ธรณีวิทยาว่าด้วยการเกิดถ้ำ - National Geographic Thailand

ธรณีวิทยาว่าด้วยการเกิดถ้ำ

ธรณีวิทยาว่าด้วย การเกิดถ้ำ

เมื่อเอ่ยคำว่า “ถ้ำ” คุณผู้อ่านนึกถึงสิ่งใดเป็นอันดับแรก บางคนอาจนึกถึงความมืดมิด บางคนอาจคิดจินตนาการถึงค้างคาว โดยภาพรวมแล้ว ถ้ำกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความลี้ลับและความน่ากลัว แต่ย้อนไปในอดีตไกลโพ้น ถ้ำคือบ้านของมนุษย์ยุคแรกเริ่มที่ช่วยปกป้องคุ้มครองบรรพบุรุษของเราจากสัตว์ป่าและสภาพอากาศเลวร้าย

ถ้ำ คือโพรงใต้ดินที่ส่วนใหญ่ไม่มีแสงสว่างส่องถึง เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมีขนาดตั้งแต่ช่องขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดใหญ่โตมโหฬาร ถ้ำเกิดขึ้นได้ในเกือบทุกสภาวะบนผิวโลก จากบริเวณเส้นศูนย์สูตรไปจนถึงขั้วโลก ใต้ทะเล หรือแม้แต่บนภูเขา อีกทั้งยังเกิดขึ้นได้กับหินทุกประเภท ซึ่งในภาคเหนือของไทยนั้น ถ้ำส่วนใหญ่เป็นหินปูน และด้วยภูมิประเทศแบบแนวภูเขาสลับกับหุบเขาที่มีแม่น้ำไหลผ่านจึงก่อให้เกิดถ้ำจำนวนมาก

กำเนิดถ้ำ

ในอดีตเคยเชื่อกันว่า ถ้ำเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่รุนแรง เช่น แผ่นดินไหว ส่งผลให้เปลือกโลกถูกฉีกออกจนกลายเป็นโพรงถ้ำ หรือเกิดจากน้ำท่วมฉับพลันที่ถล่มทะลุทะลวงพื้นดิน

ทว่าแท้จริงแล้ว การเกิดถ้ำมักมาจากน้ำที่ซึมผ่านเป็นเวลานาน ในตอนแรกจุดกำเนิดของถ้ำเริ่มจากหินปูนที่มีน้ำขังอยู่ ซึ่งเรียกว่าถ้ำจิ๋ว (micro-cave) น้ำที่ซึมผ่านหินจะละลายผนังถ้ำออกช้าๆ จนถ้ำจิ๋วมีขนาดกว้างขึ้น และพัฒนาเป็นโครงข่ายของหลอดเล็กๆ ที่เรียกว่าหลอดเชื่อมโยง (anastomoses) โดยน้ำที่ไหลผ่านหลอดเล็กๆ นี้จะละลายเอาเนื้อหินปูนทีละช้าๆ จากนั้นเมื่อหลอดใดหลอดหนึ่งขยายจนมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มิลลิเมตร จะส่งผลให้การไหลของน้ำนั้นไม่สม่ำเสมอ และไหลวน ทำให้น้ำสัมผัสกับหินปูนมากยิ่งขึ้น จึงไปเร่งอัตราการละลาย การกัดเซาะผนังให้เร็วขึ้น หลอดดังกล่าวจึงมีขนาดใหญ่ขึ้นตาม และดึงน้ำจากหลอดใกล้เคียงให้ไหลผ่านมากขึ้น และเร็วขึ้น เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ถ้ำเริ่มต้น (proto-cave) และเมื่อเวลาผ่านไปถ้ำเริ่มต้นจึงเริ่มพัฒนาเป็นถ้ำที่ใหญ่ขึ้น

การเกิดถ้ำ
ถ้ำคริสตัล เมืองไนก้า เม็กซิโก
อุณหภูมิภายในถ้ำที่สูงถึง 48 องศาเซลเซียส และความชื้นที่มีมากถึง 90% จะคร่าชีวิตชีวิตของนักสำรวจภายใน 30 นาที หากปราศจากเครื่องป้องกัน (จินตนาการถึงตอนเปิดฝาหม้อหุงข้าว) ถ้ำที่มีความลึกจากพื้นดินราว 300 เมตรนี้อุดมไปด้วยแร่ยิปซัมจำนวนมาก แต่ละผลึกมีความยาวมากถึง 12 เมตร หนักถึง 55 ตัน สันนิษฐานกันว่าผลึกที่ใหญ่ที่สุดมีอายุราว 500,000 ปี
ภาพถ่ายโดย Peter Carston

