ภาพถ่ายกรีนแลนด์ที่ชนะการ ประกวดภาพถ่าย ของ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สหรัฐอเมริกา

ภาพบรรยากาศแห่งกรีนแลนด์ที่ชนะการประกวดของ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สหรัฐอเมริกา

พบกับช่างภาพที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมการ ประกวดภาพถ่าย เชิงท่องเที่ยวของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และเรียนรู้แนวคิดเบื้องหลังการถ่ายภาพนี้

วันนั้นเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ลมแรงพัดเหนือยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมในเมือง Upernavik ประเทศกรีนแลนด์ คนท้องถิ่นมองว่าอุณหภูมิ – 30 องศาก็ถือว่ายังเป็นอากาศที่อบอุ่นในยามเย็นของเดือนมีนาคม ดังนั้นพวกเขาจึงออกไปจัดการกับกิจธุระของตัวเองในช่วงที่อาทิตย์กำลังตกดิน และเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ช่างภาพ เว่ยหมิน ชู (Weimin Chu) ประจำการอยู่ตรงเนินใกล้สนามบิน ที่ทำให้มองเห็นภาพของบรรดาบ้านเรือนสีสันสดใสที่อยู่เบื้องล่าง

“ผมมองเห็นโครงสร้าง สี อารมณ์ของภาพที่ดีจากมุมนี้” เขาเล่าย้อนไป “โดยเฉพาะในช่วงที่แสงของดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า”

ชูหวังว่าเขาจะได้ถ่ายภาพผู้คนกำลังเดินเล่นหรือภาพบรรยากาศที่เด็กๆ กำลังเล่นสนุก แต่เขากลับตื่นเต้นที่ได้เห็นครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งกำลังเดินอยู่ภายใต้ไฟริมถนนแทน แม้จะเป็นช่วงเวลาที่แสงน้อย เขาก็บันทึกภาพที่แลเห็นไว้ด้วยความแม่นยำ และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในการประกวดภาพถ่ายเชิงท่องเที่ยว โดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สหรัฐอเมริกา ประจำปี 2019

ประกวดภาพถ่าย
Upernavik เป็นหมู่บ้านชาวประมงในเกาะเล็กๆ ที่กรีนแลนด์ตะวันออก ตามประวัติศาสตร์ สิ่งปลูกสร้างของชาวกรีนแลนด์จะถูกทาสีให้มีความแตกต่างกันเพื่อบ่งบอกถึงการใช้งานที่ต่างกัน เช่น ห้องเก็บของจะทาสีแดง บ้านของชาวประมงจะเป็นสีฟ้า ทำให้สามารถมองเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อภูมิทัศน์ของเมืองถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ภาพถ่ายนี้ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม การประกวดภาพถ่ายเชิงท่องเที่ยว โดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สหรัฐอเมริกา ประจำปี 2019 ภาพถ่ายโดย WEIMIN CHU, 2019 NATIONAL GEOGRAPHIC TRAVEL PHOTO CONTEST

ความเป็นพื้นที่ห่างไกลของเมือง Upernavik นั้นทำให้ชูประทับใจเป็นอย่างยิ่ง “ผมสามารถมองเห็นพื้นดินสีขาวโพลนที่ปกคลุมได้ด้วยน้ำแข็งและหิมะระหว่างที่กำลังนั่งเครื่องบิน แต่ทันใดนั้นผมก็เห็นจุดแสงอบอุ่นขนาดใหญ่ตรงส่วนที่ไกลออกไป มันคือเมือง Upernavik หมู่บ้านอันสวยงามในบรรยากาศที่เงียบสงบแห่งนี้มันเหนือจินตนาการของผม มันเป็นช่วงเวลาที่ ‘ว้าว’ สำหรับผม”

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ชูมายังเกาะแห่งนี้เพื่อคอยจับภาพทิวทัศน์อันเรียบง่าย และในปี 2019 เขาเริ่มบันทึกเรื่องราวของผู้คนและชุมชนในเกาะกรีนแลนด์ เริ่มจากการไปที่เมือง Upernavik ในเดือนมีนาคม หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้มีคนอาศัยอยู่ราว 1,000 คน ทำให้มันเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่เป็นลำดับ 13 ของประเทศ

ในตอนแรก ชูตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่ราวสองวัน แต่เขาก็ยืดทริปนี้ออกไป “ผมต้องอยู่ที่นี่ราวหนึ่งอาทิตย์เพราะว่ามันไม่มีเที่ยวบินออกจากที่นี่ ซึ่งผมถือว่าโชคดี เพราะผมถ่ายภาพที่ชนะการประกวดนี้ในวันที่ 6 ของการอยู่ที่ Upernavik ถ้าหากผมใช้เวลากับที่นี่เพียงแค่สองวัน ผมคงไม่ได้เจอที่แห่งนี้” ชูกล่าว

