อยนำไปทิ้ง แต่เมื่อมีต้นไม้มากขึ้น ขยะเหล่านี้กลายเป็นขยะกองใหญ่และย่อยสลายช้า เลยต้องหาวิธีอื่นในการจัดการ ตอนแรกจึงใช้มือหมักขยะและพลิกเอา แต่ใช้ระยะเวลานาน จึงต้องใช้เครื่องจักรมาจัดการแทน

“ตอนนั้นเริ่มมีบริษัทผลิตขึ้นมา เครื่องที่ผลิตออกมารุ่นแรก ๆ ยังมีราคาแพง วัดต้องหาเครื่องที่ราคาถูกกว่าและสู้ราคาไหว จนมาเจอเครื่องในซอยเล็ก ๆ ซอยหนึ่ง เขาผลิตเครื่องบดใบไม้แห้ง บดแล้วใบไม้ละเอียดและย่อยเร็วขึ้น แม้จะส่งเสียงดังรบกวนแต่ใช้เวลาบดประมาณ 1 ชั่วโมง ทางวัดเลยซื้อมา 2 เครื่อง ปัญหาเรื่องใบไม้แห้งนี้จึงเริ่มกำจัดไปได้”

แม้จะแก้ปัญหาเรื่องขยะใบไม้แห้งไปได้แล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องขยะเศษอาหารที่เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่อยู่ “ตอนแรกเอาถังขยะไว้หลังวัด พอรถขยะเข้ามาและเอาขยะใส่ในรถ รถก็บีบอัดขยะทำให้ขยะที่อยู่ในถังเริ่มเน่าเหม็น ส่งผลให้น้ำที่เน่าเหม็นเหล่านี้ไหลลงมาตลอดทางจากหลังวัดถึงหน้าวัด”

ทางวัดจึงแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนที่วางถังขยะ จากการวางถังขยะไว้หลังวัดก็นำมาวางไว้หน้าวัด แต่ภาพขยะที่อยู่หน้าวัดนี้เป็นภาพที่ไม่ค่อยน่ามองเท่าไร “ขยะไม่ควรเอาไว้หน้าวัด หลังวัดก็ไม่สมควรอยู่ แล้วมันจะไปอยู่ที่ไหน”

สุดท้ายจึงเกิดความคิดนำเศษอาหารไปทำปุ๋ยหมัก และได้ไปดูเครื่องต้นแบบที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทางวัดใช้เครื่องย่อยเศษอาหารทำเป็นปุ๋ยมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี ปุ๋ยเหล่านี้ถ้าเหลือก็เอาไปจำหน่ายแจกจ่ายต่อ นอกจากนี้เศษอาหารยังหมักได้แก๊สและปุ๋ย สามารถนำแก๊สไปใช้หุงต้มในครัวเรือนได้ ส่วนปุ๋ยจะได้ออกมาเป็นปุ๋ยน้ำใส่ขวดเอาไว้ และปุ๋ยเปียกเป็นขี้โคลน เอามาตากแห้งเป็นปุ๋ยตากแห้ง

เยียวยาวิกฤต “ขยะพลาสติก”

แล้วขยะพลาสติกที่มีปริมาณมากไม่แพ้ขยะชนิดอื่น ทางวัดมีวิธีจัดการอย่างไรบ้าง?

“ตอนแรกนำพลาสติกไปเผาหลังวัด แต่เผาแล้วควันเยอะแถมยังส่งกลิ่นเหม็น เลยมาคิดกันว่าทำอย่างไรถึงไม่ต้องนำพลาสติกไปเผาและสามารถขจัดกลิ่นเหม็นได้ด้วย”

นวัตกรรม “เครื่องไพโรไลซิส” เครื่องนึ่งน้ำมันจากพลาสติก จึงเป็นทางออกสำหรับปัญหานี้ หลักการทำงานของเครื่องคือใช้ความร้อนจากแก๊สนึ่งให้พลาสติกละลายออกมาเป็นน้ำมันเบนซิน 30% น้ำมันดีเซล 60% แก๊ส 10% และถ่านหินอีกเล็กน้อย

“พลาสติก 20 กิโลกรัม ทำน้ำมันได้ 2 ลิตร ดีใจที่พลาสติกหายไปแต่มันก็ไม่คุ้ม เพราะเครื่องมีขนาดเล็กและเทคโนโลยีต่ำ ในขณะที่รออยู่ว่าจะจัดการอย่างไรต่อ เกิดโครงการ Our Khung BangKachao ของมูลนิธิชัยพัฒนา มีการเชิญองค์กรเอกชนระดับประเทศ 36 องค์กร มาพัฒนาชุมชนบางกระเจ้าให้เป็นพื้นที่สีเขียวและเป็นปอดของกรุงเทพในด้านต่าง ๆ”