ทว่ายังมีถ้ำอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการละลายของหินปูน เช่น ถ้ำที่เกิดจากน้ำพุร้อนใต้ดิน เช่น ถ้ำอัญมณี (Jewel cave) ในสหรัฐอเมริกา ถ้ำที่เกิดขึ้นจากสารละลายของกรดซัลฟิวริก เช่น ถ้ำโมไวล์ (Movle) ในโรมาเนีย หรือถ้ำที่เกิดจากลาวาที่เย็นตัวลงแล้ว เช่น ถ้ำคาซามูรา (Kazamura) ในฮาวาย

 

จุดจบของถ้ำ

ธรณีวิทยาของหินรอบๆ ถ้ำจะเป็นตัวกำหนดรูปร่างของถ้ำ รอยเลื่อน (fault) และรอยแยก (joint) มีผลต่อรูปร่างของถ้ำในหลายๆ ทาง หากถ้ำนั้นๆ มีรอยเลื่อน และรอยแยกอยู่ใกล้กันจะส่งผลให้น้ำสามารถไหลได้หลายทาง เกิดเป็นโครงข่ายถ้ำที่สลับซับซ้อน

การแบ่งประเภทของถ้ำจะแบ่งตามตำแหน่งของถ้ำ เมื่อเทียบกับระดับน้ำใต้ดิน เช่น ถ้ำฟรีแอทิก (phreatic cave) เกิดในระดับใต้หรือที่ระดับน้ำใต้ดิน หรือถ้ำวาโดส (vadose cave) ซึ่งเกิดเหนือระดับน้ำใต้ดิน ทั้งนี้ถ้ำที่ยังคงมีการเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกว่ามีการพัฒนาอยู่จะต้องมีน้ำไหล มีความชุ่มชื้นภายใน หากเป็นถ้ำที่แห้งจะเรียกว่าเป็นถ้ำที่หยุดการพัฒนาแล้ว ถ้ำเหล่านี้จะเกิดการผุกร่อน เกิดรอยแยก และผนังถ้ำพังถล่มลงมาจนในที่สุดแสงอาทิตย์ก็จะสาดส่องเข้ามาในถ้ำได้ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของชีวิตที่ยาวนานของถ้ำ กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นได้ตั้งแต่พันปี ไปจนถึงล้านปีหลังถ้ำนั้นๆ หยุดการพัฒนา

(ยลศิลปะข้ามกาลเวลา จากผนังถ้ำในยุโรป)

ถ้ำในภาคเหนือของไทยสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ในภาคเหนือของไทย หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เราพึ่งพิงถ้ำในการใช้ชีวิตถูกพิจารณาผ่านหลักฐานประเภท เครื่องมือหินกะเทาะ เศษกระดูกสัตว์ และเปลือกหอย ร่องรอยก่อไฟทำอาหาร ไปจนถึงภาชนะดินเผา ซึ่งคาดว่าสิ่งของเหล่านี้เป็นของกลุ่มคนในสังคมล่าสัตว์หาของป่า หลักฐานลักษณะนี้ถูกพบกระจายอยู่ทั่วไปในหลายจังหวัด มีอายุตั้งแต่สมัยไพลสโตซีนตอนปลาย จนถึงสมัยโฮโลซีนตอนกลาง ในขณะที่บางพื้นที่มีรายงานพบว่าบางถ้ำยังคงถูกใช้งานเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว

การเกิดถ้ำ
ภาพแสดงวิถีชีวิตของผู้คนในยุคหินที่ต้องพึ่งพาถ้ำ
ภาพถ่ายโดย crystalinks.com

นอกเหนือจากการใช้เป็นที่พักอาศัย ยังพบหลักฐานอีกว่ามนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ใช้ถ้ำเพื่อประกอบพิธีกรรม ผ่านภาพเขียนและหลุมศพ รวมไปถึงเครื่องประดับโลหะ และเครื่องมือเหล็ก เช่นในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการขุดค้นพบหลุมศพซึ่งมีอายุมากกว่า 10,000 ปี แสดงให้เห็นว่าผู้คนโบราณใช้ถ้ำเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม และฝังศพผู้ตายมานานกว่าที่เคยคิดกันไว้

