แรงบันดาลใจจาก "Bird Box" คนตาบอด ได้ยินเสียงชัดกว่าจริงหรือ?

แรงบันดาลใจจาก “Bird Box” คนตาบอดได้ยินเสียงชัดกว่าจริงหรือ?

ภาพจากภาพยนตร์ Bird Box ขอบคุณภาพจาก Netflix

แรงบันดาลใจจาก “Bird Box” คนตาบอด ได้ยินเสียงชัดกว่าจริงหรือ?

“อย่ามอง ถ้ายังไม่อยากตาย!” คำโปรยโปรโมทภาพยนตร์ “Bird Box” ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ Netflix ที่ดึงดูดใจผู้พบเห็นมากทีเดียว ลองจินตนาการถึงโลกที่การมองเห็นต้องแลกด้วยชีวิต เมื่อบางสิ่งบางอย่างรุกรานเข้ายึดครองเมือง ใครที่จ้องมอง “พวกมัน” จะพากันคลุ้มคลั่ง และลงเอยด้วยการฆ่าตัวตาย สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดกลัวให้แก่ทุกคน พวกเขาป้องกันตัวด้วยการขังตนเองอยู่ในบ้าน และเลือกที่จะปิดตาเพื่อความปลอดภัย นี่คือเรื่องย่อของ Bird Box ที่จะสร้างความลุ้นระทึกในขณะเดียวกันก็สร้างความอึดอัดให้แก่ผู้ชม เมื่อประสาทสัมผัสสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตกลายเป็นสิ่งต้องห้าม หากจะเอาชีวิตรอดนอกบ้านคุณต้องละทิ้งมัน และใช้ชีวิตเยี่ยง คนตาบอด

เงื่อนไขของสถานการณ์ทำให้เสียงกลายมาเป็นสิ่งสำคัญ จากตัวอย่างของภาพยนตร์ ตัวละครหลักต้องเดินทางข้ามป่าและแม่น้ำไปยังสถานที่ปลอดภัย โดยปิดตาไว้ตลอดเวลา และใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด คุณผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “คนตาบอดหูดีกว่าคนทั่วไป” ธรรมชาติชดเชยสิ่งที่ขาดได้จริงหรือ? และความหมายของคำว่า “หูดี” คืออะไรกันแน่?

(ชมตัวอย่างภาพยนตร์ Bird Box ได้ที่นี่)

 

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า “สมอง”

เรารับรู้เสียงที่เกิดขึ้นผ่านการสั่นไหวของเยื่อแก้วหูที่ส่งต่อมายัง “เซลล์ขน” อวัยวะที่ทำหน้าที่รับการสั่นสะเทือนของเสียง เซลล์ขนอยู่ในอวัยวะคอร์ติ (Organ of Corti) อวัยวะรับรู้เสียงที่อยู่ภายในหูชั้นในของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม การทำงานของเซลล์ขนร่วมมือกับเยื่อบุเทคโทเรียล (tectorial membrane) ซึ่งจะขยับขึ้นลงในขณะที่มีเสียง และจะเป็นตัวกระตุ้นเซลล์ขนให้รับรู้ว่ามีเสียงเกิดขึ้น ตลอดจนทำงานร่วมกับกระแสประสาทรอบๆ เพื่อส่งข้อมูลคลื่นไฟฟ้าเข้าสู่สมอง และแปลงผลการสั่นสะเทือนนั้นๆ ออกมา ประสิทธิภาพในการฟังเสียงของคนๆ หนึ่งขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของเซลล์ขนเหล่านี้ หากได้รับความเสียหายเซลล์ขนจะไม่สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ ในผู้พิการทางสายตาเองหูของพวกเขาไม่ได้มีเซลล์ขนที่แตกต่างจากคนทั่วไป ดังนั้นแล้วหากพิจารณาจากสภาพร่างกาย คนตาบอดไม่ได้มีความสามารถในการได้ยินเสียงชัดกว่าคนตาปกติแต่อย่างใด

(กว่าเสียงจะเดินทางจากแหล่งกำเนิดมาถึงสมองต้องผ่านอะไรบ้าง?)

