ดอกไม้: ของขวัญที่ไม่มีวันโรยรา - National Geographic Thailand

ดอกไม้: ของขวัญที่ไม่มีวันโรยรา

ดอกไม้: ของขวัญที่ไม่มีวันโรยรา

ในการหาของขวัญวันเกิดที่ดีกว่าเดิม ช่างภาพใช้ความคิดสร้างสรรค์ประดิษฐ์ช่อ ดอกไม้ จากจินตนาการอันลึกล้ำ และจะคงอยู่ไปแสนนาน

แทนที่ อาเบลาร์โด มอเรลล์ ช่างภาพร่วมสมัย จะให้ดอกไม้เป็นของขวัญวันเกิดแก่ภรรยาเหมือนปีที่ผ่านๆ มา เขากลับตัดสินใจเลือกสิ่งที่จะอยู่ยงกว่า อย่างภาพถ่ายดอกไม้

ช่างภาพผู้เกิดในคิวบาและพำนักอยู่ในบอสตัน เริ่มจากถ่ายภาพหุ่นนิ่ง (still life) ของช่อดอกไม้หลากชนิด แล้วจัดดอกไม้ใหม่ ก่อนจะถ่ายอีกภาพ เขาทำกระบวนการนี้ซ้ำๆ อีก 20 ครั้ง แล้วจึงนำภาพที่ได้มาซ้อนกัน

ภาพหุ่นนิ่งของดอกไม้คือตัวแบบคลาสสิกสำหรับช่างภาพ แต่มอเรลล์ยังมีชื่อเสียงจากแนวทางการถ่ายภาพที่โดดเด่นอีกอย่าง นั่นคือการใช้กล้องทาบเงา (camera obscura)  ซึ่งเป็นเทคนิคการถ่ายภาพกลับหัวผ่านรูเข็มโดยฉายภาพลงบนพื้นผิวในห้องมืด  ดังนั้น เขาจึงมองโปรเจกต์ที่เขาตั้งชื่อว่า ดอกไม้แด่ลิซา เป็นโอกาสสำหรับทั้งการขยายขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ และการประดิษฐ์ของขวัญให้กับ ลิซา แมกเอเลนีย์ ผู้เป็นภรรยา

ภาพแต่ละภาพเป็นแรงบันดาลใจให้ภาพอื่นๆ ตามที่มอเรลล์เท้าความหลังว่า  “ผมคิดตลอดว่า ถ้าผมถ่ายภาพนี้ได้ ผมก็น่าจะถ่ายภาพอื่นได้” เมื่อปี 2017 หลังใช้เวลาสี่ปี เขาปิดงานนี้ด้วยภาพถ่าย 76 ภาพ ซึ่งเหมือนกันตรงที่ใช้ดอกไม้เป็นสื่อกลาง แต่กลับแตกต่างในแง่ความคิดสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด

ช่อดอกไม้อาจแห้งเหี่ยวไปนานแล้ว แต่ภาพถ่ายยังอยู่ต่อไปใน Flower for Lisa: A Delirium of Photographic Invention หนังสือรวบรวมผลงานของโปรเจกต์ชื่อเดียวกันซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2018 ในบทส่งท้าย แมกเอเลนีย์ อธิบายความแตกต่างของมุมมองที่เธอและมอเรลล์มีต่อภาพถ่ายเหล่านั้น “ฉันเห็นพวกมันเป็นเหมือนเครื่องเตือนความทรงจำที่ช่วยตอกย้ำว่า สิ่งที่เชื่อมโยงเราทั้งสองคนเข้าด้วยกันมีอยู่จริง เธอเขียนไว้  “ส่วนเอบมองพวกมันเป็นเครื่องมือที่ช่วยบำรุงรักษาความรักและพันธสัญญาระหว่างเรา”

ดอกไม้
มอเรลล์สร้างเค้าโครงใบหน้าของลอรา ผู้เป็นลูกสาว ด้วยแผ่นไม้อัดและกลีบกุหลาบ
ดอกไม้
เพื่อหาวิธีถ่ายภาพดอกไม้อย่างสร้างสรรค์ อาเบลาร์โด มอเรลล์ ฉายภาพทิวทัศน์ลงบนประตูบานเก่า
ดอกไม้
บนและล่าง: สีและอุปกรณ์ประกอบช่วยให้มอเรลล์จัดภาพดอกไม้ซึ่งชวนให้นึกถึงภาพวาดอันโด่งดังและลักษณะเด่นทางศิลปะที่ถูกขับเน้นด้วจินตนาการของเขา

