9 สถาปัตยกรรม ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ - NGThai.com

9 สถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

9 สถาปัตยกรรม ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

สถาปนิกมีธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ หลักฐานเหล่านี้มองเห็นได้ผ่านหลายชั่วอายุ ตั้งแต่ สถาปัตยกรรม จากยุคกรีกโบราณสู่ยุคโรมัน มาจนถึงผลงานแห่งศตวรรษที่ 20 ของ Frank Lloyd Wright สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารให้กลมกลืนไปกับทิวทัศน์ในธรรมชาติ

เทคโนโลยีใหม่ๆ มีบทบาทช่วยให้บรรดาสถาปนิกสามารถสร้างสรรค์โครงสร้างอันซับซ้อนตามธรรมชาติได้ ด้วยวัสดุและการก่อสร้างทันสมัย ลองชมภาพถ่ายสถานที่เหล่านี้ตั้งแต่วัดดอกบัวในอินเดีย ไปจนถึง สะพานเกลียวฮีลิกซ์แล้วจะเห็นว่าธรรมชาติมีส่วนช่วยงานวิศวกรรมและการออกแบบอย่างไร ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติไปกับงานสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่งเหล่านี้

สนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่ง : กรุงปักกิ่ง

สนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่ง

สนามกีฬาแห่งนี้ถูกออกแบบโดย Herzog & de Meuron บริษัท สถาปัตยกรรม สัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อใช้สำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 2008 สนามกีฬามีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “รังนก” ในช่วงก่อนที่สนามจะถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ พื้นที่ภายใน หลังคาและบันไดทั้งหมดถูกออกแบบให้อยู่ในโครงสร้างซับซ้อนภายนอกที่เลียนแบบมาจากรังของนก พื้นที่ว่างระหว่างโครงสร้างถูกเติมเต็มด้วยวัสดุโปร่งแสงแบบเดียวกันกับที่นกใช้วัสดุต่างๆ เติมช่องว่างภายในรัง สนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่งถูกนำมาใช้จัดคอนเสิร์ต และงานอื่นๆ อีกมากมายซึ่งในปี 2022 นี้สนามจะถูกนำมาใช้จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวอีกครั้ง

วัดดอกบัว : กรุงนิวเดลี

วัดดอกบัว : กรุงนิวเดลี

ตามคัมภีร์ของศาสนาบาไฮ สถานที่บูชาทุกแห่งต้องประกอบด้วยด้านจำนวน 9 ด้าน ปกติแล้วสถานที่บูชาของพวกเขามักออกแบบเป็นลักษณะโดม แต่สำหรับวัดของศาสนาบาไฮในหมู่บ้าน Bahapur ของกรุงนิวเดลีมีลักษณะที่ต่างออกไปอาคารได้แรงบันดาลจในการออกแบบมาจากดอกบัว สถาปนิกผู้ออกแบบนาม Fariborz Sahba ออกแบบให้ตัวอาคารหลังนี้เกิดขึ้นจากกลีบของดอกบัวที่นำมาประกอบกันจำนวน 27 กลีบ วัสดุในการก่อสร้างเป็นหินอ่อนที่ได้มาจากภูเขา Penteli ในกรีซ วัสดุเดียวกับที่ใช้ในการก่อสร้างวิหารพาร์เธนอน ตัววัดมีประตู 9 บานตามความเชื่อทางศาสนา เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1986 ซึ่งห้องโถงกลางมีขนาดใหญ่สามารถรองรับผู้แสวงบุญจำนวน 2,500 คน

อะโตเมียม : กรุงบรัสเซลส์

อะโตเมียม : กรุงบรัสเซลส์

เริ่มก่อสร้างในปี 1958 สำหรับงานเอ็กซ์โป สิ่งก่อสร้างรูปทรงอันโดดเด่นที่ประกอบด้วยทรงกลมจำนวน 9 ลูกที่เชื่อมต่อกันด้วยท่อนี้มีความสูง 335 ฟุต Andre Waterkeyn วิศวกรและ Jean Polak สถาปนิกตั้งใจสร้างอะโตเมียมขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ภายในประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์และร้านอาหาร รวมถึงจุดชมวิวที่แตกต่างกันไปตามแต่ละทรงกลมของอาคาร

สะพานฮีลิกซ์ : สิงคโปร์

สะพานฮีลิกซ์ : สิงคโปร์

ผลงานของทีมงานจากต่างประเทศ บริษัทสถาปัตยกรรม Architects 61 ในสิงคโปร์ พร้อมด้วยบริษัท Cox Architecture และ Arup จากออสเตรเลีย ร่วมกันออกแบบและสร้างสรรค์สะพานข้ามอ่าวมารีนา เชื่อมระหว่างโรงแรมหรูและแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังเข้ากันกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการ์เด้นเบย์ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากทรงเกลียวของดีเอ็นเอ เริ่มเปิดใช้งานจริงเมื่อปี 2010 ตัวสะพานมีความยาว 919 ฟุต เป็นทางเท้าใหม่ของชาวสิงคโปร์และนักท่องเที่ยวรวมทั้งยังถูกใช้เป็นจุดชมวิวอันงดงาม นอกเหนือจากการชมวิวจากตึกระฟ้า

เรื่องแนะนำ

ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายที่ชุมชนเมงตาสุและโมงติสุ เมืองมัณฑะเลย์ : ร่องรอยเชลย ไทยสมัยอยุธยา

เรื่องและภาพ นภัทร อุทัยฉาย (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) ชุมนเมงตาสุและโมงติสุตั้งอยู่เลียบคลองชะเวตะชอง ทางทิศใต้ของตัวเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเมียนมาระบุว่า บริเวณนี้เคยเป็นหนึ่งในถิ่นฐานของเชลยสงครามจากกรุงศรีอยุธยาและเชียงใหม่ซึ่งถูกกวาดต้อนมาเมื่อครั้งเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310  เชลยศึกที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนี้เป็นชนชั้นสูงฝ่ายชายและข้าราชบริพาร ได้จัดงานประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายตามแบบวัฒนธรรมของตนเองมาตั้งแต่รัชกาลของพระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า และสืบทอดต่อกันมาจวบจนปัจจุบัน  ทุกปีประเพณีก่อเจดีย์ทรายจะจัดขึ้นในช่วงวันขึ้นปีใหม่ (13 เมษายน) ในวันแรกของเทศกาล ชาวบ้านจะรื้อพระเจดีย์ทรายองค์เดิมที่สร้างเมื่อปีก่อน  วันที่สองจะช่วยกันนำทรายมาสร้างเจดีย์ที่สูงราวสามเมตรขึ้นใหม่ให้เสร็จภายในหนึ่งวัน  แล้วพักหนึ่งวัน ก่อนนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธี สวดมนต์ ถวายภัตตาหาร และจัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างครื้นเครงในวันรุ่งขึ้น  ต่อมาเดือนพฤษภาคม ในช่วงวันวิสาขบูชา จะมีงานก่อพระเจดีย์ทรายขึ้นอีกครั้งที่ชุมชนโมงติสุ ซึ่งห่างจากชุมชนเมงตาสุไปทางทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร  งานทั้งสองแม้จะคล้ายคลึง แต่ก็มีความแตกต่าง  แม้ทุกวันนี้แทบไม่มีชาวชุมชนคนใดที่มีเทือกเถาเหล่ากอชาวโยเดียอย่างชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้และเข้าใจดี คือ “เตโปงเซตี” และประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย อันไม่ใช่ธรรมเนียมของชาวเมียนมาทั่วไป และเป็นวิถีของบรรพชนที่ต้องดำรงรักษาให้คงอยู่สืบไป  

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.