สิ่งมีชีวิตภายในถ้ำ

ระบบนิเวศของถ้ำมีความน่าอัศจรรย์  แต่ขณะเดียวกันก็เป็นระบบนิเวศที่เปราะบางเมื่อเทียบกับระบบนิเวศอื่นๆ ภายนอกถ้ำ เนื่องจากอาหารและพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น ถ้ำบางแห่งมีลำธารไหลเฉพาะฤดูฝนเท่านั้น ทว่าการมีแหล่งอาหารที่จำกัดนี้ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตในถ้ำต้องพึ่งพาอาศัยกัน ยกตัวอย่างค้างคาว และนกนางแอ่นที่มูลของมันเป็นอาหารให้แก่สัตว์อื่นๆ ในถ้ำ ดังนั้นแล้วหากเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือย้ายถิ่นฐานของสัตว์เหล่านี้ ห่วงโซ่อาหารทั้งหมดของถ้ำก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

การเกิดถ้ำ
ปลา Mexican Tetra (Astyanax mexicanus) จากสวนสัตว์ Tulsa
ภาพถ่ายโดย Joel Sartore

สภาพแวดล้อมอันแปลกประหลาดภายในถ้ำเอื้อให้สิ่งมีชีวิตต้องปรับตัวตาม ทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง และวงจรชีวิต สายตาที่เคยเป็นประโยชน์ไม่มีความหมายในความมืดมิดของถ้ำ ดังนั้นจะพบว่าสัตว์ในถ้ำหลายชนิดจะวิวัฒน์ให้สูญเสียการมองเห็นไป และมีผิวหนังสีขาว ในขณะเดียวกัน ประสาทสัมผัสอื่นๆ กลับถูกพัฒนาขึ้นมาแทนที่ เช่น จิ้งหรีดในถ้ำจะมีหนวดที่ยาวกว่าปกติ หรือปลาถ้ำบางชนิดจะมีปุ่มพิเศษตามตัว ช่วยให้พวกมันสัมผัสความเคลื่อนไหวในน้ำได้

นอกจากนั้นยังพบว่าสัตว์ในถ้ำยังมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตช้า ผสมพันธุ์น้อยครั้ง และมีอายุยืน เนื่องจากร่างกายจำกัดพลังงานให้น้อยที่สุดเพื่อการเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมอันมหัศจรรย์ของถ้ำ

กติกาในการสำรวจถ้ำ

เมื่อถ้ำคือระบบนิเวศที่มีความเปราะบาง ดังนั้นแล้วการสำรวจถ้ำจึงเป็นดั่งดาบสองคมที่อาจสร้างความเสียหายให้แก่สภาพแวดล้อมภายในถ้ำ ในการสำรวจแต่ละครั้ง นักสำรวจจึงต้องคำนึงถึงประเด็นการอนุรักษ์เป็นสำคัญ

และเหล่านี้คือกติกาคร่าวๆ ในการสำรวจถ้ำเพื่อก่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดยสหพันธ์นักสำรวจถ้ำออสเตรเลีย ปี 2538 (Australian Speleological Federation 1995)

– ระลึกเสมอว่าทุกการสำรวจก่อผลกระทบต่อถ้ำ โดยลดการสำรวจที่ไม่จำเป็นลง

– สำรวจถ้ำอย่างช้าๆ เพลิดเพลินไปกับสิ่งที่เห็น ซึ่งจะช่วยโอกาสที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ถ้ำ แทนที่จะสำรวจด้วยความเหนื่อยล้าหรือตื่นเต้น

– ทีมสำรวจที่ดีควรมีขนาดเล็กประมาณ 4 คน

– ระวังศีรษะของตนชนเข้ากับหินงอกหินย้อย

– ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสมาชิกในทีมทุกคนยืนในตำแหน่ง หรือเส้นทางที่กำหนดไว้

– สังเกตลักษณะต่างๆ บนพื้นดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายด้วยการเหยียบย่ำ หรือคลานทับ

– ล้างเสื้อผ้า และรองเท้าทุกครั้งเมื่อสำรวจถ้ำเสร็จ เพื่อลดการแพร่กระจายของแบคทีเรียและเชื้อรา

– ถ้าจำเป็นต้องเดินบนหินน้ำไหล (flowstone) หรือทำบนหินปูน (rimstone) ควรถอดรองเท้าหรือเสื้อผ้าที่เปื้อนโคลนออกก่อน