วัดจากแดงจึงได้มาเชื่อมกับโครงการนี้เรื่องการจัดการขยะ “พอโครงการนี้มาก็เหมือนเสือติดปีก สิ่งที่วัดคิดไว้ว่าอยากทำก็มีคนสนับสนุน”

นี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำจีวรจากขวดพลาสติกที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่ว เพราะแรกเริ่มมีบางคนคัดค้าน หาว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะนำขวดพลาสติกมาทำจีวรและกล่าวหาว่าพระกุเรื่องมาหลอกชาวบ้าน “ตอนนั้นอาตมาพาไปดูขั้นตอนตั้งแต่เก็บขวดเลย เก็บเสร็จแล้วนำมาอัดเป็นก้อน ส่งไปยังโรงงานแล้วก็บด จากนั้นนำมาทำเป็นเส้นใย พอได้เส้นใยโพลิเมอร์แล้วก็นำไปผสมเส้นใยฝ้ายและใส่ซิงค์นาโนเข้าไป เอาเข้าโรงทอและย้อมออกมากลายเป็นผ้าผืน สุดท้ายนำมาตัดเป็นจีวร”

จีวรที่ได้จากขวดพลาสติกนี้มีแอนตี้แบคทีเรียอยู่ในผ้า ซักง่ายและแห้งเร็ว ไม่ยับ ไม่อับ ป้องกันโรคผิวหนังได้ และยังนิ่มเหมือนผ้าธรรมดา ใส่แล้วไม่ร้อน พอทุกคนได้เห็นกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบด้วยตาตนเอง ทุกคนก็เริ่มเข้าใจจนปัจจุบันไม่มีเสียงต่อต้านเรื่องนี้แล้ว

“ขยะทุกอย่างมีทางไปต่อได้หมด” พระมหาประนอมเล่าต่อว่า ขยะประเภทโฟมก็สามารถนำมา Upcycling ได้หลากหลายอย่างเช่นกัน ทั้งการเอาโฟมผสมทินเนอร์ทำกาวยางเพื่อติดเป็นฉนวนกันความร้อน หรือนำโฟมไปผสมซีเมนต์ทำเป็นกระถางและอิฐตัวหนอน นำโฟมไปทำเป็นกล่องดินสอ หรือโฟมโพลิเมอร์เม็ดเล็ก ๆ ยังสามารถนำไปใส่ในหลุมต้นไม้ไว้อุ้มน้ำ ทำให้ประหยัดทั้งน้ำและเวลา สามารถรดน้ำต้นไม้เพียง 1 ครั้งต่อวันก็เพียงพอต่อความต้องการของต้นไม้

นอกจากนี้ ขวดแก้วที่เหลือทิ้งยังสามารถนำไปบด บดเสร็จจะได้ออกมาเป็นทรายแก้ว นำไปทำเป็นพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ จากทรายแก้วหรือทำเป็นโถแก้วก็ได้

“อะไรที่มันไม่มีมูลค่า เราทำให้มันมีมูลค่าขึ้นมาได้ อะไรที่มูลค่าน้อย ทำให้มันมูลค่าสูง นี่คือหัวใจของเรื่องการ Upcycling ทำของที่เป็นเลขศูนย์ให้เป็นเลขล้านให้ได้”

กุศโลบายชักจูงชาวบ้านจัดการขยะ ผ่านเรื่องเล่าทางพระพุทธศาสนา

เรื่องที่น่าประหลาดใจระหว่างฟังพระมหาประนอมเล่าเรื่องการจัดการขยะคือ แท้จริงแล้วการจัดการขยะมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล

“พระวินัยปิฎกระบุว่าหากพระไม่เก็บกวาดทำความสะอาด จะโดนปรับอาบัติทุกกฎ ในพระสุตตันตปิฎก ถ้าไม่เก็บกวาดทำความสะอาด จะป่วยเป็นโรคผิวหนังรักษาไม่หาย แต่ถ้าเก็บกวาดทำความสะอาด จะเกิดเป็นอานิสงส์ 5 อย่าง ได้แก่ มนุษย์รักใคร่ ใครเห็นใครก็รัก เทวดารักใคร่ ทำแล้วมีความสุขใจ ถือว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอน และวิมานบนสวรรค์เกิดรอ