ประกวดภาพถ่าย
เครื่องหมายของสุสานถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนในเมือง Upernavik ภาพถ่ายโดย  WEIMIN CHU, 2019 NATIONAL GEOGRAPHIC TRAVEL PHOTO CONTEST

ชูใช้เวลาอยู่ราว 6 วันเพื่อมองหาสถานที่รอบๆ เมือง Upernavik เพื่อโอกาสในการถ่ายภาพ ทำความรู้จักกับคนท้องถิ่นในห้องเก็บสินค้าในพื้นที่อ่าวหลักของเมือง เขาหวังที่จะถ่ายภาพทิวทัศน์อันกว้างใหญ่ของเมืองและวางตำแหน่งตัวเองให้ไกลจากถนนพอที่จะไม่รบกวนการถ่ายภาพชีวิตประจำวันของที่แห่งนั้น หลังจากถ่ายภาพได้ราว 2-3 ภาพในช่วงเวลาพลบค่ำ ชูเปิดค่าความไวแสง (ISO) และรูรับแสง เพื่อหวังจะจับภาพการเคลื่อนไหวของผู้คน หลังจากนั้น มีครอบครัวหนึ่งออกมาจากบ้าน และเขาก็ได้จับภาพช่วงเวลานั้นไว้

“มันให้ความรู้สึกที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว พื้นที่ตรงนั้นปกคลุมไปด้วยสีขาว หิมะเย็นยะเยือก และสีฟ้าจางๆ ในช่วงพลบค่ำทำให้ภาพดูเป็นโทนเย็นขึ้นไปอีก แต่แสงจากหน้าต่างอาคารบ้านเรือน แสงไฟถนน และครอบครัวนี้ก็ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมชอบคอนทราสต์และอารมณ์ของบรรยากาศนี้ ในเวลานั้นผมเลยถ่ายภาพไปอย่างต่อเนื่อง พยายามที่จับช่วงเวลาที่ดีที่สุดไว้ให้ได้” เขากล่าว

ประกวดภาพถ่าย
สีของบ้านที่ต่างกันในทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยความหนาวเย็น ภาพถ่ายโดย  WEIMIN CHU, 2019 NATIONAL GEOGRAPHIC TRAVEL PHOTO CONTEST

ชูเริ่มต้นถ่ายภาพในช่วงการท่องเที่ยวเมื่อตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย และหลังจากทำงานในฐานะวิศวกรมาได้สามปี เขาเริ่มมุ่งไปที่การถ่ายภาพอย่างจริงจัง จากนั้นเขาได้เข้าร่วมการประกวดถ่ายภาพของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “เมื่อตอนที่ผมเริ่มเรียนถ่ายภาพ ภาพของผมก็ได้รับรางวัลขวัญใจบรรณาธิการ (Editor’s choice) ในการประกวดของปี 2012 มันเป็นแรงบันดาลใจให้กับผมอย่างมาก และการถ่ายภาพกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมตั้งแต่นั้น” ชูเล่าย้อนไป

ในตอนนี้ เขาวางแผนที่จะกลับไปที่กรีนแลนด์เพื่อถ่ายภาพซึ่งเน้นไปที่ชุมชมของชาวกรีนแลนด์ และความสัมพันธ์ของผู้คนที่มีต่อสิ่งแวดล้อม

“ชีวิตสมัยใหม่ส่งผลกับวัฒนธรรมอย่างแตกต่างกันออกไปในแต่ละที่” ชู กล่าว

เรื่องโดย SARAH POLGER
ภาพถ่ายโดย  WEIMIN CHU 


อ่านเพิ่มเติม ผลงานยอดเยี่ยมจากเวทีประกวดภาพถ่าย National Geographic Photo Contest 2018