– ปฏิบัติและเคารพในสิทธิการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตภายในถ้ำ หลีกเลี่ยงการทำลาย ไม่ว่าจะเป็นการฉีกใยแมงมุม รวมถึงหลีกเลี่ยงการส่องไฟไปที่สัตว์เช่นค้างคาว

– ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ทำเศษอาหารตกพื้น เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาภายในถ้ำได้

การเกิดถ้ำ
ถ้ำนกนางแอ่น เม็กซิโก
ถ้ำนกนางแอ่น หรือถ้ำโกลอนดรีนาสทางตอนกลางของเม็กซิโก สาเหตุที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะภายในมีนกนางแอ่นจำนวนมากอาศัยอยู่ ตัวถ้ำเป็นหลุมขนาดใหญ่ความลึกมากกว่า 366 เมตร หรือลึกพอที่จะนำตึกเอ็มไพร์สเตตบรรจุลงไปได้ สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ชื่นชอบกีฬาเอ็กซ์ตรีมในการกระโดด BASE Jumping อีกด้วย
ภาพถ่ายโดย Stephen Alvarez

อ่านเพิ่มเติม

พบภาพวาดผนังถ้ำเก่าแก่ที่สุด ผลงานของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล

 

ขอบคุณแหล่งข้อมูล

หนังสือ “ถ้ำถิ่นเหนือ”

เรื่องแนะนำ

กัญชง-กัญชา สามารถส่งทดสอบมาตรฐานคุณภาพได้แล้ว

สวทช. เปิดห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐาน กัญชง-กัญชา เพ-ลาเพลิน จังหวัดบุรีรัมย์ ประเดิมส่งทดสอบ ‘สารสำคัญ’ คัดเกรดและเพิ่มมูลค่า ความร่วมมือระหว่างองค์กรเป็นหนึ่งกลไลที่มีความสำคัญในเรื่องการยกระดับความน่าเชื่อถือ และขีดความสามารถของชุมชน ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ลงนามการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิเคราะห์ทดสอบ กัญชง-กัญชา เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถวิสาหกิจชุมชน ระหว่างวิสาหกิจชุมชนศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ-ลา เพลิน เพื่อชุมชน (วพพ.) จังหวัดบุรีรัมย์ กับศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. หรือ NCTC (NSTDA Characterization and Testing Center) นายณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. กล่าวว่า ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและส่งเสริมงานบริการวิเคราะห์ทดสอบ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ควบคุมระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เปิดให้บริการวิเคราะห์ทดสอบสนับสนุนกลุ่มงานอุตสาหกรรมทั้งในและนอกประเทศ สร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (National Quality Infrastructure) ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ […]