ทว่าสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีกว่าคือ การระบุแหล่งที่มาของเสียง และเบื้องหลังของความสามารถนี้คือ “สมอง” ภายในสมองของเรามีพื้นที่ที่ใช้สำหรับประมวลข้อมูลการรับรู้ต่างๆ โดยเฉพาะ เช่น เปลือกสมองส่วนการมองเห็น (Visual Cortex) ทำหน้าที่ประมวลข้อมูลจากสายตา หรือเปลือกสมองส่วนการได้ยิน (Auditory Cortex) ที่ทำหน้าที่ประมวลข้อมูลจากหู หากการรับรู้ส่วนใดบกพร่อง หรือขาดหาย นักวิทยาศาสตร์พบว่าสมองสามารถทำสิ่งที่น่าทึ่งได้ นั่นคือจัดระเบียบการทำงานเสียใหม่

ในผู้พิการทางสายตา เมื่อเปลือกสมองส่วนการมองเห็นไม่ได้รับข้อมูลเป็นเวลานาน สมองมีความยืดหยุ่นที่จะจัดระเบียบการทำงานส่วนนั้นใหม่ให้พื้นที่ดังกล่าวสามารถนำไปใช้รับประสาทสัมผัสอื่นๆ ได้ นั่นหมายความว่าแม้พวกเขาจะตาบอด แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือพื้นที่ในสมองที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทางเสียง กลิ่น รส และการสัมผัส

ทั้งนี้ประสิทธิภาพของการจัดระเบียบใหม่นี้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่บุคคลนั้นๆ สูญเสียประสาทสัมผัสการมองเห็น แน่นอนว่าสมองของเรามีความสามารถในการปรับตัวตลอดเวลา แต่หากบุคคลนั้นๆ ต้องเผชิญกับความพิการทางสายตาตั้งแต่เด็ก การจัดระเบียบการทำงานใหม่ของสมองจะมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้ที่พิการทางสายตาในวัยผู้ใหญ่ เนื่องจากในวัยเด็กเป็นช่วงวัยที่สมองกำลังพัฒนาอย่างเต็มที่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่ตาบอดตั้งแต่อายุน้อยๆ จึงมีแนวโน้มที่จะมีความสามารถในการรับรู้ประสาทสัมผัสด้านอื่นๆ ดีกว่าคนที่ตาบอดเมื่ออายุมากแล้ว

คนตาบอด
แผนที่แสดงตำแหน่งของสมองที่ทำหน้าที่รับประสาทสัมผัส ตลอดจนทักษะอื่นๆ
ขอบคุณภาพจาก http://www.basicknowledge101.com/subjects/brain.html

งานวิจัยโดยสถาบัน Schepens Eye Research ในรัฐแมสซาชูเซตส์ โดยดอกเตอร์ Lotfi Merabet ผู้อำนวยการด้านความยืดหยุ่นทางการมองเห็น (Visual Neuroplasticity) ชี้ว่าสมองของมนุษย์สามารถเชื่อมโครงข่ายประสาทใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ในการศึกษาทีมวิจัยสแกนสมองของผู้ที่พิการทางสายตาแต่กำเนิด หรือพิการทางการมองเห็นตั้งแต่ก่อนอายุได้ 3 ขวบ เปรียบเทียบกับคนทั่วไป พวกเขาพบความเปลี่ยนแปลงในสมองของผู้พิการ ไม่เพียงแค่ส่วนเยื่อหุ้มสมองบริเวณท้ายทอยที่ทำหน้าที่รับรู้การมองเห็นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพื้นที่ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความทรงจำ, การใช้ภาษา และประสาทสัมผัสอื่นๆ ด้วย ผลการศึกษานี้เผยแพร่ลงในวารสาร Plos One เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2017

“คุณขับรถไปที่ไหนสักแห่ง และพบว่าทางนั้นไม่สามารถผ่านไปได้ คุณตัดสินใจขับรถอ้อมแทนเพื่อไปให้ถึงยังจุดหมาย สิ่งนี้คล้ายคลึงกับสมองของมนุษย์ที่พัฒนาปรับตัว และสร้างโครงข่ายใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ส่วนที่ไม่ได้ใช้งานก็จะถูกลดบทบาทความสำคัญลง”

กระบวนการเปลี่ยนแปลงในสมองเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับรู้ประสาทสัมผัสอื่นๆ ทดแทนการมองเห็นของผู้พิการทางสายตายังรวมถึง “การกำหนดที่ตั้งวัตถุด้วยเสียงสะท้อน” (Echolocation) เราสามารถเรียกความสามารถนี้ว่าเป็นคุณสมบัติ “หูดีแบบคนตาบอด” ได้ไม่ผิดนัก หากฝึกฝนสม่ำเสมอผู้พิการบางคนสามารถส่งเสียงเคาะไม้เท้า กระทืบเท้า หรือใช้ลิ้นดีดเพดานปาก เพื่อรอฟังเสียงสะท้อนกลับมาว่าวัตถุนั้นๆ อยู่ในตำแหน่งใด ตลอดจนมีขนาดประมาณเท่าไหร่ หลักการเดียวกันกับการใช้คลื่นเสียงโซนาร์ของวาฬและโลมาใต้น้ำ หรือการส่งเสียงสะท้อนของค้างคาวที่ต้องบินท่ามกลางความมืดมิด ซึ่งเทคนิคนี้คนธรรมดาที่มีดวงตาปกติดีก็สามารถฝึกฝนได้เช่นกัน

“ไม่ใช่แค่เสียงเท่านั้น ประสาทสัมผัสอื่นๆ ของผู้พิการทางสายตาล้วนไวกว่าคนทั่วไป เช่น กลิ่นที่โชยมาตามลมประกอบกับเสียงรอบตัวอาจช่วยให้พวกเขาสามารถวาดแผนที่ขึ้นในสมองได้ว่าบรรยากาศรอบตัวเป็นอย่างไร”

(Daniel Kish คือผู้พิการทางสายตาแต่กำเนิด ตัวเขาใช้เทคนิค Echolocation ในการดำรงชีวิต แม้แต่ปั่นจักรยานหรือปีนเขาก็สามารถทำได้)

ถ้าเช่นนั้นในฐานะคนตาดี เรามีอะไรที่เหนือกว่าคนตาบอดบ้างหากไม่นับรวมการมองเห็น? คำตอบคือโอกาสและการเข้าถึง ความพิการทางการมองเห็นส่งผลให้ความสนใจ และทักษะความสามารถของบุคคลนั้นๆ แคบลงไปมาก นั่นทำให้โอกาสต่างๆ ลดน้อยลงไปด้วย อัตราการว่างงานของผู้พิการทางสายตาสูงถึงร้อยละ 70 ต้องขอบคุณความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ช่วยอ่านข้อความให้ผู้พิการฟัง ตลอดจนความแม่นยำของแผนที่และจีพีเอสที่ช่วยให้พวกเขาสามารถเดินทางไปไหนมาไหนด้วยตนเองได้ และอื่นๆ อีกมากมาย ทว่าทุกวันนี้ยังมีผู้พิการทางสายตาจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา และตลาดแรงงาน ทั้งๆ ที่มีความรู้ และสามารถทำประโยชน์ต่อองค์กรได้

ด้านผู้พิการเอง ทัศนคติต่อชีวิต และการฝึกฝนความสามารถเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อสมองของมนุษย์มหัศจรรย์ในการปรับตัวเพื่ออยู่รอดเช่นนี้ หากไม่ได้แสดงศักยภาพของตนออกมาคงเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะผู้พิการเองไม่ใช่ภาระของสังคม หากคือบุคคลหนึ่งที่มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าใคร

(เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Echolocation ได้ผ่านวิดีโอนี้)

 

อ่านเพิ่มเติม

นักวิทยาศาสตร์พบแบบแผนสมองของผู้คิดฆ่าตัวตาย

 

แหล่งข้อมูล

Do blind people have better hearing?

Why Other Senses May Be Heightened in Blind People

Does Losing One Sense Improve the Others?

Supersensors: How the loss of one sense impacts the others

หู อวัยวะมหัศจรรย์

โลกของคนตาบอด

CBR Forum: ‘อาชีพ’ ทำให้คนพิการใช้ชีวิตอิสระได้อย่างไร

 

เรื่องแนะนำ

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ช่วยให้เราทุกคนมีความสามารถในการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ วิธีการและขั้นตอนที่ใช้ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการแสวงหาความรู้ หรือหาความจริง หรือใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ดังนั้นการแสวงหาความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือในทุก ๆ ศาสตร์ จะต้องอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อตอบคำถาม และเพื่อแก้ปัญหา ปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้จำแนกวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไว้แตกต่างกัน ในที่นี้ขอนำเสนอวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 ตั้งปัญหา ขั้นที่ 2 เก็บรวบรวมข้อมูล หรือข้อเท็จจริง ขั้นที่ 3 สร้างสมมติฐาน ขั้นที่ 4 ทดลองพิสูจน์ และขั้นที่ 5 สรุปผล กระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในโลกยุคใหม่ จะต้องสนับสนุนให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติจริง สัมผัสจริง มีกระบวนการสำรวจ ทดลอง ตรวจสอบด้วยเครื่องมือ แลกเปลี่ยนความเห็น ทำงานร่วมกัน มีความรับผิดชอบ กล้าคิด กล้าแสดงออก […]