“ส่วนในพระอภิธรรมปิฏก ถ้าพระไม่เก็บกวาดทำความสะอาด จะเป็นปลิโพธเล็ก (ปลิโพธ แปลว่า เครื่องกังวลใจ) ขวางไม่ให้วิปัสสนาญาณเกิดได้ง่าย เวลาปฏิบัติธรรมแม้จะนั่งสมาธิแต่ปัญญาไม่เกิด เพราะเราทิ้งขยะ ไม่เก็บกวาดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนมาปฏิบัติธรรม แต่ถ้าเก็บกวาดทำความสะอาด วิปัสสนาญาณเกิดได้ง่าย เนื่องจากจิตสงบ ปัญญาเลยเกิดขึ้นตามมาได้ง่าย”

ยังมีเรื่องเล่าในพระไตรปิฎกที่เล่าถึงตอนพระอินทร์ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อ ‘มฆมาณพ’ นำชาวบ้านจัดการขยะด้วยจิตกุศล และตั้งเป็นกลุ่มคณะจิตอาสาพัฒนาหมู่บ้าน 33 คน จนสุดท้ายเมื่อคนทั้ง 33 คนตายไป ได้ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์ มีพระอินทร์อยู่ 33 ตน เพราะอานิสงส์จากการเก็บกวาดทำความสะอาด

“โลโก้ของกรุงเทพฯ เอง ก็เป็นรูปช้างที่พระอินทร์ใช้ตอนเป็นมนุษย์ เป็นช้างที่พระราชาพระราชทานให้มฆมาณพเอาไปใช้ในการทำความสะอาดบ้านเมือง ถ้าคนมองโลโก้นี้แล้วมีจิตสำนึกแบบมฆมาณพ กรุงเทพฯ ก็จะสะอาดขึ้นทันที”

การจัดการขยะไม่เพียงแต่จัดการขยะที่อยู่ภายนอกตัวเรา แต่ยังรวมไปถึงการจัดการขยะที่อยู่ภายในใจของเราด้วย

“อยากได้บุญก็ได้บุญ อยากได้เงินก็ได้เงิน อันนี้คือจุดเริ่มต้นของเรื่องการจัดการขยะ แต่สุดท้ายขยะเป็นเพียงของหลอก ของจริงซ่อนอยู่ข้างใน ขยะภายนอกเก็บไม่นานไม่กี่ปีก็หมดแล้ว แต่อยากให้เก็บขยะภายในที่อยู่ในจิตใจของคนด้วย ขี้โมโหคือโทสะ เก็บออกไปด้วยขันติและเมตตา ขี้หลงขี้ลืมคือโมหะ เก็บออกไปด้วยการเจริญสติ ขี้งกเห็นแก่ตัว เก็บออกไปด้วยจาคะการบริจาค ขี้สงสัยขี้ระแวง เก็บออกไปด้วยการถามและสนทนามาก ๆ ขี้อิจฉา เห็นใครดีกว่า เก่งกว่า เก็บออกไปด้วยการเจริญมุทิตาพรหมวิหาร ขี้เกียจ เก็บออกไปด้วยวิริยะคือความเพียร ขยะ 10 กองที่อยู่ในสมองจนรกรุงรังนี้ก็ต้องการการเก็บ นี่คือเป้าหมายที่ไม่ได้บอกไว้แต่แรก

“ขยะภายนอกฆ่าคนได้ ทำลายโลกได้ แต่ขยะภายในมันฆ่าเราได้ มันทำร้ายเรานับภพชาติไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นขยะภายนอกถ้าเราจัดการได้จะมีสมบัติ ได้เงินได้ทอง มีวิมานบนสวรรค์เกิดรอ แต่ขยะภายในถ้าเราจัดการได้ เราเองจะประจักษ์ สมองโปร่งโล่งเบาสบายและไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป

“ฉะนั้น ‘การขุดทองจากกองขยะ’ มีแต่ได้กับได้ ทองในที่นี้คือสุขภาพ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ เราเสียเวลาคัดแยกขยะแค่ 5 นาทีมันไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าเราไม่เสียเวลา 5 นาทีตรงนี้ เราจะเสียเวลาอีกหลายปีในโรงพยาบาล”

บทบาทใหม่ของวัดที่เปลี่ยนไปในเชิงสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันวัดจากแดงจึงขยายบทบาท จากเดิมที่เป็นเพียงศูนย์รวมด้านจิตใจกลายเป็นศูนย์รวมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