เรื่องแนะนำ

เปลี่ยนห้องขังที่ว่างเปล่าให้เป็นบ้านของผู้อพยพ

เปลี่ยนห้องขังที่ว่างเปล่าให้เป็นบ้านผู้อพยพ เมื่อวิกฤติการณ์ผู้อพยพในยุโรปเริ่มขึ้นเมื่อปี 2015 มุฮัมมัด มุเฮเซน ช่างภาพของสำนักข่าวเอพี ตัดสินใจรอคอยบนชายหาดในประเทศกรีซ เฝ้ามองคลื่นผู้ลี้ภัยหลั่งไหลมาจากซีเรีย ตะวันออกกลาง และบางส่วนของแอฟริกาที่ย่อยยับจากสงคราม “คนส่วนใหญ่คิดว่า เมื่อผู้ลี้ภัยมาถึง เรื่องราวก็จบสิ้นลง แต่สำหรับผม นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวครับ” เขาบอก มุเฮเซนเน้นการเก็บภาพในเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ทั้งเต็มใจจะรับผู้อพยพและกำลังลดระดับอาชญากรรมลง ห้องขังว่างเปล่าจำนวนมากทำให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์มองหาวิธีใช้ประโยชน์อื่นๆ ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มให้ผู้อพยพเข้าไปอยู่ในนั้น ที่เรือนจำ Bijlmerbajes ในกรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ ผู้ลี้ภัยที่เหนื่อยล้ากว่า 600 คนได้รับเตียงนอน อาหารอุ่นๆ และหลังคาคุ้มศีรษะ ทั้งหมดเป็นสิ่งชั่วคราว จนกว่าพวกเขาจะได้ที่อยู่อาศัยในเนเธอร์แลนด์ ได้อยู่ในบ้านที่แท้จริง และมีงานทำ (ผลการศึกษาใหม่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะยิ่งขับให้วิกฤติผู้อพยพย่ำแย่ลง) ตลอดปีที่ผ่านมา มุเฮเซนกลับไปเรือนจำ Bijlmerbajes เป็นครั้งคราวเพื่อถ่ายภาพชีวิตครอบครัวในนั้น ทั้งช่วงเวลาที่เคร่งเครียด ช่วงเวลาเล่นสนุก และการหมดความอดทนในการรอคอยการตัดสินใจครั้งต่อไปของรัฐบาลที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตใหม่ ล้วนเผยให้เห็นเบื้องหน้ากล้องถ่ายภาพของเขา สิ่งเดียวที่ดูเหมือนไม่ได้สร้างปัญหาให้ใครเลยก็คือสถานที่ “เราไม่สนใจหรอกค่ะ” หญิงคนหนึ่งบอกเขาถึงการใช้ชีวิตในที่ซึ่งเคยเป็นเรือนจำ “สิ่งสำคัญก็คือเราปลอดภัย” เรื่อง แดเนียล สโตน ภาพถ่าย มุฮัมมัด มุเฮเซน

อันตรายที่มองไม่เห็นของชีวิตอันปราศจาก ห้องน้ำ

เมื่อแอนเดรีย บรูซช่างภาพเดินทางถึงสถานที่แห่งใหม่ เธอมีคำถามมากมายประหนึ่งว่ากำลังเตรียมแผนพัฒนาประเทศนี้ เช่น “ถนนของพวกเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?” และ “ลูกสาวของพวกเขาอยากเป็นอะไรเมื่อเติบโตขึ้น?” เป็นต้น และหลังจากได้รับมอบหมายจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ให้บันทึกภาพสารคดีเกี่ยวกับการขับถ่ายกลางแจ้งบรูซจึงเกิดคำถามใหม่ตามมา “พวกเขามี ห้องน้ำ กันหรือเปล่า?” เรื่อง มอลลารี่ เบเนดิกท์ ภาพ แอนเดรีย บรูซ “คุณสามารถดูได้เลยว่าประเทศนั้นๆ จัดลำดับความสำคัญอย่างไร โดยดูจากว่า ห้องน้ำ โรงเรียนเป็นยังไง” บรูซกล่าว เรื่องราวของผู้คนที่ต้องขับถ่ายกลางแจ้งไม่ใช่สารคดีที่เธอคาดคิดว่าจะทำร่วมกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก แต่ไม่นานเธอก็ตระหนักได้ถึงความสำคัญในระดับโลกของปัญหานี้ ซึ่งไม่ต่างจากความขัดแย้งอื่นๆ ที่เธอเคยถ่ายทอดมาในอดีต “มันอาจเป็นหนึ่งในที่สุด หรือหากไม่ใช่ที่สุดก็เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของมนุษยชาติในปัจจุบัน” เธอกล่าว การขับถ่ายกลางแจ้งและการไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ นอกจากนั้นในอินเดีย สิ่งนี้ยังเป็นสาเหตุของการถูกข่มขืนในผู้หญิงอีกด้วย เมื่อผู้หญิงต้องหาสถานที่เหมาะสมและห่างไกลจากสายตาผู้คนในช่วงเช้าตรู่หรือค่ำมืดไปแล้ว เพื่อทำธุระส่วนตัว การบันทึกภาพที่เกี่ยวข้องกับอุจจาระนั้นเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับช่างภาพ ในการมองหาตรงกลางระหว่างเรื่องราวอันซับซ้อนและความเหมาะสม ภาพต้องไม่ถูกบันทึกอย่างพิถีพิถันมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงความงดงามจากความเรียบง่าย แต่บรูซมีวิธีการทำงานในแบบของเธอ เช่นเดียวกับที่เธอเคยทำมากับเรื่องอื่นๆ “ฉันเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู็คนอย่างใกล้ชิด และติดตามพวกเขา มันเป็นเรื่องของการแชร์ประสบการณ์” บรูซเดินทางท่องเที่ยวไปในอินเดีย, เฮติและเวียดนาม พร้อมกับสัมภาระและกล้องตัวใหญ่เพื่อบันทึกภาพของห้องน้ำตามที่เธอระบุว่า “แสดงออกซึ่งชีวิตประจำวันของผู้คนและความคล้ายคลึงกันของสถานการณ์ดังกล่าว” […]