ดอกไม้

ดอกไม้
มอเรลล์สังเกตเห็นว่า ภาพวาดแบบดัตช์จากสมัยศตวรรษที่สิบเจ็ดมักวางตำแหน่งแจกันไว้ในที่ที่ดูหมิ่นเหม่ เขาจัดวางดอกไม้ให้กระจายบนฉากหลัง แล้ววางฉากนี้ราบไปกับพื้นเพื่อให้ดูเหมือนดอกไม้ร่วงหล่นลงพื้น
ดอกไม้
เทคนิคการถ่ายภาพซ้อนทำให้ภาพนี้ดูเหมือนภาพวาดสีน้ำ การใช้โปรแกรมปรับแต่งภาพช่วยให้มอเรลล์ซ้อนภาพช่อดอกไม้ช่อเดียวกัน แต่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดภาพสะท้อนที่เรียกว่า โกสต์เอฟเฟ็กต์
ดอกไม้
มอเรลล์ตั้งชื่อภาพนี้ว่า “ตาม พิศวาสหลอน ของฮิตช์ค็อก” (After Hitchcock’s Vertigo) เพราะช่อดอกไม้ในภาพดูเหมือนช่อดอกไม้ที่ปรากฏในภาพยนตร์คลาสสิกปี 1958 เรื่องนี้

***อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ใน นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2563


สารคดีแนะนำ

24 ภาพถ่ายน่าทึ่งของสายรุ้งจากทั่วทุกมุมโลก

เรื่องแนะนำ

แอ่งน้ำแห่งชีวิตในแอฟริกา

แผ่นดินสีขาวกว้างใหญ่คือคำแปลตรงตัวของชื่อ Etosha ที่ราบแอ่งกระทะ แอ่งน้ำ แห่งนี้เคยเป็นทะเลสาบเมื่อกว่า 100 ล้านปีก่อน เชื่อกันว่าเมื่อตอนทวีปเกิดการเคลื่อนตัวทำให้สายนํ้าเปลี่ยนเส้นทาง นํ้าที่เคยมีค่อย ๆ ระเหยไปจากทะเลสาบจึงกลายเป็นทะเลทราย ผืนแผ่นดินแห้งอุดมไปด้วยเกลือแร่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 4,800 ตาราง กิโลเมตร ทำหน้าที่เป็นโป่งดินขนาดใหญ่ให้สัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหลักของประเทศนามิเบีย ในหน้าฝนสรรพสัตว์กระจายตัวไปทั่วพื้นที่ ทว่าในหน้าแล้งทุกชีวิตต่างมุ่งหน้าสู่สิ่งเดียวกัน แอ่งนํ้าที่กระจายตัวอยู่ทั่วพื้นที่อุทยานแห่งชาติกลายเป็นศูนย์กลางของหลากหลายชีวิต ตั้งแต่สัตว์กินหญ้าไปจนถึงผู้ล่าต่างอาศัยแอ่งนํ้าร่วมกัน เมื่อพื้นที่จำกัดการเผชิญหน้ากันย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง ม้าลายลงดื่มนํ้าพร้อม ๆ กันทั้งฝูง พวกมันใช้เวลาและค่อย ๆ เดินเข้าสู่แอ่งนํ้าอย่างระมัดระวัง จังหวะการดื่มนํ้าอย่างสบายอารมณ์เป็นจังหวะที่อันตรายที่สุด เพราะอาจมีสัตว์ผู้ล่ารอซุ่มโจมตีอยู่ ถึงแม้ฉากนี้จะดูสงบนิ่งแต่หากตัวหนึ่งเริ่มตกใจที่เหลือก็พร้อมจะกระโจนหนีทันที เมื่ออาหารมารวมตัวกันที่แอ่งนํ้า สัตว์ผู้ล่าก็ตามมาด้วยเช่นกัน แอ่งนํ้า Salvadora มีพุ่มหญ้าสูงริมนํ้าเหมาะแก่การซุ่มล่า แม่สิงโตพาลูกทั้งหกมาหลบอยู่ที่พุ่มหญ้าริมนํ้ารอจังหวะเหมาะเพื่อหาอาหารเย็นให้ครอบครัว สำหรับยีราฟ ความสูงของคอทำให้การก้มดื่มนํ้าเป็นไปอย่างยากลำบาก และเมื่อก้มตัวลงแล้วหากโดนซุ่มโจมตีก็ไม่สามารถจะหนีได้อย่างรวดเร็ว ยีราฟจึงมาดื่มนํ้าไม่บ่อยนัก ถึงแม้จะระมัดระวังแค่ไหน นักล่าที่เชียวชาญก็ยังมีชัยได้ ซากยีราฟริมแอ่งนํ้านี้เป็นชัยชนะอีกครั้งของผู้ล่า สัตว์ป่าหนึ่งตัวที่ตายลงจะต่อชีวิตให้อีกหลายชีวิต ตั้งแต่ผู้ล่าไปจนถึงสัตว์กินซาก เรื่องและภาพ ชุตินันท์ โมรา รางวัลชมเชย โครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2015 โดยนิตยสาร […]

ภาพความสนิทสนมของคนรักงูกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก

โดย อเล็กซานดรา เกโนวา ภาพถ่าย จาน่า โรมาโนว่า งูเป็นที่น่าหลงใหลและน่ารังเกียจผ่านสายตามนุษย์มานานนับสหัสวรรษ ในอารยธรรมกรีกโบราณ งูคือสัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์และการเกิดใหม่ ในขณะที่บรรดาชาวคริสต์มองว่างูคือสัญลักษณ์ของการหลุดพ้น ทุกวันนี้งูไม่ใช่แค่อยู่ในวัฒนธรรมป๊อป แต่พวกมันคือสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน จาน่า โรมาโนว่า ช่างสาวภาพชาวรัสเซียผู้เป็นโรคกลัวงู เริ่มต้นโปรเจคเก็บภาพระยะยาวของงูและเจ้าของตามบ้าน ซึ่งการเลี้ยงงูกลายมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง “ฉันต้องการสำรวจความหวาดกลัวของตนเองและหาคำตอบว่าทำไมผู้คนถึงเก็บสิ่งมีชีวิตนี้ไว้เป็นสัตว์เลี้ยง” เธอกล่าว แต่ภาพถ่ายของโรมาโนว่าไม่ใช่ภาพถ่ายของงูแบบทั่วๆ ไป “ภาพถ่ายของงูในสิ่งแวดล้อมต่างๆ” ผลักการมีส่วนร่วมของผู้ชมออกไป เธอกล่าว ในบรรดารูปที่น่าสนใจของเธอ งูโบอาตัวอ้วนเลื้อยไปมารอบๆ ตู้ไม้, งูเหลือมเลื้อยพันเตารีดที่ตั้งเอาไว้ และงูข้าวโพดเลื้อยไปมาระหว่างแม่เหล็กที่ติดบนตู้เย็นลายเสือดาว   แก้ปัญหาความกลัวงู การถ่ายภาพให้งูกลมกลืนไปกับลวดลายและพื้นหลังไม่ได้แค่เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ยังเป็นการท้าทายตัวเธอเองอีกด้วย “ในตอนแรกเริ่ม ฉันไม่แม้แต่จะมองภาพของพวกมันด้วยซ้ำ” เธอกล่าว “ทุกวันนี้ถ้าให้เลี้ยงสักตัวเป็นสัตว์เลี้ยง ก็โอเคนะ” จากการสำรวจผ่านโปรเจคดังกล่าว เธอสามารถวิเคราะห์จุดเริ่มต้นของความกลัวงูออกมาได้ “ความกลัวงูส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม” เธอกล่าว “เช่นในหนังสยองขวัญ, พ่อแม่ที่เตือนลูกๆ ว่างูเป็นสัตว์อันตรายหรือแม้กระทั่งข่าวปลอมๆ ที่ว่างูกลืนเจ้าของลงท้องไป” โรมาโนว่ายังประหลาดใจมากที่พบว่าผู้ชายจำนวนมากเลี้ยงงูเป็นสัตว์เลี้ยง “ฉันคิดมาตลอดว่าผู้หญิงน่าจะเลี้ยงงูเยอะกว่า เพราะภาพถ่ายจำนวนมากของงูที่กำลังพันรอบตัวพวกเธอ”   สเตอริโอไทป์แบบโซเวียต อีกหนึ่งความท้าทายของเธอในการทำโปรเจคนี้คือ “การแสวงหาความงดงามของยุคหลังโซเวียต” “มันมีความเชื่อหรือภาพลักษณ์ที่มองว่าชาวรัสเซียและบรรดาอดีตประเทศโซเวียตเป็นคนยังไง” […]