“จริง ๆ ถ้าไม่มีโควิด วันนึงเรารับคนไม่รู้กี่กลุ่ม เราได้แชร์ความรู้เรื่องการจัดการขยะ คนทั่วไปสามารถมาร่วมทำกิจกรรมกับวัดได้ทุกอย่าง ทั้งช่วยเป็นจิตอาสาคัดแยกขยะ มาเรียนรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพ หรือจะมาช่วยสอนก็ได้ หรือวัดอื่น ๆ บ้าน โรงเรียน หรือองค์กร ก็สามารถมาเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ได้หมด

“ที่วัดจึงเป็นทั้งศูนย์ที่ไปเรียนรู้จากที่อื่นแล้วนำมาต่อยอดให้ดีขึ้น และเป็นตัวกลางที่ส่งต่อความรู้ออกไปด้วย เหมือนทางวัดเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง นับ 1 2 3 ให้ แต่ถ้าใครเก่งนับถึง 100 ได้ เขาก็นำความคิดไปต่อยอดจนประสบความสำเร็จ”

นอกจากนี้สิ่งที่พระมหาประนอมอยากทำต่อไปในอนาคตคือ การทำให้วัดจากแดงกลายเป็นศูนย์เรียนรู้แบบเต็มรูปแบบ และพัฒนาให้การศึกษาของพระเป็น active learning อย่างการใช้อินโฟกราฟฟิกเข้ามาช่วยในการเรียนรู้ ทำสื่อการสอนภาษาบาลีโดยทำเป็นการ์ตูนบาลี เรียนยังไงให้ไม่น่าเบื่อ เรียนยังไงให้เจาะลึกแต่เสียเวลาน้อย เรียนแล้วสามารถนำไปใช้ได้จริง

“สอนเสร็จแล้วลงมือทำ ไม่ใช่จำมาสอบ สอบเป็นเพียงแค่การวัดผล แต่การลงมือทำได้คือของจริง อย่างการสอนสวดมนต์ให้เสียงมีพลัง สวดยังไงให้คนหันมาฟังได้ทั้งหมด ทำยังไงให้เราสื่อสารออกไปตรงกับสิ่งที่เรากำลังนำเสนออยู่และเขาอยากจะลงมือทำทันที

“สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการประกอบอาชีพ และเรื่องการศึกษา”

เรื่อง ภัทราพร ชัยบุตร

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ดร.เป้า Green Road ทางไปต่อของพลาสติก ที่จะไม่จบลงด้วยการเป็นขยะอีกต่อไป

เรื่องแนะนำ

หลอดพลาสติก : มองหาทางเลือกเพื่อเห็นแก่โลก

ในแต่ละวัน ผู้คนทั่วโลกใช้หลอดพลาสติกหลายร้อยล้านหลอด หลอดพลาสติกจำนวนมากไหลไปตามทางน้ำ เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล และแตกตัวกลายเป็นไมโครพลาสติก  หลายประเทศผ่านกฎหมายห้ามใช้หลอดพลาสติกในฐานะแนวทางหนึ่งเพื่อเริ่มแก้ปัญหาขยะพลาสติกของโลกอย่างจริงจัง  ปัญหามีอยู่ว่าหลอดที่ไม่ได้ทำจากพลาสติกสามารถใช้แทนหลอดพลาสติกได้ดีพอหรือไม่

พิธีเปิดงาน Thailand Sustainability Expo 2020 (TSX2020)

เมื่อ 4 องค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนของประเทศไทย นำโดย ไทยเบฟ, ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป, พีทีที โกลบอล เคมิคอล และ เครือข่าย TSCN รวมพลังขับเคลื่อนโลกให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) นับเป็นปรากฏการณ์ความร่วมมือครั้งสำคัญ และยิ่งใหญ่ขององค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนของประเทศไทยที่จะมาร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในงาน Thailand Sustainability Expo 2020 (TSX) ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) โดยการนำของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (มหาชน) (TU), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) รวมถึงเครือข่าย TSCN […]

