ธรณีวิทยาว่าด้วยการเกิดถ้ำ - National Geographic Thailand

ธรณีวิทยาว่าด้วยการเกิดถ้ำ

ธรณีวิทยาว่าด้วย การเกิดถ้ำ

เมื่อเอ่ยคำว่า “ถ้ำ” คุณผู้อ่านนึกถึงสิ่งใดเป็นอันดับแรก บางคนอาจนึกถึงความมืดมิด บางคนอาจคิดจินตนาการถึงค้างคาว โดยภาพรวมแล้ว ถ้ำกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความลี้ลับและความน่ากลัว แต่ย้อนไปในอดีตไกลโพ้น ถ้ำคือบ้านของมนุษย์ยุคแรกเริ่มที่ช่วยปกป้องคุ้มครองบรรพบุรุษของเราจากสัตว์ป่าและสภาพอากาศเลวร้าย

ถ้ำ คือโพรงใต้ดินที่ส่วนใหญ่ไม่มีแสงสว่างส่องถึง เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมีขนาดตั้งแต่ช่องขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดใหญ่โตมโหฬาร ถ้ำเกิดขึ้นได้ในเกือบทุกสภาวะบนผิวโลก จากบริเวณเส้นศูนย์สูตรไปจนถึงขั้วโลก ใต้ทะเล หรือแม้แต่บนภูเขา อีกทั้งยังเกิดขึ้นได้กับหินทุกประเภท ซึ่งในภาคเหนือของไทยนั้น ถ้ำส่วนใหญ่เป็นหินปูน และด้วยภูมิประเทศแบบแนวภูเขาสลับกับหุบเขาที่มีแม่น้ำไหลผ่านจึงก่อให้เกิดถ้ำจำนวนมาก

กำเนิดถ้ำ

ในอดีตเคยเชื่อกันว่า ถ้ำเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่รุนแรง เช่น แผ่นดินไหว ส่งผลให้เปลือกโลกถูกฉีกออกจนกลายเป็นโพรงถ้ำ หรือเกิดจากน้ำท่วมฉับพลันที่ถล่มทะลุทะลวงพื้นดิน

ทว่าแท้จริงแล้ว การเกิดถ้ำมักมาจากน้ำที่ซึมผ่านเป็นเวลานาน ในตอนแรกจุดกำเนิดของถ้ำเริ่มจากหินปูนที่มีน้ำขังอยู่ ซึ่งเรียกว่าถ้ำจิ๋ว (micro-cave) น้ำที่ซึมผ่านหินจะละลายผนังถ้ำออกช้าๆ จนถ้ำจิ๋วมีขนาดกว้างขึ้น และพัฒนาเป็นโครงข่ายของหลอดเล็กๆ ที่เรียกว่าหลอดเชื่อมโยง (anastomoses) โดยน้ำที่ไหลผ่านหลอดเล็กๆ นี้จะละลายเอาเนื้อหินปูนทีละช้าๆ จากนั้นเมื่อหลอดใดหลอดหนึ่งขยายจนมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มิลลิเมตร จะส่งผลให้การไหลของน้ำนั้นไม่สม่ำเสมอ และไหลวน ทำให้น้ำสัมผัสกับหินปูนมากยิ่งขึ้น จึงไปเร่งอัตราการละลาย การกัดเซาะผนังให้เร็วขึ้น หลอดดังกล่าวจึงมีขนาดใหญ่ขึ้นตาม และดึงน้ำจากหลอดใกล้เคียงให้ไหลผ่านมากขึ้น และเร็วขึ้น เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ถ้ำเริ่มต้น (proto-cave) และเมื่อเวลาผ่านไปถ้ำเริ่มต้นจึงเริ่มพัฒนาเป็นถ้ำที่ใหญ่ขึ้น

การเกิดถ้ำ
ถ้ำคริสตัล เมืองไนก้า เม็กซิโก
อุณหภูมิภายในถ้ำที่สูงถึง 48 องศาเซลเซียส และความชื้นที่มีมากถึง 90% จะคร่าชีวิตชีวิตของนักสำรวจภายใน 30 นาที หากปราศจากเครื่องป้องกัน (จินตนาการถึงตอนเปิดฝาหม้อหุงข้าว) ถ้ำที่มีความลึกจากพื้นดินราว 300 เมตรนี้อุดมไปด้วยแร่ยิปซัมจำนวนมาก แต่ละผลึกมีความยาวมากถึง 12 เมตร หนักถึง 55 ตัน สันนิษฐานกันว่าผลึกที่ใหญ่ที่สุดมีอายุราว 500,000 ปี
ภาพถ่ายโดย Peter Carston

ทว่ายังมีถ้ำอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการละลายของหินปูน เช่น ถ้ำที่เกิดจากน้ำพุร้อนใต้ดิน เช่น ถ้ำอัญมณี (Jewel cave) ในสหรัฐอเมริกา ถ้ำที่เกิดขึ้นจากสารละลายของกรดซัลฟิวริก เช่น ถ้ำโมไวล์ (Movle) ในโรมาเนีย หรือถ้ำที่เกิดจากลาวาที่เย็นตัวลงแล้ว เช่น ถ้ำคาซามูรา (Kazamura) ในฮาวาย

 

จุดจบของถ้ำ

ธรณีวิทยาของหินรอบๆ ถ้ำจะเป็นตัวกำหนดรูปร่างของถ้ำ รอยเลื่อน (fault) และรอยแยก (joint) มีผลต่อรูปร่างของถ้ำในหลายๆ ทาง หากถ้ำนั้นๆ มีรอยเลื่อน และรอยแยกอยู่ใกล้กันจะส่งผลให้น้ำสามารถไหลได้หลายทาง เกิดเป็นโครงข่ายถ้ำที่สลับซับซ้อน

การแบ่งประเภทของถ้ำจะแบ่งตามตำแหน่งของถ้ำ เมื่อเทียบกับระดับน้ำใต้ดิน เช่น ถ้ำฟรีแอทิก (phreatic cave) เกิดในระดับใต้หรือที่ระดับน้ำใต้ดิน หรือถ้ำวาโดส (vadose cave) ซึ่งเกิดเหนือระดับน้ำใต้ดิน ทั้งนี้ถ้ำที่ยังคงมีการเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกว่ามีการพัฒนาอยู่จะต้องมีน้ำไหล มีความชุ่มชื้นภายใน หากเป็นถ้ำที่แห้งจะเรียกว่าเป็นถ้ำที่หยุดการพัฒนาแล้ว ถ้ำเหล่านี้จะเกิดการผุกร่อน เกิดรอยแยก และผนังถ้ำพังถล่มลงมาจนในที่สุดแสงอาทิตย์ก็จะสาดส่องเข้ามาในถ้ำได้ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของชีวิตที่ยาวนานของถ้ำ กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นได้ตั้งแต่พันปี ไปจนถึงล้านปีหลังถ้ำนั้นๆ หยุดการพัฒนา

(ยลศิลปะข้ามกาลเวลา จากผนังถ้ำในยุโรป)

ถ้ำในภาคเหนือของไทยสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ในภาคเหนือของไทย หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เราพึ่งพิงถ้ำในการใช้ชีวิตถูกพิจารณาผ่านหลักฐานประเภท เครื่องมือหินกะเทาะ เศษกระดูกสัตว์ และเปลือกหอย ร่องรอยก่อไฟทำอาหาร ไปจนถึงภาชนะดินเผา ซึ่งคาดว่าสิ่งของเหล่านี้เป็นของกลุ่มคนในสังคมล่าสัตว์หาของป่า หลักฐานลักษณะนี้ถูกพบกระจายอยู่ทั่วไปในหลายจังหวัด มีอายุตั้งแต่สมัยไพลสโตซีนตอนปลาย จนถึงสมัยโฮโลซีนตอนกลาง ในขณะที่บางพื้นที่มีรายงานพบว่าบางถ้ำยังคงถูกใช้งานเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว

การเกิดถ้ำ
ภาพแสดงวิถีชีวิตของผู้คนในยุคหินที่ต้องพึ่งพาถ้ำ
ภาพถ่ายโดย crystalinks.com

นอกเหนือจากการใช้เป็นที่พักอาศัย ยังพบหลักฐานอีกว่ามนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ใช้ถ้ำเพื่อประกอบพิธีกรรม ผ่านภาพเขียนและหลุมศพ รวมไปถึงเครื่องประดับโลหะ และเครื่องมือเหล็ก เช่นในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการขุดค้นพบหลุมศพซึ่งมีอายุมากกว่า 10,000 ปี แสดงให้เห็นว่าผู้คนโบราณใช้ถ้ำเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม และฝังศพผู้ตายมานานกว่าที่เคยคิดกันไว้

สิ่งมีชีวิตภายในถ้ำ

ระบบนิเวศของถ้ำมีความน่าอัศจรรย์  แต่ขณะเดียวกันก็เป็นระบบนิเวศที่เปราะบางเมื่อเทียบกับระบบนิเวศอื่นๆ ภายนอกถ้ำ เนื่องจากอาหารและพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น ถ้ำบางแห่งมีลำธารไหลเฉพาะฤดูฝนเท่านั้น ทว่าการมีแหล่งอาหารที่จำกัดนี้ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตในถ้ำต้องพึ่งพาอาศัยกัน ยกตัวอย่างค้างคาว และนกนางแอ่นที่มูลของมันเป็นอาหารให้แก่สัตว์อื่นๆ ในถ้ำ ดังนั้นแล้วหากเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือย้ายถิ่นฐานของสัตว์เหล่านี้ ห่วงโซ่อาหารทั้งหมดของถ้ำก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

การเกิดถ้ำ
ปลา Mexican Tetra (Astyanax mexicanus) จากสวนสัตว์ Tulsa
ภาพถ่ายโดย Joel Sartore

สภาพแวดล้อมอันแปลกประหลาดภายในถ้ำเอื้อให้สิ่งมีชีวิตต้องปรับตัวตาม ทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง และวงจรชีวิต สายตาที่เคยเป็นประโยชน์ไม่มีความหมายในความมืดมิดของถ้ำ ดังนั้นจะพบว่าสัตว์ในถ้ำหลายชนิดจะวิวัฒน์ให้สูญเสียการมองเห็นไป และมีผิวหนังสีขาว ในขณะเดียวกัน ประสาทสัมผัสอื่นๆ กลับถูกพัฒนาขึ้นมาแทนที่ เช่น จิ้งหรีดในถ้ำจะมีหนวดที่ยาวกว่าปกติ หรือปลาถ้ำบางชนิดจะมีปุ่มพิเศษตามตัว ช่วยให้พวกมันสัมผัสความเคลื่อนไหวในน้ำได้

นอกจากนั้นยังพบว่าสัตว์ในถ้ำยังมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตช้า ผสมพันธุ์น้อยครั้ง และมีอายุยืน เนื่องจากร่างกายจำกัดพลังงานให้น้อยที่สุดเพื่อการเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมอันมหัศจรรย์ของถ้ำ

กติกาในการสำรวจถ้ำ

เมื่อถ้ำคือระบบนิเวศที่มีความเปราะบาง ดังนั้นแล้วการสำรวจถ้ำจึงเป็นดั่งดาบสองคมที่อาจสร้างความเสียหายให้แก่สภาพแวดล้อมภายในถ้ำ ในการสำรวจแต่ละครั้ง นักสำรวจจึงต้องคำนึงถึงประเด็นการอนุรักษ์เป็นสำคัญ

และเหล่านี้คือกติกาคร่าวๆ ในการสำรวจถ้ำเพื่อก่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดยสหพันธ์นักสำรวจถ้ำออสเตรเลีย ปี 2538 (Australian Speleological Federation 1995)

– ระลึกเสมอว่าทุกการสำรวจก่อผลกระทบต่อถ้ำ โดยลดการสำรวจที่ไม่จำเป็นลง

– สำรวจถ้ำอย่างช้าๆ เพลิดเพลินไปกับสิ่งที่เห็น ซึ่งจะช่วยโอกาสที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ถ้ำ แทนที่จะสำรวจด้วยความเหนื่อยล้าหรือตื่นเต้น

– ทีมสำรวจที่ดีควรมีขนาดเล็กประมาณ 4 คน

– ระวังศีรษะของตนชนเข้ากับหินงอกหินย้อย

– ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสมาชิกในทีมทุกคนยืนในตำแหน่ง หรือเส้นทางที่กำหนดไว้

– สังเกตลักษณะต่างๆ บนพื้นดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายด้วยการเหยียบย่ำ หรือคลานทับ

– ล้างเสื้อผ้า และรองเท้าทุกครั้งเมื่อสำรวจถ้ำเสร็จ เพื่อลดการแพร่กระจายของแบคทีเรียและเชื้อรา

– ถ้าจำเป็นต้องเดินบนหินน้ำไหล (flowstone) หรือทำบนหินปูน (rimstone) ควรถอดรองเท้าหรือเสื้อผ้าที่เปื้อนโคลนออกก่อน

– ปฏิบัติและเคารพในสิทธิการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตภายในถ้ำ หลีกเลี่ยงการทำลาย ไม่ว่าจะเป็นการฉีกใยแมงมุม รวมถึงหลีกเลี่ยงการส่องไฟไปที่สัตว์เช่นค้างคาว

– ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ทำเศษอาหารตกพื้น เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาภายในถ้ำได้

การเกิดถ้ำ
ถ้ำนกนางแอ่น เม็กซิโก
ถ้ำนกนางแอ่น หรือถ้ำโกลอนดรีนาสทางตอนกลางของเม็กซิโก สาเหตุที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะภายในมีนกนางแอ่นจำนวนมากอาศัยอยู่ ตัวถ้ำเป็นหลุมขนาดใหญ่ความลึกมากกว่า 366 เมตร หรือลึกพอที่จะนำตึกเอ็มไพร์สเตตบรรจุลงไปได้ สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ชื่นชอบกีฬาเอ็กซ์ตรีมในการกระโดด BASE Jumping อีกด้วย
ภาพถ่ายโดย Stephen Alvarez

อ่านเพิ่มเติม

พบภาพวาดผนังถ้ำเก่าแก่ที่สุด ผลงานของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล

 

ขอบคุณแหล่งข้อมูล

หนังสือ “ถ้ำถิ่นเหนือ”

เรื่องแนะนำ

ความจำของมนุษย์ : คนเราสร้างความทรงจำ บางครากลับหวนคิด แต่บางทีกลับลืมเลือนได้อย่างไร?

ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เราลืมตาดูโลก สมองของเราก็เริ่มเปิดรับข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งมีทั้งเรื่องของตัวเราและเรื่องอื่นๆ รอบตัว ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่า เราจะยึดมั่นกับทุกสิ่งที่เราเรียนรู้และมีประสบการณ์ได้อย่างไร? คำตอบคือ ความทรงจำ

อนาคตคือยนตกรรมไฟฟ้า

การปฏิวัติเขียวด้านการสัญจรเริ่มขึ้นแล้ว  รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่รุ่นใหม่ๆขายดิบขายดี และเครื่องบินที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ก็กำลังมา ที่โรงงานประกอบรถยนต์โฟล์คสวาเกนในเมืองแชตทานูกา รัฐเทนเนสซี ตัวถังรถที่ยึดติดกับสายพานลอยสูงเหนือพื้นคอนกรีตจะถูกหย่อนลงมาทุก 73 วินาที เพื่อนำมาวางบนชุดส่งกำลังรถยนต์ และไม่ช้าทั้งตัวถังกับแชสซี จะประกอบเข้าด้วยกัน   ขณะที่ผมยืนดู คนงานบนเก้าอี้ล้อเลื่อนซึ่งถือสว่านไฟฟ้ารูปร่างคล้ายปืนพก ก็ไถเก้าอี้เข้าไปใต้รถยนต์รุ่นพาสสาตที่ยกสูงระดับอก ไขน็อตตรึงซุ้มล้อบังโคลนและแผ่นกันกระแทกให้แน่น ก่อนเก็บอุปกรณ์ใส่ซอง รอรถคันต่อไปเคลื่อนเข้ามา บนพื้นที่ 320,000 ตารางเมตร คนงานประมาณ 3,800 คนและหุ่นยนต์ 1,500 ตัวขยับตัวเป็นจังหวะตลอดวันเพื่อผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันบางรุ่นที่คนรู้จักดีที่สุดบนท้องถนน  ในอัตรา 45 คันต่อชั่วโมง 337 คันต่อกะ และกว่า 1.1 ล้านคัน นับตั้งแต่โฟล์คสวาเกนสร้างโรงงานแห่งนี้เสร็จเมื่อปี 2011  ทุกวันนี้ บริษัทรถยนต์ที่มีประวัติอื้อฉาว เรื่องเลี่ยงกฎหมายควบคุมการปล่อยมลพิษมายาวนานถึงเจ็ดปี กำลังพยายามทำให้ระบบคมนาคมขนส่งของสหรัฐฯ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในไม่ช้า โรงงานแห่งนี้จะประกอบยานยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโฟล์คสวาเกนที่ผลิตในสหรัฐฯ โดยในปี 2022 จะเริ่มสายการผลิตรถเอสยูวีไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดรุ่นไอดี.4 จากสายพานการผลิตที่มีอยู่ ควบคู่กับรถใช้น้ำมัน เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบมีโครงสร้างเรียบง่ายกว่ารถยนต์ใช้น้ำมัน ในทางกลับกัน รถยนต์ไฟฟ้ามีแบตเตอรี่ขนาดมหึมา ที่โฟล์คสวาเกน ชุดแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเกือบ 500 กิโลกรัม การที่โฟลก์สวาเกนและบริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่งกำลังพยายามปรับเปลี่ยนมาสู่กระบวนการอันซับซ้อนเหล่านี้บ่งชี้ว่า เรามาถึงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว    บริษัทรถยนต์รายนี้และอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังหันเหจากเครื่องยนต์สันดาปภายในที่พ่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา […]