ดูเหมือนว่าเกราะของไดโนเสาร์ไม่ได้มีไว้แค่ต่อสู้

ดูเหมือนว่าเกราะของไดโนเสาร์ไม่ได้มีไว้แค่ต่อสู้ ไดโนเสาร์ บางชนิดมีเกราะไว้สำหรับช่วยให้มันได้เปรียบยามต่อสู้ แต่สำหรับไดโนเสาร์สายพันธุ์หนึ่งที่เคยมีชีวิตอยู่ในยุคครีเตเชียส ร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยแผ่นเกราะของมันดูเหมือนว่าจะมีส่วนช่วยในการจับคู่ผสมพันธุ์ด้วย ผลการศึกษาฟอสซิลของ Borealopelta markmitchelli ไดโนเสาร์หุ้มเกราะ พบว่าแผ่นกระดูกที่อยู่ล้อมรอบคอและไหล่ของมันนั้นมีขนาดใหญ่โตเกินไปสำหรับการต่อสู้ นั่นจึงเป็นไปได้ว่าแผ่นกระดูกเหล่านี้น่าจะมีไว้สำหรับการดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้ามหรือใช้ข่มขวัญคู่แข่งของมัน ย้อนกลับไปเมื่อ 110 ล้านปีก่อน เจ้าไดโนเสาร์กินพืชตัวนี้ตาย ร่างของมันจมลงไปยังก้นมหาสมุทรโบราณ ในปี 2011 คนงานเหมืองในแคนาดาค้นพบร่างของมันเข้าโดยบังเอิญ  นับเป็นความโชคดีที่ร่างของมันจมลงในตะกอน ส่งผลให้แร่ธาตุเข้าไปแทนที่เนื้อเยื่อก่อนที่มันจะเน่าเปื่อย ร่างที่กลายเป็นหินทั้งร่างช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาได้ว่าไดโนเสาร์ตัวนี้เคยมีชีวิตอยู่อย่างไร ในความเป็นจริงการคาดเดาว่าเกราะของสัตว์นั้นถูกใช้เพื่อการต่อสู้และการจับคู่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจนัก ช้างเองก็ใช้งวงของมันในการต่อสู้ ป้องกันตัว และงวงเดียวกันนี้ก็ใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดด้วยเช่นกันหากตัวเมียต้องการที่จะเลือกผสมพันธุ์ “ส่วนใหญ่ของโครงสร้างที่ซับซ้อนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นหางของนก การเปลี่ยนสีของกิ้งก่า หรือเขาในสัตว์สี่เท้า แรงขับที่ทำให้พวกมันวิวัฒนาการสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาล้วนมาจากการคัดสรรทางเพศ” Caleb Brown นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ Royal Tyrrell กล่าว ซึ่งตัวเขาเองกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาไดโนเสาร์ Borealopelta ด้วยทุนสนับสนุนจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ผลการวิจัยเจ้า Borealopelta ใหม่จาก Brown ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ PeerJ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยไม่กี่ชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับไดโนเสาร์หุ้มเกราะ และเป็นงานวิจัยแรกที่มุ่งเป้าไปที่การศึกษาฟอสซิลของเนื้อเยื่อ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “มันยากที่จะพิจารณาการใช้งานจากรูปร่างของอวัยวะ แม้แต่ในสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม” Victoria Arbour นักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์หุ้มเกราะโดยเฉพาะ […]

เยาวชนไทยเตรียมไปแข่ง Coding ควบคุมหุ่นยนต์ชิงแชมป์เอเชีย

สวทช. ประกาศผล Space Flying Robot ทีม ‘won-SpaceY’ คว้าตั๋วแข่ง Coding ควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ ชิงแชมป์เอเชีย ที่ญี่ปุ่น กันยายนนี้ ณ ห้องประชุม SD-601 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์กรสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น หรือแจ็กซา (Japan Aerospace Exploration Agency: JAXA) และหน่วยงานพันธมิตร ประกาศผลการแข่งขันโครงการ Space Flying Robot Programming Challenge 2020 หรือ SRPC2020 ผลปรากฏว่าได้ทีมวอนสเปซวาย (won-SpaceY) เป็นทีมชนะเลิศ และจะเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์เอเชีย ณ ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนกันยายนนี้ กับภารกิจแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ ที่ใช้งานจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space […]

มดปากตะขอโจมตีเหยื่อเร็วกว่ากระพริบตา

มดปากตะขอในสองสายพันธุ์เป็นมดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยกรามขนาดใหญ่ที่พร้อมจะจู่โจมศัตรูทุกเมื่อ อย่างไรก็ตามวิดีโอบันทึกการทำงานของกรามมดชนิดนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นี่จึงนับเป็นวิดีโอแรก ทางทีมงานได้ใช้กล้องถ่ายภาพพิเศษที่จับภาพด้วยความเร็ว 50,000 เฟรมต่อวินาที เอาไว้ จากนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้เทคโนโลยี CT Scan เพื่อสร้างภาพ 3 มิติของการทำงานภายในขากรรไกรมดขึ้นมา จากการศึกษาพวกเขาพบว่าขากรรไกรของมดปากตะขอมีตัวล็อคอัตโนมัติที่ช่วยอ้าขากรรไกรออกกว้างอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างจากขากรรไกรของมดสายพันธุ์อื่น เมื่อต้องการโจมตีตัวล็อคจะคลายออก ส่งผลให้ขากรรไกรที่อ้านั้นหุบเข้าหากันอย่างรวดเร็วซึ่งจากการวัดความเร็วพบว่า มดปากตะของับเหยื่อได้เร็วกว่าความเร็วของการกระพริบตาในมนุษย์ถึง 700 เท่าเลยทีเดียว…มิน่าล่ะ ทำไมเวลามดกัดถึงได้เจ็บนัก   อ่านเพิ่มเติม : แมวของคุณไปไหนมาบ้าง?, สปีชีส์ใหม่ๆ ของสัตว์และพืชถูกค้นพบทุกวันในป่าแอมะซอน