ป่าไม้ดื่มคาเฟอีน : กาแฟ ช่วยให้ป่าไม้เติบโตเร็วขึ้นได้อย่างไร

ของเสียที่เหลือทิ้งจากกรรมวิธีการผลิต กาแฟ ช่วยเร่งให้ป่าเสื่อมโทรมกลับมามีชีวิต เหมือนกับมนุษย์เรา  ป่าไม้โตเร็วขึ้นเมื่อได้รับ กาแฟ เพียงเล็กน้อยเติมเข้าสู่ระบบ การทดลองเมื่อไม่นานมานี้พบว่าส่วนที่หุ้มเมล็ดกาแฟ ที่เหลือจากกระบวนการปลูกกาแฟ ช่วยฟื้นฟูป่าฝนในประเทศคอสตาริกาให้กลับมามีชีวิต นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวายแอตมานัว ออกแบบการทดลองโดยแบ่งพื้นที่ป่าเป็นสองแปลง เพื่อทดสอบว่า ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยแปลงที่หนึ่งใช้ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟคุลมดินความหนาประมาณ 50 เซนติเมตร และอีกหนึ่งแปลงปล่อยไปตามธรรมชาติ ในแต่ละแปลงที่ทำการทำทดลองถูกใช้ประโยชน์เป็นเวลาหลายปี ทั้งเพื่อปลูกกาแฟ หรือเลี้ยงวัว และในที่สุดก็ถูกทิ้งร้าง พื้นที่เหล่านี้ถูกปกคลุมด้วยหญ้าต่างถิ่นสายพันธุ์แอฟริกัน ที่เรียกว่า หญ้าพาลิเซด ซึ่งใช้เป็นอาหารปศุสัตว์ หญ้าชนิดนี้สามารถสูงได้ถึง 5 เมตร หากไม่มีสัตว์มาแทะเล็ม และส่งผลให้พืชท้องถิ่นกลับมาเจริญเติบโตได้ยาก หลังจากการทดลองผ่านไปสองปี แปลงทดลองที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ชั้นเรือนยอดของต้นพืชอายุน้อยสามารถปกคลุมพื้นที่ได้ถึงร้อย 80 ต้นไม้บางต้นสูงถึง 4.5 เมตร รวมไปถึงพบต้นไม่ที่มีความสูงถึง 18 เมตร ต่างกับแปลงที่ไม่ได้กากจากกระบวนการผลิตกาแฟ ซึ่งมีการปลกคุลมของพืชเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ความสูงโดยเฉลี่ยของต้นไม้ในแปลงที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟมีมากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับแปลงควบคุม อีกทั้งดินตัวอย่างจากแปลงที่ใส่กากกาแฟมีแร่ธาตุสูงกว่า และหญ้าต่างถิ่นก็ไม่เจริญขึ้นมาเป็นพืชเด่น ผลการทดลองดังกล่าวได้รับการเยยแพร่ในวารสาร Ecological Solutions and […]

พัทน์ ภัทรนุธาพร เด็กไทยใน MIT Media Lab ศูนย์วิจัยนวัตกรรมเพื่อโลกอนาคต

MIT Media Lab คือห้องปฏิบัติการวิจัยของ Massachusetts Institute of Technology (MIT) ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่พัฒนาเทคโนโลยีปฏิวัติวงการมาแล้วมากมาย MIT Media Lab เกิดขึ้นในยุคที่โลกกำลังจะก้าวสู่ดิจิทัล ในช่วงปี 1985 จากความคิดริเริ่มของ Prof. Nicholas Negroponte หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ซึ่งตั้งคำถามว่า ถ้าเราจะสร้างเทคโนโลยีสักอย่างที่เปลี่ยนโลก เราควรจะสร้างเทคโนโลยีอะไร และเค้าค้นพบว่าเราควรจะสร้างเทคโนโลยีหรือกระบวนการที่นำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีที่มากขึ้น หรือการสร้างเทคโนโลยีที่สามารถทำให้คนสร้างเทคโนโลยีได้ไปอีกขั้นหนึ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของ MIT Media Lab สถาบันที่สร้างนวัตกรรมเเห่งอนาคต คำว่ามีเดีย (Media) ในที่นี้ไม่ใช่โทรทัศน์ วิทยุ หรือ สื่อโซเชียลมีเดียใด แต่คือตัวกลางที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าหากัน MIT Media Lab คือห้องปฏิบัติการที่รวมคนจากหลากหลายสาขาวิชา หลากหลายมิติ มาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่พัฒนาสิ่งที่ยิ่งใหญ่และไกลกว่าการพัฒนาในแต่ละสาขาวิชา มันจะมีความต่อต้านการเรียนรู้แยกกันในแต่ละสาขาวิชาในรูปแบบเดิม ๆ หรือที่เรียกว่า Anti-Disciplinary แต่ในขณะเดียวกันมันจะมีการบูรณาการเข้าหากันจากหลาย ๆ ศาสตร์ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ […]