9 สถาปัตยกรรม ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ - NGThai.com

9 สถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

ซากราดาฟามีเลีย : บาร์เซโลนา

ซากราดาฟามีเลีย : บาร์เซโลนา

มหาวิหารแห่งนี้ถูกออกแบบโดย Antoni Gaudi ผู้ขับเคลื่อนการก่อสร้างนี่ด้วยศรัทธาของเขา มหาวิหารออกแบบโดยแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติและศาสนา แม้ว่าสถาปนิกผู้มีชื่อเสียงรายอื่นๆ รับช่วงต่องานในปี 1883 แต่กว่ามหาวิหารจะแล้วเสร็จก็ล่วงไปถึงปี 2000 ตัววิหารออกแบบตามลำต้นของต้นไม้ ซึ่งเมื่อผู้ศรัทธาเดินเข้ามาภายในจะให้ความรู้สึกราวกับกำลังก้าวเข้ามาในป่าขนาดยักษ์ ตามที่ Gaudi ตั้งใจ

อัลดา เฮดควอเตอร์ : กรุงอาบูดาบี

อัลดา เฮดควอเตอร์ : กรุงอาบูดาบี

ตึกระฟ้าทรงกลมหลังนี้สะท้อนแสงระยิบระยับไปทั่วผืนทรายของกรุงอาบูดาบี นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมาเพื่อเป็นการยกย่องแก่มรดกทางทะเลของเมือง Marwan Zgheib และทีมสถาปนิกจาก MZ Architects ได้แรงบันดาลใจนการสร้างมาจากเปลือกหอย พวกเขาใช้เส้นทแยงมุมเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับกระจกของอาคารตึกอัลดามีความสูง 360 ฟุต หรือประมาณ 23 ชั้น อาคารตั้งอยู่บนคาบสมุทรและสามารถมองเห็นเด่นแต่ไกล

ไทเป 101 : กรุงไทเป

ไทเป 101 : กรุงไทเป

ด้วยความสูง 1,671 ฟุต ไทเป 101 เคยเป็นอาคารสูที่สุดในโลกเมื่อเปิดใช้งานจริงในปี 2004 สถาปนิก C.Y. Lee ผู้ออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากกระบอกไม้ไผ่ ไทเป 101 แบ่งออกเป็น 8 ส่วน คล้าย 8 ข้อของกระบอกไม้ไผ่ แต่ละส่วนประกอบด้วยชั้นจำนวน 8 ชั้น ซึ่งเลข 8 ถือว่าเป็นเลขนำโชคในความเชื่อของชาวจีน รูปทรงของตึกคล้ายกับเจดีย์ของชาวพุทธและกระจกสีเขียวที่นำมาตกแต่งยิ่งช่วยขับให้อาคารโดดเด่นยิ่งขึ้น

บ้านลูกบาศก์ : รอตเตอร์ดัม

บ้านลูกบาศก์ : รอตเตอร์ดัม

แม้ถูกออกแบบให้มีเหลี่ยมมุมและเส้นตรงชัดเจน แต่ Piet Blom สถาปนิกกล่าวว่าตัวเขาได้แรงบันดาลใจมาจากป่าต้นไม้ ลูกบาศก์สีเหลืองแต่ละลูกถูกก่อสร้างในมุมเอียง 45 องศา และตั้งอยู่บนเสารูปทรง 6 เหลี่ยมที่แทนเป็นลำต้น วิธีการที่จะเข้าบ้านซึ่งตั้งอยู่บนความสูงเทียบเท่ากับตึก 3 ชั้นได้นั้น ต้องเข้าผ่านลำต้น ก็คือเสาตรงกลางบ้านลูกบาศก์เหล่านี้เป็นบ้านพักส่วนตัว แต่บางหลังก็เปิดให้นักท่องเที่ยวที่สนใจได้พักค้างคืน ในสถานที่เอียงๆ แบบนี้