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก เมืองไทยในอดีต ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ วิถีสัญจรของบางกอกส่วนใหญ่ฝากไว้กับสายน้ำ ภูมิประเทศแบบที่ลุ่มอุดมไปด้วยลำคลองหนองบึงของกรุงเทพฯ หล่อหลอมให้ชีวิตชาวเมืองผูกผสานกลมกลืนไปกับสายน้ำ เรือสารพัดประเภทสะท้อนภาพความหลากหลายและรสนิยมละเมียดละไมแห่งวิถีชโลธร เช่นเดียวกับพัฒนาการของ “เมืองน้ำ” ซึ่งชาวเมืองส่วนใหญ่ลงหลักปักฐานบนเรือแพสองฝากฝั่ง ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองสาขา เนื่องจากใช้เป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นยังมีการขุดคูคลองขึ้นมากมาย อาทิ คลองคูเมือง (คลองบางลำพูหรือ คลองโอ่งอ่าง ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และคลองผดุงกรุงเกษม (ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) อันเป็นผลจากพระบรมราโชบายในการสร้างแนวป้อมปราการป้องกันเมืองและธรรมเนียมการสร้างเมือง คลองหลอดเปรียบเสมือนทางด่วนลัดคลองมหานาคขุดเพื่อเป็นแหล่งบันเทิงยามหน้าน้ำและเชื่อมไปยังปริมณฑล คลองแสนแสบขุดเพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ในการศึก คลองภาษีเจริญขุดเพื่อลำเลียงน้ำตาลจากสมุทรสาครเข้ามา นอกจากนี้ยังมีคลองซอยมากมายที่ใช้สัญจรเสมือนถนนในปัจจุบัน แม้ก่อนหน้านั้นจะมีถนนที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง (ถนนอมรวิถี ถนนจักรีจรัล และถนนเขื่อนขัณฑ์นิเวศน์) แต่ยังไม่มีผลต่อการพัฒนาการของเมืองเนื่องจากใช้สัญจรในพระราชวังเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถนนซึ่งสร้างล้อมรอบพระราชวังเพื่อเป็นแนวป้องกันพระราชวังกับบ้านเรือนราษฎรจากเพลิงไหม้และเป็นเครื่องประดับพระราชวังตามคติเดิม (ถนนหน้าพระลาน ถนนท้ายวัง ถนนมหาราช และถนนสนามไชยในปัจจุบัน) ก็เป็นปฐมบทแห่งวิถีบก และมีราษฎรนิยมมาเดินเล่นจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องสั่งห้าม แล้วใครต้องการถนนกันเล่า ผลของสนธิสัญญาเบาว์ริงระหว่างสยามกับอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2398 เปรียบได้กับการเปิดประเทศครั้งใหญ่ สถานกงสุลผุดขึ้นทางใต้พระนครมากขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ พวกเขานำวิทยาการและวัฒนธรรมใหม่เข้ามาด้วย หนึ่งในนั้นคือรสนิยมชอบขี่ม้าเพื่อหย่อนใจเช่นเดียวกับวิทยาการใหม่อย่าง “รถม้า” ทว่าในสมัยนั้นถนนยังขรุขระและเหมาะสำหรับย่ำด้วยเท้าเปล่า พวกเขาจึงไม่มีถนนสำหรับห้อม้าหรือแล่นรถ บ่อยครั้งที่พวกเขารุกล้ำลานกว้างหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์หรือที่เรียกว่าท้องสนามไชยซึ่งเป็นที่โล่งกว้างสำหรับพระเจ้าลูกยาเธอหัดทรงม้าทรงช้าง สร้างความขุ่นเคืองพระราชหฤทัย จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องตรัสปลอบประโลมว่า “เขาเป็นชาวต่างชาติไม่รู้ขนบธรรมเนียมกฏหมายไทย” ด้วยเหตุนี้ […]