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste)

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste) ซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่าง ๆ ทั้งที่ใกล้หมดอายุการใช้งาน ล้าสมัย ในยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้พัฒนาระบบการสื่อสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Waste หรือ E-waste) คือ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่าง ๆ ทั้งที่ใกล้หมดอายุการใช้งาน ล้าสมัย และไม่เป็นที่ต้องการของเจ้าของอีกต่อไป ซึ่งกลายเป็นขยะถูกทิ้งหรือถูกส่งต่อไปยังสถานีรีไซเคิล ซาเล้ง หรือร้านรับซื้อของเก่า เพื่อนำไปคัดแยกชิ้นส่วนและกำจัดเศษซากของอุปกรณ์ที่เหลือ ในยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้พัฒนาระบบการสื่อสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะการเปลี่ยนถ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งยิ่งกว่าที่เคย ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ยังขาดความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และระบบการบริหารจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ชิ้นส่วนของขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีส่วนประกอบของสารอันตรายถูกปล่อยปละละเลยและถูกทิ้งรวมไปกับขยะทั่วไป โดยปราศจากการขัดแยก การจัดการกับชิ้นส่วนต่าง ๆ และการกำจัดที่เหมาะสม จนกลายเป็นภัยต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ขยะอิเล็กทรอนิกส์สามารถจำแนกออกเป็น 10 ประเภท ตามระเบียบ WEEE (Waste from Electronic and Electronic Equipment) ของสหภาพยุโรป ดังนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ภายในครัวเรือน เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า […]

เชื้อก่อโรค (Infectious Agents)

เชื้อโรค หรือ เชื้อก่อโรค เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคในสิ่งมีชีวิต เชื้อก่อโรค (Infectious Agents) คือ ชื่อเรียกจุลินทรีย์ (Microorganisms) หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อการเจริญเติบโตและการสืบเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือมนุษย์ จุลินทรีย์เหล่านี้สามารถรุกรานเข้าไปภายในร่างกายของผู้ถูกอาศัยที่เรียกกันว่า “โฮสต์” (Host) ทำให้เกิดการติดเชื้อและก่อให้เกิดโรคที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต จุลินทรีย์บางชนิดยังสามารถอาศัยร่างกายของโฮสต์ส่งต่อหรือถ่ายทอดเชื้อโรค (Pathogens) ไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นได้อีกด้วย ทั้งจากการสัมผัสกันโดยตรง ผ่านการหายใจร่วมกัน การปนเปื้อนไปในอาหารหรือน้ำดื่ม หรือแม้แต่การส่งเชื้อผ่านตัวกลางที่เรียกว่า “พาหะ” (Vector) ซึ่งนำไปสู่การแพร่ระบาดและการติดเชื้อเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนี้ เชื้อโรคบางชนิดยังสามารถพัฒนาและวิวัฒนาการตนเองที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดข้ามสายพันธุ์ จากสัตว์ชนิดหนึ่งไปสู่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้โดยไม่ถูกจำกัดตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เพราะการขาดภูมิคุ้มกัน เชื้อก่อโรคเหล่านี้ สามารถจำแนกออกเป็น 5 ประเภท คือ   ไวรัส (Virus) คือ สิ่งอนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 20 ถึง 400 นาโนเมตร ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ สารพันธุกรรม (Genetic Materials) หรือกรดนิวคลิอิก […]

เหตุใดนักวิทย์จึงเพาะหลอดอาหารมนุษย์ขึ้นในแล็บ?

อวัยวะมนุษย์ในขนาดย่อมเยานี้ช่วยฉายภาพให้เห็นว่าระบบย่อยอาหารมีวิธีการทำงานอย่างไร ตลอดจนช่วยให้แพทย์ลองใช้ยาที่หลากหลายมากขึ้นในการรักษาอาการป่วย