30 เซ็นต์แมรีแอกซ์ : กรุงลอนดอน

30 เซ็นต์แมรีแอกซ์ : กรุงลอนดอน

Norman Foster สถาปนิกไม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแตงกวา เมื่อเขาออกแบบอาคารนี้ตามที่หลายคนเข้าใจกัน ตัวอาคารมีชื่อเล่นว่าเกอร์คิน (Gherkin) หรือแตงดองตามรูปทรงของตึก ผิวด้านนอกของตึกประกอบด้วยกระจกรูปทรงเพชรจำนวน 2 ชั้น ภายในตึกมีปล่องขนาดใหญ่ใช้หมุนเวียนอากาศ แบบเดียวกับที่ฟองน้ำกระเช้าดอกไม้วีนัสใช้ในการกรองน้ำ ตัวอาคารความสูง 590 ฟุตนี้ เคยตกเป็นข้อพิพาทจากความสมัยใหม่ของมันที่ขัดแย้งกับบ้านสไตล์จอร์เจียในลอนดอน อย่างไรก็ตามปัจจุบันอาคารหลังนี้กลายตึกระฟ้าตึกสำคัญของเมืองไปแล้ว

โดย เมเรดิธ เบทธัน

อ่านเพิ่มเติม : รำลึกสี่ทศวรรษ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ชุดภาพถ่ายเมืองรีสอร์ตร้างในสหรัฐอเมริกา

เรื่องแนะนำ

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง อดีตอันลึกลับของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยฝังตัวซ่อนเร้นอยู่ในเทือกเขาและเชิงเขาของภูมิทัศน์ที่ภายนอกดูงดงามไร้พิษภัย หลุมหลบภัยในอุโมงค์นับพันแห่งเป็นป้อมปราการทางกลยุทธ์ในการต่อต้านการรุกรานของฮิตเลอร์ ซึ่งรู้จักกันในนามกลยุทธ์ “เดฟองส์ดูเรดุย” (Defense du Réduit หรือภาษาอังกฤษคือ Swiss National Redoubt) หลุมหลบภัยเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยของผู้บังคับบัญชาของกองทัพและรัฐบาลในกรณีที่มีการรุกราน วอร์รูม (war room) หรือห้องประชุมในภาวะไม่ปกติเหล่านี้มีการใช้งานมาจนถึงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ และเป็นความหวังสุดท้ายของสวิตเซอร์แลนด์ในการหาทางรอด ทว่าสิ่งที่ทำให้เรโต สเตอร์คี ช่างภาพ ต้องการไปเก็บภาพสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลี้ลับแห่งขุนเขาสวิส” คือความลึกลับ หาใช่ประวัติศาสตร์ เขาเคยเล่นอยู่ตรงริมแม่น้ำตรงเชิงเขาเทือกเขาแอลป์ และเห็นซากของหลุมหลบภัยหลุมหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา “มันดูเหมือนหินกลมมนใหญ่ก้อนหนึ่ง เพียงแต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมากลับเป็นปืนกล” สเตอร์คีบอกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผมรู้สึกประมาณว่า นั่นมันอะไรกันน่ะ มีอะไรอยู่ข้างในกันนะ” แต่เขาถูกผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ไปยุ่มย่ามแถวนั้นอีก หลายปีต่อมา โลกที่ซ่อนเร้นอยู่ก็เผยกายให้เขาเห็น ในตอนที่เขามีอายุได้ 20 ปีและเป็นทหาร ในช่วงการฝึก จ่าคนหนึ่งบอกพลทหารให้ไต่ลงไปตามบันไดที่อยู่เชิงเขา “เราลงไปสัก 300 ขั้นได้ และพบว่าตัวเองอยู่ข้างในภูเขาแล้ว” สเตอร์คีบอก เขาไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอยู่นานสามสัปดาห์ด้วยกัน “ผมจำได้ว่าหลงทางกับเพื่อนๆ ใช้เวลาสี่หรือห้าวันนี่แหละครับกว่าจะรู้ผังของอุโมงค์ คิดดูก็แล้วกันว่าใหญ่ขนาดไหน คุณไม่มีทางรู้เวลาได้เลย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ” […]

ภาพการผจญภัยของนักสำรวจเหล่านี้คือแรงบันดาลใจ

ตั้งแต่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ ไปจนถึงกลางทะเล และถ้ำหินปูนใต้ดิน บนเส้นทางของการสำรวจไม่มีที่ใดโรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้รู้ว่าเสี่ยงอันตราย แต่สำหรับนักสำรวจเหล่านี้ทุกการผจญภัยคือความคุ้มค่า

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]

เปิดประสบการณ์ส่องนกใจกลางกรุง ที่วชิราวุธวิทยาลัย

พื้นที่โรงเรียนซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ กลายเป็นแหล่งอาศัยให้กับนกหลากสายพันธุ์ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกจิตใจให้เป็นผู้อนุรักษ์ กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองใหญ่ที่ต้นไม้และพื้นที่สีเขียวมีอยู่น้อยนิดเมื่อเทียบกับตึกสูงและสายถนนที่พาดผ่าน ทำให้โอกาสที่จะได้สัมผัสความสวยงามทางธรรมชาตินั้นมีน้อยตามลงไป แต่ว่าในเมืองใหญ่แห่งเดียวกันนี้ ยังมีกลุ่มเด็กนักเรียนที่ทุ่มเวลาในวัยเยาว์ของเขาเพื่อธรรมชาติและสายพันธุ์สัตว์เพื่อนร่วมโลกที่พวกเขาผูกพัน จนการเกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างอิสระ และเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมในสิ่งที่รัก นี่คือเรื่องราวของกลุ่มเด็กนักเรียนโรงเรียน วชิราวุธวิทยาลัย บรรยากาศโรงเรียนของพวกเขาเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมของอาคารอันสวยงามที่อยู่ร่วมกับต้นไม้จำนวนมากอย่างลงตัว จึงทำให้มีนกหลากหลายชนิดเข้ามาอาศัยร่มไม้ของโรงเรียนเพื่อตั้งถิ่นฐาน กลายเป็นพื้นที่ดูนกขนาดย่อมใจกลางกรุง หลังจากทั้งนกและนักเรียนอยู่ร่วมกันจนเกิดความผูกพัน ก็เริ่มมีการจัดกิจกรรรมเพื่อการอนุรักษ์นกในโรงเรียนขึ้น เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือ “นกในวชิราวุธฯ” อันเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการอนุรักษ์นก วชิราวุธวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์นกในโรงเรียน โดยเฉพาะวงศ์นกแก้วที่มีอยู่ถึง 3 สายพันธุ์ ได้แก่ นกแขกเต้า นกแก้วโม่ง และนกแก้วหัวเพชร ซึ่งจำนวนนกที่อาศัยอยู่โรงเรียน บางส่วนก็มีสถานะที่ใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยจึงได้กลายเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของพวกมันไปด้วย หนังสือนกในวชิราวุธฯ เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลสายพันธุ์นกในโรงเรียนที่มีถึง 66 สายพันธุ์ มุ่งให้ความรู้กับผู้ที่สนใจ และเป็นสื่อที่ปลุกจิตสำนึกแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติให้กับบุคลากรในโรงเรียน และให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สายพันธุ์นกที่ใกล้สูญพันธุ์ในโรงเรียน ในโอกาสเดียวกัน คณะนักเรียนในโครงการอนุรักษ์นกฯ ได้นำผู้เข้าร่วมงานชมนกแก้วฝูงใหญ่ใจกลางกรุงเทพที่กำลังเข้าไปยังแหล่งอาศัยตามต้นไม้ของโรงเรียนในช่วงที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เป็นการเปิดประสบการณ์การดูนกที่หาได้ยากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เรื่อง กองบรรณาธิการออนไลน์/ดิจิทัล นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ***ภาพและคำบรรยาย เจียรยุทธ์ รัตนศิริกุลเดช  โครงการนักศึกษาฝึกงาน […]