ภาพถ่ายโบราณเผยความสวยงามของเจ้าสาวจากทั่วโลก

ชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดตาคือสัญลักษณ์สากล แต่ชุดภาพถ่ายเก่าของเจ้าสาวจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลกนี้จะแสดงให้เห็นว่าสีขาวไม่จำเป็นเสมอไปในพิธีแต่งงาน

มาชูปิกชู : สุดยอดสถาปัตยกรรมแห่งจักรวรรดิอินคา

มาชูปิกชู : สุดยอดสถาปัตยกรรมแห่งจักรวรรดิอินคา ย้อนหลังไปกว่าร้อยปีก่อน ขณะออกค้นหาเมืองหลวงที่สาบสูญของจักรวรรดิอินคา ไฮแรม บิงแฮม นักสำรวจชาวอเมริกันวัย 35 ปี อาศัยคนพื้นเมืองนำทางขึ้นไปสู่ยอดเขาแห่งหนึ่งในหุบเขาอูรูบัมบาของเปรู บริเวณที่เขาเข้าไปคล้ายกับป่าดิบชื้น แต่ไม่นานบิงแฮมก็เริ่มมองเห็นกำแพงและสิ่งก่อสร้าง ก้อนหินแกรนิตประกอบเข้าด้วยกันอย่างงดงามในรูปแบบสถาปัตยกรรมของชาวอินคาที่ประณีตที่สุด เขาเท้าความหลังในอีกสองปีต่อมาในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่า “ มาชูปิกชู อาจเป็นซากปรักขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดที่ค้นพบในอเมริกาใต้นับตั้งแต่ยุคที่ชาวสเปนเข้ามาพิชิต” ก่อนเดินทางออกจากหุบเขาและซากปรักที่ขุดพบซึ่งต่อมาจะทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง บิงแฮมใช้เวลาสี่ชั่วโมงบันทึกภาพมาชูปิกชูด้วยกล้องโกดักที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ แน่นอนว่า บิงแฮมไม่ใช่คนแรกที่ค้นพบมาชูปิกชู เกษตรกรชาวเปรูในภูมิภาคนี้รู้จักและเข้ามาเยี่ยมชมซากปรักของจักรวรรดิอินคาบนยอดเขาเป็นเวลานานแล้ว แต่บิงแฮมน่าจะเป็นคนแรกที่บันทึกภาพแหล่งโบราณคดีแห่งนี้และทำให้โลกรู้จักมาชูปิกชู ความที่เชื่อว่าภาพถ่ายมีคุณค่าพอๆกับการจดบันทึกการวิจัย เขาจึงยืนกรานให้เพื่อนร่วมทีมสำรวจเรียนรู้วิธีถ่ายภาพและล้างฟิล์มก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ภาพถ่ายมาชูปิกชูของบิงแฮมจากการเดินทางสำรวจเปรูเมื่อปี 1911 จำนวน 244 ภาพ ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่อุทิศเนื้อที่่ทั้งเล่มให้สารคดีเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวเมื่อปี 1913 ภาพถ่ายเหล่านี้ยังจัดแสดงที่สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วย เรื่อง นีนา สตรอคลิก ภาพถ่าย ไฮแรม บิงแฮม ชมคลิปสั้นทำความรู้จักกับมาชูปิกชูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ngthai.com/history/4563/machu-picchu/ ‎ อ่านเพิ่มเติม คืนใบหน้าให้แก่มัมมี่อายุ 1,600 ปี