ประเภทของพายุ และการกำเนิดพายุ

ประเภทของพายุ ที่เกิดขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ บนโลกของเรา มีแหล่งกำเนิดและความรุนแรงที่แตกต่างกัน ในช่วงฤดูมรสุม เรามักได้รับฟังการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ส่วนใหญ่เกิดจากพายุฝนที่หอบเอาความชื้นและน้ำฝนจากทะเลเคลื่อนตัวขึ้นไปยังแผ่นดิน นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องการกำเนิดพายุมาเป็นเวลานานแล้ว และได้จำแนก ประเภทของพายุ ตามความรุนแรงและแหล่งกำเนิด พายุ (Storm) คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศโลกถูกรบกวน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งปลูกสร้าง และสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวโลก พายุเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่รุนแรง โดยมักเกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฝนตกหนัก รวมไปถึงการพัดพาสสารบางอย่างผ่านไปในชั้นบรรยากาศที่ก่อให้เกิดพายุฝุ่น พายุหิมะ และพายุทราย เป็นต้น การกำเนิดพายุ พายุเกิดจากการเคลื่อนที่ของลม หรือ มวลอากาศ จากความแตกต่างของอุณหภูมิในบรรยากาศโดยรอบ ซึ่งพายุมักเกิดในพื้นที่ที่มีความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดกระแสลมพัดเข้าหาจุดศูนย์กลางของบริเวณดังกล่าว เนื่องจากมวลอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสูง ส่งผลให้มวลอากาศในแนวราบที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเข้ามาแทนที่ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ เกิดกระแสการเคลื่อนที่ของลมและเกิดการก่อตัวขึ้นของเมฆ ก่อนพัฒนาไปเป็นพายุในรูปแบบต่างๆ บริเวณความกดอากาศต่ำ (Low Pressure Area: L) คือ พื้นที่ที่มวลของอากาศได้รับความร้อนสูงจากดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดการยกตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความกดอากาศบริเวณนั้นมีค่าลดลงต่ำกว่าบริเวณใกล้เคียงหรือบริเวณโดยรอบ ขณะที่บริเวณความกดอากาศสูง (High Pressure Area: H) […]

มดรู้จักการต่อกันเป็นสะพาน

มดรู้จักการต่อกันเป็นสะพาน ว่ากันว่าบนโลกใบนี้มีประชากรมดทั้งหมดรวมกันราวหมื่นล้านล้านตัว จำนวนมากมหาศาลเช่นนี้เทียบได้กับวลีที่ว่ามนุษย์ครองโลก เพราะหากเทียบด้วยจำนวนแล้ว มดเองก็กำลังครองโลกอยู่เช่นกัน มดเป็นสัตว์สังคมที่มีความซับซ้อนและความสำเร็จของพวกมันนั้นจำเป้นต้องอาศัยการพึ่งพากัน จากฟุตเทจที่ทำการทดลองกับมดนี้จะแสดงให้เห็นว่าพวกมันแก้ไขปัญหาช่องว่างด้วยการต่อตัวเป็นสะพานเพื่อเดินต่อไปยังจุดหมาย มดที่ต่อตัวอยู่ริมสุดจะชะลอตัวเองลงเมื่อเจอกับช่องว่าง และมดงานตัวอื่นๆ จะเข้ามาเติมเต็มจนในที่สุดสะพานมดก็เสร็จสมบูรณ์ ด้วยมันสมองที่มีน้ำหนักเพียง 1 ในล้านของมันสมองมนุษย์ น่าแปลกใจที่มดเหล่านี้สามารถสื่อสารกันได้ด้วยการส่งสัญญาณเท่านั้น แตกต่างจากเราพวกมันไม่มีภาษาแต่ใช้สัญชาตญาณในการสื่อสาร การทดลองศึกษาความร่วมมือกันของมดเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ไขคำตอบว่ามดมีรูปแบบการสื่อสารในสังคมอย่างไร ตลอดจนอะไรคือเคล็ดลับที่ช่วยให้มันอยู่รอดมาจนทุกวันนี้ได้ (ชมคลิปการต่อกันของสะพานหมดได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม ทำไมราชินีมดและแมลงอื่นๆ จึงฝังศพพวกที่ตายแล้ว